กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 354 : เตาในจิตใจ
เพียงพริบตา ความเงียบถาโถมเข้าครอบงำ
คนนับหมื่นกำลังมองมาที่ อู่ อวี้ ไม่รู้ว่าเขากำลัง
คิดอะไรอยู่ หรือว่าต้องการอะไรกันแน่
เซียนกระบี่ยังไว้หน้าเขาอยู่บ้าง และหลบทาง
ให้กับเขา แน่นอน ถึงจะรู้ดีว่าคำพูดที่กล่าวมานั้น
หลังจากนี้จะทำให้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ หนานกง
เหว่ย ในอนาคตอีกก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ไม่กังวล
เกี่ยวกับชีวิตของตัวเองเลยเช่นนั้นหรือถึงได้กล่าว
ออกมาเช่นนี้
แต่ อู่ อวี้ ก็ยังเลือกที่จะตายอย่างดื้อรั้น
ต้องกล่าวว่าสิ่งที่ทำให้เขาลำบากใจที่สุดก็คือจิตใจ
ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของ หนานกง เหว่ย
แต่กระนั้นในใจของนางก็รู้อยู่แล้วว่าเขาจะต้อง
กล่าวออกมาเช่นนี้
อู่ อวี้ สบประสานสายตากับนาง
ในดวงตาของนาง เขาเห็นถึงความผิดหวัง และ
แสดงออกถึงความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
สายตานี้ราวกับเป็นคมมีดที่แทงทะลุเข้ามาใน
หัวใจของ อู่ อวี้ มันทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกผิดต่อนาง
อย่างยิ่ง เขายินยอมที่จะทำทุกอย่างเพื่อชดเชย
แต่เกี่ยวกับเรื่องการสังหาร จิ่วอิง เขาไม่อาจจะ
กระทำได้
เมื่อได้ยินประโยคนี้ของ อู่ อวี้ จอมกระบี่กุ้ยหยาง
พลันยกยิ้มขึ้น เขาอยากให้ อู่ อวี้ ดื้นรั้นมากกว่านี้
มิฉะนั้นเขาคงไม่อาจที่จะโน้มน้าว หนานกง เหว่ย
และจัดการเจ้าเด็กหนุ่มผู้นี้โดยตรงได้
ถึงแม้ว่า อู่ อวี้ จะไม่เคยเห็นเขามาก่อน แต่เขาก็
เป็นต้นเหตุที่ทำให้ อู่ อวี้ ต้องปวดหัวมาหลายครั้ง
แล้ว
เมื่ออยู่ต่อหน้าทุกคน เซียนกระบี่กุ้ยหยางก็
ประกาศคำตัดสินออกมา “เนื่องจากว่าเจ้าไม่
อาจจะทำมันได้ ซึ่งก็หมายความว่าเจ้าไม่มีทางที่
จะสามารถชดเชยความผิดมหันต์ของเจ้าได้ นิกาย
เซียนซูซันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ในวันนี้ข้าจะมอบ
ความตายให้กับเจ้าต่อหน้าเหล่าสาวกทั้งหลาย
แห่งซูซัน หลังจากนี้เป็นต้นไป นิกายเซียนซูซันก็
ไม่มีคนเช่นเจ้าอยู่อีกต่อไป!”
มอบความตายเพื่อชดเชยความผิด!
ทันใดนั้น อู่ อวี้ ก็หันกลับไปมองที่พระราชวังของ
ตนเอง บัดนี้ ตัวตนเฉกเช่นดั่งเซียนผู้สูงศักดิ์ที่
สามารถยืนค้ำฟั้า ได้กล่าวออกมาอย่างหนักแน่น
ว่าจะดับวิญญาณของเขาเพื่อล้างความอัปยศ
ความตาย ทำไมถึงสามารถใช้คำกล่าวนี้ราวกับว่า
เขาได้รับมอบรางวัลเช่นนี้!
