กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 353 : วิกฤตแหงความเปนความตาย
แม้ว่าจะอยู่ภายในอาณาเขตกระบี่สามัญ ทว่ายาม
นี้หาใช่มีแต่สาวกแกนสามัญแต่อย่างใด
เกรงว่าแม้แต่ มหาวงจรสี่วิถี ก็ยังลงมาจากเขา
เชียงเทียนซูซันเป็นจำนวนมาก บ้างก็ยืนอยู่บน
กระบี่บินเหนือยอดเขา พวกเขาเหล่านี้ต่างจับจ้อง
มองไปยังทิศทางของ สนามประลองเป็นตาย เฝั้า
มอง อู่ อวี้ ซึ่งในเวลานี้ดูโดดเดี่ยวไม่น้อย
บนท้องฟั้าเหนือศีรษะของ อู่ อวี้ มีสาวกระดับ
กระบี่สวรรค์อยู่หลายคน
ในเวลานี้ท่วมท้นไปด้วยเสียงเซ็งแซ่ของผู้คน
ผู้คนจำนวนนับแสนนี้การจับจ้องมองมายัง อู่ อวี้
ด้วยความโกรธแค้นเกรี้ยวกราดเดือดดาลอย่าง
ที่สุด
” ในที่สุดมันก็มาถึงจุดนี้จนได้ นับตั้งแต่อดีตกาลไม่
เคยมีผู้ใดสร้างภัยพิบัติใหญ่หลวงเช่นนี้มาก่อน ”
ท่ามกลางความคลุมเครือ ดูเหมือนว่ามีผู้ใดบางคน
กล่าวขึ้นมา
จากนั้นเสียงพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์ก็เริ่มดังมากขึ้น
แล้วเนื่องจากว่ายามนี้มีผู้คนอยู่เป็นจำนวนมาก
เกินไป จึงทำให้พูดคุยของพวกมันดังจนฟังไม่ได้
ศัพท์ ซึ่งทำให้ได้ยินไม่ค่อยชัดเจนนัก
“อู่ อวี้!”
ทันใดนั้นเสียงแหลมเล็กแสบแก้วหูก็ดังขึ้น
อู่ อวี้ รู้สึกแสบแก้วหูไม่น้อยทีเดียว ภาพที่เห็นใน
วันนี้มันทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง เมื่อเงย
หน้าขึ้นมองเขาก็เห็นจอมกระบี่แห่งซูซันเกือบ 10
คน ลอยอยู่เหนือศรีษะกำลังจับจ้องมองมาที่
ตนเองเป็นตาเดียวกัน
ในบรรดาเหล่าจอมกระบี่เหล่านี้มี จอมกระบี่ชื่ออิง
, จอมกระบี่ตงหยู, จอมกระบี่ชั่วฮวา แล้วก็ยังมี
จอมกระบี่คนอื่น ๆ อีก 3 คนอู่ อวี้ ล่วงรู้ดีว่าผู้ที่
เคียดแค้นชิงชัง แผดเสียงเรียกชื่อของตนเองก็คือ
จอมกระบี่ชั่วฮวา นอกจากนี้ก็ยังมี จอมกระบี่ชิง
เหอ และน้องสาวของเขา เฉิน ชิงหยู๋ ซึ่งยืนห่าง
กันเพียงเล็กน้อย
สำหรับในตอนนี้ อู่ อวี้ ไม่อาจทราบได้ว่าจอม
กระบี่นั้นคิดเช่นไร เพราะพวกเขาส่วนใหญ่เพียง
จ้องมองตนเองอย่างเงียบๆเท่านั้น
ท่ามกลางพวกเขามีเพียง 2 คนเท่านั้น ที่มีโทสะ
เดือดดาลอย่างใหญ่หลวง คนแรกก็คือ จอมกระบี่
ชั่วฮวา ซึ่งกำลังโอบอุ้ม มู่ หลิงเช่อ ไว้ในอ้อมแขน
คาดว่าหลังจากที่กลับมาถึง จอมกระบี่ชื่ออิง ก็
มอบร่างของนางให้แก่ จอมกระบี่ชั่วฮวา ในทันที
ส่วนอีกผู้หนึ่งก็คือเป็นบุรุษผมสั้นสีแดงเพลิง คาด
ว่าน่าจะเป็น จอมกระบี่หลี่หั่ว
พวกเขาทั้งสองคือบิดามารดาของ มู่ หลิงเช่อ
