กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 352 : ตบหนาปลุกใหตื่น
” ปีศาจตัวนี้มันอะไรกัน … ” หลี่ ชูเสวี่ย ต้อง
สูญเสียศาสตราสถิตวิญญาณ เป็นเรื่องธรรมดาที่
นางจะต้องรู้สึกโศกเศร้าไม่พอใจ
” สหายปีศาจของจักรพรรดิอิง ในห้วงทะเลปีศาจ
อนันต์มีความแข็งแกร่งเป็นอันดับ 3 ” จอมกระบี่
ชื่ออิง ตื่นตระหนกหวาดกลัวด้วยความไม่อยากจะ
เชื่อ ในเวลานี้อสรพิษปาได้พาตัว จิ่วอิง ออกไป
จากภาพที่เห็นย่อมเป็นที่ยืนยันได้ถึงศักดิ์ฐานะ
ตัวตนของ จิ่วอิง โดยไร้ข้อกังขาแล้ว
และเรื่องที่ อู่ อวี้ ถูกควบคุมจากแผนที่วางไว้ของ
วูซาน เซี่ยชือ ทำให้เขาอยู่ในอาการคุ้มคลั่งจน
พลั้งมือสังหาร มู่ หลิงเช่อ ก็เป็นความจริงอีก
เช่นกัน
อย่างไรก็ตามมันทำให้ จอมกระบี่ชื่ออิง รู้สึกปวด
เศียรเวียนเกล้าอย่างยิ่ง ว่ามันจะกลับไปอธิบาย
เรื่องที่เกิดขึ้นให้ จอมกระบี่หลี่หั่ว กับ จอมกระบี่
ชั่วฮวา ว่าอย่างไร
ระหว่างที่ จอมกระบี่ชื่ออิง กำลังปวดเศียรเวียน
เกล้าอยู่นั้น เขาก็เดินเข้าไปในเหมือง ฉับพลันก็
บังเกิดเสียงปริแตกสะเทือนเลื่อนลั่น ดังมาจาก
ภายในเหมืองแร่ คาดว่าเขาคงกำลังทำลาย
เหมืองแร่ทองคำปีหลวน เพื่อราชันทองคำปีหลวน
เมื่อเกิดความเสียหายบางส่วนขึ้นกับตัวเหมือง
ราชันย์ทองคำปีหลวนก็ถูกขุดขึ้นมาทันที เท่ากับ
ว่าในเวลานี้ภาระกิจได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ก่อนเวลา
กำหนด
ในขั้นตอนนี้หัวใจของทุกผู้คนที่ได้เห็นเต้นถี่รัวราว
กับกลองเพล
ช่างเป็นเรื่องบังเอิญเสียนี่กระไร นั่นเพราะ
ตำแหน่งที่พวกเขายืนอยู่นั้น ได้ยืนล้อม หนานกง
เหว่ย เอาไว้ จนทำให้นางถูกตีกรอบออกห่างจาก
อู่ อวี้
อู่ อวี้ ตระหนักว่ารอยปริแตกบังเกิดขึ้น ซึ่งดูจาก
การพังทลายแล้วกล่าวได้ว่ายากจะฟืนคืนกลับมา
ได้ในสภาพเดิม หนานกง เหว่ย ในขณะนี้นางก้ม
ศีรษะพร้อมกับกำหมัดแน่น สายตาของเป็น
ประกายลุกโชนดุจดั่งเปลวเพลิง ด้วยท่าทางนี้
บางครั้งก็ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกคุ้นเคย บางครั้งเขาก็
รู้สึกแปลกประหลาดใจอย่างมาก
ความคุ้นเคยนี้ นั่นก็คือใบหน้าของนางที่อยู่กับเขา
ตลอดทั้งกลางวันแลกลางคืน ฝึกฝนบ่มเพาะตน
ร่วมกัน สนุกสนานร่วมกัน อู่ อวี้ ยังคงจดจำคำ
สัญญาที่ให้กันไว้ได้อย่างแม่นยำ เกี่ยวกับวิหารคู่
