กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 362 : เจ้าเมือง
” ข้าพูดได้เลยว่าผู้มีพื้นฐานฝึกตนอยู่ใน สร้างแกน
นภา ขั้นที่ 8 ไม่มีผู้ใดต่อกรกับข้าได้ แล้วผู้ที่อยู่ใน
ระดับ สร้างแกนนภา ขั้นที่ 9 จะมีผู้ใดหาญกล้ามา
ต่อสู้กับข้าหรือไม่ ? ข้าคิดว่าคนของ นคร
จักรพรรดิเพลิง จะฝีมือร้ายกาจเสียอีก แล้วไฉนถึง
ได้อ่อนแอเช่นนี้ ? ”
อู่ อวี้ คิดคำนวณถึง ศาสตราสถิตวิญญาณ ที่
ตนเองจะต้องเตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว ซึ่งเม็ดยา
สร้างแกนนภา เพียงแค่ 20,000 เม็ด นั้นยังไม่
เพียงพอ ดังนั้นเขาจำเป็นต้องหาเพิ่มให้ได้เกือบ ๆ
40,000 เม็ดเลยทีเดียวถึงจะเพียงพอ
จากนั้นก็ค่อย ๆ หาทรัพยากรชนิดอื่น ๆ เพิ่มไป
เรื่อย ๆ สำหรับตอนนี้เขามีความสามารถที่จะกลั่น
สกัด เม็ดยาสร้างแกนนภา คุณภาพสูงมากได้แล้ว
ฉะนั้นเขาจึงสามารถหาซื้อวัตถุดิบแลสมุนไพรต่าง
ๆ เพื่อมาปรับแต่ง เม็ดยาสร้างแกนนภา
แม้นว่าผู้คนในนี้ ล้วนเป็นจิ้งจอกเฒ่าผู้มาก
ประสบการณ์ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ตรงหน้าของพวก
มันตอนนี้มี เม็ดยาสร้างแกนนภา 20,000 เม็ด เย้า
ยวนดึงดูดอยู่ อีกทั้ง อู่ อวี้ มีพื้นฐานฝึกตนของ
ตนเองอยู่เพียงแค่ระดับสร้างแกนนภา ขั้นที่ 8
เท่านั้น ทว่าหลังจากพวกมันได้เห็นการประลอง
หลายต่อหลายครั้งตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้ผู้มีฝีมือ
อยู่ใน ระดับสร้างแกนนภา ขั้นที่ 9 ยังคงรู้สึกลังเล
ซึ่งส่งผลให้ปัจจุบัน มีคนต้องการขึ้นไปท้าปะลอง
อีกเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ถ้าหากสามารถชนะ อู่ อวี้ ได้ล่ะก็ จะได้รับผลกำไร
มหาศาลเลยทีเดียว! เพราะอย่างไรเสีย เม็ดยา
สร้างแกนนภา นับหมื่นเม็ด ก็มิใช่จำนวนน้อย ๆ
เลย
ในรอบการประลองที่ผ่าน ๆ มา อู่ อวี้ เลือกคู่ต่อสู้
โดยการสุ่ม ฉะนั้นรอบนี้เขาจะแสร้งแสดงว่า การ
ต่อสู้ครั้งนี้ยากลำบากยิ่ง จนวันนี้แทบจะต่อสู้ไม่ได้
อีก แล้วถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้
เท่ากับว่าในวันนี้เขาจะได้รับ เม็ดยาสร้างแกนนภา
เกือบ ๆ 80,000 เม็ด!