ซึ่งในยามนี้พวกเขาทั้งสองได้ใส่ร่างของ มู่ หลิง
เช่อ ไว้ในโลงแก้ว แล้วบัดนี้โลงแก้วถูกโอบล้อมไป
ด้วยกลีบมวลบุปผาลอยละลิ่วหมุนวน ขณะค่อยๆ
ร่วงหล่นลงสู่พื้น สนามประลองเป็นตาย ซึ่งมีร่าง
ของ มู่ หลิงเช่อ นอนสงบนิ่งอยู่
” อู่ อวี้ ข้าได้ยินมาว่าเจ้าคือคนสังหารบุตรสาว
ของข้า? ” ขณะที่ จอมกระบี่ชั่วฮวา กล่าวขึ้นด้วย
โทสะโกรธเกรี้ยว พร้อมทั้งปรากฎปราณกระบี่
ออกมาอย่างเกรี้ยวกราด ณ เวลานี้สายตาของนาง
ที่จับจ้องมอง อู่ อวี้ ประดุจดั่งกระบี่แหลมคมเชือด
เฉือน แรงกดดันมหาศาลจากจอมกระบี่แห่งซูซัน
ถาโถมกดดันเข้าใส่จนเขาต้องกระเด็นถอยร่น
กลับไปครั้งแล้วครั้งเล่า
ทันใดนั้น เฉิน ชิงเหยา ก็มาปรากฏกายอยู่ตรง
ด้านหน้าของเขา ชุดคลุมสีม่วงพริ้วกระพือตาม
กระแสลม ดวงตาของเขาสาดประกาย จากนั้นเขา
ก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบาว่า ” จอมกระบี่ชั่วฮ
วา ก่อนหน้านี้ จอมกระบี่ชื่ออิง ก็ได้เล่าเหตุการณ์
ตื้นลึกหนาบางที่เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างชัดเจนแล้วว่า
อู่ อวี้ หาได้มีความผิดในเรื่องนี้ เพราะผู้ที่สังหาร มู่
หลิงเช่อ จนตกตายนั้นหาใช่เขาไม่ ท่านอย่าได้ใช้
โทษประหารมาข่มขู่เขา พวกเราไม่ใช่ผู้ที่จะกล่าว
ตัดสินลงโทษทัณฑ์เขา ”
ถ้าครั้งนี้ เฉิน ชิงเหยา ไม่เข้ามาหยุดไว้เสียก่อน
เห็นได้ชัดว่าอีกฝั่ายปรารถนากำจัดเขาเต็มที่ ซึ่ง
หากอีกฝั่ายลงมือเกรงว่าตนเองจะตกตาย ก่อนที่
จะได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดออกมาเสียด้วยซ้ำ
” เฉิน ชิงเหยา ไฉนท่านต้องยื่นมือเข้ามาปกปั้อง
มัน ? ในเมื่อมันไม่ใช่ศิษย์ของท่าน ? คนอย่างมัน
ไม่มีค่าพอที่จะช่วยเหลือเอาบุญคุณ ” บัดนี้ดวงตา
ของ จอมกระบี่หลี่หั่ว คมกริบดั่งพยัคฆ์ ภายใน
ดวงตาของมันท่วมท้นไปด้วยเพลิงโทสะพุ่งทะยาน
ถึงขีดสุด มันกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ ผู้คน
นับแสนที่จับจ้องเฝั้าดูเหตุการณ์อยู่ ณ เวลานี้ ต่าง
ปิดปากเงียบด้วยความลุ้นระทึก
เมื่อเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถามของมัน เฉิน ชิง
เหยา กล่าวชี้แจงว่า ” หลังจาก อู่ อวี้ ถูก วูซาน
เซี่ยชือ โจมตี เขาได้มาไต่ถามข้าเกี่ยวกับตรา
ประทับคำสาปนี้ อีกทั้งยังพบว่า ตราประทับคำ
สาปของ วูซาน เซี่ยชือ นั้นไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ
แม้ข้าพยายามค้นหาวิธีแก้คำสาปนี้ แต่ก็ยังไร้ซึ่ง
หนทางที่จะถอนคำสาปนี้ได้ ข้าเองก็ไม่คาดคิดว่า
