กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 369 : ขุนพลกู
เสียงของจอมกระบี่ชั่วฮวาค่อยๆไกลออกไปเรื่อยๆ
ใกล้ๆกับเมืองเขตชั้นใน คนธรรมดาไม่อาจที่จะ
ตามขึ้นมาได้ นอกเหนือจากทัพเซียนจักรพรรดิ
เพลิงที่ออกลาดตระเวนทหารซึ่งอยู่ในบริเวณ
ใกล้เคียง พวกเขานั้นต่างหันเหความสนใจมายัง อู่
อวี้ อย่างไม่วางตา อีกทั้งด้านข้างเขายังมี เจียง
เสวี่ยชวน อยู่ด้วย
เจียง เสวี่ยชวน มีรูปร่างที่กำยำ เมื่อสวมใส่เกราะ
เซียนเหยียนหวง ผนวกกับใบหน้าที่เด็ดเดี่ยว ทำ
ให้เกิดเป็นบรรยากาศอันห้าวหาญของแม่ทัพใหญ่
เขาเดินนำหน้า อู่ อวี้ เข้าไปในเขตเมืองชั้นใน เดิน
ไปพลางแล้วพร้อมกล่าวไปด้วยว่า “อู่ อวี้ ข้าขอ
ถามเจ้าสักหนึ่งประโยค วันนี้เจ้าได้ตัดสินใจให้ดี
แล้วใช่หรือไม่ หรือว่าสาเหตุมาจากจอมกระบี่ทั้ง
สองคนนี้กดดันเจ้า ทำให้เจ้าตัดสินใจเช่นนี้”
“ก่อนหน้านี้ ข้าได้ตัดสินใจเอาไว้เรียบร้อยแล้ว”
เจียง เสวี่ยชวน หัวเราะแล้วกล่าวว่า “สำหรับข้า
แล้ว นับว่าเป็นข่าวดียิ่ง นี่เห็นได้ชัดว่าเจ้าไม่ใช่คน
ใจร้อน แต่เจ้าไตร่ตรองมันอย่างดีเยี่ยมจึงค่อย
ตัดสินใจ”
อู่ อวี้ พยักหน้า นี่ย่อมเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว
เมื่อเข้าใกล้เมืองชั้นใน เจียง เสวี่ยชวน ก็ไม่กล่าว
วาจาไร้สาระอีก กล่าวเพียงแค่รายละเอียดว่า
“โดยทั่วไปแล้วเมื่อกลายเป็นทหารของทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิง จะต้องถูกประเมินอย่างเข้มงวด
ไม่ว่าจะด้านความสามารถ การแก้ปัญหา หรือว่า
ด้านอารมณ์ล้วนต้องถูกทดสอบ แต่ชื่อเสียงของ
เจ้านั่นโด่งดังไปทั่ว การทดสอบนี้จึงสามารถที่จะ
ผ่อนปรนได้ ทำให้เจ้าสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่ง
ของทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงได้โดยตรง แต่ก็มี
ปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง คือเจ้าจะต้องตัดสินใจเลือก
ด้วยตัวเจ้าเอง”
“เชิญท่านผู้บัญชาการเจียงกล่าวมา” ในตอนนี้ อู่
อวี้ อยู่ในอารมณ์ที่สงบเป็นอย่างมาก
การตัดสินใจนี้ค่อนข้างรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง นิกาย
เซียนซูซันอาจจะต้องเกิดความปันปั่วนเพราะการ
ตัดสินใจของเขา และอาจจะทำให้หญิงสาวบางคน
ที่อยู่ในอาณาเขตเซียนแห่งซูซัน ต้องผิดหวังในตัว
ของเขามากขึ้น……..