เพียงแค่การประลองเริ่มต้นขึ้น โลหิตภายในกาย
ของผู้ชมการประลองก็เริ่มเดือดพล่านขึ้นมา มี
หลายคนเดิมพันข้าง อู่ อวี้ พวกมันโห่ร้องตะโกน
ดังเซ็งแซ่กึกก้องไปทั่ว จนดูราวกับว่าอยากจะขึ้น
ไปแทนที่ผู้อยู่บนเวทีประลองเสียเอง
ภายในมือของ อู่ อวี้ ถือจับศาสตราเต๋าเชื่อมจิต
ถึงแม้มันจะด้อยคุณภาพ แต่บ่อยครั้งมันก็ช่วยให้
เขามีชีวิตรอดมาได้ เขายังคงเสแสร้งแสดงละคร
ตบตาเหล่าผีพนันต่อไป คาดว่าเขาจะเล่นละครตบ
ตาไปจนกว่าการแสดงอันเสแสร้งนี้จะถูกเปิดโปง
เมื่อถึงเวลานั้นเขาก็พร้อมที่จะหยุดการต่อสู้
และเป็นเหมือนเช่นเคย การต่อสู้ในรอบนี้เขาคงยัง
แสร้งทำเป็นรับมือได้อย่าง “ยากลำบากสุดแสน
สาหัส” มันช่างเป็นการต่อสู้ที่สิ้นหวัง ถูกไล่ต้อน
โจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างกระเด็นกระดอนอัด
กระแทกลงสู่พื้นสังเวียนอย่างน่าเวทนา
ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงเทเดิมพันว่า อู่ อวี้ เป็นฝั่าย
พ่ายแพ้ ส่งผลให้เสียงร้องตะโกนให้กำลังใจดัง
กึกก้องไปทั่ว ด้วยเพราะต้องการให้ฝั่ายตรงข้าม ผู้
ซึ่งมีฝีมืออยู่ในระดับ สร้างแกนนภา ขั้นที่ 9 เร่งรีบ
เผด็จศึก อู่ อวี้ ให้สิ้นซากไปเสียเร็ว ๆ
“ฆ่ามันนนน! เร็วเข้า รีบฆ่ามันนนน!”
” มันได้ปิดบังความแข็งแกร่งไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า
บัดซบ! ไอ้เจ้านี่จะทำตัวเป็นเต่าหัวหดอยู่แต่ใน
กระดอง ไปจนถึงเมื่อไหร่กัน?”
ท่ามกลางเสียงร้องตะโกนดังอึกทึก ในเวลานี้ถึง
เวลาที่ อู่ อวี้ จะต้องโจมตีฝั่ายตรงข้าม เพื่อปิด
ฉากเอาชนะคู่ต่อสู้
ทันใดนั้นสายตาของ อู่ อวี้ มองเลยผ่านผู้คนหลาย
พัน เห็นว่าในยามนี้มีคนสามคนกำลังจับจ้องมอง
เขาอยู่ พวกเขาทั้งสามล้วนมีฝีมืออยู่ในระดับ
ตำหนักม่วงทะเลมรกต ซึ่งมันทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกว่า
คนทั้งสามคือภัยคุกคามอันใหญ่หลวงสำหรับตน
หากวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน ทำให้เขาแน่ใจ
ว่ามีอยู่สองคนที่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับสาวกระดับ
กระบี่สวรรค์ของซูซัน ใน วังวายุบุปผาหิมะ
จันทรา แห่งนี้ คนทั้งสองถือว่าแข็งแกร่งที่สุดแล้ว
” หนึ่งเป็นคนของกองทัพเซียนหวงเหยียน ส่วนอีก
หนึ่งก็เป็นเจ้าบ้านของที่นี่”
เมื่อเห็นว่าพวกเขาทั้งสามจ้องมองมาที่ตนเอง อู่
อวี้ จึงรู้ทันทีว่าคงไม่สามารถใช้วิธีนี้กอบโกยผล
กำไร ได้อย่างสะดวกคล่องตัวอีกต่อไป เมื่อคิด
อย่างถี่ถ้วนถึงสิ่งที่ตนกระทำทั้งหมด กล่าวได้ว่าวิธี
ที่ตนใช้ค่อนข้างน่าละอาย
” ชิ! พอก็พอ หมูกำลังจะถูกหาม ดันเอาคานเข้า
มาสอดเสียได้! ” เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงเพิ่มพลัง
โจมตีให้มากขึ้น ความเร็วพุ่งทะยานขึ้นอย่าง
รวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาก็พุ่งทะยานเจาะทะลวง
เข้าใส่อีกฝั่าย ทันใดนั้นร่างของผู้มีฝีมืออยู่ในระดับ