คำถามนี้จะสำแดงฤทธิ์ออกมาจริง ๆ ฉะนั้นข้าจึงมี
ส่วนเกี่ยวข้องกับการรับผิดชอบในครั้งนี้ด้วย ”
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ ผู้คนก็เริ่มแจ่มชัดมากยิ่งขึ้นว่า
เหตุการณ์ครั้งนี้ อู่ อวี้ หาได้มีส่วนเกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตามหากมองจากมุมอื่น ก็กล่าวได้ว่า มู่
หลิงเช่อ ได้ตกตายไปด้วยน้ำมือของ อู่ อวี้ แต่
ความจริงก็คือความจริง หากไม่มี อู่ อวี้ นางก็จะ
ไม่ตกตาย
ด้วยเหตุนี้ จอมกระบี่ชั่วฮวาจึงควรหา วูซาน
เซี่ยชือ แต่พวกเขาไม่ต้องการปล่อยให้ อู่ อวี้
ลอยนวลโดยไม่ได้รับโทษทัณฑ์ หรือ ความผิดใด
ๆ
” ช่างมันเถอะ รอ ‘เซียนกระบี่กุ้ยหยาง’ มาตัดสิน
ว่าจะทำเช่นไรกับมัน เห็นท่านบอกว่าจะลงมือ
จัดการด้วยตนเอง ” จอมกระบี่ชั่วฮวา โบกมือไป
มาเพื่อส่งสัญญาณให้ยุติข้อพิพาทนี้ไว้ก่อน
จอมกระบี่ชั่วฮวา กับ จอมกระบี่หลี่หั่ว หาได้
กระทำอันใดเป็นพิเศษ ทั้งสองยังคงยืนอยู่หน้า
หีบศพของ มู่ หลิงเช่อ จ้องมองไปทาง อู่ อวี้ ด้วย
สายตาที่เย็นเฉียบ ทั้งสองดูราวกับยักษ์มารก็ไม่
ปาน ด้วยเพราะพวกเขาทั้งสองไม่ขยับเขยื้อน
เคลื่อนไหวไปไหน จึงทำให้ในเวลานี้ อู่ อวี้ ไม่
สามารถหายใจได้ทั่วท้องเท่าใดนัก เนื่องจากพวก
เขาได้ล่วงรู้ความจริงทุกสิ่งอย่าง ฉะนั้นต่อให้ อู่
อวี้ อธิบายทุกอย่างชัดเจน แต่มันก็ยังคงไร้ผล
นั่นเป็นเพราะว่าทุกคนต่างมีความคิดของตนเอง
ถ้าหากเขาในวันนี้จากเปลี่ยนเป็น เปั่ยซาน ม่อ ซึ่ง
เป็นผู้ที่พลาดพลั้งมือฆ่าสังหาร มู่ หลิงเช่อ พวก
เขาคงไม่พูดจาไร้เหตุผลเช่นนี้ นี่คือความแตกต่าง
ระหว่างคนที่มีผู้คอยให้การเกื้อหนุนพึ่งพา
โลกแห่งหุบเขาหิมะและน้ำแข็งของซูซันแห่งนี้
นำมาซึ่งความหนาวเย็นอันน่าสะพรึงกลัวให้แก่ อู่
อวี้ เพียงเท่านั้น เขามิอาจสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น
ใด ๆ แม้แต่น้อย
เมื่อหันมองดูรอบ ๆ สามารถแลเห็นได้อย่าง
ชัดเจนว่ามีดวงตาอันแสนเย็นชาจำนวนนับไม่ถ้วน
กำลังจับจ้องมาทางตนเอง บางทีพวกมันอาจไม่
สนใจชะตากรรมของ อู่ อวี้ แม้แต่น้อย ถูกต้อง
แล้ว ในโลกแห่งการฝึกตน ไม่มีผู้ใดมานั่งแยแส
หรือ สนใจความเป็นความตายของผู้อื่น …
ดวงตาเหล่านี้ ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกผิดหวังต่อซูซันที่
เขาเคยเฝั้าใฝั่ฝันปรารถนา เขาสัมผัสได้ว่า ความ
ปรารถนาที่จะปีนปั่ายขึ้นไปยังจุดสูงสุดบนยอดเขา
ชิงเทียนซูซัน บัดนี้มันได้จางหายไปจนหมดสิ้น
แล้ว
“เหว่ยเอ๋อล่ะ?”