เซียน จดจำศาสตราสถิตวิญญาณได้ทุกชิ้นที่นาง
มอบให้ เขาคุ้นเคยกับความรักอันลึกซึ้งที่นางมี
ให้แก่ตนเอง
ส่วนที่ไม่คุ้นเคยก็คือ สีหน้าของนางในยามนี้ที่ดู
ราวดั่งปีศาจ เต็มไปด้วยความดุร้ายไม่ยินยอม ไม่มี
ทางที่จะพูดคุยเจรจากันดี ๆ ได้
” เหว่ยเอ๋อ เจ้าพูดคุยกับข้าหน่อยได้หรือไม่? ” อู่
อวี้ คิดว่าอาจเป็นเพราะตนเอง ไม่ได้แสดงออกให้
เห็นอย่างชัดเจน ในเวลานี้ จิ่วอิง ก็จากไปแล้ว
ฉะนั้นปัญหาขัดแย้งควรได้รับการแก้ไข
แต่ไม่คาดคิดว่า หนานกง เหว่ย จะเหลือบมองเขา
นางยิ้มแล้วกล่าวว่า ” ข้านี่มันช่างโง่เขลาเสียจริง
ๆ ข้าหลงคิดว่าท่านจะอยู่กับข้าไปตราบชั่วชีวิต
ข้าสู้อดทนจากการถูกบิดา คนทั้งซูซันบีบคั้นกดดัน
แต่ในวันนี้ท่านกลับมาบอกว่าเป็นสหายกับบุตร
ของผู้ที่สังหารมารดาของข้า ซึ่งเป็นผู้ที่ข้าเกลียด
ชังมากที่สุด อู่ อวี้ เจ้าคิดว่าเจ้ายังมีสิทธิจะพูด
อะไรอีกเช่นนั้นรึ ? ”
จากนั้นนางก็เปล่งเสียงหัวเราะ ขณะที่หยาดน้ำตา
ไหลริน ทว่าในแววตาของนาง กลับปลดปล่อย
เปลวเพลิงพร้อมเผาผลาญทุกสรรพสิ่ง
ผู้ใดถูก ผู้ใดผิด?
เมื่อ อู่ อวี้ ได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ ความรู้สึกของเขา
จะเหมือนดั่งถูกมีดกรีดเฉือนหัวใจ ใจหนึ่งเขาก็รู้ว่า
การที่ หนานกง เหว่ย ตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็
ไม่ใช่เรื่องง่ายดายสำหรับนาง เพราะนางเองก็รัก
ใคร่เขาอย่างลึกซึ้ง ส่วนอีกใจหนึ่งตัวเขาเองก็ไม่
อาจทำตามสิ่งที่นางปรารถนาได้ เนื่องจากความ
เคียดแค้นชิงชังในจิตใจของนางได้ถาโถมเข้าใส่
เหล่าปีศาจอย่างสุดโต่ง อีกทั้ง หนานกง เหว่ย ยัง
บีบบังคับให้เขากระทำเช่นเดียวกับนางอีก
ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่สามารถตอบคำถามประโยคนี้
ได้
หากจะให้เขากล่าวออกมา จากสถานการณ์ปัญหา
ที่เกิดขึ้นตรงหน้าในตอนนี้ เกรงว่าไม่ว่าจะเป็นวิถี
แห่งเต๋า หรือ ความรัก เขาก็คงไม่สามารถรักษาไว้
ได้ทั้งคู่
เปั่ยซาน ม่อ เมื่อเห็นโอกาสดี ๆ เช่นนี้มันย่อมไม่
ปล่อยให้หลุดมือไปอย่างเด็ดขาด จากนั้นมันก็จ้อง
มอง อู่ อวี้ แล้วกล่าวว่า ” ข้าไม่เคยคิดว่า เจ้าจะ
กล้าทำให้นางผิดหวังมากมายเช่นนี้ สิ่งที่ได้ตอบ
แทนให้นาง ไม่สมกับที่นางนั้นมอบให้แก่เจ้าแม้
เพียงเสี้ยว ความรักที่เจ้ากล่าว แม้แต่เรื่องพื้นฐาน