ประโยคนี้ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกว่านิกายเซียนซูซันช่าง
อำมหิตไม่มีใครเปรียบ เซียนกระบี่กุ้ยหยางที่เยือก
เย็นได้มองมาที่เขาอย่างเงียบๆ สายตาราวกับเป็น
กระบี่อันคมกริบแทงเข้ามาในจิตวิญญาณของเขา
ใช่แล้ว ถึงแม้ว่าตนจะให้ความเคารพเขาจากใจ
จริง แต่เขาไม่เคยเหลียวแลตนอยู่ในสายตาแม้
เพียงเสี้ยว
“เปั่ยซาน ม่อ เจ้าเข้ามาจัดการมันซะ!” เซียน
กระบี่กุ้ยหยางประกาศก้องเรียกออกมา
นี่ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกขมขื่น เห็นได้ชัดว่าเขาไม่
ต้องการที่จะให้ตัวเองตกตายไปด้วยความอัปยศ
อดสูเช่นนี้
เปั่ยซาน ม่อ เฝั้าปรารถนาที่จะหาโอกาสสังหารตัว
เขาต่อหน้าสาธารณะชน ต่อหน้า หนานกง เหว่ย
แล้วมันกลับได้โอกาสเช่นนี้อีก?
“ขอรับ! ท่านอาจารย์หก” เปั่ยซาน ม่อ ยกยิ้มขึ้น
อย่างเยือกเย็น มันได้เตรียมตัวมาเป็นเวลานาน
แล้ว มันได้ก้าวออกมา แล้วมองไปที่ อู่ อวี้ ด้วย
สายตาที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง และอิ่มเอมใจ
มันกล่าวออกมาว่า “อู่ อวี้ ข้าหวังว่าจะมีวันนี้ ข้า
ได้เตรียมศาสตราสถิตวิญญาณที่ไม่เคยดื่มเลือด
ผู้ใดมาก่อน และข้าจะใช้เลือดของเจ้ามาสังเวยต่อ
ศาสตราสถิตวิญญาณเล่มนี้”
เสรีภาพ ชีวิตหรือความตาย!
ในตอนนี้ถ้าหากต่อสู้กับ เปั่ยซาน ม่อ อู่ อวี้ คิดว่า
ตนเองไม่ค่อยมั่นใจที่จะเอาชนะได้ แต่เขาก็ไม่มี
ทางเลือก
อย่างไรก็ตามในช่วงเวลานี้ สิ่งที่ อู่ อวี้ กังวลมาก
ที่สุดก็คือ หนานกง เหว่ย ด้วยคำตัดสินนี้ นาง
กำลังคิดสิ่งใดอยู่? เรื่องเช่นนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่โต
ที่ตนเองผิดบาปจนสมควรตายนับหมื่นครั้งจริงๆ
หรือ?
บางทีจิตวิญญาณอาจจะเชื่อมถึงกันได้
ก่อนที่ เปั่ยซาน ม่อ จะลงมือ หนานกง เหว่ย ที่อยู่
เบื้องหน้า ได้เดินมาอยู่ตรงหน้า อู่ อวี้ ทั้งสองอยู่
ใกล้กันเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งระหว่างพวกเขาทั้งสองก็ไม่
มีเซียนกระบี่กุ้ยหยางคอยขัดขวาง บางทีเช่นนี้อาจ
สามารถทำให้พวกเขาสื่อถึงกันได้
หลังจากที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น อู่ อวี้ ปรารถนาที่จะมีสัก
ครั้งหนึ่ง ที่มีโอกาสในการกล่าวต่อหน้านาง
ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ในตอนนี้จะอันตรายมาก แต่
อู่ อวี้ ก็ยังคงดิ้นรน หากต้องจบลงเช่นนี้ เขาย่อม
รู้สึกไม่ยินยอมโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลย
“ข้าต้องการที่จะยืนยันอะไรบางอย่าง” ภายใต้
สายตาของทุกคน หนานกง เหว่ย กล่าวออกมา
ด้วยเสียงเย็นยะเยือก ในสายตาของนางราวกับว่า
มีวิหคเพลิงอมตะสองตัวกำลังอยู่ท่ามกลางเปลว
เพลิง
อู่ อวี้ พยักหน้า
“หากสมมุติว่า ข้ากับ จิ่วอิง จะต้องมีคนใดคนหนึ่ง
ตายไป เจ้าต้องการให้ใครมีชีวิตรอด?” หนานกง
เหว่ย ใช้สายตาที่ร้อนดั่งเปลวเพลิงมองมาที่เขา
“เจ้า!” อู่ อวี้ ไม่มีความลังเลแม้แต่นิด ในหัวใจ
ของ อู่ อวี้ หนานกง เหว่ย มีความสำคัญมากกว่า
ตัวเขาเองถึงสิบเท่า
“แต่ ถ้าให้เจ้าไปสังหารมันเพื่อข้า ไม่อาจกระทำ
ได้ใช่หรือไม่?” หนานกง เหว่ย ถาม
อู่ อวี้ ขมวดคิ้ว แล้วกล่าวว่า “เหว่ยเอ๋อร์ สำหรับ
เรื่องของมารดาของเจ้า ข้าไม่อาจที่จะตัดสินใจ
อะไรได้ ข้ายังยินดีที่จะช่วยเจ้าล้างแค้น ถึงแม้ว่า
จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม แต่ว่าเจ้าลองคิดดู ใน
เรื่องนี้ จิ่วอิง เกี่ยวข้องอันใด? แล้วปีศาจตนอื่น
เกี่ยวข้องอะไรด้วย? พวกเขาทั้งหมดเป็นผู้บริสุทธิ์
มันก็ไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องไปถือโทษโกรธ
พวกมันมิใช่หรือ?”
