กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 349 : เปลี่ยนไปอยางฉับพลัน
เมื่อสิ้นเสียง เสียงฝีเท้าก้าวเหยียบกิ่งไม้ของใคร
บางคนก็ดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ตามมาด้วยคนผู้หนึ่ง
ที่มาปรากฎอยู่เบื้องหน้าของ อู่ อวี้ ชายผู้นี้เป็น
บุรุษหนุ่มซึ่งมีเส้นผมสีดำขลับ
เวลาล่วงเลยผ่านไปเพียงแค่ไม่กี่ปีทว่า จิ่วอิง ได้
เติบใหญ่ขึ้นมาก เห็นได้ชัดว่ายามนี้มันบรรลุสู่
ระดับตำหนักม่วงทะเลมรกตแล้ว ดวงตาสว่างเจิด
จ้ายิ่งขึ้น แลความรู้สึกที่ส่งผ่านออกมาจากร่างของ
เขา ทำให้สัมผัสได้ถึงวิถีแห่งเต๋าอันลึกล้ำยิ่ง
พื้นฐานการฝึกตนของ จิ่วอิง อยู่ในระดับเดียวกับ
หนานกง เหว่ย แม้ว่าเขาจะไม่ได้เข้าไปยังถ้ำ
กำเนิดใหม่แห่งซูซัน แต่พรสวรรค์ของเขาก็หาได้
ด้อยกว่า หนานกง เหว่ย แม้แต่น้อย
การที่สหายเก่าได้มาพานพบหน้าย่อมมีความสุข
แต่ด้วยสถานการณ์หมิ่นเหม่ในปัจจุบัน ทำให้การ
พบปะกับ จิ่วอิง ในครั้งนี้ ทำให้เขารู้สึกตึงเครียด
กังวลใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว สีหน้าของ อู่ อวี้ ในยาม
นี้ดูน่าเกลียดเป็นอย่างยิ่ง ทันทีที่ จิ่วอิง ปรากฏตัว
ขึ้นที่นี่ ความสับสนแลความกังขาที่มีมากมายอยู่
ทั้งหมดภายในจิตใจ ก็ถูกไขข้อสงสัยกระจ่างแจ้ง
ขึ้นมาในบัดดล ราวกับได้เห็นแสงสว่าง!
อู่ อวี้ เข้าใจแล้ว!
อย่างไรก็เสีย ดูเหมือนว่ามันจะสายเกินไป
เขาคิดว่า จิ่วอิง ยังควรอยู่ใน ‘อาณาเขตล่าแห่ง
เกียรติยศ’ นั่นเพราะมันไม่ปรารถนาเข่นฆ่าผู้ฝึกตน
ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ควรมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ ฉะนั้น
การที่เขาสามารถมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้แสดงว่า
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ วูซาน เซี่ยชือ ได้ทำการ
วางแผนไว้ล่วงหน้ากับตนเองโดยใช้ แก่นพลังชีวิต
ศักดิ์สิทธิ์ เท่ากับว่าในเวลานี้มันได้เริ่มแผนการ
แล้ว!
“อย่าอย่าเข้ามา” อู่ อวี้ รีบห้ามปรามเขาในทันที
จากนั้น จิ่วอิง ก็ชะงักฝีเท้าลง
จิ่วอิง มองไปที่เขาอย่าอึ้งตะลึงงันไปชั่วครู่ เขาไม่
เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในยามนี้ ครั้งล่าสุดที่อยู่
ใน ‘อาณาเขตล่าแห่งเกียรติยศ’ ด้วยความรีบเร่ง
เลยไม่ทันได้กล่าวคำบอกลา แต่เมื่อได้มีโอกาสพบ
เจอกันอีกครั้ง ไฉน อู่ อวี้ ใบหน้า ถึงมีสีหน้าตึง
เครียดน่าเกลียดเช่นนี้ ? หรือว่า อู่ อวี้ มีมุมมองที่
เปลี่ยนไป หรือ อู่ อวี้ เริ่มเกลียดชังตัวตนของมัน
เสียแล้ว ?