สร้างแกนนภา ขั้นที่ 9 กระเด็นลอยเข้าไปในกลุ่ม
ฝูงชน และแล้วผลแพ้ชนะก็ถูกตัดสินลงเพียงในชั่ว
พริบตา
ช่างเป็นเรื่องน่าขบขันหาก อู่ อวี้ จะมาพ่ายแพ้
ให้กับฝั่ายตรงข้ามฝีมือระดับเพียงแค่นี้ ในเมื่อเขา
คือผู้ที่สามารถชนะ และ กลับมาจาก ‘ อาณาเขต
ล่าแห่งเกียรติยศ ‘ ได้
” ขอบคุณที่ชี้แนะ ” อู่ อวี้ โค้งมือคารวะอย่างอ่อน
น้อม
ฉากเผด็จศึกครั้งสุดท้ายของเขา ได้สร้างความตก
ตะลึงให้แก่ทุกผู้คน มันช่างเป็นภาพน่าเหลือเชื่อ
บัดนี้บรรยากาศโดยรอบเงียบกริบราวกับความ
ตาย ทุกคนจ้องมองไปที่เขาเป็นตาเดียว จนขณะนี้
ยังไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบใด ๆ จากการรุกฆาตเพียง
แค่กระบวนท่าเดียว
แม้แต่ เฟิงเอ๋อ ซึ่งอยู่ในพื้นที่เดิมพัน ก็ยังคงอยู่ใน
อาการตกตะลึงอย่างที่สุด ก่อนหน้านี้นางกำลัง
พูดคุยหยอกล้อกับคนที่อยู่ข้าง ๆ โดยแอบดูถูกเบา
ๆ ว่าการกระทำของเขาในวันนี้ จะทำให้เขา
สิ้นเนื้อประดาตัวหมดตูดเป็นแน่แท้ แต่กลับ
กลายเป็นว่ายามนี้คู่ประลองของ อู่ อวี้ กลายเป็น
เพียงก้อนเนื้อ นอนกองแอ้งแม้งอยู่ตรงหน้านาง
ซึ่งทำให้การประลองต้องยุติลงในทันที
หลังจากนั้น เฟิงเอ๋อ ก็เห็นว่า อู่ อวี้ เดินลงมายัง
พื้นด้านล่างอย่างสบายอกสบายใจ ใบหน้าซึ่ง
เปือนไปด้วยรอยยิ้มของนาง ทว่าบัดนี้กลับนิ่งอึ้ง
ราวกับถูกแช่แข็ง
” อะแฮ่ม ๆ ขออภัย คือ… ข้าชนะแล้ว กรุณาส่ง
เม็ดยาสร้างแกนนภา ซึ่งเป็นรางวัลของข้าให้ด้วย
” ลำดับแรก อู่ อวี้ เก็บศาสตราของร่างอวตารของ
เขาใส่ถุงจักรวาล จากนั้นก็ตามด้วย เม็ดยาสร้าง
แกนนภา ที่เป็นรางวัลในวันนี้ของตนเอง
นอกจากนี้ยังมีถุงจักรวาลของคู่ประลองที่อยู่ในมือ
ของ เฟิงเอ๋อ ซึ่งนางจะต้องหักค่าหัวออกไป
บางส่วนเสียก่อน จากนั้นก็ค่อยส่งมันให้กับ อู่ อวี้
“ทะ … ท่าน …” เฟิงเอ๋อ พูดจาติด ๆ ขัด ๆ อยู่
เป็นเวลานานทีเดียว เนื่องจากนางไม่รู้ว่าจะกล่าว
อันใดกับ อู่ อวี้ ดี ซึ่งในเวลานี้นางพึ่งจะเข้าใจว่า
อู่ อวี้ เป็นเช่นดั่งพยัคฆ์เขมือบสุกร ที่มาแสร้งทำ
เป็นอ่อนแอตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ให้เหล่าสุกร
ซึ่งเป็นอาหารมาติดกับ แต่แท้จริงนั้นไซร้เขากลับ
เป็นผู้มีฝีมือแข็งแกร่ง ทว่าเพียงเสแสร้งแสดง
ละครเพื่อตบตาผู้คน
” มันจะไม่มากไปหน่อยเหรอ! ” เฟิงเอ๋อ กล่าว
ออกมาอย่างขัดข้องใจ ในความอยุติธรรม
” อย่ามาพูดจาเหลวไหลอะไรตอนนี้ เร็ว ๆ เข้า ”
อู่ อวี้ ถลึงตา
” ข้ารู้แล้ว ” เฟิงเอ๋อ รีบหัก เม็ดยาสร้างแกนนภา
ไปหลายพันเม็ด ซึ่งถือเป็นค่าเหนื่อยของนาง
จากนั้นส่วนที่เหลือก็ส่งคืนกลับใส่เข้าไปในถุง
จักรวาลของ อู่ อวี้ ถึงกระนั้นนางก็ยังรู้สึกไม่ค่อย
พอใจนัก เนื่องจากในวันนี้เขาเข้ามาโดยแสร้งทำ
เป็นผู้อ่อนแอ เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากเหล่า
สุกร ส่งผลให้ อู่ อวี้ ได้รับ เม็ดยาสร้างแกนนภา
ไปเนาะ ๆ 40,000 เม็ด!