บัดนี้ใบหน้าของ หนานกง เหว่ย กลายเป็นเย็นชา
รอยยิ้มของนางได้อันตรธานหายไปแล้ว ใบหน้า
อันงดงาม ในตอนนี้ปรากฏเป็นความขมขื่น นาง
จ้อมมองไปที่ อู่ อวี้ กล่าวออกมาทีละคำว่า
“ปีศาจเป็นสิ่งที่โสมมของโลกใบนี้ ไม่ว่าจะดีหรือ
เลวก็ตาม จอมมารอิงได้สังหารมารดาของข้า ข้า
ต้องการที่จะฆ่าล้างโคตรของมัน มิฉะนั้นมันก็ยาก
ที่จะจัดการกับความเกลียดชังในใจของข้าได้! จิ่
วอิง จะต้องตาย สักวันหนึ่ง ข้าจะไปกวาดล้างห้วง
สมุทรปีศาจอนันต์ให้สิ้นซาก! บรรพบุรุษซูซันของ
ข้า ต่างก็มีหน้าที่ในการสังหารเหล่าปีศาจ ในอดีต
ต้องมีผู้คนมากมายตกตายไปในเงื้อมมือของพวก
ปีศาจ ความเกลียดชังนี้ฝังลึกเข้าไปในกระดูกดำ!
เจ้ายังกล้าที่จะบอกว่าพวกมันเป็นผู้บริสุทธิ์อย่าง
นั้นรึ?”
อู่ อวี้ เข้าใจเรื่องนี้ดี
นางไม่ต้องการจะสังหารเพียงแค่จอมมารอิง
เท่านั้น นางเกิดมาเพื่อทำลายล้างเผ่าพันธุ์ปีศาจให้
สูญสิ้น นี่ย่อมเป็นจิตมารที่อยู่ในใจของนาง
เนื่องจากว่าจิตมารนี้ คำแนะนำเพียงแค่ไม่กี่คำ
ของเขาจะเพียงพอได้อย่างไร
ราวกับว่ามีภูเขาไฟอยู่ข้างในใจของนาง ในตอน
ปกติจะไม่มีการปะทุใดๆ ทั้งสองคนจึงอยู่ร่วมกัน
อย่างมีความสุขได้ แต่ในตอนนี้ อู่ อวี้ สัมผัสได้ถึง
ภูเขาไฟลูกนี้แล้ว!
“ชีวิตของข้า จะต้องสืบทอดเจตจำนงค์ของ
บรรพรบุรุษ ข้าได้รับชีวิตใหม่จากจักรพรรดิวิหค
เพลิงเก้าสี ข้าจะไปกวาดล้างห้วงสมุทรปีศาจ
อนันต์ให้สิ้นซาก กำจัดพวกปีศาจให้สิ้นสูญ! นี่คือ
ความรับผิดชอบของสาวกนิกายเซียนซูซันทุกคน!