อู่ อวี้ รู้สึกราวกับว่า ตนเองได้ถูกสายอัสนีฟั้าผ่าลง
มาภายในจิตใจ หลังจากเขาเรียบเรียงความคิด จึง
ได้กล่าวขึ้นว่า ” จิ่วอิง เจ้าต้องรีบออกไปจากที่นี่
เสียเดี๋ยวนี้ พวกเราทั้งสองกำลังติดอยู่ในกับดัก
เมื่อตอนที่ข้าเดินทางออกจาก ห้วงทะเลปีศาจ
อนันต์ ข้าได้พบเจอกับ วูซาน เซี่ยชือ มันได้ใช้
แก่นชีวิตพลังศักดิ์สิทธิ์ ฝังไว้ในร่างกายของข้า ถ้า
ข้าคิดไม่ผิดมันต้องการยืมมือข้ากำจัดเจ้า ดังนั้น
เมื่อข้ามาถึง เขาหยินหยาง มันถึงได้วางแผนให้
เจ้ามาพบกับข้า! แม้ว่าข้าจะไม่รู้ว่ามันใช้วิธีใด แต่
เมื่อเจ้าออกไปแล้ว ให้รีบนำข่าวเรื่องนี้ไปบอกเล่า
ให้แก่บิดาของเจ้า ตอนนี้ชีวิตของข้ากับเจ้ากำลัง
ตกอยู่ในอันตราย! ”
” วูซาน เซี่ยชือ? ” จิ่วอิง รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
อู่ อวี้ รีบบอกเล่าถึงสถานการณ์อันตรายที่เกิดขึ้น
ให้ จิ่วอิง ฟัง แม้จะเข้าใจทุกอย่างจนชัดเจนแจ่ม
แจ้ง แต่ในยามนี้มันก็ไม่สามารถตอบสนองใด ๆ
ได้
หากให้กล่าวถึง วูซาน เซี่ยชือ แม้มันจะรู้ถึงการ
ดำรงอยู่ แต่ต่างฝั่ายต่างก็ไม่เคยพานพบหน้ากัน
และกัน จิ่วอิง รู้เพียงว่าจักรพรรดิจู้กลับมายัง ห้วง
ทะเลปีศาจอนันต์ พร้อมกับปีศาจฝีมือร้ายกาจผู้
หนึ่ง ซึ่งมันมักจะเปรียบเทียบ จิ่วอิง กับ วูซาน
เซี่ยชือ อยู่เสมอ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เมื่อเทียบกับ จิ่วอิง ‘จอมขี้
ขลาด’ วูซาน เซี่ยชือ นั้น ถือเป็นผู้เพียบพร้อม
สมบูรณ์แบบเลยก็ว่าได้ ทว่า จิ่วอิง หาได้เกลียด
ชังมันแต่อย่างใด เขาสนใจแต่คนที่สนใจเขา
เท่านั้น
เมื่อ จิ่วอิง คิดขบคิดอย่างรอบคอบ หาก วูซาน
เซี่ยชือ ปรารถนาที่จะกำจัดตนเอง วิธีที่ดีที่สุดก็คือ
การตายด้วยน้ำมือมนุษย์ แล้วเนื่องจากว่า อู่ อวี้
กับ จิ่วอิง มีสัมพันธ์อันดีฉันท์สหายต่อกัน ฉะนั้น
จึงเพิ่มโอกาสที่จะลงมือมากขึ้น เหตุนี้จึงไม่ต้อง
สงสัยเลยว่า อู่ อวี้ จึงกลายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
สิ่งเดียวที่ วูซาน เซี่ยชือ ไม่คาดคิดนั่นก็คือ อู่ อวี้
จดจำได้ว่าตนเองถูกตราประทับคำสาป ถึงขนาด
ได้ทำการวิเคราะห์กับ เฉิน ชิงเหยา จนได้ข้อสรุป
ว่าเปั้าหมายที่แท้จริงของมันนั้นก็คือ จิ่วอิง แล้ว
เวลานี้ จิ่วอิง ก็มาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ เห็นได้ชัดว่า
มันคือการจัดฉาก การที่ อู่ อวี้ บอกเล่าเรื่องนี้
