กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 356 : เหยียนหวง
หนี้แค้นนี้ต้องชำระด้วยโลหิต
บาดแผลที่เกิดขึ้นบนร่างกายของ อู่ อวี้ มันทำให้
เขารู้สึกตกตะลึงอย่างยิ่ง เนื่องจากว่าเดิมทีแล้ว
เขานั้นมีร่างกายอันแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ฉะนั้นเมื่อ
ถูกฉีกกระชากเช่นนี้ บาดแผลเหล่านี้จึงสร้างความ
เจ็บปวดให้แก่มากขึ้นเป็นทวีคูณ
ผู้คนหลายแสนคน ต่างจับจ้องมองภาพนี้ด้วย
ท่าทางตื่นตะลึงอย่างสุดขีด
ทั่วทั้งซูซันอันกว้างใหญ่ หาผู้ที่สามารถกระทำได้
เช่นนี้ได้มีเพียงแค่หยิบมือเท่านั้น
ในเวลานี้ แม้แต่จะใช้เคล็ดกระบี่บินจักรพรรดิยัง
ถือว่ายากเย็นแสนเข็ญอย่างยิ่ง ท่ามกลางความ
เจ็บปวด และ อาการบาดเจ็บแสนสาหัส ส่งผลให้
เท้าที่ก้าวเดินออกไปแต่ละครั้งสั่นสะเทือนอย่าง
รุนแรง แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังคงยืนหยัด ก้าวเดิน
ออกไปจากที่นี่
ทุกผู้คนกำลังเฝั้าดูสารรูปของเขา ซึ่งอาบชโลมไป
ด้วยโลหิต
บางทีคราที่ได้ยินเสียงโอดครวญ หนานกง เหว่ย ก็
จะหันกลับมามอง จะเห็นได้ว่านางกำลังเฝั้ามอง
เขาอยู่ หากสถานการณ์เป็นเช่นวันวานนางคง
เจ็บปวดยิ่งแล้ว แต่สำหรับยามนี้ทุกอย่าง
เปลี่ยนไป ในสายตาของนางมีเพียงโลหิตที่ไหลเจิ่ง
นองอยู่บนพื้นเท่านั้น แม้แต่เพียงแค่เหลือบแลเห็น
เสาเก้าจัตุรัสสยบมาร กลับทำให้หัวใจของนางมี
โทสะทวีเพิ่มมากยิ่งขึ้น ภายในใจของนางไม่
ยินยอมพ่ายแพ้ เปียมล้นไปด้วยความเกลียดชังไม่
พอใจ
ความรู้สึกเจ็บปวดจากรักในครั้งนี้ หนักหนาสาหัส
มากเกินไป!
ในเวลานี้ตั้งแต่ที่ อู่ อวี้ ก้าวเดินออกไปก็ถือได้ว่า
ความสัมพันธ์ระหว่าง อู่ อวี้ กับนางถูกตัดสะบั้น
ขาดออกอย่างสิ้นเชิง
นับแต่นี้ไป ต่อให้ตกตาย พวกเขาก็ไม่มีอันใด
เกี่ยวข้องกันอีก
บางทีสำหรับนางแล้ว ตราบชั่วชีวิตนี้ภาพของ อู่
อวี้ จะคงอยู่ในความทรงจำของนางไปจนตราบ
นานเท่านาน
ในความเป็นจริง อู่ อวี้ ไม่สามารถเดินทางไปได้
ไกลมากนัก หลังจากได้รับการโจมตีอันหนักหน่วง
จนร่างกายบอบช้ำบาดเจ็บสาหัสอย่างยิ่ง แล้วใน
ที่สุด เฉิน ชิงเหยา ก็ลุกขึ้นยืนอย่างสุดจะทานทน
กับภาพที่เห็น หลังจากนั้นเขาก็กล่าวกับเซียน