แต่นั่นก็ไม่สำคัญแล้ว
เจียง เสวี่ยชวน กล่าวว่า “ศักยภาพของเจ้าเหนือ
ล้ำกว่าคนที่อยู่ในขอบเขตเดียวกันเป็นอย่างมาก
ซึ่งทั่วทั่งทวีปแห่งทวยเทพนั้นหาได้ยากยิ่ง ด้วย
ความสามารถของเจ้าแล้วสามารถที่จะกลายเป็น
แกนหลักของเขตเมืองชั้นในได้เลยทีเดียว ทั้งยัง
เป็นคนที่ข้าให้การสนับสนุน การจะเป็นหัวหน้า
กองร้อยนั่นย่อมไม่เป็นปัญหาอย่างแน่นอน แต่ถ้า
หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็จะมีหลายคนที่ได้พยายาม
อย่างหนักเพื่อให้กลายเป็นหัวหน้ากองร้อยภายใน
ทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงอาจจะคัดค้านบ้าง
หลังจากที่ขึ้นมาอยู่ในขอบเขตตำหนักม่วงทะเล
มรกตแล้ว กลับไม่ได้เป็นหัวหน้ากองร้อย แน่นอน
ว่าพวกมันย่อมต้องคัดค้านเป็นเรื่องธรรมดา แต่
จริงๆก็ไม่มีผลกระทบอะไรมากนัก ส่วนอีก
ทางเลือกหนึ่ง นั่นก็คือเจ้าจะต้องเริ่มต้นจากการ
เป็นทหารธรรมดาภายในทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง
และด้วยความสามารถของเจ้า แน่นอนว่าควรจะ
ผ่านการทดสอบและขึ้นไปเป็นหัวหน้ากองร้อยได้
อย่างรวดเร็ว”
การขึ้นไปเป็นหัวหน้ากองร้อย นั่นจึงจะเรียกว่า
กลายเป็นแกนหลัก เป็นคนสำคัญของนคร
จักรพรรดิเพลิง พวกทหารสามัญปกติแล้วจะ
ก่อนที่จะกลายเป็นหัวหน้ากองร้อยจะอนุญาติให้
ถอนตัวได้ออกจากสถานะนี้ได้
สำหรับ อู่ อวี้ แล้ว แน่นอนว่าเขาจะต้องเลือกที่จะ
เริ่มต้นจากการเป็นนายทหารธรรมดาแทนที่จะ
พึ่งพาเส้นสายของ เจียง เสวี่ยชวน ดังนั้นเขาจึง
กล่าวว่า “เรื่องนั้นไม่จำเป็น เนื่องจากว่าขอบเขต
ของข้ายังไม่ถึงเกณฑ์ ดังนั้นขอจึงขอเริ่มต้นจาก
การเป็นทหารธรรมดาก่อนน่าจะเป็นการดีที่สุด”
เจียง เสวี่ยชวน หัวเราะออกมา เขากล่าวออกมา
อย่างสบายๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาได้
เตรียมหาช่องทางที่จะให้ อู่ อวี้ ได้กลายเป็น
หัวหน้ากองร้อยเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตามเขาก็ยังคงยอมรับในการตัดสินใจ
ของ อู่ อวี้ จึงยิ้มขึ้นแล้วกล่าวว่า “ด้วยความ
แข็งแกร่งของเจ้า ข้าซึ่งมีหัวหน้ากองร้อยอยู่ใน
สังกัดสิบกว่าคน ก็ฉุดเจ้าไม่อยู่จริงๆ โอ้ใช่แล้ว! ผู้
บัญชาการลั่วเจ้าควรจะเห็นแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้า
จะให้เจ้าได้อยู่ภายใต้สังกัดของนางก่อนสักชั่ว
ระยะเวลาหนึ่ง หลังจากผ่านไปสักเดือนสองเดือน
ข้าจะจัดการให้เจ้าได้กลายเป็นหัวหน้ากองร้อย