ให้กับ จิ่วอิง ได้ล่วงรู้ เป็นเพราะต้องการให้ จิ่วอิง
เตรียมพร้อมรับมือ วูซาน เซี่ยชือ หารู้ไม่ว่าการให้
อู่ อวี้ ลงมือสังหาร จิ่วอิง โดยไม่ได้ตั้งใจนั้นมัน
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
” ได้ ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวลาไปก่อน!” จิ่วอิง เมื่อเห็น
ว่ากำลังตกอยู่ในสถานการณ์บีบคั้นเร่งด่วน เขาจึง
จำเป็นต้องเร่งรีบตัดสินใจ
อู่ อวี้ ถอยหลังกรูดในทันที แล้วรีบดูหลังฝั่ามือ
ของตนเอง ทันใดนั้นเขาก็พบว่าทันที่ที่ตนเองได้
พบกับ จิ่วอิง ตราประทับคำสาปที่อยู่หลังฝั่ามือก็
ปรากฏแสงเจิดจ้าขึ้น แสดงให้เห็นถึงโลหิตอัน
เข้มข้น!
ตราประทับคำสาปนั้น เสมือนกับเป็นดวงตาที่
กำลังจับจ้องมอง อู่ อวี้
ทันใดนั้นเอง ดูเหมือนว่าตราประทับคำสาปก้
ทำงานขึ้นอย่างกะทันหัน ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยมี
วูซาน เซี่ยชือ เป็นผู้วางแผนบงการจัดการทุกสิ่ง!
ก่อนหน้านี้ แก่นพลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์ ได้สงบนิ่งมา
เป็นเวลานาน ในที่สุดมันก็เคลื่อนไหวสักที ขณะที่
ตราประทับคำสาปเริ่มทำงาน อู่ อวี้ ก็สังเกตเห็น
ว่ามีโลหิตสายหนึ่งไหลอยู่ภานในร่างกายของเขา
ซึ่งมันทำให้เขานึกออกในทันทีว่า ปีศาจโลหิต
ต้องการที่จะครอบครองร่างของเขา แต่เป็นเพราะ
‘พลองทองสมปรารถนา’ ได้ขับไล่มันออกไป
ดูเหมือนว่าพลังที่ พลังอิทธิฤทธิ์ที่ วูซาน เซี่ยชือ
ใช้จะมีผลคล้ายคลึงกับคุณสมบัติครอบครองร่าง
ของปีศาจโลหิต
แก่นพลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์ ของปีศาจประเภทโลหิต
นั้นน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง แล้วในยามนี้พลังของ
มันได้สำแดงเดชขึ้นมา ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกว่าใต้หล้า
นี้อาบทั่วไปด้วยโลหิต ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกว่า
ตนเองนั้นหมายพลังอำนาจ บังเกิดเป็นการต่อต้าน
อย่างคลุ้มคลั่ง พลังของมันทำให้มนุษย์กลายเป็น
สัตว์ร้ายกระหายโลหิต จากมุมมองของ จิ่วอิง ยาม
นี้ดวงตาของ อู่ อวี้ ได้แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน
กลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายแผ่ขยายออกมาอย่าง
รุนแรง บัดนี้ อู่ อวี้ ได้กลายเป็นสัตว์ปั่าคลุ้มคลั่ง
กระหายเลือดอย่างสมบูรณ์!