กระบี่เทียนจีด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขึ้นว่า ” ข้าจะ
พาเขาไปเอง ”
หลังจากเซียนกระบี่เทียนจีพยักหน้าอนุญาต เฉิน
ชิงเหยา ก็ขี่กระบี่ชิงเหอออกไป เมื่อถึงตัว อู่ อวี้
เขาก็ดึงร่างขึ้นมาบนกระบี่ จากนั้นก็บินทะยานมุ่ง
ไปยังทิศตะวันออก เพียงไม่นานร่างของเขาก็หาย
ลับสายตาไป
ทุกอย่างจบลงแล้ว
หลงเหลือเพียงร่องรอยของหยาดโลหิต ที่อยู่บน
ผืนธรณีเพียงเท่านั้น
ผู้คนนับแสนต่างมองหน้ากันแลกัน หลังจากนั้นก็
มองไปทาง หนานกง เหว่ย
” ทุกอย่างจบสิ้นลงแล้ว ทุกคนแยกย้ายได้ ” เซียน
กระบี่เทียนจีโบกสะบัดมือ พร้อมกับกล่าวขึ้นด้วย
น้ำเสียงเด็ดขาด เมื่อได้ยินคำสั่งเช่น นี้เหล่าสาวกก็
ต่างไม่กล้าจะรั้งรออยู่ที่นี่ อีกทั้งยังไม่กล้าพูดคุย
เกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วพวกมันก็เริ่มกระจายตัวแยก
ย้ายกันออกไป
” เมื่อ อู่ อวี้ ได้จากไปแล้ว ในภายภาคหน้าไม่ว่า
จะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ก็ไม่เกี่ยวข้องกับซูซันอีก
ต่อไป”
” ใช่! หากไม่มีตัวตนของสาวกซูซันคอยคุ้มกะลา
หัว คาดว่ามันอาจไม่มีชีวิตรอดอยู่ในโลกภายนอก
ได้”
” ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา หากมันไม่ได้ถูกชุบเลี้ยง
โดยนิกายเซียน มันจะมีวันนี้ได้อย่างไร นับตั้งแต่ที่
มันก้าวออกซูซัน ผู้ที่เคยถูกขนานนามว่าอัจฉริยะผู้
มากด้วยพรสวรรค์ จะสูญสลายหายไปจนสิ้น ข้า
กล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า อนาคตภายภาคหน้า
ช่องว่างระหว่าง มัน กับ หนานกง เหว่ย ไม่ว่าจะ
เป็นทางด้านฝีมือหรือความก้าวหน้า จะขยายใหญ่
ขึ้นยังไม่อาจตามทันได้ กล่าวได้ว่าเศษฝุั่นละออง
ธุลีอย่างมันไม่อาจเทียบชั้นกับ หนานกง เหว่ย ได้
แม้แต่น้อย ”
” ความหมายที่เจ้ากล่าวก็คือ หลังจาก อู่ อวี้ จาก
ไป พวกเขาทั้งสองจะกลายเป็นสหายเต๋าเคียงคู่กัน
ใช่หรือไม่ ? ” ขณะที่ผู้คนกำลังแยกย้ายกลับไปที่
พำนักของตนเอง ก็ได้ยินเสียงพูดคุยกันถึง หนาน
กง เหว่ย กับ เปั่ยซาน ม่อ
” มันก็แน่นอนอยู่แล้ว เมื่อไม่มีก้างขวางคออย่าง อู่
อวี้ แล้ว ทั้งสองซึ่งมีศักดิ์ฐานะเท่าเทียมกัน อีกทั้ง
ยังได้รับการสนับสนุนจากเจ็ดเซียนกระบี่เป็นอย่าง
