กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 370 : หอกหนามกระดูกขาว
อู่ อวี้ ไม่ใช่คนโง่เขลา คนที่เข้ามานั้นต้องการยั่วยุ
หรือว่าเข้ามาอย่างเป็นมิตร แน่นอนว่าเขาสามารถ
ดูออกได้
เช่นการกระทำของ กู่ซวน ในตอนนี้ที่เข้ามาอย่าง
เป็นมิตร เหล่าทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงที่ล้อมอยู่
รอบด้าน ต่างก็มีสีหน้ากระตือรือร้น เห็นได้ชัดว่า
พวกมันต่างอยากรู้ว่าชื่อเสียงของ อู่ อวี้ ที่โด่งดัง
ไปทั่วนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่
กู่ซวน อยู่ในขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่2
และเป็นหลานชายของ ‘ขุนพลกู่’ นอกจากนี้ยัง
เป็นผู้เยาว์ที่เปียมไปด้วยพรสวรรค์ของทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิง ทั้งยังมีความสำเร็จที่โดดเด่น
“ลูกผู้ชาย หากมีความสามารถอะไร ก็ไม่จำเป็นที่
จะต้องปิดบัง กู่ซวน เจ้ากล้าที่จะเป็นคู่มือกับ อู่
อวี้ เช่นนั้นก็เตรียมตัวรับความพ่ายแพ้ได้เลย
ถึงแม้ว่าขอบเขตของเจ้าจะอยู่เหนือกว่า อู่ อวี้ ถึง
4 ขั้นย่อย 1 ช่วงชั้นใหญ่ก็ตามที อีกทั้งขั้นสร้าง
แกนนภากับขั้นตำหนักม่วงแตกต่างกันอย่างมาก
แต่ข้าได้ยินมาว่า ในตอนที่ อู่ อวี้ อยู่ในขั้นสร้าง
แกนนภาระดับที่7 ก็สามารถเอาชนะผู้ฝึกตน
ขอบเขตตำหนักม่วงทะเลมรกตได้แล้ว!” เจียง
เสวี่ยชวน กล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม
พวกเขาคาดเดาว่า ในตอนนี้ อู่ อวี้ จะสามารถ
เป็นคู่ต่อสู้กับ กู่ซวน ได้หรือไม่
ในความเป็นจริงถึงแม้ว่า อู่ อวี้ จะพ่ายแพ้ นั่นก็ไม่
นับว่าเป็นอะไรเลย แต่ถ้าหากเขาสามารถเอาชนะ
ศัตรูที่อยู่เหนือกว่าถึง 4 ขั้นได้เช่นนี้ ตลอดทั้งทวีป
แห่งทวยเทพคงมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถทำได้
และในนครจักรพรรดิเพลิงที่ทำได้เช่นนี้ ก็มีอยู่ไม่กี่
คนเท่านั้น
โลหิตของทุกคนต่างสูบฉีดอย่างเร่าร้อน เนื่องจาก
กำลังรอคอยคำตอบของ อู่ อวี้
“ตกลง!” อู่ อวี้ ไม่ได้ทำให้พวกเขาผิดหวัง
แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมา
และเรียบง่าย ดังนั้นเขาจึงตอบตกลงในทันที
เจียง เสวี่ยชวน กระซิบข้างหูของเขาว่า “เจ้า
สามารถถือโอกาสนี้ เป็นการทดสอบเพื่อยกระดับ
ขึ้นไปเป็นหัวหน้ากองร้อยได้เลย ถ้าหากว่าเจ้า
สามารถเอาชนะ กู่ซวน ได้ เรื่องที่เจ้าจะขึ้นมา
หัวหน้ากองร้อย ทั่วทั้งนครจักรพรรดิเพลิงก็คงจะ
ไม่มีผู้ได้จะมาคัดค้านได้ นอกจากนี้สิทธิประโยชน์
จากการที่ได้เป็นหัวหน้ากองร้อยนั้นมีมากมาย
มหาศาล อย่างน้อยที่สุด ‘เกราะเซียนจักรพรรดิ
เพลิง’ ก็อยู่ในระดับ ‘ศาสตราสถิตวิญญาณ’ ”
เหล่าทหารธรรมดาของทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง
เช่นพลทหารจักพรรดิเพลิง เกราะเซียนจักรพรรดิ
เพลิงของพวกเขาต่างอยู่ในระดับศาสตราเชื่อมจิต
ในด้านของพลังการปั้องกันและความสามารถอื่นๆ
แน่นอนว่าไม่อาจที่จะเทียบกับศาสตราสถิต
วิญญาณได้
กายเนื้อของ อู่ อวี้ นั้นอยู่เหนือคนสามัญ หากว่ามี
เกราะเซียนจักรพรรดิเพลิงที่เป็นศาสตราสถิต
วิญญาณมาเป็นเครื่องปั้องกัน ลองจินตนาการดูว่า
พลังปั้องกันของเขาจะแข็งแกร่งได้มากขนาดไหน!