ที่สุดเจ้ายังไม่อาจรักษามันได้ แล้วมาตอนนี้ เจ้า
กลับต้องการให้พี่สาวหนานกงให้อภัยเจ้าเช่นนั้น
น่ะหรือ? ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ว่าเจ้าคือผู้ลงมือสังหาร
มู่ หลิงเช่อ แม้ว่าเจ้าจะถูกตราประทับคำสาปของ
วูซาน เซี่ยชือ ควบคุม แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนความ
จริงที่เจ้านั้นเป็นผู้ลงมือกระทำ หากไม่มีเจ้า มู่
หลิงเช่อ ก็คงไม่ต้องตกตาย เจ้าคงคิดว่าไม่ใช่เรื่อง
สลักสำคัญใช่หรือไม่ ? แล้วเจ้าเชื่อหรือไม่ว่าใน
ครั้งนี้หากเจ้าเดินทางกลับไปยังซูซัน ชีวิตของเจ้า
จะหาไม่ ? ”
สิ่งที่ เปั่ยซาน ม่อ กล่าวนั้นเป็นความจริง อู่ อวี้
ค่อนข้างมองโลกในแง่ดีมากเกินไป ต่อให้ต้องบอก
ความจริงเกี่ยวกับเรื่อง จิ่วอิง ออกไป อย่างไรเสีย
จอมกระบี่ชื่ออิง กับคนอื่น ๆ ย่อมไม่ยอมให้
บุตรสาวของตนเองต้องตายเปล่า พวกเขาย่อมไม่
สนใจว่าความจริงเป็นเช่นไรกันแน่ … ในยาม
สำหรับ อู่ อวี้ แล้ว ภายในซูซันเขาหาได้มีที่พึ่งอื่น
ใด ในเมื่อ หนานกง เหว่ย ไม่ยินยอมเสวนากับตน
แล้ว เห็นทีเขาคงต้องตกอยู่ในสถานการณ์
ยากลำบาก
แม้แต่ จิ่วอิง ที่ตั้งใจเดินทางมาพบเขา ยังไม่
คาดคิดว่า อู่ อวี้ จะประสบปัญหาใหญ่หลวงถึง
เพียงนี้
ปัญหาที่ว่านี้คือการที่ตนเองต้องต่อสู้กับ หนานกง
เหว่ย เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
นางดูคุ้นเคย แลไม่คุ้นเคยในเวลาเดียวกัน ผู้หญิง
ที่ปักใจใคร่รักในตนเอง แต่ก็เกลียดชังตนเอง
เช่นกัน มันคงไม่มากเกินไปที่จะกล่าวว่า ในเวลานี้
หัวใจของเขาก็เหมือนดั่งถูกมีดกรีดเฉือน อู่ อวี้ ลิ้ม
รสความเจ็บปวดอย่างสุดซึ้ง ดั่งเช่นความรู้สึกที่
เขาเคยมีให้กับ จิ่วเซียน เขารู้สึกสับสนกับเมฆ
หมอกที่ต้องเผชิญในครั้งนี้ ถึงแม้ หนานกง เหว่ย
จะดูคล้ายกับ จิ่วเซียน แต่นางหาได้มีสัมพันธ์
เกี่ยวข้องกับ จิ่วเซียน แต่อย่างใด แม้แต่ความรู้สึก
ของนางยามนี้เขายังไม่อาจล่วงรู้ ว่ารุนแรงหนัก
หนาสาหัสสามากเพียงใด ความเจ็บปวดที่ทั้งสอง
ได้รับเสมือนดั่งถูกเปลวเพลิงเผาผลาญ ถึงแม้จะ
อยู่ใกล้ชิดกันมากเพียงใด แต่ก็เหมือนมีช่องว่าง
ระหว่างคนทั้งสองขวางกั้นเอาไว้อยู่ ฉะนั้นคงไม่มี
ทางผสานรอยร้าวนี้ได้ แต่ละฝั่ายล้วนมีเส้นทางที่
ต้องก้าวเดิน ทำให้ยามที่ตัดสินใจก้าวแยกจากจึง
