กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 371 : คายเทียมฟา
อาจเป็นเพราะ ‘เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า’ มี
ความสัมพันธ์กับจอมจักรพรรดิโดยมีท่านเป็นผู้
หลอมสร้าง สีบนเสานั้นจึงเข้าคู่กับ ‘เกราะเซียนเห
ยียนหวง ‘ อย่างสมบูรณ์ มันดูประณีตบรรจงอย่าง
ที่สุด
อู่ อวี้ สวมใส่ชุดเกราะสีทองสลับดำ รองเท้าสีดำ
มือข้างหนึ่งถือจับ ‘เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า’ ดวง
เนตรเจิดจ้าประดุจดั่งดวงอาทิตย์ เมื่อสูดลม
หายใจเข้าออกช่างดูดุดัน น่าเกรงขาม แรงกดดันนี้
สามารถข่มขวัญศัตรูฝั่ายตรงข้ามได้ดียิ่งนัก
ในความเป็นจริงยามนี้ อู่ อวี้ นั้นมาไกลเกินกว่า ที่
ตนเองได้คิดเอาไว้มาก
พวกมันไม่เคยล่วงรู้เลยว่าในโลกของผู้ฝึกตน จะมี
ผู้ซึ่งมีกายเนื้อแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ แข็งแกร่งถึง
ขนาดทำให้คนผู้นั้นสามารถต่อสู้ข้ามระดับของ
ตนเองได้
” เอาล่ะ แยกย้ายกันได้แล้ว อย่ามาจับกลุ่มกันใน
‘วังเหยียน’ ” ขุนพลกู่ลุกยืนขึ้น เอามือไพร่หลัง
ผ่านไปเพียงชั่วอึดใจ เขาก็หายเข้าไปในส่วนลึก
ของ ‘พระราชวังเหยียน’
ในที่แห่งนี้มีหัวหน้ากองร้อยอยู่หลายคน พวกมัน
ต่างผลัดกันเข้ามาพูดคุยทักทายกับ อู่ อวี้ แต่ทุก
คนก็ไม่ได้กล่าวอันใดมากนัก เพราะอย่างไรแล้ว
มันก็ยังมีโอกาสได้พบพานกับ อู่ อวี้ ในนคร
จักรพรรดิเพลิงอีกมาก
หลังจาก เจียง เสวี่ยชวน มองไปยัง อู่ อวี้ ซึ่งบัดนี้
ได้เข้าร่วมกับ กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง เขาก็
สัมผัสได้ถึงห้วงอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของ อู่
อวี้ ยามนี้เขาดูน่าเกรงขามขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มัน
จึงอดชื่นชมอย่างช่วยไม่ได้ พร้อมกับกล่าวว่า ”
เช่นนั้นก็ตามข้ามา ข้าต้องไปจัดเตรียมค่ายให้กับ
เจ้า หลังจากนี้ที่นั่นจะถือเป็นฐานกำลังหลักของ
เจ้า ”
หัวหน้ากองร้อย จะมีค่ายของตนเองอยู่ภายในเขต
เมืองชั้นใน
หลังจากออกมาจากพระราชวังเหยียน อู่ อวี้ ก็เดิน
ติดตาม เจียง เสวี่ยชวน เข้าไปในเขตเมืองชั้นใน
ภายในเขตเมืองชั้นในมีขนาดกว้างขวางเป็นอย่าง
ยิ่ง ปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายฟั้าดินอันหนาแน่น
กว้างใหญ่ ในระหว่างทาง เมื่อผู้คนได้พบเห็น
เจียง เสวี่ยชวน จะโค้งคำนับให้แก่เขาอย่าง
รวดเร็ว ในตอนนี้ อู่ อวี้ ถือเป็นหัวหน้ากองร้อย
แล้ว แน่นอนว่าเขาย่อมได้รับความสนใจ และ
ความเคารพยำเกรง