อู่ อวี้ ถ้าหากว่ามีวันหนึ่งข้าไปเหยียบที่ห้วงสมุทร
ปีศาจอนันต์ สังหารเหล่าปีศาจ เจ้าจะเข้ามาหยุด
ข้าหรือไม่?” ดวงตาทั้งคู่ของ หนานกง เหว่ย เต็ม
ไปด้วยความโกรธ น้ำเสียงที่เฉียบคม เอ่ยถาม อู่
อวี้ ต่อหน้าสาธารณชน
บัดนี้นางก็รู้สึกเจ็บปวดเช่นกัน น้ำตาที่เอ่อไหล
ออกมา ถูกเปลวเพลิงเผาไหม้จนระเหยหายไป
ในทันที
เปั่ยซาน ม่อ กล่าวขัดออกมา “ข้า เปั่ยซาน ม่อ ก็
ได้รับเจตจำนงค์ของจักรพรรดิกระบี่สวรรค์คราม
ในชีวิตนนี้จะต้องตัดหัวจักรพรรดิอิง จักรพรรดิจู้
ให้จงได้! กวาดล้างปีศาจที่อยู่ใต้ฟั้าสวรรค์แห่งนี้
ช่วยเหลือมวลมนุษย์ทั้งหลาย อู่ อวี้ เจ้าจะเข้ามา
หยุดข้าด้วยหรือไม่”
ประเด็นที่กำลังกล่าวกันในตอนนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่ที่
จิ่วอิง อีกต่อไป แต่เป็นความแตกต่างของ
เจตจำนงค์ มันคือการชี้ขาดเป็นครั้งสุดท้าย
เมื่อพวกเขาทั้งคู่เอ่ยคำสัตย์สาบานนี้ออกมา
อารมณ์พลันพุ่งพล่านถึงขีดสุด ในใจของ อู่ อวี้
สามารถเข้าใจประโยคหนึ่งได้อย่างชัดเจน
ในเมื่อมีเต๋าที่ไม่เหมือนกัน ก็ไม่อาจที่จะร่วมทางไป
ด้วยกันได้!
เขารู้ดีว่าตัวเขาไม่ได้เป็นคนที่เกิดมาในนิกายเซียน
ซูซัน เขาจึงไม่อาจจะสืบทอดเจตจำนงค์แห่งความ
เกลียดชังปีศาจของซูซันได้ ปีศาจที่เขาได้พบมา จิ่
วเซียน และ จิ่วอิง ทั้งสองตนนี้ มีอิทธิพลต่อเขา
มากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิ่วเซียน ถึง อู่ อวี้
จะสังหารนางไปแล้ว แต่นางก็ยังคงวนเวียนอยู่
ภายในจิตวิญญาณของ อู่ อวี้
คำถามของ หนานกง เหว่ย ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ
จิ่วอิง เลยแม้แต่น้อย
เป็นความขัดแย้งที่ละเอียดอ่อน ของพวกเขาสอง
คน
ความขัดแย้งของเส้นทางแห่งเต๋า
“อู่ อวี้ ทำตามที่เจ้าปรารถนา เต๋าไร้ซึ่งขอบเขต
เจ้าไม่ได้ฝึกฝนเต๋ากระบี่ของนิกายเซียนซูซัน ทำไม
ต้องแบกรับความเกลียดชังของพรรคนิกายนี้ด้วย
เมื่อเจ้าแบกมันเอาไว้ ตราบใดที่ปีศาจไม่สิ้นสูญ
เต๋าของเจ้าก็จะไม่สมบูรณ์แบบไปตลอดกาล ความ
เกลียดชังคืออุปสรรคของผู้ฝึกตน” หมิงซวง กล่าว
ออกมาอย่างจริงจัง
“อู่ อวี้ ตอบข้ามา! ถ้าหากเจ้ายินดีที่จะกวาดล้าง
ปีศาจด้วยกันกับข้า ด้วยความทะเยอทะยานเช่นนี้
ข้าสามารถปล่อยวางความเกลียดชังในอดีตที่ผ่าน
มาได้ ข้าสัญญาว่าจะไปวิหารคู่เซียนกับเจ้า
ในตอนนี้!” หนานกง เหว่ย กล่าวประโยคนี้ออกมา
ทำให้ทุกคนรู้สึกตะลึง
อย่างไรก็ตาม นางไม่ได้เรียกเขาว่าพี่ชายอีกต่อไป
อู่ อวี้ รู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสอง
คนใกล้จบลงไปแล้ว
ในวันนั้น ใบหน้าของ หนานกง เหว่ย เต็มไปด้วย
ความเคร่งเครียดและอึดอัดยิ่ง พร้อมทั้งยังกล่าว
กับตนเองอีกว่า : เมื่อเขากลับ นางก็เต็มใจที่จะไป
วิหารคู่เซียนกับเขา
ในตอนนี้ วิหารคู่เซียนคืออะไร? อู่ อวี้ ไม่สามารถ
รับรู้ได้อีกต่อไป บัดนี้หัวใจของเขากับ หนานกง
เหว่ย มีกำแพงขวางกั้นเอาไว้อยู่ ถึงแม้ว่าจะไปที่
วิหารคู่เซียน แล้วจะยังไงต่อ……….