” ข้าขอตัว ” อู่ อวี้ มองไปที่ จี ชิงอัน แล้วก็รีบ
ออกไปในทันที
อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้คนทั้งสองกำลังก้าวย่าง
มายังทิศทางที่ อู่ อวี้ เมื่อผู้คนเหลือบมองเห็น จี
ชิงอัน กับ เจียง เสวี่ยชวน พวกเขาเหล่านั้นก็รีบ
เปิดทาง ให้กับคนทั้งสามในทันที
” เจ้าหนุ่มผู้นี้มีฝีมือร้ายกาจยิ่งนัก ชัยชนะของมัน
ทำให้ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ไม่แน่ว่าเจ้าวัง
อาจจะมาจัดการมันก็เป็นได้ ? ”
อู่ อวี้ ผู้ซึ่งคว้าชัยชนะแล้วได้รับรางวัลไปเป็นกอบ
เป็นกำเช่นนี้ ถือว่าเป็นภัยอันตรายแก่ตนเองอย่าง
ยิ่ง
ในความเป็นจริงถึงแม้วิธีที่ อู่ อวี้ ใช้จะน่าละอาย
ไปบ้าง แต่เขาก็ไม่ได้กระทำการฝั่าฝืน หรือ ผิดกฎ
ใด ๆ ของที่นี่ มันเป็นเพียงการเล่นสนุกของพยัคฆ์
หลอกกินสุกร เพื่อชัยชนะแล้วได้รางวัลเป็นการ
ตอบแทนก็เท่านั้น
หลังจากฝูงชนแหวกทางให้กับคนทั้งสาม บัดนี้
พวกเขาได้มายืนอยู่ตรงหน้าเบื้องหน้าของ อู่ อวี้
โดยห่างกันเพียงแค่สองถึงสามก้าวเท่านั้น เมื่อ
สังเกตเห็นท่าทาง และ อากัปกิริยาของพวกเขา ดู
แล้วไม่ได้มาหาเรื่องตนเอง อู่ อวี้ ก็รู้สึกผ่อนคลาย
ลงไม่น้อย เนื่องจากเขาได้กอบโกยเงินทองมา
มากมาย ทั้งยังไม่คุ้นเคยกับธรรมเนียมปฏิบัติแล
ชีวิตความเป็นอยู่ของที่นี่ การกระทำตัวดึงดูดผู้อื่น
จนทำให้ตนเองนั้นต้องประสบกับปัญหา ถือเป็น
เรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง
เนื่องจาก จี ชิงอัน ถือเป็นเจ้าบ้าน จึงเป็นเรื่อง
ปกติที่เขาจะต้องออกหน้าเป็นผู้เชื่อมสัมพันธ์ใน
ครั้งนี้ มันก้าวเท้าแล้วมาหยุดอยู่ตรงเบื้องหน้าของ
อู่ อวี้ เปล่งเสียงหัวเราะดังก้องกังวาน จากนั้นก็
กล่าวขึ้นว่า ” ข้าน้อยเป็นผู้รับผิดชอบ วังวายุบุป
ผาหิมะจันทรา แห่งนี้ มีนามว่า จี ชิงอัน เหล่า
สหายมักจะเรียกข้าว่า เจ้าวังจี เหตุผลที่ในวันนี้ข้า
ต้องรบกวนสหายเต๋า เพียงต้องการถามว่า นาม
ของสหายเต๋า ใช่ อู่ อวี้ หรือไม่? ”
อู่ อวี้ คาดการณ์ไว้แล้วว่า ชื่อเสียงของตนย่อม
แพร่กระจายมาถึงที่นี่ ซึ่งมันก็เป็นไปตามคาด
ดั่งคำโบราณที่ว่ามือไม่ต่อสู้แต่ยิ้มสู้ ดังนั้น อู่ อวี้
ยังยิ้มอย่างสดใสพร้อมกับพยักหน้าแล้วกล่าวขึ้น