อู่ อวี้ กวาดสายตามองดูรอบ ๆ แต่กลับไม่เห็นเงา
ของนางแม้แต่น้แย แม้กระทั่ง เปั่ยซาน ม่อ ก็ยัง
หายไป เป็นไปได้ว่าหลังจากกลับมาถึงที่นี่ พวก
เขาก็ย้อนไปหาเจ็ดเซียนแห่งซูซันทันที
เซียนทั้งเจ็ด
” อู่ อวี้ ” เฉิน ชิงเหยา ซึ่งอยู่เบื้องหน้าเขาในยาม
นี้ ใช้ดวงตาที่เสมือนดั่งดาราจ้องมองมายัง อู่ อวี้
พร้อมกับกล่าวว่า “กล่าวตามตรง เจ้าคงไม่โชคดี
เมื่อครั้งที่แล้ว แม้ว่าความตายของนางจะไม่ใช่
ความผิดเจ้า แต่ในฐานะของบิดามารดา ไม่ว่า
อย่างไรก็ปรารถนาให้บุตรของตนเองจากไปอย่าง
สงบ แต่ก็ยังมีเรื่องสำคัญกว่านั้นอยู่ ”
อู อวี้ รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง ถึงแม้ หนานกง เหว่ย
จะหายไป แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดอยู่เบื้องหน้า
ตนเอง
เขารอ เฉิน ชิงเหยา กล่าวต่อ
เฉิน ชิงเหยา กล่าวต่อว่า ” ว่ากันว่า การที่เจ้าทำ
ให้เกิดผลกระทบกับการบำเพ็ญตนของ หนานกง
เหว่ย ทำให้เซียนกระบี่กุ้ยหยางรู้สึกไม่พึงพอใจ
เท่าใดนัก ซ้ำร้าย หนานกง เหว่ย ยังยืนหยัด
ต่อต้านไม่ยอมเชื่อฟังเขา ซึ่งเหตุนี้ทำให้ เซียน
กระบี่กุ้ยหยาง รู้สึกไม่พอใจเจ้ามานานแล้ว
เพียงแต่ หนานกง เหว่ย ห้ามปรามมิให้ข้าบอก
กล่าวเรื่องนี้แก่เจ้า และบัดนี้เรื่องที่เจ้าเป็นสหาย
กับบุตรของศัตรูคู่แค้นได้ถูกเปิดเผยออก แน่นอน
ว่าพวกเขาย่อมมิอาจทนได้ ในเมื่อ หนานกง เหว่ย
ไม่สนใจเจ้าแล้ว คงยากที่เจ้าจะหลบหนีจาก
เคราะห์ร้ายในครั้งนี้ได้ ข้าเองก็ไม่สามารถ
ช่วยเหลือเจ้าได้เช่นกัน”
หลังจากกล่าวจบ ทันใดนั้นเองก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
จากบนฟากฟั้า ” ชิงเหยา เจ้าปากมากขนาดนี้
ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? ”
อู่ อวี้ แหงนหน้าขึ้นมอง ท่ามกลางแสงสว่างสาด
ส่อง มีคน 3 คนกำลังยืนอยู่ ฝังซ้ายคือ หนานกง
เหว่ย ฝังขวาคือ เปั่ยซาน ม่อ ตรงกลางเป็นคนผู้
หนึ่งสวมใส่อาภรณ์นิกายกระบี่สีขาวดำ ดูเสมือน
กับเซียนอมตะผู้หนึ่ง หน้าตาอ่อนเยาว์ดั่งคนหนุ่ม
สาว บุรุษผู้นี้แต่งกายเรียบง่ายธรรมดายิ่ง ทว่าทั่ง
ทั้งร่างกลับแผ่ปราณเซียนออกมาอย่างเข้มข้น
ดวงตาทั้งสองคมดกริบเฉกเช่นดังกระบี่ กระแส
สายวายุหมุนวนปันปั่วน เพียงชั่วขณะที่คนผู้นี้
มาถึง ทั่วทั้งซูซันก็ดูราวกับเดือดพล่านขึ้นในทันที
เหล่าสาวกนับหมื่นนับพันพากันโห่ร้องคำรามด้วย
โลหิตในกายที่พุ่งพล่านเสียงกระแทกเข่าลงสู่พื้น
ดังขึ้นสนั่น ตามมาด้วยเสียงตะโกน อย่างพร้อม
เพียงว่า ” น้อมคารวะเซียนกระบี่กุ้ยหยาง!! ”
ปรากฏว่าบุรุษหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเรียบง่ายผู้นี้