เขาก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว ไม่ได้ตอบกลับไป
ทำได้เพียงแค่มองไปที่นางอย่างเศร้าสร้อย ความ
จริงแล้วประโยคนี้ของ หนานกง เหว่ย เพื่อบีบ
บังคับให้ตัวเขา บีบบังคับให้ อู่ อวี้ ต้องเผชิญหน้า
กับสถานการณ์ที่สิ้นหวัง
เขารู้สึกดดันอยู่ภายใต้สายตาของคนนับไม่ถ้วน
เขาสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ แม้ว่าหัวใจราวกับว่า
มีคลื่นโหมซัดสาดอย่างบ้าคลั่ง แต่เขากล่าว
ออกมาอย่างเสียงดังและมั่นคง “เหว่ยเอ๋อร์ จิต
วิญญาณของข้า ไม่ใช่การกวาดล้างปีศาจ แต่คือ
การกลายเป็นเซียนอมตะ! ดังนั้น ถ้าหากข้าบอก
กับเจ้าในวันนี้ว่าข้าทำได้ ในวันอื่นๆข้าก็ไม่อาจที่
จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วยที่
ทำให้เจ้าผิดหวัง”
“อึก……………..” หนานกง เหว่ย ถอยร่นกลับไป
เมื่อมองไปที่นาง สายตาที่เหมือนกับวิหคเพลิง
อมตะคู่นั้นดูเหมือนว่าจะกรีดร้องขึ้นอย่างเจ็บปวด
เซียนกระบี่กุ้ยหยาง และ เปั่ยซาน ม่อ พลัน
หัวเราะขึ้น พวกเขารู้ว่า ประโยคนี้จะทำให้ หนาน
กง เหว่ย จะต้องใจสลาย ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่อง
โหดร้ายกับ หนานกง เหว่ย แต่ว่าเขาที่เป็นบิดา
ของนาง ย่อมรู้ดีว่าความเจ็บปวดในระยะยาวกับ
ความเจ็บปวดในระยะสั้นย่อมต่างกัน หากพวกเขา
ไม่มีการพูดคุยกันเช่นในวันนี้ แล้วตัวเขาสังหาร อู่
อวี้ ไปตรงๆ เกรงว่ามันจะส่งผลกระทบให้กับ
หนานกง เหว่ย อย่างมหาศาล แม้กระทั่ง
ความสัมพันธ์พ่อลูกก็ต้องร้าวฉาน
ขอโทษจริงๆ
อู่ อวี้ มองไปที่นางและกัดฟันกล่าวออกมาว่า “แต่
ละคนย่อมมีความทะเยอทะยาน ข้าก็มีเต๋าของข้า
เจ้าก็มีเต๋าของเจ้า ในชาตินี้เกรงว่าข้าไม่มี
โชคชะตาอยู่ร่วมกันกับเจ้าแล้ว หากชาติหน้ามีจริง
เราค่อยมาเป็นคู่กันจนชั่วฟั้าดินสลาย”
ดวงตาของเขากลายเป็นแดงก่ำ
“สิ่งที่เรียกว่าเต๋าของเจ้า ในชั่วชีวิตนี้ไม่อาจที่จะ
เปลี่ยนแปลงได้?” หนานกง เหว่ย ถามเขาในทันที
“ไม่ได้”
สองคำง่ายๆนี้ มันบ่งบอกถึงเจตจำนงค์ที่ไม่อาจ
เปลี่ยนแปลงได้
บางทีมันอาจจะเป็นความเห็นแก่ตัว บางทีอาจจะ
ไม่สามารถชดใช้ได้ หรือว่าบางทีเขาอาจจะไม่ได้
รักนางมากขนาดนั้น เพียงเพราะความต้องการ
ของนาง ดังนั้นเขาจึงถือโอกาสที่ไปรักนาง แต่ อู่
อวี้ ไม่อาจที่จะจินตนาการได้ ถ้าหากตนเอง
เปลี่ยนเป็น เปั่ยซาน ม่อ ที่สามารถทำให้นางพึง
พอใจได้ เขาจะยังคงเป็นตัวของตัวเองอยู่หรือไม่?