ว่า ” หามิได้ ข้าคือ อู่ อวี้ ”
เมื่อได้ยินนามนี้ เสียงของผู้คนก็ดังเซ็งแซ่ขึ้น
ถึงแม้จะเคยได้ยินชื่อเสียงของคนผู้นี้ผ่านหูมาบ้าง
แต่ก็ไม่ทราบว่าผู้ใดคือ อู่ อวี้ กันแน่ ในช่วงเวลา
เดียวกันนั้นเองก็มีใครบางคนจดจำขึ้นมาได้ มันรีบ
ตะโกนขึ้นด้วยเสียงดังก้องว่า ” ข้านึกออกแล้ว! อู่
อวี้ คือคนที่ถูกซูซันขับไล่ ชื่อเสียงของคนผู้นี้เลื่อง
ลือมานานหลายปีแล้ว ทั้งความวุ่นวายที่เกิดขึ้นใน
ห้วงทะเลปีศาจอนันต์ ซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับ
คนผู้นี้ ล่ำลือกันว่าเขาเป็นคู่รักกับบุตรีของเซียน
กระบี่กุ้ยหยาง หนานกง เหว่ย แต่แล้วก็ต้อง
บาดหมางกันในเรื่องเผ่าพันธุ์ปีศาจ จึงทำให้ทั้ง
สองต้องแยกจาก ทั้งยังเป็นเหตุให้ถูกขับไล่ออก
จากซูซัน…”
” เขานี่เอง! ล่ำลือลือว่ากายเนื้อของคนผู้นี้
แข็งแกร่งผิดมนุษย์มนา มีระดับฝึกตนอยู่ใน สร้าง
แกนนภาขั้นที่ 7 แต่กลับสามารถมีชัยเหนือยอด
อัจฉริยะ สาวกกระบี่โลกาแห่งซูซันได้ ไม่เพียง
เท่านั้นด้วยเพียงวัยแค่ 20 ปี แม้แต่เซียนกระบี่
เทียนจี ผู้ซึ่งมีความแข็งแกร่งเป็นอันดับ 3 ในซูซัน
ยังปรารถนาจะรับเขาเป็นศิษย์ ! ”
“ ช่างน่าเสียดายที่เขาถูกซูซันเนรเทศ โดยส่วนตัว
ข้าไม่คิดว่าเขาทำผิดร้ายแรงอันใด แต่เนื่องจาก
เซียนกระบี่กุ้ยหยางมีความเกลียดชังกับเผ่าพันธุ์
ปีศาจอย่างลึกซึ้ง ทั้งถ่ายทอดความเกลียดชังนั้น
ส่งต่อให้แก่ หนานกง เหว่ย บุตรีผู้มากด้วย
พรสวรรค์ของเขา ดังนั้นเมื่อล่วงรู้ว่า อู่ อวี้ กับ จิ่
วอิง เป็นสหายกัน เขาจึงถูกขับออกจากซูซัน! ”
เมื่อเหล่าผู้คนจดจำศักดิ์ฐานะ รวมถึงวีรกรรมของ
เขาได้ ทันใดนั้นเองบริเวณโดยรอบก็บังเกิดความ
แตกตื่น คึกคักขึ้นมาอย่างฉับพลัน สำหรับพวกมัน
แล้ว อู่ อวี้ คือตำนาน ดังนั้นไม่ว่าจะต้องสูญเสีย
เงินตราไปมากมายเท่าใด พวกมันก็ขอได้ยลโฉมผู้
ซึ่งเป็นตำนานให้ใกล้กว่านี้ก็ยังดี
อู่ อวี้ ไม่เคยคาดคิดเลยว่าใน นครจักรพรรดิเพลิง
ตนจะมีชื่อเสียงเลื่องลือถึงเพียงนี้ บางทีอาจเป็น
เพราะซูซันปิดกั้นการรับข่าวสารใด ๆ จากโลก
ภายนอก แต่ที่นี่คือ นครจักรพรรดิเพลิง เป็น
สถานที่ ซึ่งถือเป็นแหล่งข้อข่าวสารใหญ่ที่สุดในใต้
หล้านี้ ไม่ว่าเหตุการณ์สำคัญใด ซึ่งบังเกิดขึ้นใน