ส่วน เจียง เสวี่ยชวน ซึ่งเป็นหัวหน้ากองพัน
ภายในเขตเมืองชั้นในแห่งนี้ มีพื้นที่ที่ถูกเรียกว่า
‘อาณาเขตเสวี่ยชวน’ พื้นที่แห่งนี้คืออาณาเขต
ของเขาเอง ทั้งตำแหน่งที่ตั้งของค่ายกองร้อยใน
สังกัด ก็อยู่ภายใน ‘อาณาเขตเสวี่ยชวน’ ด้วย
เช่นเดียวกัน
เจียง เสวี่ยชวน ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่นานนักพวกเขาก็มาถึง ‘อาณาเขตเสวี่ย
ชวน’ ซึ่งเป็นหนึ่งในเขตเมืองชั้นใน หนาแน่นไป
ด้วยพระราชวังมากมาย ทั้งยังเปียมล้นไปด้วยกลิ่น
อายแห่งการต่อสู้ซึ่งทะยานม้วนกวาดผ่านออกมา
ทั่วทิศทุกทิศทาง
” ที่นี่แหละ ”
“ตอนนี้เหลือแค่ 2 ค่ายที่ยังว่างอยู่ เจ้าเลือกเอา
หนึ่งในนั้นไปได้เลย เลือกแล้วเจ้าก็ตั้งชื่อค่ายของ
ตนเองเสีย เหล่าพี่น้องจะได้รู้ว่ามันคือค่ายของเจ้า
” เจียง เสวี่ยชวน พาเขาไปที่ค่ายทั้งสอง
สิ่งที่ถูกเรียกว่า ค่าย แท้จริงแล้วคือกลุ่ม
พระราชวัง ซึ่งตั้งตระหง่านหนาแน่นอยู่ภายในเขต
ชั้นใน ทั้งยังมีการจัดแบ่งพื้นที่ต่าง ๆ ไว้มากมาย
เช่นห้องฝึกตนเป็นต้น ซึ่งภายในนี้มีคนอาศัยอยู่แค่
ไม่กี่ร้อยคนเท่านั้น กล่าวได้ว่าค่ายแห่งนี้คือสถานที่
พักพิงของเหล่าทหารใน กองทัพเซียนจักรพรรดิ
เพลิง ก็ว่าได้ ในวันปกติหากไม่ได้ไปทำภารกิจอัน
ใด พวกเขาก็มีสิทธิ์ฝึกฝนบำเพ็ญตนอยู่ในค่ายนี้
อู่ อวี้ เลือกหนึ่งในค่ายนั้นแบบส่ง ๆ จากนั้นก็ตั้ง
ชื่อให้มันว่า ‘ค่ายเทียมฟั้า’ คำว่าเทียมฟั้านี้ เป็น
คำที่เขารู้สึกคุ้นเคย ทั้งยังใช้งานมันอยู่บ่อยครั้ง
“เหมาะสมยิ่งนัก ช่างเป็นชื่อที่ทะเยอทะยานสูงส่ง
อย่างยิ่ง! ” เจียง เสวี่ยชวน กล่าวขึ้นอย่างนับถือ
ภายในค่ายเทียมฟั้าแห่งนี้ มีสิ่งอำนวยความ
สะดวกครบครัน ส่วนเรื่องการทำความคุ้นเคย
ภายใน นครจักรพรรดิเพลิง อู่ อวี้ จำต้องอ่าน
ศึกษาทำความเข้าใจ จากตำราเฉพาะที่ขุนพลกู่
มอบให้แก่เขา
ทั้งการควบคุมจัดการพลทหารในฐานะหัวหน้า
กองร้อย ทรัพยากรต่าง ๆ ทรัพยากรที่ควรได้รับ
รวมถึงวิธีการเอาตัวรอดอยู่ภายในเขตเมืองชั้นใน
เขาเชื่อว่ามีคำแนะนำอยู่ภายในตำราเล่มนี้อย่าง
ละเอียด ดังนั้น อู่ อวี้ จึงไม่ได้กังวลมากนัก
” เจ้าพึ่งเข้ามาที่นี่ ก็ได้รับตำแหน่งเป็นหัวหน้า
กองร้อยแล้ว จากนี้ข้าจะช่วยเจ้าคัดเลือกพลทหาร
หนึ่งกองร้อย จากภายในกองทัพเซียน
เนื่องจากว่ายังมีพลทหารใหม่ ที่พึ่งเข้าร่วมกับ
กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง ที่ยังรอการจัดสรร
ค่ายทหารอยู่ ซึ่งเจ้าสามารถคัดเลือกพวกเขาได้
อย่างอิสระ นอกจากนี้ยังถือเป็นโอกาสดีสำหรับ