ดี เขาทั้งสองเป็นเช่นดั่งกิเลนคู่แห่งชิงเทียนซูซัน
แล้วจะเกิดเรื่องอย่างการไม่ได้เป็นสหายเต๋าเคียงคู่
ได้เช่นไรเล่า? พวกเขาทั้งสองคือคู่สวรรค์สรรสร้าง
ซึ่งได้ประทานให้แก่ซูซันเรา ในอนาคตหลังจากนี้
พวกเขาอาจกลายเป็นเซียนอมตะ เคียงข้างกัน
กลายเป็นคู่เซียน! อดใจรออีกไม่กี่ร้อยปีข้างหน้า
เพราะยามนี้พวกเขาก็เกือบจะกลายเป็นเจ็ดเซียน
กระบี่ อยู่มะรอมมะร่อแล้ว”
” คนทั้งสองจะมีชื่อเสียงเลื่องเหมาะสมกันเป็น
อย่างมาก ”
หลังจาก อู่ อวี้ จากไป ดูเหมือนหลายคนจะมี
ความสุขอย่างยิ่ง
เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นเพียงฉากละคร
เล็ก ๆ ในชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นเท่านั้น
โดยเฉพาะ เปั่ยซาน ม่อ มันย่อมได้ยินบทสนทนา
เกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้ว่ามันจะไม่สามารถทำลาย อู่
อวี้ จนแตกดับแดดิ้นลงได้ แต่มันก็มีความสุขอย่าง
ล้นเหลือทีเดียว อันที่จริงหลังจาก อู่ อวี้ ได้จากซู
ซันไปนั้น มันก็รู้สึกว่าตนเองไร้ซึ่งคู่แข่งอย่างหา
ผู้ใดเปรียบ หาก อู่ อวี้ ไม่มีทรัพยากรของซูซัน
คอยเกื้อหนุน อู่ อวี้ ก็ไม่สามารถเทียบเคียงกับ
ตนเองได้ ช่องว่างของความต่างมันใหญ่หลวง
เกินไป คาดว่านับจากนี้ไม่ถึง 10 ปี เขาจะ
กลายเป็นแค่เพียงมดปลวกในสายตาของมัน
ด้วยเหตุนี้ ในอนาคตภายภาคหน้า มันจึงมีโอกาส
ที่จะได้กลายเป็นสหายเต๋าเคียงคู่กับ หนานกง
เหว่ย
มันเชื่อว่าในใต้หล้านี้ล้วนปรารถนาให้ตัวมันกับ
หนานกง เหว่ย ได้ร่วมหัวจมท้ายกลายเป็นสหาย
เต๋าเคียงคู่ เฉกเช่นดั่งคู่ที่สวรรค์ปฐพีบรรจงแต่ง
สรรค์สร้างขึ้น กลายเป็นตำนานแห่งซูซัน
มันกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ภายในใจ อย่างรื่นรมย์สุข
สันต์มีความสุขอย่างที่สุด
ในเมื่อตอนนี้ผู้คนได้กระจัดกระจายแยกย้ายกันไป
แล้ว แน่นอนว่าย่อมเป็นธรรมดาที่ หนานกง เหว่ย
จะมีแผนเตรียมไว้ให้แก่อนาคตของตนเอง
“ท่านบิดา”
” มีอะไรเช่นนั้นรึ ? ” เซียนกระบี่กุ้ยหยาง มองนาง
ด้วยความทุกข์ระทมใจ
“นับจากนี้ ข้าจะปิดด่านฝึกตน นับจากนี้ไป ข้าจะ
ก้าวเดินไปเบื้องหน้าเพียงลำพัง มันอาจทำให้ข้า
พัฒนามากยิ่งขึ้น ” หนานกง เหว่ย กล่าวอย่าง
หนักแน่น