ทวีปแห่งทวยเทพ ทุกข่าวสารจะถูกส่งต่อมายัง
เมืองนี้ในเวลาเพียงไม่นาน
เหตุการณ์พลิกผันที่เกิดขึ้น เนื่องเพราะตัวเขาเป็น
คนตัดสินใจด้วยตนเอง แต่การที่มีผู้คนมากมายให้
การสนับสนุนเขาเช่นนี้ คือสิ่งที่ อู่ อวี้ ไม่เคย
คาดคิดมาก่อน
อันที่จริงแล้ว สำหรับผู้คนส่วนใหญ่ พวกมันไม่คิด
ว่า อู่ อวี้ กระทำความผิดอันใดเลยแม้แต่น้อย
เขายอมตัดสินใจละทิ้งความรัก เพื่อมุ่งมั่นก้าวเดิน
ไปตามเจตจำนงแห่งเต๋า ยอมใช้โลหิตของตนชำระ
หนี้แค้นบนสนามประลองเป็นตาย อันที่จริงแล้ว
วีรกรรมความกล้าหาญของเขา ได้แพร่ขจรขจาย
ไปทั่วทั้งทวีปแห่งทวยเทพ
ดังนั้นพวกมันจึงรู้สึกตื่นเต้นฮึกเหิมอย่างยิ่ง เมื่อได้
ยลโฉมตำนานตัวเป็น ๆ
” อะฮึ่ม ๆ ทุกคนโปรดอยู่ในความสงบ ” จี ชิงอัน
กระแอมไอพร้อมทั้งกล่าวให้ผู้คนโดยรอบลดเสียง
ลง ในเวลานี้มีฝูงชนหลายพันคนห้อมล้อม วังวายุ
บุปผาหิมะจันทรา เอาไว้
” เขาคือ อู่ อวี้ งั้นหรือ? ” เมื่อได้ยินนามนี้ ทันใด
นั้นเอง เฟิง เอ๋อ ก็สติแตกขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ดวงตาคู่เรียวเล็กของนางสาดประกายแสงสว่าง
เจิดจ้า ประดุจดั่งดวงดาราขึ้นมาในทันที ริมฝีปาก
ซึ่งมีผ้าคลุมปกปิดเอาไว้กล่าวพึมพำว่า ” เขาช่าง
ไม่ธรรมดาเสียจริง ๆ ถึงขนาดหาญกล้าเผชิญหน้า
กับตัวตนอันสูงส่งแห่งซูซันอย่าง เซียนกระบี่กุ้ย
หยาง ด้วยความกล้าหาญนี้ เมื่อราตรีที่ผ่านมา ข้า
ยังนำเรื่องราวของเขาหยิบยกขึ้นมาคุยพูดคุยกับ
พี่สาวอยู่เลย กระทั่งยังมีความเห็นตรงกันว่า
หนานกง เหว่ย ช่างเป็นคนมีตาหามีแววไม่ ”
หลังจาก จี ชิงอัน ทำให้ผู้คนสงบลงแล้ว เขาก็หัน
ไปแนะนำคนทั้งสองให้กับ อู่ อวี้ อีกครั้ง
อู่ อวี้ ไม่คาดคิดว่าตนจะได้รับการต้อนรับจาก
นครจักรพรรดิเพลิง เช่นนี้ ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกไม่
คุ้นเคยสักเท่าใด เนื่องจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใน
นิกายเซียนซูซัน อู่ อวี้ ยังคิดว่าตนเองนั้นเป็นฝั่าย
ผิด หรืออย่างน้อย ๆ เขาก็รู้สึกว่าตนเป็นหนี้
หนานกง เหว่ย
จี ชิงอัน กล่าวแนะนำว่า ” นี่คือเครื่องแต่งกาย
ประจำกองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง ข้าคิดว่าท่าน