แท้จริงแล้วคือเซียนกระบี่กุ้ยหยาง ผู้อ่อนเยาว์สุด
ในเจ็ดเซียนกระบี่
เมื่อมองดูอย่างละเอียดแล้ว หนานกง เหว่ย มี
ลักษณะคล้ายคลึงกับคนผู้นี้อยู่บางส่วน
“เซียนกระบี่”
เมื่อคนผู้นี้มาถึง จอมกระบี่แห่งซูซันบนสนามปะ
ลองเป็นตายก็เริ่มพากันคุกเข่าทีละคน ๆ เพื่อ
แสดงความเคารพต่อเซียนกระบี่
มีเพียง อู่ อวี้ เท่านั้นที่ยังคงยืนนิ่ง เนื่องจากเขา
เพิ่งเคยได้พบพานกับตำนานที่ยังดำรงอยู่เป็นครั้ง
แรก ภายในจิตใจของเขาจึงเต็มไปด้วยความรู้สึก
ซับซ้อนมากมาย และไม่ว่าจะอย่างไรคนผู้นี้ก็เป็น
บิดาของ หนานกง เหว่ย แน่นอนว่า อู่ อวี้
ต้องการจะเคารพเขา แต่ในใจกลับรู้ดียิ่งว่าคนผู้นี้
ไม่ชอบพอตนเองมากเพียงใด
“อู่ อวี้ จงคุกเข่าเดี๋ยวนี้!” เปั่ยซาน ม่อ ขมวดคิ้ว
แล้วตะโกนขึ้น
วันนี้เขาเปรียบเสมือนดั่งปลาบนเขียง อีกทั้งผู้คน
ทั่วทั้งซูซันยังอยู่ฝังตรงข้ามกับตัวเขา อู่ อวี้ ไม่
ต้องการทำร้าย หนานกง เหว่ย อีกต่อไป เขา
คุกเข่าลงบนพื้น แล้วกล่าวว่า ” ข้าน้อย อู่ อวี้
น้อมคารวะเซียนกระบี่กุ้ยหยาง”
” อืม ” เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ร่อนลงมาบนสนาม
ประลองเป็นตาย
ดวงตาของ หนานกง เหว่ย เต็มไปด้วยความเย็น
ชา เมื่อ อู่ อวี้ สบสายตากับนาง สิ่งที่เขาได้กลับมา
คือความรู้สึกไม่คุ้นเคยบางอย่าง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่
ทำให้ อู่ อวี้ หวาดกลัวก็คือเซียนกระบี่กุ้ยหยาง
ผ่านไปเพียงชั่วพริบตา เขาก็มาปรากฏกายขึ้น
เบื้องหน้า อู่ อวี้ ห่างจาก อู่ อวี้ ไม่ถึงสองฉื่อ
พร้อมทั้งโบกมาด้วยท่าทางผ่อนคลายครั้งหนึ่ง
เพื่อบังคับให้ เฉิน ชิงเหยา เปิดทาง
การได้เผชิญหน้ากับบุคคลชนชั้น เจ็ดเซียนกระบี่
เช่นนี้ ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง อู่ อวี้ กัดฟัน
แน่น สีหน้าของเซียนกระบี่กุ้ยหยางไร้ความรู้สึก
อย่างสิ้นเชิง พร้อมทั้งจับจ้องมาที่เขาอย่างเย็นชา
เวลาล่วงเลยผ่านไปกว่า 10 ลมหายใจเต็ม จน
เหล่าสาวกทั้งหมดรู้สึกอึดอัด จนแทบจะหายใจไม่
ออก จากนั้นอีกฝั่ายจึงกล่าวขึ้นว่า ” อู่ อวี้ ข้าได้
พบเห็นเจ้าหลายครั้ง เดิมทีข้าคิดว่าจิตใจของเจ้า
เปียมล้นไปด้วยความชั่วร้ายโหดเหี้ยม ไม่
เหมาะสมสำหรับการฝึกตนในวิถีกระบี่ แต่ต่อมา
เจ้าก็แสดงให้ข้าเห็นว่าเจ้าสามารถทำได้ ถึงแม้จะ
ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอกับบุตรีของข้า แต่ข้าก็คิด
ว่าเจ้าจะกลายเป็นหนึ่งในเสาหลักให้กับซูซันได้ใน
อนาคต แต่พฤติกรรมของเจ้าในตอนนี้ ทำให้ข้า
รู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง! ”
ชั่วร้ายโหดเหี้ยมเช่นนั้นหรือ?