” เจ้าหมายหมายความว่าเช่นไร? ” เซียนกระบี่กุ้ย
หยาง ไต่ถามด้วยความตะลึง
” นับจากนี้ ท่านอย่าได้กล่าวถึงวิหารคู่เซียนกับข้า
อีก ” หลังจากที่นางกล่าวเสร็จสิ้น นางก็เคลื่อน
กระบี่ทะยานไปยังทิศทางของเขาชิงเทียนซูซัน
กลายเป็นลำแสงก้าวสีซึ่งเปียมล้นไปด้วยความ
โกรธเกรี้ยว หายลับเข้าไปในม่านหมอกพิรุณของ
เขาชิงเทียนซูซัน
” ท่านอาจารย์หก สิ่งที่นางกล่าวหมายความว่า
เช่นไร… ” เปั่ยซาน ม่อ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ ได้ยินอย่าง
ชัดเจนแจ่มแจ้งเต็มสองรูหู
เซียนกระบี่กุ้ยหยาง สีหน้าเย็นชาแล้วกล่าวขึ้นว่า
” บาดแผลครั้งนี้หนักหนาสาหัสมากเกินจะรับได้
ให้นางมีพื้นที่ส่วนตัวเยียวยาหัวใจ เยียวยาอาการ
บาดเจ็บในครั้งนี้ หากเจ้าปรารถนาที่จะเคียงข้าง
นางอย่างแท้จริงแล้ว ก็จงอดใจอรอคอย ข้าเชื่อว่า
อีกเพียงไม่กี่ปีข้างหน้า นางจะต้องเห็นความดีของ
เจ้า สำหรับตอนนี้เจ้าก็อย่าพึ่งบีบคั้นกดดันนาง
มากเกิน มันจะยิ่งทำให้นางไม่ชอบใจถอยห่างจาก
เจ้ามากยิ่งขึ้น เข้าใจหรือไม่? ”
เปั่ยซาน ม่อ พยักหน้ารับทราบ
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ยิ่งทำให้มัน เกลียดชังในตัว อู่ อวี้ ทวี
เพิ่มมากขึ้น
ทันใดนั้นเองมันก็เห็นว่า จอมกระบี่หลี่หั่ว กับ จอม
กระบี่ชั่วฮวา กำลังจะเคลื่อนย้ายโลงแก้ว ที่ใส่ร่าง
ไร้วิญญาณของบุตรสาวออกไป ทั้งสองมีสีหน้า
หมองคล้ำเศร้าโศกเสียใจอย่างยิ่ง มันไม่ใช่เรื่อง
ง่ายที่จะสะกดข่มความรู้สึก ของการที่ต้องสูญเสีย
คนที่รักยิ่งไป ทันใดนั้นหัวใจของ เปั่ยซาน ม่อ ก็
โหมกระพือ มันยิ้มออกมาด้วยรอยยิ้มเย็นเฉียบชั่ว
ร้าย มันรู้ดีว่าถึงแม้ อู่ อวี้ จะจากที่นี่ไปแล้ว แต่
เขาก็จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน
” ยามนี้ไม่มีผู้ใดสามารถเป็นคู่แข่งกับข้าได้ แค่อด
ใจรอเพียงไม่กี่ร้อยปี แล้วไฉนค่าต้องกังวลเกี่ยวกับ
เรื่องนี้ด้วยเล่า ? ”
เมื่อคิดได้เช่นนั้น เปั่ยซาน ม่อ ก็เปล่งเสียงหัวเราะ
ออกมา
ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ทว่าที่แน่ ๆ ใน
วันนี้มันคือผู้กำชนะอย่างใหญ่หลวงมากที่สุด
ต่อจากนั้นมันก็เปล่งเสียงหัวเราะ อย่างผู้กำชัย
ชนะเหนือยิ่งกว่าผู้ใด
……
ซูซัน!