อู่ อวี้ มองเห็นเกราะเซียนจักรพรรดิเพลิงที่อยู่บน
ร่างของเหล่าหัวหน้ากองร้อย ที่ปลดปล่อยความ
ดุดันและน่าเกรงขามออกมานั้น มันมีความ
คล้ายคลึงกับเกราะที่สวยงามของราชาวานร เด็ด
เดี่ยว และอหังการยิ่งนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
รองเท้าเหล็กกล้าสีดำที่ดูหนักแน่น มันก็เป็น
ศาสตราเต๋าส่วนหนึ่งที่มีประโยชน์
“ขอคำชี้แนะด้วย!” ในทันใดนั้นโลหิตของ กู่ซวน
พลันสูบฉีดอย่างถึงที่สุด ภายในดวงตาเต็มไปด้วย
ความต้องการที่จะต่อสู้อย่างเร่าร้อน ภายใต้เสียง
ตะโกนโห่ร้องของทุกคน เขาก้าวเดินตรงไปหา อู่
อวี้ ตั้งท่าเผชิญหน้ากับ อู่ อวี้
“ อู่ อวี้ ทัพเซียนจักรเพลิงของเราตอบสนองความ
รุนแรงด้วยความรุนแรง ทำอะไรเปิดเผย ไม่ปิดบัง
นี่เรียกว่าถ้าหากไม่เกิดความขัดแย้งก็ไม่เกิดความ
สามัคคี อย่าคิดว่าในวันนี้ข้า กู่ซวน มาท้าทายเจ้า
เป็นเพราะว่าข้าไม่ชอบขี้หน้าเจ้า”
ในขณะ กู่ซวน กล่าว เขาก็หยิบหอกยาวเล่มหนึ่ง
ออกมาจากถุงจักรวาล หากมองดูดีๆ วัสดุที่นำมา
สร้างหอกยาวเล่มนี้ทำมาจากกระดูก ตัวหอกเป็น
กระดูกทั้งหมด ในตอนนี้ กู่ซวน ที่สวมชุดเกราะอยู่
พลันปลดปล่อยกลิ่นอายอันน่าเกรงขาม ผนวกกับ
หอกกระดูกเล่มนี้ ให้ความรู้สึกราวกับเป็นผู้ที่อยู่
บนจุดสูงสุดของสนามรบ
“อู่ อวี้ ! อย่าได้ออมมือ ในวันนี้เขากล้าที่จะมาท้า
ทายเจ้า จัดการเขาให้หงายหลังไปเลย”
มีบางคนหัวเราะก๊ากออกมา
“ไม่มีปัญหา” อู่ อวี้ ยิ้มออกมาเล็กน้อย เขา
สามารถปรับตัวเข้ากับทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงได้
อย่างรวดเร็ว
กู่ซวน หัวเราะแล้วกล่าวว่า “มันไม่ง่ายเช่นนั้น
หรอก ลองเจอกับศาตราสถิตวิญญาณเล่มใหม่ของ
ข้าเสียก่อน! ข้าต้องใช้ความพยายามมากกว่าสาม
ปี ต้องเสียเม็ดยาปราณมรกตไปมากกว่าสามร้อย
เม็ด! นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ใช้ ‘หอกหนามกระดูก
ขาว’ เล่มนี้ อู่ อวี้ ได้ยินมาว่าเจ้าได้ส่งมอง
ศาสตราเต๋าของเจ้าคืนให้กับสตรีผู้แสนงดงามของ
นิกายเซียนซูซันแล้ว ในวันนี้เจ้าจะใช้มือเปล่ามาสู้
กับข้ารึ?”
เขาก็เป็นคนที่คลั่งไคล้เกี่ยวกับศาสตราเต๋า ดังนั้น
เมื่อเขาถือหนามกระดูกขาว ก็ปรากฏเป็นความ
ภาคภูมิใจ
อู่ อวี้ ยิ้ม
เม็ดยาปราณมรกต 300 เม็ด เทียบเที่ยวกับเม็ดยา
สร้างแกนนภาถึง 30,000 เม็ด! มันช่างล้ำค่ามาก
จริงๆ …….บนตัวของศาสตราชิ้นนี้มีวงเวทย์อยู่ถึง
สามร้อยกว่าวงเวทย์!
