กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 351 : ความสัมพันธที่พังทลาย
แน่นอนว่าตอนที่ตัดสินใจเอ่ยปากออกมา อู่ อวี้ ก็
ได้ไตร่ตรองถึงผลลัพทธ์ดีแล้ว
หากว่าเขาพูดความจริงออกมาทั้งหมดและพูด
เรื่องการสมรู้ร่วมคิดของ วูซาน เสวี่ยชือ ออกมา
ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าตัวตนของ จิ่วอิง จะต้องถูก
เปิดเผยออกมา
บุตรชายของจักรพรรดิอิง ไม่ต้องถึงจอมกระบี่ชื่อ
อิงและคนอื่นๆ โดยเฉพาะ หนานกง เหว่ย หาก
นางรู้เข้าจะต้องบ้าคลั่งจนเสียสติอย่างแน่นอน
เพราะว่าผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้คือบุตรชายศัตรูของ
นาง
ดังนั้นเขามีเพียงแค่เรื่องนี้เท่านั้นที่มิอาจกล่าว
ออกมาได้ แต่ถึงแม้จะไม่ได้กล่าวออกมา การที่จับ
ปีศาจเป็นๆมาได้เช่นนี้ พวกเขาก็น่าจะกำจัดทิ้งไป
อย่างไม่ลังเลอยู่แล้ว ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะ
ปล่อยให้ปีศาจหลบหนีไป บัดนี้ อู่ อวี้ ตกอยู่
ภายใต้ความร้อนรน จึงทำได้เพียงแค่ลองดูเท่านั้น
ดูว่าพวกเขาจะเบนความสนใจมาที่ตนเองแล้ว
ปล่อย จิ่วอิง ไป
ไม่ใช่ว่าความสัมพันธ์ของ อู่ อวี้ กับ จิ่วอิง จะดี
อะไรถึงกับตายแทนกันได้ เขารู้เพียงแค่ว่า เรื่องนี้
เป็น จิ่วอิง ที่มาตกหลุมพรางจากการวางแผนอัน
ชั่วร้าย เขามาหา อู่ อวี้ เพราะต้องการมาหาสหาย
เก่า และเขาก็ไม่ได้สังหารใคร เขาจึงไม่ควรที่จะ
กลายเป็นแพะรับบาปเช่นนี้ อู่ อวี้ ไม่อาจจะปล่อย
ให้สหายของเขาต้องมาตายและต้องมาทนทุกข์
ทรมานแทนเขาได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นสหายทั่วๆไปก็
ตาม
“แค่บังเอิญผ่านมา?” จอมกระบี่ชื่ออิงมองไปที่ อู่
อวี้ แล้วก็มองไปที่ จิ่วอิง
อู่ อวี้ รู้ได้ทันทีว่าจอมกระบี่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์มี
ประสบการณ์และความรู้ที่กว้างขวาง เกรงว่าตัว
เขาไม่อาจที่จะปิดบังเขาได้
“อู่ อวี้ ดูเหมือนว่าเจ้าจะเป็นห่วงเป็นใยปีศาจตัวนี้
เหลือเกินนะ ข้าจะถามเจ้าหนึ่งประโยค เจ้าเห็น
ปีศาจตัวนี้ตั้งแต่แรกแล้วใช่หรือไม่ ทำไมถึงไม่ใช้
ตราผนึกสื่อสารแจ้งให้พวกเราทราบ?” จอมกระบี่
ชื่ออิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกแล้วจ้องมอง
ไปที่เขา
ทุกคนมองไปที่ อู่ อวี้ รวมทั้ง หนานกง เหว่ย ที่อยู่
ข้างกายของ อู่ อวี้ ด้วย ใบหน้าของนางสั่นสะท้าน
ไม่กล่าวสิ่งใด จ้องมอง อู่ อวี้ ด้วยสายตาที่ว่าง
เปล่า
จอมกระบี่ชื่ออิงไม่ใช่คนโง่งม อู่ อวี้ เข้าใจอย่าง
ลึกซึ้งว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ จิ่วอิง จริงๆ
แล้วไม่สามารถจะหลอกเขาได้ วันนี้ มู่ หลิงเช่อ
ตกตายลงไปที่นี่ ภูมิหลังของนางคือ จอมกระบี่
ชั่วฮวา และ จอมกระบี่หลี่หั่ว เขากับ จิ่วอิง
จะต้องมีคนชดใช้
“เจ้าไม่ต้องพูดสิ่งใดทั้งนั้น พวกข้าจะจัดการเจ้า
ปีศาจนี่ก่อน แล้วกลับไปถึงค่อยให้จอมกระบี่ชั่วฮ
วาจัดการกับเจ้าต่อ” จอมกระบี่ชื่ออิง หยิบเข็มสี
ดำขึ้นมาอีกครั้ง เข็มทมิฬเล่มนี้บางเป็นอย่างยิ่ง
แต่มันมีความยาวถึงหนึ่งฉื่อ ซึ่งย่อมเพียงพอที่จะ
เจาะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายได้
เมื่อมาถึงขั้นนี้ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถหยุดได้แล้ว
เมื่อเห็น อู่ อวี้ ไม่กล่าวอะไร ทันใดนั้น จิ่วอิง ก็
กล่าวขึ้นทันที “พวกเจ้าอย่างสร้างความลำบากให้
เขาเลย ข้าจะบอกความจริงให้ ตั้งแต่ต้นจนจบ ตก
ลงหรือไม่?”