อู่ อวี้ นั่นอยู่ในอาการบาดเจ็บสาหัส เมื่อเขาลืมตา
ตื่นขึ้น ก็พบว่าบัดนี้ตนเองกำลังลอยอยู่เหนือ
ฟากฟั้า ทิ้งเขาชิงเทียนซูซันไว้เบื้องหลัง ซึ่งขณะนี้
มันเริ่มมีขนาดเล็กลงขึ้นเรื่อย ๆ ตามระยะที่ห่าง
ออกมา ซึ่งเป็นยอดเขาที่มีรูปร่างเช่นดั่งกระบี่
ขนาดยักษ์
เขายังจดจำครั้งแรกเมื่อก้าวเข้ามาได้ ในตอนนั้น
เขารู้สึกตกตะลึงอย่างยิ่งเมื่อได้เห็น ยอดเขาชิง
เทียนซูซัน
แล้วในครั้งนั้นเขาได้ตั้งเปั้าหมายเอาไว้ว่า ตนเอง
จะต้องไปอยู่ยังจุดสูงสุด ทว่าบัดนี้เขาไม่อาจบรรลุ
เปั้าหมายที่ตนเองได้วาดวางเอาไว้ได้
เฉิน ชิงเหยา พาเขาขี่กระบี่บินฝั่าเมฆหมอก บัดนี้
ข้างกายของเขาก็คือ เฉิน ชิงหยู๋ ซึ่งกำลังเฝั้ามอง
ด้วยความวิตกกังวลอย่างยิ่ง
ด้วยสมรรถนะความแข็งแกร่งทางด้านร่างกาย
รวมถึงความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ทำให้ในเวลานี้
อู่ อวี้ บาดแผลได้ฟืนคืนสภาพเกือบจะเป็นปกติ
สมบูรณ์ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นคาดว่าทั้งสองคงมอบ
โอสถรักษาให้แก่ตนด้วย
ถึงอย่างไรเขาก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถึงแม้บาดแผล
ภายนอกจะเริ่มฟืนคืนสภาพกลับปกติ แต่อาการ
บอบช้ำภายในยังคงต้องใช้เวลาในการเยียวยา
รักษา กล่าวได้ว่าในตอนนี้เขาไม่สามารถรบราต่อสู้
กับผู้อื่นได้ชั่วคราว
เมื่อเขาออกมาแล้ว จิตใจของเขาก็รู้สึกผ่อนคลาย
ขึ้นไม่น้อย
” นับจากนี้ข้าจะเป็นอิสระ ภายใต้แผ่นฟั้าผืนปฐพี
นี้ ข้าจะเป็นอิสระไม่มีผู้ใดสามารถมาขัดขวางข้า
ได้”
ด้วยความรู้สึกได้ถูกปลดปล่อยจากบ่วง
พันธนาการ เขารู้สึกว่าใต้หล้านี้ช่างกว้างใหญ่
เหลือคณานับ อนาคตของเขาจะถูกเปิดกว้างไร้ซึ่ง
ข้อจำกัด
ในเวลานี้ความรู้สึกที่เขามีให้แก่ หนานกง เหว่ย
ได้ถูกบดขยี้จนแตกสลายไปอย่างสิ้นเชิง หากเขา
ยังคงอาลัยอาวรณ์ถวิลหานาง มันคงเป็นเรื่องตลก
ขบขันยิ่ง
” หากนี่เป็นชีวิตใหม่ ข้าจะกลับมาอยู่ในเส้นทาง
ของข้า เส้นทางที่ข้าเป็นผู้เลือก และ กำหนดขึ้น
เองเท่านั้น! ”
เขาพยายามลุกขึ้นยืนบนกระบี่บิน เพื่อมองดู
ทิวทัศน์ธรรมชาติที่ถูกบรรจงสรรค์สร้างขึ้น ไม่ว่า
จะเป็นบรรพต หรือ กระแสสายธารา ซึ่งทอดยาว
ไกลสุดลูกหูลูกตานับหมื่นลี้
” ท่านทั้งสอง ซูซันปล่อยให้ข้ามาเอง พวกท่านทิ้ง
ข้าไว้ที่นี่ก็ได้ พวกท่านทั้งสองอย่าเสียเวลาอันมีค่า