และจะมอบทหารใต้สังกัดให้กับเจ้าอีกหนึ่งร้อย
นาย”
“นั่นเป็นสิ่งที่เยี่ยมยอดจริงๆ” หมิงซวง พลัน
หัวเราะออกมา นางแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะให้
อู่ อวี้ ได้ไปใกล้ชิดกับผู้บัญชาการลั่ว นางต้องการ
รู้ให้ได้ว่ามังกรเทวะตัวนี้พยายามจะทำสิ่งใดกันแน่
อู่ อวี้ พยักหน้าตอบรับ
หลังจากที่ตัดสินใจแล้ว เจียง เสวี่ยชวน ก็กล่าวว่า
“เพียงแต่ว่าในครั้งแรกที่เจ้าเข้ามาเป็นสาวกของ
เมืองเขตชั้นใน จะต้องไปทำการลงทะเบียนที่
‘พระราชวังเหยียน’ เสียก่อน เพื่อรับเกราะเซียน
เหยียนหวงและรายละเอียดพื้นฐานของนคร
จักรพรรดิเพลิงกับรายละเอียดของเกาะเซียนเห
ยียนหวง หลังจากที่เสร็จขั้นตอนนี้แล้ว ข้าจะไปส่ง
เจ้าที่ ‘ค่ายมังกรคราม’ ของผู้บัญชาการลั่ว พา
เจ้าไปทำความคุ้นเคยกับนาง ครั้งที่แล้วที่เจ้าพบ
นาง หลังจากนั้นนางก็ได้พูดถึงเจ้า ถ้าหากว่าเจ้า
ไม่ได้ขึ้นเป็นหัวหน้ากองร้อย ก็สามารถจัดการให้
เจ้ามาอยู่ใต้สังกัดของนางได้อย่างไม่มีปัญหา”
“ค่ายมังกรคราม?”
ทำไมอีกฝั่ายถึงให้ความสนใจกับตัวเขากันนะ?
“กายเนื้อของเจ้าแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนทั่วไป
แม้กระทั่งสัตว์สวรรค์เช่นนางที่มีประสบการณ์และ
ความรู้ที่กว้างขวางก็ไม่เว้น จึงเป็นธรรมดาที่นาง
จะสนใจในตัวเจ้า เจ้ากับนางนั้นได้อยู่ร่วมกัน อย่า
เปิดเผยให้นางรู้ว่าตัวเจ้ารู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของ
นางเชียวล่ะ” หมิงซวง กระโดดโลดเต้นไปพลาง
กล่าวไปพลาง
หนึ่งในประตูของเมืองเขตชั้นใน มีหัวหน้ากองร้อย
หลายคนและทหารใต้สังกัดของพวกเขาต่างปก
ปักษ์รักษาเอาไว้อยู่ นอกจากนี้ก็ยังมีหัวหน้ากอง
พันอยู่หนึ่งคน แน่นอนว่านี่เป็นเหมือนกับ
สัญลักษณ์ ทำให้ค่ายกลเวทย์ของเมืองเขตชั้นใน
มีความั่นคงยากจะหาที่ใดเปรียบ ถึงแม้ว่าจะเป็น
จอมกระบี่ชั่วฮวา ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะฝั่าทะลวงเข้า
มา
“นี่ก็คือ อู่ อวี้ รึ? เจียง เสวี่ยชวน เจ้าช่างลงมือได้
รวดเร็วยิ่ง! ข้าล่ะอิจฉาเจ้าจริงๆ!” ในตอนที่เข้าสู่
เขตเมืองชั้นใน พลันปรากฏเป็นชายชราผมยาวคน
หนึ่ง ซึ่งแต่งตัวคล้ายคลึงกับ เจียง เสวี่ยชวน เขา
มีบุคลิคที่ดูหยาบกร้าน และมีสีผิวที่ดำคล้ำ
“นี่ก็คือ ผู้บัญชาการ หลี่ ซานห่าย ก่อนหน้านี้สอง
สามร้อยปี เขาเคยเป็นนายพลของประเทศที่อยู่
ห่างไกล ต่อมาก็ได้รับโชควาสนาบางอย่าง ทำให้มี
ความก้าวหน้าและได้รับความสำเร็จที่คาดไม่ถึง!”