อู่ อวี้ ไม่สามารถห้ามไม่ให้เขาหยุดกล่าวได้
ทั้งสองคนจ้องหน้ากันและกัน ภายในสายตาบ่ง
บอกว่าต่างคนต่างทำอะไรไม่ถูก ถ้าหากในวันนี้มี
คนชนะ คนผู้นั้นก็น่าจะเป็น วูซาน เสวี่ยชือ
อย่างไรก็ตามในตอนนี้ จิ่วอิง รู้ความจริงแล้ว เขา
ควรที่จะแจ้งเรื่องนี้ให้กับบิดาของตนรู้ดีหรือไม่?
แต่เมื่อคิดๆแล้ว จิ่วอิง ก็ยังไม่ได้ตกอยู่ในอันตราย
ขนาดนั้น ตราบใดที่เขายังไม่ตายไป
จิ่วอิง มีจิตใจที่บริสุทธิ์ ถ้าไม่ใช่เพราะความ
แตกต่างของสถานะ จริงๆแล้วมันก็เป็นคนที่มี
อุดมการณ์เดียวกัน ถ้าหากเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์
พวกเขาอาจเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันก็ได้
ภายใต้สายตาอันแหลมคมของจอมกระบี่ชื่ออิง จิ่
วอิง กล่าวว่า “ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้มีพรรคหนึ่งที่มีชื่อ
ว่า พรรควายุอัสนี ข้าได้พบกับ อู่ อวี้ และได้
ช่วยกันจัดการผู้ฝึกตนนอกรีตที่ชื่อว่า เฮยซาน กุ่ย
อี้”
เขาเล่าถึงที่ไปที่มาของเรื่องนี้ การควบคุมของ วู
ซาน เสวี่ยชือ แก่นแท้พลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในตัว
อู่ อวี้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้น ทุกอย่าง
ล้วนชัดเจน แน่นอนว่าตัวตนเช่นบุตรชายของ
จักรพรรดิอิง ย่อมไม่สามารถที่จะปกปิดมันได้
ท้ายที่สุดเขาก็กล่าวสรุปออกมาว่า “เหตุผลที่ อู่
อวี้ สังหาร มู่ หลิงเช่อ ไม่เกี่ยวสิ่งใดกับเขาแม้แต่
น้อย ตัวเขาถูก วูซาน เสวี่ยชือ ควบคุม เพื่อหมาย
จะให้มาสังหารข้า แต่สตรีผู้นี้กลับโผล่ออกมาอย่าง
ฉับพลันจนมาขวางทาง เขาซึ่งไม่สามารถควบคุม
ตนเองได้ จึงสังหารสตรีผู้นี้ไปโดยบังเอิญ เรื่องนี้
เขาไม่เกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย แน่นอนหากพวก
เจ้าต้องการหาคนมาชดใช้ เจ้าต้องไปหา วูซาน
เสวี่ยชือ ถ้าหากเจ้าไม่กล้าไปหามัน หรือว่าหามัน
ไม่พบ นั่นก็ไม่ใช่เรื่องของข้าอีกต่อไปแล้ว”
แม้กระทั่งจอมกระบี่ชื่ออิง ไม่ได้คาดถึงว่าจะมี
เบื้องลึกเบื้องหลังที่มากขนาดนี้ แม้กระทั่งเกี่ยวกับ
การแข่งขันภายในระหว่างจักรพรรดิจู้กับ
จักรพรรดิอิง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุการณ์นี้จะทำ
ให้ทั่วทั้งดินแดนแห่งทวยเทพต้องเคลื่อนไหว เรื่อง
นี้ทำให้การกระทำของ วูซาน เสวี่ยชือ แดงออกมา
แน่นอนว่าจะทำให้คลื่นพิโรธของจักรพรรดิอิงปะทุ
ขึ้น ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดสงครามขึ้นในห้วงสมุทร
ปีศาจอนันต์ได้เลยทีเดียว
“ก่อนอื่นข้าจะไปควาญหาตัว วูซาน เสวี่ยชือ!”