เมื่อหอกหนามกระดูกขาวเล่มนี้ปรากฏออกมา มัน
ทำให้หัวหน้ากองร้อยทั้งหลายต่างรู้สึกอิจฉา
อย่างไรก็ตามมีเพียงแต่ เจียง เสวี่ยชวน เท่านั้นที่
หัวเราะออกมา
เขารู้ว่า จาง เทียนเต๋อ ได้มอบสิ่งใดให้กับ อู่ อวี้
และในตอนนี้ อู่ อวี้ ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าอยู่อย่าง
เงียบๆ ทันใดนั้นเขากวาดมือออกไป ในเวลาสั้นๆ
ปรากฎเป็นพลองยาวหนึ่งเล่มสีดำสลับทองปรากฏ
ขึ้นอยู่บนมือของเขา พลองเล่มนั้นดูน่าเกรงขามยิ่ง
มีท่าทางราวกับเป็นสัตว์ร้ายกำลังดิ้นรนอย่างบ้า
คลั่งอยู่ในมือของ อู่ อวี้ อีกทั้งมันยังได้กรีดร้อง
คำรามออกมา!
ในเวลานี้ อู่ อวี้ ปัก ‘เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า’ ลงไป
ที่พื้น ทันใดนั้นทั่วทั้งพระราชวังเหยียนก็เกิดการ
สั่นสะเทือน พื้นดินที่ถูกเสาเหยียนหวงเบิกฟั้าปัก
ลงไปก็เกิดเป็นรอยปริแตกขึ้นมาอย่างชัดเจน
“เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า!”
ศาสตราสถิตวิญญาณชิ้นนี้มีชื่อเสียงขจรไกลเป็น
อย่างยิ่ง อู่ อวี้ ที่เพิ่งจะนำมันออกมา แม้แต่
หัวหน้ากองร้อยทั้งหลายต่างก็รู้จักมัน พวกเขา
มองไปที่ อู่ อวี้ ด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ ใน
ตอนที่ กู่ซวน มองไปที่ เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า เล่ม
นี้ ทันใดนั้นก็เกิดเป็นความหดหู่ขึ้นมา
มันยากที่จะครอบครองสมบัติเช่นนี้ได้! และตัวตน
ของพลองเล่มนี้ได้ทำให้ศาสตราเต๋าของผู้อื่นเกิด
เป็นความรู้สึกหวาดกลัว…….
“จริงๆแล้วศาตราเต๋าไม่ถือว่าน่ากลัวอะไร แต่ว่า
มันต้องดูว่ามันอยู่ภายใต้มือของใคร!” กู่ซวน
กระแอมไอขึ้น และกล่าวออกมาอย่างสงบ
แต่ว่าทุกคนกลับหัวเราะออกมา
“รีบเก็บ หอกหนามกระดูกขาวของเจ้ากลับไปเสีย
เถอะ อย่าทำตัวขายหน้าต่อหน้าคนอื่นเลย” มีบาง
คนหัวเราะลั่นออกมา
“กล้าดูถูกข้ารึ?” กู่ซวน ตกอยู่ในความรู้สึกหดหู่
แล้วมองไปที่ อู่ อวี้ อีกครั้ง เตรียมพร้อมที่จะพุ่ง
เข้าไปโจมตี
ในเวลานี้ เขาได้ยืนถือ เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า ที่ปัก
คาพื้นเอาไว้ ไม่ขยับราวกับขุนเขา ปลดปล่อย
บรรยากาศคุกคามออกมา!
ทั้งสองคนรับรู้ได้ในทันที ในเวลาเป็นเวลาที่จะต้อง
ลงมือแล้ว กู่ซวน สงบจิตใจลง จริงๆแล้วเขาก็
ไม่ได้อยากที่จะพ่ายแพ้ เพราะว่าตัวมันเป็น
เหมือนกับความภาคภูมิใจของทุกคน
“ชิ้ง!”