พลองทองสมปรารถนาจะยอมให้อภัยแก่เขา
หรือไม่?
หลังจากกล่าวออกมาเพียงสองคำนี้ ความสัมพันธ์
ระหว่างสองคนก็ถือได้ว่าจบสิ้นลงแล้ว
นางที่ยืนอยู่ท่ามกลางน้ำแข็ง หวนนึกไปถึงภาพที่
นางส่งมอบเสาเก้าจัตุรัสสยบมารให้กับ อู่ อวี้ ภาพ
นั้นได้กลายเป็นภาพที่สวยงามที่สุดในใจของ อู่ อวี้
อย่างไรก็ตาม พวกเขานั้นแตกต่างกัน………..
ในเมื่อไม่เหมือนกันแล้วพวกเขาจะกลายเป็นสหาย
เต๋ากันได้อย่างไร……….
“พี่สาวหนานกง ท่านถอยไปก่อนเถอะ ข้าจะช่วย
จัดการเจ้าสัตว์เดรัจฉานตัวนี้ให้กับท่านเอง!” เปั่ย
ซาน ม่อ ใช้โอกาสนี้ก้าวออกมาข้างหน้า มันรู้ดีว่า
นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะสังหาร อู่ อวี้
“ไสหัวออกไป” จู่ๆ หนานกง เหว่ย มองไปที่มัน
ราวกับต้องการจะกินเลือดกินเนื้อ จากนั้นก็ส่ง
เสียงกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด
“พี่สาว…..” เปั่ยซาน ม่อ สั่นสะท้าน กล่าวว่า
“มันไม่ได้รักท่านเลย แม้แต่สิ่งเล็กๆเช่นนี้ก็ไม่
อาจจะทำได้ ท่านยังต้องการที่จะปกปั้องคนใจดำ
เช่นนี้อยู่อีกหรือ คนที่รักท่านจริงก็คือบิดาของท่าน
ก็คือพวกเราที่อยู่ในนิกายเซียนซูซัน เจ้า อู่ อวี้ ผู้นี้
กระทั่งทำเรื่องเล็กๆเพื่อท่านมันยังทำไม่ได้เลย”
“เหว่ยเอ๋อร์ มันจบแล้ว” ในที่สุด เซียนกระบี่กุ้ย
หยาง ก็กล่าวออกมา จริงๆแล้วถ้าหากเขาไม่สนใจ
ความรู้สึกของ หนานกง เหว่ย อู่ อวี้ จะสามารถ
อยู่ต่อหน้า เซียนกระบี่กุ้ยหยาง นานขนาดนี้ได้เช่น
ไร?
ร่างกายของ หนานกง เหว่ย สั่นสะท้าน เมื่ออยู่
ภายใต้สายตามากมายเช่นนี้ ทำให้นางยากที่จะ
สามารถปรับตัวได้
ตอนนี้ทุกคนกำลังรอให้นางเปิดปากออกมาว่า จะ
สังหาร หรือไม่สังหาร
หนานกง เหว่ย จ้องมองไปที่เขาด้วยใบหน้าดูเศร้า
โศก การเผชิญหน้ากันในตอนนี้สามารถตัดสิน
ความเป็นความตายของ อู่ อวี้ ได้ ซึ่งจริงๆแล้วมัน
เป็นเรื่องที่ค่อนข้างโหดร้าย
นางต้องการที่จะสังหารตนหรือไม่?
อู่ อวี้ ไม่กล้าที่จะคิดมาก หากนางต้องการที่จะทำ
มันจริงๆ บางทีเขาอาจไม่คิดต่อต้าน แต่ถ้าหากว่า
คู่ต่อสู้เป็น เปั่ยซาน ม่อ เขาก็ต้องการที่จะสู้ตายดู
สักครั้ง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