สำหรับ อู่ อวี้ เขาติดอยู่ภายในทะเลโลหิต ร่างกาย
ของเขาไม่อาจขยับเขยื้อนเคลื่อนย้ายไปไหนได้
ความคลุ้มคลั่งทำให้เขาไม่สามารถควบคุมสติ
อารมณ์ของตนเอง แต่เขาก็ยังรู้สึกได้ทุกอย่าง
ชัดเจน ในเวลานี้ร่างกายของเขาขยับเคลื่อนไหว
ไปเอง อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ความคลุ้มคลั่งนี้
ราวกับคนเสียสติ ความรู้สึกนี้ประหนึ่งดั่งอยู่ใน
ห้วงมายา ที่รู้สึกได้แต่ไม่อาจมองเห็น ในเวลานี้ อู่
อวี้ รู้เพียงแค่ว่าความแข็งแรงของเขาได้พุ่งทะยาน
ถึงขีดสุด
ตู้ม ตู้ม ตู้ม!
ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ทว่าบัดนี้ อู่ อวี้ ได้
แปรเปลี่ยนกลายเป็นร่างจำแลงเซียนวานรแล้ว
ขนสีทองทั่วทั้งร่าง แทบจะถูกอาบชโลมด้วยสีแดง
ฉานของโลหิตแทบทั้งหมด ศาสตราเต๋าสถิต
วิญญาณ สองชนิดปรากฏขึ้นในมือของเขา
แม้กระทั่งมหาวิถีเชื่อมต่อสวรรค์ก็ถูกใช้ออก
ดวงตาสีแดงลี้ลับของร่างอวตารนับสิบคูปรากฏขึ้น
ยืนเคียงข้างกายเขา ทุกตัวตนอยู่ในสภาวะคลุ้ม
คลั่งดุร้ายอย่างหาใดเปรียบ ทันใดนั้นเองพวกมันก็
ทะยานร่างพุ่งเข้าสกัดกั้น จิ่วอิง ที่กำลังจะจากไป
” ตราประทับคำสาปของ วูซาน เซี่ยชือ ทำให้ข้า
เข้าสู่สภาวะคลั่ง เปียมล้นไปด้วยความดุร้ายอย่าง
สิ้นเชิง ตอนนี้ร่างกายของข้าเป็นเสมือนดั่งสัตว์
ร้ายก็มิปาน เกรงว่าไม่ว่าข้าจะพบเห็นผู้ใด ข้าก็จะ
กระโจนเข้าไปหาคนผู้นั้น ด้วยหมายมาดสังหารให้
ตกตายไปทันที!” อู่ อวี้ คิดขึ้นกับตนเอง ใน
ระหว่างที่จิตใจเต็มไปด้วยความสับสนปันปั่วน ซึ่ง
มันทำให้เขาแลเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแท้จริงแล้ว
วูซาน เซี่ยชือ มีเจตนาร้ายอันใดแอบแฝงอยู่กันแน่
คงต้องกล่าวว่า อำนาจจาก แก่นพลังชีวิต
ศักดิ์สิทธิ์ ของมัน ช่างร้ายกาจน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก
พลังนี้สงบนิ่งอยู่ภายในร่างกายของเขามาเนิ่นนาน
แต่สามารถกระตุ้นให้เกิดผลลัพธ์เช่นนี้ได้ อู่ อวี้
คิดว่าจิตใจของตนเอง มีความมั่นคงอย่างยิ่งยวด
ไม่ไหวสั่นคลอนได้โดยง่าย แต่ก็ไม่คาดคิดว่าอีก
ฝั่ายจะสามารถเอาชนะเจตจำนงของเขาได้
” อู่ อวี้ !” จิ่วอิง กำลังจะจากไป แต่ทันใดนั้นเอง
มันก็แลเห็น อู่ อวี้ บ้าคลั่งขึ้นมาอย่างฉับพลัน
ภายในจิตใจของมันเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
ขณะที่คิดว่ากำลังจะจากไป อู่ อวี้ ก็ถูก วูซาน
เซี่ยชือ ควบคุม มันไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเกิดเรื่องอัน
ใดขึ้น เพราะอย่างไรแล้ว เหตุการณ์เช่นนี้ก็ไม่ใช่
สิ่งที่มันคุ้นเคย แต่มันไม่สามารถทนเห็นสหายของ
ตนเองตกอยู่ในอันตรายได้ ดังนั้นขาที่กำลังจะก้าว
จากไปจึงหยุดชะงักลงทันที ในช่วงเวลานี้เอง ร่าง
อวตารทั้งสิบร่าง ซึ่งได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นเซียน
วานรทองคำก็พุ่งทะยานเข้ามา พร้อมกับห้อมล้อม
ร่างของมันไว้ จากนั้นก็เปิดฉากโจมตีเข้าใส่อย่าง
บ้าคลั่งทันที!