น่าจะตระหนักถึงตัวตนของพวกเขาดีอยู่แล้ว
หัวหน้ากองพันแห่งเขตเมืองชั้นใน ผู้บัญชาการ
เจียง เสวี่ยชวน มีระดับการฝึกตนอยู่ในอาณาจักร
ตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 7 ผู้ซึ่งมีความ
แข็งแกร่งใกล้เคียงกับจอมกระบี่แห่งซูซันของเจ้า!”
แท้จริงแล้ว อู่ อวี้ รู้สึกว่า เจียง เสวี่ยชวน ที่ยืนอยู่
ตรงกลางระหว่างคนทั้งสองมีความแข็งแกร่งเป็น
อย่างยิ่ง แข็งแกร่งยิ่งกว่าสาวกระดับกระบี่สวรรค์
ของซูซันเสียเอง
” ใน กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง เสียงของผู้
บัญชาการเจียงถือว่ามีน้ำหนักอย่างยิ่ง อีกทั้งใน
นครแห่งนี้ยังถือเป็นคนใหญ่คนโตผู้หนึ่ง มีมิตร
สหายอยู่ทั่วทุกแห่งหนในใต้หล้านี้ แน่นอนว่าเขามี
นิสัยโอบอ้อมอารีเปิดเผยชัดเจนอีกด้วย ” จี ชีงอัน
กล่าวแนะนำด้วยรอยยิ้ม
เจียง เสวี่ยชวน กล่าวขึ้นว่า “พี่ชายจี กล่าว
เยินยอข้าเกินไปแล้ว อู่ อวี้ ข้าได้รับฟังวีรกรรม
ของเจ้ามามากมาย สิ่งนี้ทำให้ข้ารู้สึกว่าเจ้านั้นเป็น
วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่ง ในวันนี้การได้พบพานกับ
ยอดอัจฉริยะผู้มากไปด้วยพรสวรรค์อย่างเจ้า ถือ
ว่าเป็นโชควาสนาอย่างหนึ่ง ยินดีที่พบ”
อู่ อวี้ ไม่คาดคิดว่า ผู้มีศักดิ์ฐานะเป็นถึงหัวหน้า
กองพันแห่งกองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง จะแสดง
ท่าทางสุภาพกับเขาเช่นนี้
ส่วนอีกคนหนึ่งคือ ผู้บัญชาการลั่ว ซึ่ง จี ชิงอัน
กล่าวแนะนำเพียงสั้น ๆ เท่านั้น ท่ามกลางคน
ทั้งหมดที่อยู่ด้านหน้าของ อู่ อวี้ ดูเหมือนว่าผู้
บัญชาการลั่วจะเป็นแค่หัวหน้ากองร้อย นางยืนอยู่
ด้านหลัง เจียง เสวี่ยชวน ใช้ดวงตาคู่สีฟั้าครามจับ
จ้องมายัง อู่ อวี้ นางสงบเยือกเย็นดั่งเช่นหิมะ มีได้
เอื้อนเอ่ยวาจาใด ๆ ออกมา อู่ อวี้ สังเกตเห็นผม
ยาวสยายสีขาวของนาง ถึงแม้ว่าบางส่วนจะถูก
รวบเก็บไว้ในหมวกเกราะ แต่ก็กล่าวได้เลยว่า
เกศาของนางงดงามล้ำเลิศถือเป็นหนึ่งในใต้หล้านี้
เมื่อ อู่ อวี้ หันไปมอง ผู้บัญชาการลั่ว เขาก็ต้องตก
ตะลึงไปครู่หนึ่ง เขารู้สึกว่าสตรีนางนี้เป็นเสมือนดั่ง
สิ่งมหัศจรรย์แห่งผืนพิภพนี้ ความงดงามของนาง
คงเหนือล้ำเสียยิ่งกว่าจิตวิญญาณแห่งห้วงสมุทร