เจียง เสวี่ยชวน หัวเราะและเอ่ยแนะนำให้กับ อู่
อวี้
“ไปหาย่าเจ้าเถอะ” หลี่ ซานห่าย เอ่ยก่นด่าเขา
หลังจากนั้นก็หันไปกล่าวกับ อู่ อวี้ ว่า “เจ้าหนุ่ม
เหล่าฝูผู้นี้ชื่นชมเจ้ายิ่งนัก ยินดีต้อนรับเจ้าเข้าสู่
นครจักรพรรดิเพลิง! พวกเราคือกองกำลังอันดับ
หนึ่งของทวีปแห่งทวยเทพ!”
แน่นอนว่าเมื่อนายทหารระดับสูงปรากฏตัวออกมา
ดังนั้นเขาจึงได้สนทนาด้วยกันมากมาย
หลังจากที่ อู่ อวี้ กล่าวทักทายเขาแล้ว ก็เดินเข้า
ไปในเขตเมืองชั้นใน เมื่อมาถึงเขตเมืองชั้นใน อู่
อวี้ ก็สัมผัสได้กับพลังฟั้าดินบรรพกาลที่สามารถ
เทียบได้กับพลังฟั้าดินของอาณาเขตเซียนแห่งซู
ซัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่เบื้องหน้าราวกับเป็นแดน
สวรรค์ของเหล่ามนุษย์โดยแท้จริง ระหว่างเขต
เมืองชั้นในกับชั้นนอก ช่างแตกต่างกันอย่าง
มหาศาล กระทั่งความเจริญรุ่งเรืองของเขตเมือง
ชั้นนอกก็ไม่อาจนำมาเทียบได้ นอกจากนี้เขตเมือง
ชั้นในยังมีบรรยากาศที่เร่าร้อนและอึมครึม เห็นได้
ชัดว่าสถานที่แห่งนี้เป็นเสมือนใจกลางของทัพ
เซียนจักรพรรดิเพลิงอย่างแท้จริง
”ภายในเขตเมืองชั้นใน มีพื้นที่ที่เอาไว้ทำงานอยู่
หลายแห่ง และยังมีเขตหวงห้ามอยู่อีกมากด้วย
เช่นกัน เจ้าสามารถได้รับคำแนะนำโดยพื้นฐาน
เกี่ยวกับสถานที่เหล่านี้ได้ ”
พระราชวังเหยียนเป็นสถานที่ที่ทหารแห่งทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิงทุกนายจะต้องเข้ามา เพื่อเข้า
ร่วมกับทัพเซียนเป็นครั้งแรก
เมื่อ อู่ อวี้ มาถึงพระราชวังเหยียน บางในตอนนี้
อาจจะเป็นเพราะเมื่อตอนที่เขาอยู่ข้างนอกได้
ประกาศเรื่องที่ตนเองจะเข้าร่วมกับทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิงเอาไว้ ดังนั้นในตอนนี้ทั้งด้านนอก
และด้านในของพระราชวังเหยียน จึงมีผู้คนมา
รวมตัวอยู่มากมาย ทุกผู้คนต่างก็สวมเสื้อเกาะ
เซียนเหยียนหวงของทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง และ
ส่วนใหญ่แล้วต่างก็เป็นถึงหัวหน้ากองร้อย!
“เจ้าเด็กหนุ่มผู้นี้ก็คือ อู่ อวี้ ที่เขาร่ำลือกันรึ?”