ทันใดนั้น กู่ซวน ก็ลงมือ
ไม่รู้ว่าเขาใช้เคล็ดวิชาอะไร ในเวลาสั้นภายนอก
ของร่างกายเขา ก็มีกระดูกงอกออกมาปกคลุมร่าง
ของเขา ทำให้คนบนร่างของเขาที่สวมใส่เกราะ
เซียนเหยียนหวง ปรากฏเป็นเกราะกระดูกขึ้นมา
อีกชั้นหนึ่ง ทั่วทั้งร่างของเขาผสานรวมเป็นหนึ่ง
เดียวกับ หอกหนามกระดูกขาว
กู่ซวน ที่อยู่เบื้องหน้า ราวกับว่ามันเป็นดั่งปีศาจที่
ออกมาจากนรก
หลังจากที่เสร็จสิ้นขึ้นตอนนี้ กู่ซวน ก็กระตุ้น หอก
หนามกระดูกขาว จู่โจม อู่ อวี้ ด้วยความเร็วดั่ง
ลมกรด! แก่นแท้ตำหนักม่วงซึ่งเต็มเปียมไปด้วย
ประสิทธิภาพสูงสุด พัดกวาดราวกับเป็นพายุคลั่ง
พุ่งเข้าไปสะกดข่มแกนกำเนิดของ อู่ อวี้ แต่อันที่
จริงแล้วเป็น อู่ อวี้ ที่ยิมยอมปล่อยให้อีกฝั่าย
คุกคามเขาเสียมากกว่า
ตูมมมม!
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ มีเสาเหยียนหวงเบิกฟั้า! เมื่อ
เขายกเสาเหยียนหวงเบิกฟั้าขึ้นมา ควงและโบก
สะบัดออกไป ศาสตราชิ้นนี้ เพียงพริบตาอากาศที่
ว่างเปล่าเกิดการสั่นสะเทือนจนมิติฉีกกระชาก
พระราชวังเหยียนพลันสั่นสะเทือน ราวกับว่ามี
ขุนเขานับล้านตกลงมาบดขยี้พระราชวังเหยียน
แห่งนี้!
ไม่ต้องกล่าวสิ่งใดให้มากความ ทั้งสองฝั่ายต่าง
ปะทะกันอย่างร้อนแรง
ทุกคนเห็นเพียงแค่แสงสีขาวหนึ่งสายและแสงสี
ทองผสมปนดำอีกหนึ่งสาย พุ่งปะทะกันในทันที!
การปะทะกันครั้งนี้ เกิดเป็นเสียงระเบิดดังสนั่น
หวั่นไหวไปทั่ว
ตูม ตูม ตูม!
เสียงระเบิดที่ดังขึ้นสามครั้ง แทนการปะทะกันของ
พวกเขาสามครั้ง การปะทะกันของศาสตราเต๋าทั้ง
สามครั้งทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนที่น่าตกใจ ทำให้
จิตใจของคนเกิดความตะลึง ศาสตาเต๋าทั้งสองชิ้น
นี้นับได้ว่าเป็นศาตราเต๋าที่ล้ำค่า ปะทะกันตาต่อตา
ฟันต่อฟัน!
อย่างไรก็ตามเสาเหยียนหวงเบิกฟั้า คาดไม่ถึงว่า
จะสามารถกดดัน หอกหนามกระดูกขาวได้อยู่หมัด
ในการเผชิญหน้ากันครั้งที่สาม อู่ อวี้ กู่ร้องคำราม
ออกมา ถึงแม้ว่ายังไม่ได้ใช้ออก ‘วงเวทย์
จักรพรรดิเหยียนแหวกฟั้า’ ซึ่งตอนนี้เขาใช้พลัง
ของวงเวทย์เพียงนิดเดียวเท่านั้น แต่ด้วยพลังที่น่า
หวาดกลัวนี้ ก็ได้ฟาดหอกหนามกระดูกขาว
กระเด็นออกไปไกลลิบ หลังจากนั้นก็ฟาดต่อไปบน
ร่างของ กู่ซวน ในเวลานั้นกระดูกที่ปกคลุมร่าง
ของ กู่ซวน พลันระเบิดออกเป็นชิ้นๆ กู่ซวน ถูก
ฟาดลงไปกระแทกเข้ากับพื้นดินในทันที ต่อมา
กระดูกที่ปกคลุมร่างของเขาก็ถูกบดขยี้ลงอย่าง
สมบูรณ์ อย่างไรก็ตามเกราะเซียนจักรพรรดิเพลิง
กลับไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย บัดนี้มันตก
อยู่ในอาการสับสน แขนทั้งสองข้างรู้สึกด้านชา แต่
ไม่ได้รับบาดเจ็บอย่างไร
ในเวลานี้ อู่ อวี้ ยกเสาเหยียนหวงเบิกฟั้าพร้อมกด
ลงไปบนหน้าอกของเขา
อู่ อวี้ ไม่ต้องการที่จะใช้กำลังเกินกว่าเหตุ กู่ซวน
ที่ถูกเสาเหยียนหวงเบิกฟั้าสะกดข่มเอาไว้ ยากที่จะ
หายใจได้สะดวก