ระดับการฝึกตนของ จิ่วอิง ในขณะนี้คือ ตำหนัก
ม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 2 เมื่อพลังอำนาจถูก
ปลดปล่อยออกมาถึงขีดสุด พลังรบของมันจะ
เทียบเคียงได้กับ ตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 3 ซึ่ง
แข็งแกร่งยิ่งกว่า หนานกง เหว่ย เล็กน้อย อีกทั้งจิ่
วอิงยังมิได้เติบโตอย่างเต็มที่ จึงทำให้ยากจะ
จัดการกับสภาวะคลั่งของ อู่ อวี้ ในตอนนี้ได้
โดยเฉพาะ ‘เคล็ดวิชากระบี่แก่นแท้เซียนกำสรวล’
ของ อู่ อวี้ ส่งผลให้ไม่ว่าผู้ใดก็ตามที่ต้อง
เผชิญหน้ากับวิชานี้จักต้องรู้สึกปวดเศียรเวียน
เกล้าไปตาม ๆ กัน อีกทั้งยังมี มหาวิถีเชื่อมต่อ
สวรรค์ ซึ่งแปรเปลี่ยนกลายเป็นร่างอวตารทั้ง 10
ทำให้บังเกิดเป็นอำนาจทำลายล้างอันน่า
สะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุด เมื่อเหล่าวานรห้อมล้อม
แล้วปลดปล่อยการโจมตีออกไป
“อู่ อวี้ ตื่นเร็วเข้า!” จิ่วอิง ตะโกน
สิ่งที่เกิดขึ้นได้บอกกับเขาว่า ให้รีบออกจากที่นี่
โดยเร็วที่สุด แต่ เมื่อเห็นว่าชีวิตของสหายต้องตก
อยู่ในวิกฤติอันตราย ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย
เช่นนี้ ถือเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดาได้ ทำให้ไร้ซึ่ง
ทางเลือก จำต้องรั้งอยู่ทีนี่
ภายใต้การกระตุ้นจากตราประทับคำสาป ส่งผลให้
อู่ อวี้ สูญเสียการควบคุมตนเอง ภายในจิตใจของ
เขามีเพียงความคิดเดียวเท่านั้นคือปารถนาจะฉีก
กระชาก จิ่วอิง เป็นชิ้น ๆ เมื่อตกอยู่ภายใน
สถานการณ์เช่นนี้ จิ่วอิง จึงต้องกลายร่างคืนสู่
รูปแบบของปีศาจอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งยังคอยต้าน
รับการโจมตี และ พยายามกระตุ้นเตือน อู่ อวี้
อย่างต่อเนื่อง มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ที่จะทำให้มัน
จากไปได้อย่างสบายใจ
…….