ถึงแม้จะมองไม่เห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของนาง แต่
ภายในหัวใจของเขาก็เต้นระส่ำอย่างไม่เป็นจังหวะ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองไปยังดวงตาคู่สีฟั้าคราม
นั้น
” อู่ อวี้ ข้าขอกล่าวตามตรงไม่นอกเรื่อง ข้ารู้สึก
เสียดายยอดอัจฉริยะเช่นเจ้า ด้วยเหตุนี้ข้าจึงอยาก
ให้เจ้าเข้าร่วม กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง เข้าสู่
เขตเมืองชั้นใน ข้าจะไม่พูดพร่ำให้มากความ
ประการแรก ตราบชั่วชีวิตนี้ของเจ้าคนของซูซัน
จะไม่สามารถแต่ต้องทำร้ายเจ้าได้อีกต่อไป นั่นก็
เพราะว่า นครจักรพรรดิเพลิง มีความแข็งแกร่ง
เหนือกว่า นิกายเซียนซูซัน มากนัก สำหรับนคร
แห่งนี้เจ้าสามารถปลดปล่อยพรสวรรค์ที่ตนเองมี
ได้อย่างเต็มที่ ข้ากล้าพูดอย่างเต็มปากเลยว่า ไม่กี่
ปีต่อจากนี้ ฝีมือของเจ้าจะไม่มีทางด้อยไปกว่า
หนานกง เหว่ย กับ เปั่ยซาน ม่อ ถึงแม้พวกเขาทั้ง
สองจะมี เจ็ดเซียนกระบี่แห่งซูซัน คอยเกื้อหนุน
แต่ท่านเจ้านครจักรพรรดิเพลิงของข้า ก็เป็นผู้
แข็งแกร่งมากที่สุดของทวีปแห่งทวยเทพนี้!”
เจียง เสวี่ยชวน กล่าวอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อม
ค้อม ทั้งยังแสดงเจตนารมณ์อันชัดเจนยิ่งต่อหน้า
ธารกำนัลทั้งพอง
ประการแรกคือ เขาจะเป็นผู้หนุนหลังให้กับ อู่ อวี้
ประการที่สอง คือมอบทรัพยากรการบ่มเพาะให้แก
อู่ อวี้ ซึ่งสิบปีต่อมาหลังจากนี้ เขาอาจจะ
เทียบเคียงได้กับหรือเหนือล้ำยิ่งกว่าสองอัจฉริยะ
ดาวเด่นแห่งซูซัน
” ประการที่สาม คือ นครจักรพรรดิเพลิง จะไม่
จำกัดเสรีภาพใด ๆ ของเจ้า ถึงแม้ว่าเจ้าจะเป็น
สหายของปีศาจ หรือมีความสัมพันธ์ใด ๆ ก็ตาม
เพียงแค่เจ้ารักษาเจตจำนงของตนเองก็เป็นพอ ”
ประโยคสุดท้ายที่ เจียง เสวี่ยชวน นั้น ช่าง
แตกต่างจากซูซันราวฟั้ากับเหว
หลังจากทั้งหมดกล่าวได้ว่า นครจักรพรรดิเพลิง
นั้นเป็นผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดใน ทวีปแห่งทวย
เทพ ทั้งยังยึดถือแนวทางเป็นกลาง พวกเขาไม่เคย
มีข้อพิพาทโต้แย้งไม่ว่าจะกับผู้ฝึกตน หรือ ปีศาจ
อีกทั้งยังไม่โอนเอียงฝักใฝั่ฝั่ายใด
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