เปรียบเสมือนเพลิงที่เผาผลาญเข้าถึงกระดูกดำ ซึ่ง
แม้จะให้ลืมอีกฝั่ายยังไงก็ไม่สามารถที่จะกระทำได้
” อู่ อวี้ เจ้าอย่าพูดจาเหลวไหลเสียให้มากนัก เรื่อง
ที่เจ้ากระทำในวันนี้จะต้องถูกส่งมอบให้กับนิกาย
เซียน เพื่อให้เหล่าเจ็ดเซียนกระบี่เป็นผู้ไต่สวน! ”
ในเวลานี้ จอมกระบี่ชื่ออิง ได้บินทะยานออกมา
จากเหมือง ในขณะที่เขากล่าวเสร็จสิ้น เขาก็ได้
โบกสะบัดมือ จากนั้นคลื่นเงาสีดำที่เสมือนดั่งอาภร
สีดำก็พวยพุ่งเข้าไปหา อู่ อวี้ ในเวลานี้มันได้
ห่อหุ้มร่างกายของ อู่ อวี้ อย่างรวดเร็ว อู่ อวี้ ต้อง
ตกอยู่ในโลกแห่งความมืดอย่างฉับพลัน ทั้งยังไม่
สามารถขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวไปไหนได้ อนิจจัง
ยามนี้เขาถูก จอมกระบี่ชื่ออิง ควบคุมตัวอย่าง
สมบูรณ์
อู่ อวี้ หาได้ต่อต้านขัดขืน ในเรื่องนี้เขาไม่อาจ
แก้ไขปัญหาได้ ซ้ำร้ายเขาอยู่ในวัยเพียงแค่ 20 ปี
แล้วจะไปต่อกรกับจอมกระบี่ได้อย่างไร ?
“ไป!”
ทันใดนั้น จอมกระบี่ชื่ออิง ก็กวาดผ่านความมืด
กลายเป็นแสง พุ่งกลับไปยังทิศทางนิกายเซียนซู
ซัน พร้อมกับ อู่ อวี้ และ คนอื่น ๆ ซึ่งแน่นอนว่า
เขาย่อมไม่ลืมที่จะนำร่างของ มู่ หลิงเช่อ กลับมา
ด้วย การที่มีศิษย์คนสำคัญผู้หนึ่งตกตายไปถือเป็น
เรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งเรื่องนี้มีความสัมพันธ์
เกี่ยวข้องกับปีศาจแลนิกาย ดังนั้น จอมกระบี่ชื่อ
อิง จึงต้องรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ แจ้งกลับไปยัง
นิกายเซียนซันด้วยยันต์สื่อสาร
อันที่จริงแล้วทันทีที่ มู่ หลิงเช่อ ตกตายของ ตรา
สาวกจะกลับไปยังวิหารวิญญาณแห่งซูซัน
เพื่อย่นเวลา จอมกระบี่ชื่ออิง จึงให้ทุกคนขึ้นมายืน
บนกระบี่ของเขา จากนั้นก็บินทะยานกลับซูซัน
อย่างรวดเร็ว ส่วน อู่ อวี้ ซึ่งถูกขังอยู่ภายในเงา
ของอาภรณ์สีดำ ทำให้ไม่สามารถรับรู้ได้ถึงความ
เปลี่ยนแปลงจากความเร็วด้านนอก อู่ อวี้ รู้ว่ายาม
นี้ หนาน กงเหว่ย กำลังยืนอยู่เคียงข้างเขา แต่น่า
เสียดายที่เสียงของเขาไม่สามารถเล็ดลอดออกไป
ได้
สิ่งเดียวที่สามารถสัมผัสได้ คือเปลวเพลิงเดือด
พล่านจากร่างของนาง สิ่งนี้คือความโทสะอัน
เกรี้ยวกราดที่ไม่อาจระงับลงได้ มันกำลังเผาผลาญ
อย่างรุนแรง
แล้วเขาจะทำให้นางสงบลงได้อย่างไร?