“ผู้บัญชาการเจียง ได้รับเขาไปเป็น
ผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรง ช่างโชคดีจริงๆที่ได้รับ
คนที่เก่งกาจเช่นนี้เข้าไปอยู่ภายใต้สังกัด”
“จะกล่าวในตอนนี้มันก็ยังเร็วไป ต้องรอให้ อู่ อวี้
นั้นแสดงความสามารถที่แท้จริงของเขาออกมา
ก่อน ทำให้พวกเราได้เห็นว่าตัวเขานั้นมีพรสวรรค์
เป็นเช่นไร”
“ใช่แล้ว นครจักรพรรดิเพลิงของพวกเรา ก็มี
อัจฉริยะผู้เยาว์อยู่มากมาย! เมื่อเทียบกับ เปั่ยซาน
ม่อ และ หนานกง เหว่ย แล้วก็ไม่ได้อ่อนด้อยกว่า
แม้กระทั่งยังแข็งแกร่งกว่าเสียด้วยซ้ำ”
เมื่อฝูงชนทุกคนเข้ามาล้อมรอบ พวกเขากำลัง
สนทนากัน ส่วน อู่ อวี้ ก็เดินตาม เจียง เสวี่ยชวน
เข้าไปภายในพระราชวังเหยียน การตกแต่งภายใน
พระราชวังค่อนข้างเรียบง่าย ไม่ได้มีการตกแต่งที่
เลิศหรูมากนัก ด้านหน้ามีเพียงแค่โต๊ะศิลาอยู่หนึ่ง
ตัวเท่านั้น โต๊ะศิลาที่อยู่เบื้องหน้ามีการวางค่ายกล
เอาไว้อย่างหนาแน่น ด้านหลังของโต๊ะศิลา มีชาย
ชราที่รูปร่างผอมแห้งคนหนึ่งนั่งอยู่ ชายชราผู้นั้น
นั่งเอนกายพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้ศิลา ซึ่งมองเห็น
ลักษณะได้ไม่ชัดเจน
หากมองจากรูปแบบของทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง
แล้ว เขาน่าจะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งอยู่เหนือหัวหน้า
กองพัน เทียบเท่าได้กับสาวกขั้นกระบี่สวรรค์นิกาย
เซียนซูซัน อย่างไรก็ตามรูปแบบของเกราะเซียนเห
ยียนหวงก็แตกต่างกับ เจียง เสวี่ยชวน หลี่ ซาน
ห่าย อยู่เล็กน้อย
เจียง เสวี่ยชวน เอ่ยแนะนำ ว่าคนผู้นี้คือคนที่
จัดการธุระต่างๆของพระราชวังเหยียน ไม่ได้เป็น
หัวหน้ากองพัน แต่เขาเป็นผู้บริหารของนคร
จักรพรรดิเพลิง มีตำแหน่งเป็น ผู้บังคับใช้กฏ ซึ่ง
ขึ้นตรงกับเจ้านคร ในวันปกติแล้วไม่ได้มีหน้าที่
อะไร ส่วนใหญ่เขาจะอยู่ภายในส่วนหลัก
และบุคคลที่นั่งอยู่บนโต๊ะมีชื่อว่า ขุนพลกู่
ตำแหน่งแม่ทัพทั้งสามสิบคนของทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิง หัวหน้ากองพันสิบกว่าคน และ
เจียง เสวี่ยชวน ต่างก็เรียกเขาว่าขุนพล ซึ่งพลัง
รบก็สามารถเทียบเท่าได้กับจอมกระบี่จักรพรรดิ
ศักดิ์สิทธิ์แห่งซูซัน ถึงแม้ว่าขุนพลกู่จะมีสถานะ
เป็นขุนพล แต่ก็ไม่ได้อยู่ในเหล่าแม่ทัพ เขาก็เป็น
เหมือนกับคนสนิทของเจ้านคร เป็นผู้ที่คอยจัดการ
เรื่องต่างๆให้กับเจ้านคร เช่นการรับผิดชอบธุระ
ต่างๆของพระราชวังเหยียน
ในความเป็นจริงพวกเขาทั้งหมดก็เป็นเหมือนกัน
เพียงแต่ว่าการทำงานแตกต่างกัน
อู่ อวี้ จ้องมองไปที่ขุนพลกู่ หัวใจของเขาปรากฎ