เหนือภูเขาลูกหนึ่งที่อยู่ห่างไกลออกไป มีคนสอง
คนกำลังยืนอยู่
“สำเร็จแล้ว” วูซาน เซี่ยชือ ยิ้มขึ้นจาง ๆ
ผู้ที่อยู่ถัดไปจากมันคือหมอกโลหิต ซึ่งผสานรวม
กลายเป็นสตรีงดงามเปียมเสน่ห์ผู้หนึ่ง นางไม่ได้
สวมใส่อาภรณ์ใด ๆ กระทำเพียงยิ้มขึ้นแล้วกล่าว
ว่า “ ถึงแม้ว่า อู่ อวี้ จะมิได้แข็งแกร่งเพียงพอ แต่
ก็สามารถใช้มันถ่วงเวลา จิ่วอิง ไว้ครู่หนึ่ง จนกว่า
สาวกคนอื่น ๆ ของซูซันจะมาถึง ถึงแม้พวกมันจะ
ไม่รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของ จิ่วอิง แต่เมื่อเห็นเป็น
ปีศาจ เป็นไปได้ว่าพวกนั้นคงหูตามืดบอดพุง
ทะยานสังหารเขาอย่างรวดเร็ว โดยที่ตัว จิ่วอิง ไม่
มีโอกาสเอื้อนเอ่ยวาจาใด”
“ จิ่วอิงผู้นี้ช่างโง่เขลายิ่งนัก แค่ให้คนไปบอกว่า อู่
อวี้ อยู่ที่ใด มันก็รีบกุลีกุจอมาทันที”
“ เจ้าไร้ค่าผู้นี้คิดสร้างสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพวก
มนุษย์ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองเป็นปีศาจ แต่กลับคิด
ปรารถนาไขว่คว้าความชอบธรรม ช่างน่าขันยิ่งนัก
” วูซาน เซี่ยชือ ยิ้มขึ้นอย่างเย้ยหยัน
ปีศาจโลหิตส่ายหัว แล้วกล่าวว่า ” ข้าว่าอีกไม่
นานก็คงจะเริ่มแล้ว เสียดายก็แค่ปีศาจค้างคาวใต้
บัญชาของข้า ถูกส่งไปเพื่อทดสอบความแข็งแกร่ง
ของ อู่ อวี้ แต่ไม่มีโอกาสได้อธิบายอันใดแม้แต่
น้อย ต้องถูกสังหารตกตายไปภายใต้เงื้อมมือของ
อู่ อวี้ ในทันที ”
วูซาน เซี่ยชือ มิได้แยแสชีวิตและความตายของ
ปีศาจค้างคาวแม้แต่น้อย
“แล้วพวกฝูงปีศาจหมูปั่าล่ะจะทำอย่างไร?”
” เมื่อ จิ่วอิง ตาย ค่อยให้พวกมันวิ่งกรูกันเข้าไป
ใช้ฝูงหมูปั่าของพวกมัน ดึงดูดความสนใจของจอม
กระบี่ที่ซ่อนตัวอยู่ให้ไขว้เขว จากนั้นพวกเราค่อย
ถอนตัว ที่นี่คือระยะที่ไกลที่สุดเท่าที่ข้าจะทำการ
ควบคุม อู่ อวี้ ให้อยู่ในสภาพบ้าคลั่งแล้ว ”
วูซาน เซี่ยชือ จับจ้องไปยังทิศทางของเขาหยินห
ยางด้วยดวงตาหนาวเย็น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิด
ขึ้นอยู่ภายใต้การควบคุมจากแผนการของมัน
……
“หืม?”
มู่ หลิงเช่อ กำลังลาดตระเวนอยู่รอบ ๆ เนื่องจาก
นางเป็นอ่อนแอมากสุด ดังนั้นจึงถูกจัดวางให้อยู่ใน
ตำแหน่งทางทิศใต้ ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งที่อยู่
ใกล้เคียงกับ อู่ อวี้
ระหว่างที่กำลังลาดตระเวนอยู่นั้น นางก็สัมผัสได้
ถึงความผันผวนจากการต่อสู้มาจากทางด้าน
ซ้ายมือ ถึงแม้จะมีระยะทางขวางกั้น แต่นางมันก็
มั่นใจว่าไม่ผิดแน่ ทั้งยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายปีศาจ
ถึงแพร่กระจายปกคลุมหนาแน่นอยู่ในอากาศ