อู่ อวี้ ไม่อยากทำร้ายนาง แต่ความรู้สึกภายใน
จิตใจของเขาก็ไม่อยากยินยอม ก้มหัวให้นางแบบ
นี้
ถือเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากยิ่ง
ตลอดทาง มีเพียงความเงียบงันแลความทุกข์
ทรมานเพียงเท่านั้น เขาสามารถรับรู้ได้ถึงการ
ดำรงอยู่ของนาง แต่ก็สัมผัสได้ถึงช่องว่างระหว่าง
พวกเขาทั้งสอง
“ข้าต้องยอมก้มหัวขอขมานางเช่นนั้นหรือ?”
“หากตอนนี้ข้ายอมก้มหัวให้นาง อนาคตภายภาค
หน้านางก็จะบีบบังคับให้ข้าสังหาร จิ่วอิง ซึ่งนี้คือ
สิ่งที่ข้าไม่ยินยอมกระทำเด็ดขาด ดูเหมือนว่ายามนี้
ข้าช่างอับจนไร้สิ้นหนทาง”
” คงกล่าวได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เมื่อ
กลับไปถึงซูซัน เซียนกระบี่กุ้ยหยาง คงสั่งให้
นางห้ามข้องเกี่ยวกับข้าอย่างเด็ดขาด”
หมิงซวงหัวร่อแล้วกล่าวขึ้นว่า “ เจ้าเด็กโง่ อย่าไป
คิดอันใดให้มากความ การที่เจ้ากลับไปยังซูซันโดย
ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้เช่นนี้นับว่าโชคดีเพียงใดแล้ว แล้ว
ยังจะคิดสิ่งใดกับแม่สาวงามคนนี้ให้มากความกัน
เล่า”
ในช่วงเวลาแห่งความสับสนนี้ นางก็ยังคงรู้สึกปิติ
ยินดีบนคราวเคราะห์ของผู้อื่น…
“ถ้าข้าไม่รอด เจ้าก็จะหมดสิ้นซึ่งความหวังในการ
กลับมามีชีวิตอีกครั้ง แล้วเหตุใดถึงยังมีความสุข
อยู่ได้? ”
หมิงซวง กลอกตา จากนั้นก็กล่าวขึ้นว่า “
เหลวไหลสิ้นดี ถึงอย่างไรท่านย่าผู้นี้ ก็ยังสามารถ
รอคอยบุรุษรูปงามคนใหม่ อยู่ภายในพลองทองสม
ปรารถนานี้ได้ ”
” … ” อู่ อวี้
นอกจากไม่ช่วยแล้ว หมิงซวงยังเติมเชื้อเพลิงใส่
เข้ากองไฟเพิ่มลงไปอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ไม่ได้รู้สึกรังเกียจนาง แต่ถาม
ขึ้นมาอย่างฉับพลันว่า ” หมิงซวงเจ้าคิดว่าข้าผิด
หรือไม่? ข้าควรช่วยนางสังหาร จิ่วอิง เพื่อจะ
รักษานางไว้ ? ”
หมิงซวงหัวเราะเย้ยหยัน พร้อมกับกล่าวว่า ” หึหึ
เจ้าอยากให้ข้าพูดความจริงงั้นหรือ? ”
“ เอาสิ! เจ้าพูดมาได้เลย ”
นางกระแอมไอ แล้วกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าจริงจังว่า
“ อะแฮ่ม ๆ เจ้ายังหนุ่มยังแน่น ดังนั้นจึงอาจ
สับสนไปบ้าง ข้าจะบอกอะไรให้เช่ารู้ไว้อย่าง การ
ฝึกฝนบำเพ็ญตนนั้น คือการเหยียบย่างเข้าสู่วิถี
แห่งสวรรค์อันกว้างใหญ่ เพื่อทะยานไปให้เหนือยิ่ง