ความรู้สึกยำเกรงขึ้น พร้อมจ้องมองไปด้วย
ความรู้สึกกระตือรือร้น เขารู้สึกว่าบรรยากาศของ
ขุนพลกู่ผู้นี้ช่างดุดันยิ่ง ซึ่งทำให้คิดว่าน่าจะ
แข็งแกร่งกว่าจอมกระบี่ชั่วฮวา
“ขุนพลกู่ คนผู้นี้ก็คือ อู่ อวี้ จากนี้เป็นต้นไป เขา
จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง
ของเรา ท่านผู้อาวุโส ท่านมีความเห็นว่าอย่างไร”
หลังจากที่ เจียง เสวี่ยชวน ก้าวมาข้างหน้า เขาก็
ตะโกนด้วยเสียงอันดังสนั่น
เมื่อขุนพลกู่ได้ยินเรื่องนี้ เขาก็เอนขึ้นมานั่งตัวตรง
หากมองจากตำแหน่งที่ยืนอยู่ จะพบว่าร่างกาย
ของเขาราวกับเป็นหนังหุ้มกระดูก มีกระดูกหลาย
ชิ้นยื่นออกมา ดูน่าเกลียดเหมือนกับศพที่แห้งกรัง
ดวงตาคู่นั้นส่องแสงราวกับเป็นดวงตะวัน สายตา
ของเขากวาดมองไปทั่วร่างของ อู่ อวี้ พร้อมกล่าว
ออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง “หากเขาต้องการที่
จะเข้าร่วมกับทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง ก็ให้เขาเป็น
หัวหน้ากองร้อยซะ”
หลังจากที่กล่าวออกมา ฝูงชนที่อยู่รอบด้านต่างก็
ส่งเสียงร้องออกมา เห็นได้ชัดว่าพวกเขารู้สึกไม่
ค่อยพอใจที่ อู่ อวี้ ได้ขึ้นเป็นหัวหน้ากองร้อย
โดยตรง กว่าที่พวกเขาจะขึ้นมาเป็นหัวหน้า
กองร้อยได้ จะต้องผ่านประสบการณ์อัน
ยากลำบาก และต้องสำเร็จภารกิจมามากมาย จึง
จะได้กลายมาเป็นแกนหลักของเขตเมืองชั้นใน
อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่ได้คัดค้านอะไร เพราะ
ชื่อเสียงของ อู่ อวี้ ที่อยู่ด้านนอก ส่วนในด้าน
ความสามารถของเขา ย่อมไม่มีใครกังขา
เจียง เสวี่ยชวน กล่าวว่า “การตัดสินใจของ อู่ อวี้
ก็คือการเริ่มต้นจากเป็นนายทหารธรรมดา ข้าได้
จัดเตรียมเขาไปอยู่ใต้สังกัดค่ายมังกรครามของผู้
บัญชาการ ลั่วผิน”
ลั่วผิน!
นี่คือนามเต็มของผู้บัญชาการลั่วเช่นนั้นรึ
ดูเหมือนว่าเขาจะมีความรู้สึกคุ้นเคยอยู่ลางๆ
“ตกลง” ขุนพลกู่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ เขาได้หยิบถุง
จักรวาลขึ้นมาหนึ่งถุง เตรียมตัวที่จะมอบให้กับ อู่
อวี้ คาดว่าภายในนั้นจะต้องเป็น ‘อุปกรณ์สำหรับ
ทหารใหม่’ ในบรรดาสิ่งของเหล่านั้นมีศาสตราเต๋า
ที่เป็นสิ่งพื้นฐานของทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงนั่นก็
คือ ‘เกราะเซียนเหยียนหวง’ หลังจากที่สวมใส่ไป
แล้ว ไม่เพียงแต่เพิ่มความสามารถในการปั้องกัน
ทั้งยังทำให้คนที่สวมใส่ปลดปล่อยบรรยากาศที่
ดุดันน่าเกรงขามออกมา
“จริงๆแล้วขุนพลกู่มักจะไม่ค่อยอยู่ที่พระราชวังเห
ยียน แต่ว่าในวันนี้เขามาที่นี่เพื่อจะพบกับเจ้า