เห็นได้ชัดว่าผลแพ้ชนะถูกตัดสินออกมาอย่าง
ชัดเจน อู่ อวี้ อาศัยความแข็งแกร่งทางกายเนื้อ
ของเขา ผนวกกับ ‘ทวียอดเทวะ’ และ ‘ วงเวทย์
มหากัมปนาท’ ของเสาเหยียนหวงเบิกฟั้าเพียง
เท่านั้น ก็ทำให้สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้แล้ว
ในบรรดาวงเวทย์ทั้งหลาย ‘ทวียอดเทวะ’ ได้ทำ
ให้ เสาเหยียนหวงเบิกฟั้าหนักขึ้นจนยอดฝีมือ
หลายๆคนมิอาจหยิบยกขึ้นมาได้ กระทั่งหนัก
กว่าเดิมถึงสิบเท่า ในตอนที่ อู่ อวี้ เปิดใช้งาน ‘ทวี
ยอดเทวะ’ ในขณะต่อสู้ หอกหนามกระดูกขาวของ
กู่ซวน ที่เสริมพลังมาจากแก่นแท้ตำหนักม่วง ก็ไม่
อาจที่จะหยุดยั้ง อู่ อวี้ ได้
ในตอนท้ายกระดูกที่ปกคลุมร่างพลันระเบิดออก
นอกจากนี้ก็เป็นเพราะ ‘วงเวทย์มหา
กัมปนาท’ ของ อู่ อวี้
กู่ซวน สูดลมหายใจเข้าลึกๆ กล่าวออกมาอย่าง
จริงจังว่า “การต่อสู้ในครั้งนี้ ข้าขอยอมรับความ
พ่ายแพ้ทั้งกายและใจ ข้าขอชื่นชมเจ้าจากใจ
จริง!”
เมื่อได้ยินว่าเขายอมรับความพ่ายแพ้ อู่ อวี้ จึงรีบ
เก็บเสาเหยียนหวงเบิกฟั้าเข้าไปอย่างรวดเร็ว และ
พยุง กู่ซวน ขึ้นมาจากพื้น ในเวลาเดียวกันเขาก็
เก็บ หอกหนามกระดูกขาวขึ้นมา มอบให้กับ กู่
ซวน
การลงมือของ อู่ อวี้ รวดเร็วและหมดจด เปียมไป
ด้วยพลังอำนาจอันล้นพ้น!
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน พละกำลังก็เป็นสิ่งพื้นฐานของ
คน ดังนั้นหลังจากมาถึงที่นี่ อู่ อวี้ ก็ไม่ออมมือ
แน่นอนว่า การแสดงฝีมือของเขาไม่ได้ทำให้ทุกคน
รู้สึกผิดหวัง กลับทำให้ทุกคนเต็มไปด้วยความ
ประหลาดใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจียง เสวี่ยชวน
ต้องยกความดีความชอบให้กับเขาที่ชักชวนให้ อู่
อวี้ เข้าร่วมกันทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง นี่ถือเป็น
ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง!
ในตอนนี้ ทุกคนต่างปรบมือแสดงความยินดี
“เอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยความแข็งแกร่งเพียงล้วนๆ สม
ดั่งกับคำเล่าลือ ข้าขอชื่นชมเจ้า!”
“ไม่เลว ด้วยความสามารถเช่นนี้ เขาควรที่จะขึ้น
เป็นหัวหน้ากองร้อย”
“ไม่ว่าจะด้านศีลธรรม อารมณ์ จิตวิญญาณความ
แน่วแน่ ก็ไม่ต้องทดสอบอีกต่อไปแล้ว เรื่องที่ อู่
อวี้ ขัดแย้งกับนิกายเซียนซูซัน เห็นได้ชัดว่า คนผู้นี้
ให้ความสำคัญกับเรื่องของมิตรภาพ ซึ่งตรงกับ
หลักการของเรายิ่ง เขาควรที่จะเป็นคนที่พวกเรา
ทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงต้องการมากที่สุด”
“ข้าขอยอมรับว่าเขาควรที่จะขึ้นเป็นหัวหน้า
กองร้อย”
การที่ กู่ซวน ออกมาต่อสู้ ก็เพื่อที่จะกระตุ้นให้ อู่
อวี้ ได้รับผลประโยชน์ ในเวลานี้เขาเดินไปตบที่บ่า
ของ อู่ อวี้ พร้อมกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่
แจ่มใส “เจ้าได้ซ่อนหัวใจของสัตว์ปั่าเอาไว้ ข้าผู้
แซ่กู่ขอชื่นชมเจ้าจากใจจริง!”