กับข้าผู้นี้เลย ” อู่ อวี้ กล่าว
เฉิน ชิงหยู๋ เหลือบมองเขาแล้วกล่าวว่า ” เจ้าเด็ก
ไม่รู้ความ! ปั่านนี้ยีงจะมาพูดจาเหลวไหลไร้สาระ
อะไรอยู่ได้ หากข้าปล่อยเจ้าทิ้งไว้ที่นี่ รับรองว่าเจ้า
มีชีวิตอยู่รอดได้ไม่เกิน 3 วัน ”
อู่ อวี้ ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดนางถึงกล่าวเช่นนี้
“พี่สาวเฉิน … ”
ในช่วงเวลาตกต่ำเช่นนี้ ยังคงมีสตรีนางหนึ่งซึ่ง
มองเขาด้วยสายตาอ่อนโยนระคนหม่นหมองเศร้า
ใจ
” อู่ อวี้ เจ้าไม่ได้ทำอันใดผิดแม้แต่น้อย เจ้าอย่าได้
แบกรับความผิดโทษตนเองเป็นเลย การที่เจ้าจาก
มาเช่นนี้ ข้าเองอยากจะบอกเจ้าว่าซูซันนั้นไม่
เหมาะกับคนอย่างเจ้า จงไปตามทางของเจ้าเสีย
ตามใจที่ตนเองปรารถนา บางทีหนทางนี้อาจ
เหมาะสมกับเจ้ายิ่งกว่า ” เฉิน ชิงหยู๋ กล่าวขึ้น
อย่างแผ่วเบา
ในระหว่างที่ทุกผู้คนต่างตัดสินแล้วคิดว่า อู่ อวี้
นั้นเป็นฝั่ายผิด แต่พวกเขาทั้งสองกับรู้สึกว่า อู่ อวี้
หาได้กระทำความผิดอันใด ความมีเมตตาเช่นนี้
จะไม่ให้ตนเองชื่นชมพวกเขาทั้งสองได้อย่างไร?
” ไม่ว่าเจ้าจะอยู่แห่งหนใด ข้ายังคงเป็นพี่สาวของ
เจ้าเสมอ ”
นางเป็นจริงใจหนักแน่นเด็ดเดี่ยว จึงไม่มีเหตุผลใด
ที่จะต้องโปั้ปด อู่ อวี้
” ข้าเข้าใจแล้วพี่สาวเฉิน ” ท่ามกลางสายลมที่
โหมกระหน่ำอย่างรุนแรง อู่ อวี้ พยักหน้ารับทราบ
อย่างแผ่วเบา
เขามองกลับไปยังซูซันเป็นเวลานาน สถานที่แห่งนี้
เปรียบเสมือนบ้านของเขา เป็นบ้านที่เขาเคยอยู่
แต่ทว่าบัดนี้เขาไม่อาจเหยียบย่างก้าวเข้าไปในซู
ซันได้อีกต่อไป มันกลายเป็นสถานที่ต้องห้ามของ
เขาไปเสียแล้ว
ยามเมื่ออยู่ภายในซูซันอนาคตของเขาดูสดใส
รุ่งโรจน์ ทว่าเขากลับไม่เคยคาดคิดว่าผลสรุป
สุดท้ายของตอนจบ ชะตากรรมของเขาหาได้
แตกต่างจาก เฟิง ซัวหยา อาจารย์ของเขา จน
ปั่านนี้เขายังไม่ทราบเลยว่า จะอธิบายเรื่องราว
ทั้งหมดให้เขาฟังเช่นไรดี …
สำหรับยามนี้ คงทำได้แค่เพียงแต่ยิ้มรับโชคชะตา
เท่านั้น
ทันใดนั้นนั้นเอง เฉิน ชิงเหยา ก็กล่าวขึ้นว่า ” อู่
อวี้ เจ้าจะทำอย่างไรต่อ ? เจ้าคิดจะไปในที่แห่งใด
? ”
หลังจาก อู่ อวี้ ได้ถูกขับไล่ออกจากนิกายเหมือน
ดั่งอาจารย์อย่างมิได้ตั้งใจ นับว่าเป็นเรื่องประเสริฐ
ยิ่งแล้วที่ยังสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ สำหรับคำถาม
นี้เขาก็ครุ่นคิดเช่นกัน ว่าเขาควรไปยังสถานที่แห่ง
ใดต่อดี ?