กว่าสวรรค์ เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่อง
นี้ มีเพียงเจตจำนงแห่งเต๋าอันบริสุทธิ์เท่านั้น แล
ความคิดที่เปิดกว้างพร้อมรองรับทุกสรรพสิ่ง ถึง
เจ้าก้าวเดินต่อไปได้ ถ้าเจ้าปล่อยให้ผู้อื่นครอบงำ
บงการเจ้า เพียงเพราะกลัวจะสูญเสียความรัก
เส้นทางแห่งการฝึกตนของเจ้า คงก้าวเดินไปได้ไม่
ไกลนัก นั่นเป็นเพราะเจ้าได้สูญเสียเจตจำนงแห่ง
เต๋าของตนเองไป! จงฟังข้า สตรีนางนี้มีลักษณะ
นิสัยแข็งกร้าวหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี วิถีแห่งเต๋าของ
นางแตกต่างจากเจ้า เมื่อเต๋าแตกต่างกันก็ไม่
สามารถก้าวเดินไปด้วยกันได้ ข้าแนะนำให้เจ้า
ปล่อยนางไปเสีย มิเช่นนั้นในไม่ช้าก็เร็ว เจ้าก็จะ
สูญเสียตัวตนไป”
อู่ อวี้ ไม่เคยคาดคิดเลยว่านางจะกล่าวชี้แนะเขา
เช่นนี้
แต่การบอกให้ปล่อยนางไปนี่ คิดว่ามันทำได้ง่าย ๆ
อย่างนั้นหรือ?
หวนคำนึงถึงพรหมลิขิต ที่ทำให้เขาได้พบพานกับ
สาวน้อยบริสุทธิ์ไร้เดียงสาครั้งแรกในถ้ำสร้างแกน
นภา
นึกไปถึงเรื่องราวภายในสนามรบโบราณของกลุ่ม
ตะวันตกเฉียงใต้ เป็นครั้งแรกที่ได้ผ่าน
ประสบการณ์แห่งชีวิตและความตายร่วมกับนาง…
ก่อนจะถูกจองจำในคุกดวงใจกระบี่ นางได้มอบ
เสาเก้าจัตุรัสสยบมารให้แก่ตัวเขา ทั้งยังได้ให้
คำมั่นสัญญาแก่กันอีกด้วย
ภายในอาณาเขตล่าแห่งเกียรติยศ เพื่อทำตาม
สัญญาให้ที่ให้ไว้ เขาจึงยอมต่อสู้ห้ำหั่นช่วงชิง
อิสรภาพอย่างบ้าคลั่ง …
ครั้งล่าสุด ได้พบพานกันในอาณาเขตกระบี่โลกา
ถึงแม้จะไม่มีคำพูดสวยหรูให้แก่กัน แต่ภายใน
ดวงตาของคนทั้งสอง ก็เอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตา
แห่งความคำนึงถึง
ต่อมาก็ภายใน ถ้ำเทียมฟั้า คนทั้งสองต่างฝึกฝึกฝน
บำเพ็ญตน แนบชิดอิงกายอยู่ด้วยกันทั้งกลางวัน
และกลางคืน ถึงแม้ว่าเวลาจูบจะถูกเผาไหม้ด้วย
เปลวเพลิงสีดำ แต่ อู่ อวี้ ก็ไม่เคยกลัว
เพื่อตัวเขา นางยอมทะเลาะกับเซียนกระบี่กุ้ยหยาง
แต่นางก็ไม่เคยเล่าให้เขาฟัง ถึงแม้นางจะไม่ทราบ
ว่า อู่ อวี้ สามารถเอาชนะนางได้หรือไม่ แต่นางก็
ยังรอเขา…
ดังนั้นเขาจึงไม่ฟังคำพูดของ หมิงซวง
” บางที ข้ายังพอเปลี่ยนนางได้ ”
เขาคิดเช่นนั้น
อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ว่าตอนนี้ นิกาย
เซียนซูซัน มีอะไรรอเขาบ้าง ?