หลังจากที่จอมกระบี่ชื่ออิงได้ฟังจนจบ การ
ตอบสนองอย่างแรกของเขาคือ : วูซาน เสวี่ยชือ
จะต้องอยู่ใกล้ๆนี้
ในตอนที่เขากำลังลุกขึ้น มีตราผนึกสื่อสารบินเข้า
มาอยู่ในมือของ หลี่ ชูเสวี่ย นางจึงอ่านข้อความ
ข้างใน “ราชันหมอกทมิฬนำปีศาจมากมากมาย
เข้าโจมตีภูเขาหยินหยาง พร้อมทั้งสังหาร หลิว
จิง”
“พาทุกคนกลับเหมือง!” ภายใต้คำสั่งของจอม
กระบี่ชื่ออิง พริบตาเดียวเขาก็หายตัวไป ส่วน หลี่
ชูเสวี่ย คุมตัว จิ่วอิง และพวกเปั่ยซาน ม่อ พาร่าง
ของ มู่ หลิงเช่อ อันไร้วิญญาณรีบพุ่งกลับไปใน
เหมืองที่มีราชาทองคำปีหลวน ส่วน อู่ อวี้ ซึ่ง
หนานกง เหว่ย ยืนอยู่เบื้องหน้าอยู่นั้น ยากที่จะ
เผชิญหน้ากับนาง สายตาของนางในตอนนี้
อาจจะกล่าวได้ว่าผิดหวัง หรือแม้กระทั่งหมดหวัง
มันเป็นความเจ็บปวดและเป็นความเศร้าโศก ที่
ราวกับโลกทั้งใบพังทลาย…….
“ฟังข้าอธิบายก่อนได้หรือไม่?” เสียงของ อู่ อวี้
กลายเป็นแหบแห้ง
“ไม่จำเป็น” หนานกง เหว่ย เบือนหน้ามองไปยัง
หลี่ ชูเสวี่ย พร้อมกล่าวว่า “เรื่องนี้ท่านไม่อาจจะ
หนีความรับผิดชอบได้ ท่านไปเถอะ”
เมื่อ อู่ อวี้ ได้ยินประโยคนี้ ก็รู้สึกปวดใจยิ่ง ยามนี้
เขาตระหนักได้ว่าความรู้สึกของทั้งสองที่มีมาอย่าง
ยาวนานที่แท้มันกลับเปราะบางเช่นนี้ และดู
เหมือนว่าในตอนนี้ความสัมพันธ์นั้นก็ได้ขาดสะบั้น
ลงอย่างไม่เหลือชิ้นดี
ดูเหมือนว่า หนานกง เหว่ย จะเป็นคนที่คุม อู่ อวี้
ไปส่งถึงใจกลางภูเขาหยินหยาง เบื้องหน้าพวกเขา
กลายเป็นทะเลโลหิตไปในทันที หลังจากที่จอม
กระบี่ชื่ออิงมาถึง ไม่ว่าจะเป็นราชันทมิฬ พี่น้อง
ของมัน หรือว่าเป็นปีศาจที่มันได้พามา ทั้งหมดได้
กลายเป็นเพียงซากศพ แม้กระทั่งปีศาจตัวชั้นต่ำ ก็
กลายเป็นซากศพเกลื่อนไปทั่ว โลหิตไหลรวมกัน
กลายเป็นแม่น้ำ……
ปีศาจที่สามารถหลบหนีกลับห้วงสมุทรปีศาจ