เรื่องของการต่อสู้ในครั้งนี้ได้ถูกแพร่กระจายไปทั่ว
ทั้งทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงแล้ว
เจียง เสวี่ยชวน กล่าวว่า “เนื่องจากเป็นเช่นนี้แล้ว
ข้าจะจัดการมอบค่ายทหารให้กับเจ้าหนึ่งค่าย
หลังจากนั้นจะจัดเตรียมทหารฝีมือดีให้เจ้าอีกหนึ่ง
ร้อยนายตามเจ้าไปทีหลัง อู่ อวี้ ยังไม่รีบขอบคุณ
ขุนพลกู่อีก?”
การท้าทายของ กู่ซวน ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเพราะ
คำแนะนำของขุนพลกู่
อู่ อวี้ เข้าใจเรื่องนี้ได้ในทันที จากนั้นจึงรีบกล่าว
ขอบคุณขุนพลกู่
“ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก ในนครจักรพรรดิเพลิง
หากผู้ใดมีความสามารถ ต่างก็มีโอกาสปีนปั่าย
ขึ้นมาอยู่บนจุดสูงสุดได้ทั้งสิ้น” ขุนพลกู่ไม่ได้มอบ
ถุงจักรวาลถุงเดิมให้กับ อู่ อวี้ แต่ว่าเขาได้
เปลี่ยนเป็นอีกถุงหนึ่งให้แทน
นั่นก็คือ สิ่งที่หัวหน้ากองร้อยพึงมี
เจียง เสวี่ยชวน กล่าวออกมาอย่างจริงจัง “อู่ อวี้
สวมเสื้อเกราะเซียนเหยียนหวง และทำการสาบาน
ตนซะ”
คำสาบานตนนั้นเรียบง่ายเป็นอย่างมาก
จากนี้ไปเขาก็จะกลายเป็นคนของนครจักรพรรดิ
เพลิงแล้ว
เมื่อตอนที่เขาอยู่ในนิกายเซียนซูซัน ดูเหมือนว่า
คนที่เกิดมาเป็นคนของซูซัน ตกตายไปก็เป็นผีของ
ซูซัน น่าเสียดายที่ดูเหมือนว่าจะคิดเข้าข้างตัวเอง
อยู่ฝั่ายเดียว
เมื่อเขาเปิดถุงจักรวาลออก พบว่าด้านในมีชุด
เกราะอยู่หนึ่งชุด ตั้งแต่เกราะหมวกไปจนถึงเกราะ
ส่วนตัว ทั้งยังมีรองเท้าเหล็กอีก อู่ อวี้ ได้ทำการ
เซ่นไหว้ชุดเกราะเซียนจักรพรรดิเพลิงต่อหน้าทุก
คน
เกราะเซียนจักรพรรดิเพลิง ปรับตัวสอดคล้องเข้า
กับร่างกายของเขา
เกราะเซียนจักรพรรดิเพลิงไม่เพียงแต่จะปรับ
ขนาดได้ แต่มันยังสามารถปรับสรีระต่างๆให้เข้า
กับผู้ใส่อีกด้วย หากว่า อู่ อวี้ ใช้ร่างจำแรงเซียน
วานร มันก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตาม
ต้องการ จากนี้ไปเสื้อผ้าของเขาก็จะไม่มีวันฉีก
ขาดอีกต่อไป
ในตอนนี้ เขาสวมใส่ชุดเกราะรบ ในมือก็ถือเสาเห
ยียนหวงเบิกฟั้า อู่ อวี้ พบว่า ตัวเขาดูราวกับเทพ
แห่งสงครามก็มิปาน ดูเหมือนกับว่าเขาได้กลับไป
เป็นแนวหน้าที่บุกทำลายไปทั่วทุกสารทิศอีกครา
หนึ่งยามที่ยังอยู่ในสมัยอาณาจักรบูรพาเยว่อู่
เปียมล้นไปด้วยพลัง น่าเกรงขามยิ่ง!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