” น่าจะเป็นตำแหน่งที่ อู่ อวี้ อยู่! มีปีศาจปรากฏ
ตัวขึ้น? ไฉนเขาถึงไม่แจ้งเรา ? ” มู่ หลิงเช่อ ขบคิด
ทันใดนั้นหนังก็นึกขึ้นได้ว่า ไม่ใช่ว่าเขาไม่ได้แจ้ง
ผ่านตราประทับสื่อสารมา แต่เป็นเพราะตัวนาง
เป็นผู้บดขยี้ตาประทับสื่อสารระหว่างนางกับเขา
ด้วยตนเอง
” เด็กผู้นี้โชคดีเสียจริง ๆ ทุกครั้งที่แยกตัวไปลาด
ตะเวน ปีศาจจะไปหาเขา คาดว่าศิษย์พี่หญิงหลี่
กับคนอื่น ๆ น่าจะไปทิศทางอื่นกันหมดแล้ว
เช่นนั้นข้าจะไปตรวจสอบดู ”
มู่ หลิงเช่อ ล่วงรู้ดีการเดินทางในครั้งนี้ ‘จอมกระบี่
ชื่ออิง’ ได้ติดตามมาด้วย แต่เขาแอบซ่อนเร้นกาย
ในที่ลับ จอมกระบี่ชื่ออิง ไปมาไร้ร่องรอยดั่งภูติ
พราย ฉะนั้นนางจึงไม่จำเป็นต้องห่วงกังวลในเรื่อง
ความปลอดภัยนัก
ถึงกระนั้นนางเองก็ยังคงรอบคอบระมัดระวังตัว
นางยกกระบี่เซียนบุปผาโบตั๋นขึ้น พร้อมทะยานไป
ยังทิศทางของ อู่ อวี้ อย่างรวดเร็ว อันที่จริงแล้ว อู่
อวี้ กับ จิ่วอิง ก็เพิ่งเริ่มการต่อสู้กันเมื่อไม่นานมานี้
เมื่อนางได้เข้ามาใกล้ก็พบว่า อู่ อวี้ กำลังต่อสู้
หมายมาดห้ำหันสังหารปีศาจอย่างดุเดือด ส่วนคน
อื่น ๆ ยังไม่มีผู้ใดมาถึง
” นี่คือโอกาสที่ข้าจะไขว่คว้าผลงาน ข้าจะไม่ยอม
ให้ อู่ อวี้ ช่วงชิงผลงานนี้ไปเด็ดขาด! ” มู่ หลิงเช่อ
ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดรวดเร็ว นางดูจากการ
ประลองแล้วเห็นได้ชัดว่าปีศาจเก้าหัว กับ อู่ อวี้
ต่อสู้กันอย่างก้ำกึ่งสูสี นางจึงรู้ได้ทันทีว่าปีศาจตัว
นี้ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าใดนัก นางจึงขี่กระบี่พุ่ง
ทะยานเข้าไปอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วอึดใจทะเลบุป
ผาก็โบยบินตามกระแสลม!
มู่ หลิงเช่อ รู้ดีว่า อู่ อวี้ ได้แจ้งถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
ให้แก่ หลี่ ชูเสวี่ย ล่วงรู้แล้ว ดังนั้นนางจึงไม่
จำเป็นต้องเสียตาประทับสื่อสารให้สูญเปล่าอีก
ด้วยเหตุนี้นางก็พุ่งทะยานหมายมาดสังหาร จิ่วอิง
พร้อมกับกล่าวขึ้นด้วยโทสะว่า ” ปีศาจชั่ว บังอาจ
เหยียบย่างเข้ามาในอาณาเขตนิกายเซียนซูซันของ
ข้า ถ้าเช่นนั้นจงลิ้มรสกระบี่ของข้าซะ!”
ทันทีที่กล่าวเสร็จสิ้น นางก็กระโจนเข้าร่วมการ
ต่อสู้สิบต่อหนึ่งระหว่าง อู่ อวี้ กับ จิ่วอิง
ทันใดนั้นดวงตาของ อู่ อวี้ ได้เป็นสีแดงฉานราว
โลหิต เมื่อสัมผัสได้ถึงตัวตนของ มู่ หลิงเช่อ เขาก็
รู้สึกว่ากำลังมีผู้ใดบางคนจะมาปล้นเหยื่อของ
ตนเอง ต่อมา อู่ อวี้ ก็เปล่งเสียงคำราม พร้อมกับ
เปลี่ยนเปั้าหมายต่อสู้ในทันที
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