อนันต์มีเพียงไม่กี่ตนเท่านั้น
มันกลายเป็นการสังหารหมู่ไปในพริบตา
ความเกลียดชังระหว่างผู้ฝึกตนกับปีศาจ ทำให้
โลหิตเจิ่งนองอยู่เบื้องหน้า อู่ อวี้
ฉากด้านหน้าถ้าหากใครได้เห็น ก็ยากที่จะหายใจ
ได้สะดวก
จอมกระบี่ชื่ออิงไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้ว คาดว่ายามนี้
น่าจะกำลังจะไล่ตาม วูซาน เสวี่ยชือ อยู่
หนานกง เหว่ย ยืนอยู่เบื้องหน้า อู่ อวี้ ไหล่ของ
นางสั่นสะท้านเล็กน้อย ไม่กล้าที่จะมอง อู่ อวี้
ตรงๆ จริงๆแล้ว อู่ อวี้ คิดว่า เขาถูกคนอื่นควบคุม
อยู่ ความตายของ มู่ หลิงเช่อ ไม่อาจจะมาตำหนิ
เขาได้ ทำไม หนานกง เหว่ย ถึงต้องมีท่าทีเช่นนี้
ด้วย?
ส่วนสายตาของของ เปั่ยซาน ม่อ ที่จ้องมองมาที่
ตัวเขา ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร
“จอมกระบี่ชิงเหอกล่าวเอาไว้ว่า ไม่ให้ข้าพูด
เกี่ยวกับความสัมพันธ์มิตรสหายระหว่างข้ากับ จิ่
วอิง ไม่เพียงแต่ความสัมพันธ์กับสหายทั่วๆไป
หรือแม้กระทั่ง เหว่ยเอ๋อร์ ก็ไม่อาจจะบอกได้…..”
ยามที่ อู่ อวี้ กำลังคิดถึงเรื่องนั้อยู่นั้น จอมกระบี่ชื่อ
อิงก็ได้กลับมาพร้อมกับร่างที่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิต
เมื่อมองจากสีหน้าของเขาแล้ว เขาน่าจะไล่ตาม วู
ซาน เสวี่ยชือ ไม่ทัน
เมื่อตอนที่จอมกระบี่ชื่ออิงกลับมา หนานกง เหว่ย
ก็กล่าวออกมาอย่างเคร่งขรึมว่า “ทุกท่าน
จักรพรรดิอิงสังหารมารดาของข้า ในตอนนี้ข้า
ต้องการที่จะสังหารบุตรชายของมันเสียที่นี่ ให้มัน
ได้ลิ้มรสของการสูญเสียบุคคลที่มันรัก ทุกท่านว่า
เช่นไร?”
หลี่ ชูเสวี่ย ไม่กล้าที่จะเอื้อนเอ่ยออกไป
เปั่ยซาน ม่อ ก็พูดออกมาว่า “สังหารมันเสีย พวก
ปีศาจมันสมควรตาย พี่สาวหนานกง ข้าจะช่วย
ท่านเอง ในวันนี้ต้องทำให้จักรพรรดิอิงตกอยู่ใน
ความเจ็บปวดจนไม่อยากที่จะมีชีวิต!”