ใต้หล้าอันกว้างใหญ่นี้ แต่กลับไร้ซึ่งที่หลบซ่อน
เขาจึงตอบกลับไปว่า ” ข้ามาจากดินแดน
ตะวันออกอันไกลโพ้น ที่นั่นมีครอบครัวที่รักรอคอย
ข้าอยู่ ถ้าอยากจะกลับไปหาพวกเขาเสียหน่อย”
เฉิน ชิงเหยา ส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า ” ไม่ได้
เด็ดขาด ข้าไม่แนะนำให้เจ้ากลับไปเด็ดขาด ”
“เพราะอะไร? ” อู่ อวี้ รีบซักถามอย่างสงสัย
เฉิน ชิงเหยา กล่าวว่า ” จอมกระบี่หลี่หั่ว ผูก
พยาบาทอาฆาตแค้นกับเจ้าอย่างยิ่ง นางจะต้อง
เฝั้าจับตาดูเจ้าอยู่เป็นแน่ นางจะไม่ยอมขาดทุน
หรือ เสียเวลาแม้แต่ชั่วอึดใจ เพื่อลงมือสังหารผู้ที่
สังหารบุตรของนาง แม้ว่าอาจารย์ของข้าจะปล่อย
ให้เจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปได้ แต่พวกเขาทั้งคู่หาได้คิด
เช่นนั้นไม่ เหตุผลที่ข้าพาเจ้าออกจากซูซัน ก็เพื่อ
มาคุ้มครองเจ้าจากพวกเขา หากข้าปล่อยเจ้าไว้
ที่นี่ คาดว่าในไม่ช้าผัวเมียทั้งสองจะต้องพบเจอ
เจ้า แล้วก็แอบสังหารเจ้าเงียบๆเป็นแน่ เจ้าจงอย่า
ลืมว่าในยามนี้เจ้านั้นสิ้นไร้ไม้ตอก เป็นศิษย์ที่ถูก
ขับไล่ออกจากซูซัน ไม่มีผู้ใดสามารถยื่นมือเข้ามา
ช่วยเหลือเจ้าได้ ”
สถานการณ์ในยามนี้เป็นเช่นดั่ง เฉิน ชิงเหยา ได้
กล่าวมา
อู่ อวี้ แอบหลงคิดว่าตนเองนั้นได้รับอิสระ
หลังจากที่ถูกขับไล่ออกจากซูซันแล้ว ไม่คาดคิดว่า
เรื่องยังไม่จบสิ้นเพียงเท่านั้น เนื่องจากจอมกระบี่คู่
ผัวเมียแห่งซูซัน ยังคงติดตามไล่ล่าเอาชีวิตของ
เขาอยู่
” หากเจ้ากลับไปยังทิศตะวันออก ข้าเชื่อว่าทั้งสอง
ได้คาดเดาไว้ล่วงหน้าว่าเจ้าจะกลับไปที่นั่น พวก
เขาจะต้องดักรอเจ้าอยู่ข้างหน้าแล้ว ด้วย
ความสามารถของทั้งสอง การไล่ล่าจับตัวเจ้า
ง่ายดายยิ่งกว่าจับตะพาบในไห ฉะนั้นสถานการณ์
ในตอนนี้เจ้าจึงไม่ควรกลับไปหาคนที่เจ้ารัก
กลายเป็นว่าจะชักนำพาภัยพิบัติอันตรายไปสู่พวก
เขาเสียเปล่า ๆ จงรอคอยเวลาที่เหมาะสมแล้ว
ค่อยกลับไปจะดีกว่า ”
หากทั้งสองได้ยินข่าวคราวว่า อู่ อวี้ นั้นไปปรากฏ
ตัวที่อื่น จอมกระบี่ชั่วฮวา ก็จะไม่เดินทางไปยังทิศ
ตะวันออก
” แล้วเช่นนั้น ข้าควรไปที่ใด? ” อู่ อวี้ ไต่ถาม
ในความเป็นจริงเขารู้ว่า เฉิน ชิงเหยา ได้เปิด
โอกาสให้ตนเองไปแล้ว
เมื่อได้ยิน อู่ อวี้ ไต่ถามเช่นนี้ ระหว่างที่บินทะยาน
ฝั่าหมู่เมฆหมอก เฉิน ชิงอยู๋ ก็กล่าวขึ้นว่า ”
ท่ามกลางสวรรค์และปฐพีอันกว้างใหญ่นี้ มีเพียง