โดยเฉพาะ” เจียง เสวี่ยชวน เอ่ยกระซิบบอก อู่
อวี้
เห็นได้ชัดว่าขุนพลกู่ค่อนข้างที่จะพึงพอใจในตัว
ของเขา มิฉะนั้นคงจะไม่ได้ผ่านมาอย่างราบรื่น
เช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่าตนเองเริ่มต้น
จากการเป็นทหารทั่วๆไป ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร
“ช้าก่อน”
ไม่คาดคิดว่าในเวลานี้ จะมีบางคนออกมาคัดค้าน
เมื่อทุกคนมองไปที่คนที่กล่าวออกมานั้น ปรากฎ
เป็นชายหนุ่มผู้หนึ่งที่สวมใส่เกราะเซียนเหยียนหวง
ชายหนุ่มผู้นี้มีรูปร่างผอมเพรียวและสูง มีหน้าตา
หล่อเหลา เขาได้กลายเป็นจุดสนใจไปโดยสมบูรณ์
บนตัวมันได้แผ่กลิ่นอายที่ดูองอาจกล้าหาญออกมา
อย่างชัดเจน เมื่อดูแล้วก็คาดว่าคนผู้นี้ค่อนข้าง
แข็งแกร่งกว่าคนอื่นๆที่อยู่ที่นี่อย่างแน่นอน และ
ท่ามกลางผู้คนที่อยู่ที่นี่ มันยังเป็นผู้ที่มีอายุน้อย
ที่สุดอีกด้วย
“นี่ก็คือหลานชายของขุนพลกู่ กู่ซวน เป็นคนที่
เก่งกาจไม่เลวเลยทีเดียว” เจียง เสวี่ยชวน เอ่ย
แนะนำสั้นๆ
คนที่เก่งกาจเช่นนี้ทำไมต้องมาขัดขวางการเข้า
ร่วมเป็นทหารของทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงด้วย
กู่ซวน เอ่ยทักทายขุนพลกู่ หลังจากนั้นก็กล่าว
ออกมาต่อหน้าทุกว่า “ข้าได้ยินเกี่ยวกับเรื่องราว
ของ อู่ อวี้ มาบ้าง ว่ากันว่าหัวหน้ากองร้อย
ทั่วๆไปไม่อาจที่จะเป็นคู่ต่อสู้ของเขา ในตอนนี้เมื่อ
มาถึงที่เขตเมืองชั้นใน พวกเราพี่น้องทั้งหลาย
ต้องการที่จะเห็นถึงพรสวรรค์ของ อู่ อวี้ ดังนั้นใน
วันนี้ กู่ซวน จึงขอบังอาจ เป็นตัวแทนของผู้น้อย
ทั้งหลายแลกเปลี่ยนความรู้กับ อู่ อวี้ สักหน่อย ข้า
ถือว่าเป็นหัวหน้ากองร้อยระดับกลาง ดังนั้นข้าจึง
คิดว่า ถ้าหากว่า อู่ อวี้ แข็งแกร่งกว่าข้า ก็ควรที่
จะขึ้นเป็นหัวหน้ากองร้อยได้ในทันที เขาเป็นถึง
อัจฉริยะ การที่จะได้อยู่ในจุดที่เหนือกว่าก็ย่อมเป็น
เรื่องธรรมดา แต่ว่าที่นี่ก็คือนครจักรพรรดิเพลิง หา
ใช่นิกายเซียนซูซันไม่ ถ้าหากไม่อาจที่จะอยู่เหนือ
อัจฉริยะคนอื่นๆได้ละก็ พี่น้องทุกท่านคิดว่ามันใช่
เรื่องหรือไม่?”
หลังจากที่ กู่ซวน เอ่ยจบ ทุกคนต้องก็ปรบมือให้
การสนับสนุน
เมื่อพูดไปแล้ว มันต้องการที่จะทำให้หัวหน้า
กองร้อยคนอื่นๆเห็นว่า อู่ อวี้ จะมีความสามารถ
มากขนาดไหนเพียงเท่านั้น……..
อย่างไรก็ตาม การที่เข้ามาอยู่ในกองทัพแล้ว
จำเป็นต้องกลายเป็นมิตรสหายอันดีต่อกัน ดังนั้น
จึงอยากจะช่วยทำให้ อู่ อวี้ ได้ผ่านบททดสอบของ
การเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้ากองร้อยโดยตรง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