ในที่แห่งนี้ยังคงต้องให้จอมกระบี่ชื่ออิงเป็นคนตัน
สินใจ จอมกระบี่ชื่ออิงขมวดคิ้วจากนั้นกล่าวว่า
“เหว่ยเอ๋อร์ เจ้าแน่ใจหรือที่จะไม่กลับไปปรึกษา
บิดาของเจ้าก่อน หลังจากที่ จิ่วอิง ตกตายไปแล้ว
ความขัดแย้งระหว่างสองเผ่าพันธุ์จะยิ่งรุนแรงขึ้น”
หลักๆแล้วก็คือเรื่องนี้มันใหญ่เกินไป เขาคิดว่า
จะต้องให้เจ็ดเซียนแห่งซูซันเป็นผู้ตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม หนานกง เหว่ย กล่าวออกมาตรงๆ
“ถ้าหากว่าบิดาของข้ายืนอยู่ตรงนี้ เขาก็คงไม่มา
มัวเสียเวลาเช่นท่านขนาดนี้ เขาคงจะพุ่งตรงเข้า
ไปสังหารมันตั้งนานแล้ว ในวันนี้ ไม่ว่าใครก็ไม่
อาจจะหยุดข้าได้อีกต่อไปแล้ว!” เมื่อกล่าวคำพูดนี้
ออกมา หนานกง เหว่ย ก็เหลือบมอง อู่ อวี้
“เหว่ยเอ๋อร์ กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนอง
จิ่วอิง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของมารดาเจ้า
” อู่ อวี้ เอ่ยเตือนสตินาง เขารู้สึกสับสน เขารู้ว่า
ความเกลียดชังของนางมีมากขนาดไหน แต่ว่าตัว
เขาเองไม่ชอบการที่ลากผู้อื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
เขาไม่รู้ว่าความเกลียดชังต่อปีศาจของคนเองไม่
มากพอ หรือเป็นเพราะ หนานกง เหว่ย ถูกความ
เกลียดชังนี้บังตาเข้าแล้ว บางครั้งเขาก็รู้สึกว่า
ตนเองรักนาง เขาควรจะยืนอยู่เคียงข้างนาง
เช่นเดียวกับ เปั่ยซาน ม่อ แต่ทำไมตัวเขาถึงทำ
ไม่ได้กันนะ?
“ข้ารู้ว่าว่าท่านจะกล่าวเช่นนี้” หนานกง เหว่ย
ขบริมฝีปากสีเชอรี่ของนาง อดีตที่สวยงามถาโถม
ผ่านเข้ามาอยู่ต่อหน้านาง ในยามนี้นางได้หลับตา
ลงไม่ได้หันกลับไปหา จิ่วอิง อีก
จิ่วอิง ไม่ได้หวาดกลัว มันหันไปจ้องมอง หนานกง
เหว่ย พร้อมกล่าวว่า “ได้ฟังเจ้าแล้ว ดูเหมือนว่าบิ
ดารของข้าได้สังหารมารดาของเจ้าไป หากกล่าว
ตามตรงแล้วเจ้าสามารถมาแก้แค้นได้ ถึงแม้ว่าใน
ที่สุดเจ้าจะสังหารเขาได้ นั่นก็ไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิด
แต่ข้าขอแนะนำเจ้าว่า บนโลกนี้ยังมีคำว่ากรรม
ตามสนองอยู่ หากเจ้าเอาความเกลียดชังมาลงที่ข้า
สังหารข้าเพื่อต้องการให้เขาต้องทนทุขก์ทรมาน
ซึ่งเป็นการกระทำจากความเกลียดชังที่มาบดบัง
ดวงตา บัดนั้นหัวใจเต๋าของเจ้าก็จะไม่บริสุทธิ์อีก
ต่อไป อู่ อวี้ นั้นกำลังคิดแทนเจ้า ว่าทำไมเจ้าถึงไม่
สามารถสงบสติอารมณ์ได้? ในตอนนี้คนที่บอกให้
เจ้าสังหารผู้คน นั่นแหล่ะคือคนที่ทำร้ายเจ้าจริงๆ”
“เจ้าไม่ใช่คน เจ้าเป็นปีศาจ ปีศาจทั้งหมดไม่มี
คุณสมบัติที่จะอยู่บนโลกใบนี้” หนานกง เหว่ย
กล่าวออกมาทีละคำ
จิ่วอิง หัวเราะอย่างจนปัญญา กล่าวว่า “ทุกสิ่งบน
โลก ความดีความชั่วที่ถูกสร้างขึ้นมา คนก็มีคนเลว
ฉันใด ปีศาจก็มีปีศาจที่ดีฉันนั้น ในใจของเจ้าเต็ม