หมิงซวง ยิ้มแล้วกล่าวขึ้นว่า ” เห่อ วัยรุ่นน๋อวัยรุ่น
ข้าต้องตบหน้าเจ้าให้หูตาสว่างอีกสักกี่ครั้ง เจ้าถึง
เรียนรู้ที่จะยอมแพ้บ้าง”
ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วัน ก็มาถึงนิกายเซียนซูซัน
จอมกระบี่ชื่ออิง หยุดลงแล้วปล่อย จากนั้นก็พา
หนานกง เหว่ย ออกไปจากข้างกายเขา
ซึ่งในเวลานี้เขาได้ยินเสียงของ เปั่ยซาน ม่อ ดัง
ขึ้นมาจากภายนอกว่า ” อู่ อวี้ ข้าคงต้องขอบคุณ
ในความเลอะเลือนของเจ้า จากที่ข้าคาดไว้ ความ
ตายของ มู่ หลิงเช่อ ในครั้งนี้ จอมกระบี่ชั่วฮวา
กับ จอมกระบี่หลี่หั่ว คงโกรธเกรี้ยวจนแทบคลั่ง
อย่างแน่นอน ทั้งยังทำให้เซียนกระบี่หลายคนต้อง
ตื่นตระหนก โดยเฉพาะเซียนกระบี่กุ้ยหยาง ข้า
กลัวว่าวันนี้ท่านคงออกมาด้วยตนเอง เพื่อจบชีวิต
อันโสมมของเจ้า หรือไม่เช่นนั้นแล้วจอมกระบี่ทั้ง
สองจะยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้อย่างไร? เพราะ
อย่างไรทุกคนก็ต้องล่วงรู้อยู่แล้วว่าเจ้าได้ฝากรอย
กระบี่ไว้บนร่างของ มู่ หลิงเช่อ เจ้าหมดสิ้นซึ่ง
ความหวังอีกต่อไปแล้ว ครั้งนี้พี่สาวหนานกง เอง
ไม่มีทางยอมเสียสละตนเองเพื่อเจ้าอีกแล้ว ชีวิต
ของเจ้า จบเห่แล้ว…”
ซูซัน! ซูซัน!
ครั้งหนึ่งสถานที่แห่งนี้คือบ้านของ อู่ อวี้ แต่ในยาม
นี้ดูเสมือนว่า นิกายเซียนซูซัน จะไม่คิดว่าตนเอง
เป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัวแต่อย่างใด
สถานที่แห่งนี้เป็นของเจ็ดเซียนกระบี่แห่งซูซัน
และ เหล่าบรรดาลูกหลานของจอมกระบี่ ทั้งยัง
เป็นบ้านของสาวกกระบี่สวรรค์ แต่สำหรับตัวเขา
แล้ว มันคงไม่ใช่…
ทันใดนั้น จอมกระบี่ชื่ออิง ก็ถอดถอนเอาเงาสีดำ
ออก
ฉับพลันแสงสว่างก็เจิดจ้าขึ้น ซึ่ง อู่ อวี้ จำต้อง
ปรับตัวเล็กน้อย เขาสัมผัสได้ว่าผู้คนที่อยู่โดยรอบ
อยู่ในอารมณ์ครุกรุ่นเดือดพล่าน แล้วเขาก็เข้าใจ
ได้ว่ายามนี้มีผู้คนรายล้อมอยู่เป็นจำนวนมาก
เมื่อเขาลืมตาขึ้น ก็กวาดสายตามองโดยรอบอย่าง
ไม่ค่อยเต็มตาเสียเท่าไหร่ จึงรู้ว่าตอนนี้เขาอยู่
ภายใน สนามประลองเป็นตาย ของอาณาเขต
กระบี่สามัญ มันดูคึกคักเสียยิ่งกว่าตอนประลอง
แย่งอันดับใน ‘รายนามหมื่นเซียนกระบี่’ เนื่องจาก
ในเวลานี้มีผู้คนมากมายหลายแสนคน
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