สถานที่แห่งเดียวเท่านั้น ที่สามารถหลีกเลี่ยงการ
ตามไล่ล่าจากจอมกระบี่ทั้งสองได้”
อู่ อวี้ รับฟังนางอย่างตั้งใจ
การถูกขับไล่จากซูซัน ถือเป็นจุดเริ่มต้นใหม่
สำหรับ อู่ อวี้ ดังนั้นแล้วเขาต้องพิจารณาหนทาง
ในอนาคตให้ดี
ซึ่งความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็น
ความปรารถอันแรงกล้า ให้เขาอยากจะกลับไป
ยังซูซันเพื่อพิสูจน์ตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรอย
ตบที่ เซียนกระบี่กุ้ยหยาง ฝากเอาไว้ให้แก่เขา สิ่ง
นี้ได้กลายเป็นความปรารถนาอันแรงกล้าให้เขา
อยากจะกลับไปมากยิ่งขึ้น
เมื่อเห็นแววตาของ อู่ อวี้ ส่องประกายเจิดจ้า เฉิน
ชิงหยู ไม่อาจปล่อยให้เขารอคอยได้อีกต่อไป นาง
กล่าวว่า ” ท่ามทวีปแห่งทวยเทพอันกว้างใหญ่นี้
นิกายเซียนซูซันถือเป็นขุมมหาอำนาจเพียงเท่านั้น
ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับพรรคซ่างหยวน และ ตระกูล
เทียนอี้เป็นต้น ซึ่งทั้งสองนี้ถือเป็นมหาอำนาจที่
เกือบจะเทียบเคียงได้กับ นิกายเซียนซูซัน แต่เจ้า
ถูกขับไล่ออกจากซูซัน แล้วไปเข้าร่วมกับสถานที่
เหล่านี้ อาจมีผู้คนรู้สึกว่าเจ้าจะเป็นพวกที่เลี้ยงเสีย
ข้าวสุก ดังนั้นท่ามกลางทวีปแห่งทวยเทพอันกว้าง
ใหญ่แห่งนี้ มีเพียงสถานที่ซึ่งอยู่ใจกลางทวีป
เท่านั้น คือ~~~ นครจักรพรรดิเพลิง มันคือ
เปั้าหมายที่เจ้าจะต้องไป! ”
นครจักรพรรดิเพลิง!
อู่ อวี้ ได้ยินชื่อเสียงของสถานที่แห่งนี้มานานแล้ว
เป็นนครมหาอำนาจที่อยู่เหนือยิ่งกว่าซูซัน
กล่าวว่านี่คือมหาอำนาจอันดับหนึ่งแห่งทวีปทวย
เทพ ก็ยังถือว่าไม่มากเกินไป
ท่ามกลางประวัติศาสตร์อันยาวนาน ไม่เพียงแต่
ปีศาจ แม้กระทั่งเหล่าพรรคนิกายหรือตระกูลใหญ่
ซึ่งปรารถนาจะสยบนครนี้ลงให้จงได้ แต่ก็ยังไม่มี
ผู้ใดทำสำเร็จได้เลยสักครา นครแห่งนี้ตั้งตระหง่าน
อยู่ใจกลางทวีปแห่งทวยเทพอันกว้างใหญ่ ทั้งยัง
ไม่เคยได้รับความเสียหายใด ๆ จากการรุกรานเลย
แม้แต่น้อย!
นครจักรพรรดิเพลิงแห่งนี้ มีตำนานเล่าขานอยู่
มากมาย อันที่จริง อู่ อวี้ ก็ปรารถนาจะได้แลเห็น
มันมานานแล้ว
ภายในถุงจักรวาลของ อู่ อวี้ ได้เก็บซากศพของ
หวง เหยียนอู่ ซึ่งเป็นคนที่เขาได้พบพานในอาณา
เขตล่าแห่งเกียรติยศ นับแต่นั้นมา อู่ อวี้ ก็
ตัดสินใจจะฝังร่างของเขาไว้ในนครจักรพรรดิเพลิง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