ไปด้วยอคติระหว่างเผ่าพันธุ์ คาดว่าบิดาของเจ้า
น่าจะปลูกฝังมาให้เจ้าตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่อเป็น
เช่นนี้ เจ้าก็เป็นคนที่น่าสงสารจริงๆ”
จิ่วอิง ก็ยังคงกังวลเกี่ยวกับเรื่องของ อู่ อวี้
โชคดี ที่ตนเองได้กล่าวความจริงออกมา ว่าใคร
เป็นคนสังหาร มู่ หลิงเช่อ ซึ่งจริงๆแล้วมันก็ไม่ได้
เกี่ยวข้องกับ อู่ อวี้ ถ้าหาคิดดูให้ดี อู่ อวี้ จะต้องรับ
โทษทัณฑ์ที่ร้ายแรงที่สุดของซูซัน ดังนั้นตนเองจึง
เน้นย้ำพวกเขาอีกครั้งว่า อู่ อวี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ
เรื่องนี้ เพียงแต่บัดนี้พวกเขาเหล่านี้ได้เกลีนดชัง
อู่ อวี้ ไปแล้ว เมื่อคิดถึงตรงนี้ จิ่วอิง พลันเห็นว่า
หนานกง เหว่ย กำลังจะมาถึงตัว พริบตานั้นเอง
เขาได้ก็ผิวปากออกมา
ทันใดนั้นท้องฟั้าก็กลายเป็นมืดมน
“สหายข้า ข้าได้เอาชนะผู้คุมกฏและหลบหนี
ออกมาจากอาณาเขตล่าแห่งเกียรติยศ เดิมทีข้าก็
ต้องการที่จะทำตามข้อตกลงเดิม มารำลึก
ความหลังกับเจ้า แต่คาดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้
ขึ้น ข้าจะกลับไปคิดบัญชีกับ วูซาน เสวี่ยชือ ส่วน
เจ้า ดูเหมือนว่าข้าจะไม่มีความสามารถเพียงพอ
เจ้าคงต้องพึ่งตัวเองแล้ว” จิ่วอิง ใช้เคล็ดวิชาลับ
ในการส่งเสียงแอบกระซิบบอกกับ อู่ อวี้
“ถ้าหากว่าเจ้าสามารถหลบหนีไปได้ ก็ไม่ต้อง
กังวลเกี่ยวกับข้า ข้ามีวิธีจัดการของข้าเอง”
ทั้งสองคนต่างก็อับจนหนทาง ตัวการที่ก่อให้เกิด
เรื่องร้ายแรงนี้ขึ้นก็คือ วูซาน เสวี่ยชือ ในอนาคต
อู่ อวี้ จะต้องไปคิดบัญชีกับมันแน่นอน ตอนนี้เขา
คิดว่า จิ่วอิง ไม่สมควรตาย แต่เมื่อ จิ่วอิง ผิวปาก
ออกมา ฉับพลันเขาก็มีลางสังหรณ์บางอย่าง
“บิดาของข้านั้น คาดการณ์ได้แม่นยำราวกับเทพ
เซียน คาดว่าจะมีคนมาจับกุมข้าได้ ดังนั้นจึงให้
‘อาปา’ มาคอยคุ้มกันข้า คาดไม่ถึงว่ามันจะมี
ประโยชน์จริงๆ”
เมื่อสิ้นเสียงของ จิ่วอิง ไป กระทั่งจอมกระบี่ชื่ออิง
ยังต้องตกตะลึงงัน ทันใดนั้นบนท้องฟั้าที่ว่างเปล่า
ปรากฏเป็นเงาสีดำขนาดมหึมา บนเงาดำนั้นมี
ดวงตาสีเขียวมรกตอยู่คู่หนึ่ง ราวกับเป็นดวงตะวัน
สีเขียวล่องลอยอยู่บนท้องฟั้า ต่อมาท้องฟั้าทั้งหมด
กลายเป็นมืดมนเป็นเวลานาน
“อสรพิษปา!” หลังจากที่จอมกระบี่ชื่ออิงตระหนัก
ได้ว่านั่นคือตัวอะไร ใบหน้าของเขากลายเป็นซีด
ขาว ไม่กล้าที่จะขยับไหว
อย่างไรก็ตามสติปัญญาของอสรพิษปาอ่อนด้อย
มาก ทำเพียงแค่เปิดปาก โดยไม่กล่าวสิ่งใดมันได้
กลืน จิ่วอิง ลงไป และมันก็ยังกลืนศาสตราสถิต
วิญญาณของ หลี่ ชูเสวี่ย ลงไปด้วย
หลังจากนั้น ท้องฟั้าก็กลับมาสดใสอีกครั้ง
อสรพิษปายอันตรธานหายไปอย่างรวดเร็ว
เหลือเพียงกลุ่มคนที่กำลังตกตะลึง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