เอาอะไรมาตัดสินกัน?
ถึงแม้เซียนกระบี่กุ้ยหยางจะดูถูกตน แต่การกล่าว
ว่าเขาไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ หนานกง เหว่ย
คิดว่า อู่ อวี้ จะเชื่อเช่นนั้นหรือ?
เขากล่าวว่า ” ความจริงก็ชัดเจนอยู่แล้ว ความ
ตายของ มู่ หลิงเช่อ มิใช่สิ่งที่ข้าปรารถนา แล้วข้า
ทำให้เซียนกระบี่ผิดหวังได้เช่นไรกัน? ”
วันนี้เขาอยู่ท่ามกลางสายตาจะผู้คนนับหมื่นนับ
แสน หากไม่ใช่เพราะมิอยากทำให้ หนานกง เหว่ย
ผิดหวัง อู่ อวี้ คงระเบิดทุกสิ่งทุกอย่างที่อัดแน่นอยู่
ภายในใจไปหมดแล้ว ไม่เช่นนั้นเขาจะยอมทนมา
ทำไมจนถึงขนาดนี้?
เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ไม่คาดคิดว่าเขาจะตอบเช่นนี้
ฉับพลันโดยมิได้เอ่ยวาจาใด ๆ เซียนกระบี่กุ้ย
หยางก็ง้างมือขึ้นทันที พร้อมทั้งตบอัดกระแทกเข้า
ใส่ใบหน้าของ อู่ อวี้ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เกิด
เป็นเสียงดังขึ้นฉาดใหญ่ ถึงแม้ว่าเขาจะมิได้ตั้งใจ
ทำให้ อู่ อวี้ ตกตาย แต่นี่ก็ถือเป็นความอัปยศ
อย่างหนึ่ง ถึงแม้เขาจะเป็นบิดาของ หนานกง
เหว่ย แต่ อู่ อวี้ มีคุณสมบัติอะไร ถึงหาญหล้า
กล่าวกับเขาเช่นนี้? ช่วงเวลานี้เอง ภายในจิตใจ
ของ อู่ อวี้ เปียมล้นไปด้วยเพลิงโทสะถึงขีดสุด
เขาพบว่า จิตใจของตนมิอาจยอมรับทานทนได้อีก
ต่อไป ไม่มีผู้ใดมาขีดเส้นหรือบีบให้เขาเปลี่ยน
ความคิดได้
การตบครั้งนี้ เขาจะจดจำมันไปตราบชั่วชีวิต!
” เจ้าทำให้ เหว่ยเอ๋อ ต้องทุกข์ระทมอย่างสุดแสน
สาหัส โดยเฉพาะการเป็นสหายกับบุตรชายของ
ศัตรู ทั้งพยายามปกปิดมันกับนาง เอาล่ะข้าจะให้
โอกาสเจ้า หากเจ้าสาบานในชีวิตนี้เจ้าจะสังหาร จิ่
วอิง ให้จงได้ แต่ถ้าหากเจ้าปฎิเสธ ข้าจะสังหาร
เจ้าเสีย! ” เสียงของเซียนกระบี่กุ้ยหยาง ดังสนั่น
ราวฟั้าคำราม สั่นสะเทือนกึกก้องขึ้นในหูของ อู่
อวี้ หรือแม้กระทั่งเราผู้คนที่อยู่รอบ ๆ
สังหาร จิ่วอิง ?
เพราะเหตุใด?
ไฉนเขาต้องทำตามการบีบบังคับข่มขู่ของผู้อื่น ใน
เมื่อข้ามีสิทธิ์ที่จะเลือกเส้นทางของตนเอง ? ไหน
เลยจะต้องลงมือทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อตามใจ
ผู้อื่น ทั้งๆที่ตนเองไม่ต้องการฉันนั้นด้วยเล่า?
บัดนี้ทุกผู้คนต่างจับจ้อง ราวกับว่าใช้สายตาบีบ
บังคับเร่งเร้าให้ อู่ อวี้ ให้คำสัตย์สาบาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนานกง เหว่ย ในตอนแรก
สายตาของนางเย็นชาไร้ซึ่งความแยแส แต่บัดนี้
สายตาของนางกับเปียมล้นไปด้วยความจริงจัง
เปล่งประกาย ราวกับว่าเมื่อใดที่เขาให้คำสัตย์
สาบาน ความไม่พอทั้งหมดทั้งมวลของนาง ก็จะ
สูญสลายมลายหายไปจนสิ้น
ดวงตาของนางจะมีหยาดน้ำตาเอ่อล้นขึ้น คาดว่า
นางคงไม่คิดจะยอมแพ้ต่อตัวเขา
ทว่าสำหรับ อู่ อวี้ แล้วเขารู้สึกว่ามันดูจะสาย
เกินไปเสียแล้ว
เขาให้ความเคารพต่อ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ใน
ฐานะผู้อาวุโสคนหนึ่ง อีกทั้งยังในฐานะที่อาจจะ
เป็นพ่อตาของตนเองในอนาคต แต่การที่มันตบ อู่
อวี้ คือสิ่งที่ไม่สมควรกระทำอย่างสิ้นเชิง
แค่การตบเพียงครั้ง มิอาจทำลายเจตจำนงแห่งเต๋า
ของเขาได้!
แต่มันคือสิ่งที่ช่วยปลุกเขาให้ตื่นขึ้นจนเห็นรู้แจ้งใน
สิ่งต่างๆเสียมากกว่า
แม้ว่าคำพูดของ หมิงซวง จะดูไม่ค่อยน่าฟัง ทว่า
มันก็สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
ตราบชั่วชีวิตนี้ เขาคงไม่อาจลืมเลือนความอัปยศ
ที่ตนเองได้ถูกตบหน้า ท่ามกลางสายตาธารกำนัลที่
กำลังเฝั้ามองดู เขาสามารถจดจำสายตาของพวก
มันได้อย่างชัดเจน
ดูเหมือนว่า หนานกง เหว่ย กำลังจะให้โอกาส
สุดท้ายแก่ตนเอง แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว อู่ อวี้
ก้าวเดินถอยหลังไป สองสามก้าว อู่ อวี้ หัวเราะ
แล้วกล่าวว่า ” ฮ่ะ ๆ ๆ ต้องขออภัย ข้าไม่ไม่อาจ
ทำมันได้! สำหรับผู้ที่ข้าอยากจะสังหารไม่ว่าใคร
หน้าไหนก็ไม่อาจขัดขวางได้ ถ้าหากว่าข้าไม่อยาก
ที่จะลงมือสังหารผู้ใด ก็ไม่มีใครหน้าไหนที่จะมาบีบ
บังคับข้าได้เช่นกัน ! ”
ถ้อยคำที่เข้าได้กล่าวออกมาดังกึกก้อง น่าเกรงขาม
อย่างยิ่ง
แม้แต่ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ก็ยังตกใจว่าเขามีความ
กล้าเช่นนี้ได้อย่างไร?
ถึงแม้จะบอกให้เขาถอย แต่เขาก็ไม่ยอมถอย
เด็ดขาด
เมื่อกล่าวเช่นนี้ออกไป อู่ อวี้ รู้สึกว่าชีวิตของ
ตนเองอาจจะไม่แคล้วคลาดยืนยาวเหมือนเช่นผ่าน
มา ทว่าเขาหาได้เศร้าโศกเสียใจไม่ จิตใจของเขา
ยังคงแน่วแน่เด็ดเดี่ยว มันคือเส้นทางที่เปิดกว้าง
แห่งความรุ่งโรจน์สดใส ในเวลานี้มันกำลังส่องแสง
อยู่เบื้องหน้าของเขา เห็นได้อย่างชัดเจนอย่างยิ่ง
หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น ต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน
จากวิกฤตแห่งความตายเช่นนี้ จักมีผู้ใดกล้ากล่าว
เช่นนี้ออกไป ?
ทว่าสำหรับ อู่ อวี้ ต่อให้เขาจะต้องตกตายไป แต่ก็
จะไม่ยอมกระทำในสิ่งที่ขัดต่อเจตจำนงแห่งจิตใจ
ตนเองเป็นอันขาด ฉะนั้นเขาจึงไม่อาจให้คำมั่น
สัญญาสัตย์สาบานได้
“นับว่าเจ้ากล้าหาญไม่น้อยทีเดียว” แม้แต่หมิงซวง
ก็ยังรู้สึกตกใจเช่นกัน
ถึงกระนั้นนางยิ้มแล้วกล่าวว่า ” อย่างไรก็ตาม
ผู้คนส่วนใหญ่ที่มีลักษณะนิสัยเช่นนี้ โดยทั่วไปแล้ว
จะตายเร็วกันทุกคน”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