พวกเขาเหล่านั้น ที่จะได้เข้ามาในเขตเมืองชั้นใน ”
ถึงแม้จะเข้าร่วม กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง แต่
ก็ใช่ว่าจะมีโอกาสได้เข้ามาในเขตเมืองชั้นได้เสมอ
ไป ซึ่งวิธีจะเข้าไปในเมืองชั้นในได้จะต้องมี
ตำแหน่งเป็น ผู้บัญชาการกองร้อย หรือ ได้รับ
คัดเลือกเข้ามาจากหัวหน้ากอง ซึ่งกลุ่มคนที่ถูก
คัดเลือกเข้ามานี้ มีแนวโน้มสูงมากที่จะกลายเป็น
หัวหน้ากองร้อยในอนาคต
ดังนั้นในระหว่างที่เขายังไม่คุ้นเคยกฎระเบียบของ
ค่ายทหารนี้ เจียง เสวี่ยชวน จึงกลายเป็นผู้ชี้แนะ
พา อู่ อวี้ ไปยังฐานที่มั่นซึ่งตั้งอยู่ภายในเขตเมือง
ชั้นนอก สถานที่แห่งนั้นมีกองทหารเซียน
จักรพรรดิ ที่พึ่งเข้ามาอีกนับพันคน ซึ่งยังไม่ได้ถูก
จัดสรรเข้าสู่ค่ายทหาร
ในจัตุรัสขนาดใหญ่ เมื่อผู้คนเห็น เจียง เสวี่ยชวน
พา อู่ อวี้ เข้ามา ก็บังเกิดเสียงดังเซ็งแซ่ขึ้นอย่าง
ฉับพลัน
” เหล่าพลทหาร ทั้งหมดจงก้าวออกมาให้ อู่ อวี้ ได้
คัดเลือกทหารผู้ติดตาม 100 นาย!”
เมื่อสิ้นกล่าวของ เจียง เสวี่ยชวน ทหารทั้งหมดก็
เริ่มแตกตื่นโกลาหล ในเวลานี้มีทหารจำนวนมาก
กระจัดกระจายอยู่โดยรอบ หลังจากนั้นพวกเขา
ทั้งหมด ก็ถอยกลับเข้ามาอย่างรวดเร็วด้วยความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยไม่ต้องมีผู้ใดสั่งบังคับ
บัญชา ในเวลานี้พวกเขายืนอย่างเป็นระเบียบ
สายตาจ้องมองไปยัง อู่ อวี้ ซึ่งเป็นบุรุษหนุ่ม
อัจฉริยะในตำนาน ด้วยความตื่นเต้นชื่นชม
เลื่อมใส!
เมื่อเข้าสู่เมืองชั้นใน เขาก็กลายเป็นหัวหน้า
กองร้อย!
กลายเป็นทหารที่ขึ้นแท่นเป็นอัจฉริยะผู้ไร้ต้าน
และได้เข้าร่วมกองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง เข้าสู่
กองร้อยด้วยความรวดเร็วยิ่ง ซึ่งการปรากฎ
ตัวอย่างฉับพลันของ อู่ อวี้ เช่นนี้ ทำให้ทหารอัน
แสนธรรมดาหาได้ดูโดดเด่นอันใด อีกทั้งยังมี
ทรัพยากรเพียงน้อยนิด สามารถช่วยให้โชคชะตา
ของใครบางคนนั้นเปลี่ยนแปลงไปได้
” ทั้งหมดยืนตรง ”
เมื่อมองดูพวกเขาเหล่านี้ กล่าวได้ว่าพวกเขาต่างมี
อายุอานามอยู่รุ่นราวคราวเดียวกับตนเองทั้งสิ้น
ถึงแม้พวกเขาบางคนฝึกตนมานานกว่า แต่ก็ยัง
เห็นถึงความแข็งกร้าวดุดัน ทำให้ อู่ อวี้ อดไม่ได้ที่
จะนึกย้อนอดีต เมื่อครั้งที่ตนเองอยู่ในสนามรบ
เขาเองก็ถือเป็นผู้หนึ่งที่แข็งกร้าวดุดัน ฉะนั้นใน
ฐานะที่ตนเองได้มีโอกาสเลือกเฟั้น จึงคิดว่าตนเอง
ควรเลือกเฟั้นบุคลากรที่มีศักยภาพมากที่สุดมา
ดังนั้นเขาจึงไม่ได้คัดเลือกเพียงผ่าน ๆ แต่ตั้งใจ
คัดเลือกทหารทั้ง 100 คนด้วยตนเอง จึงทำให้ทุก
คนมีโอกาสได้เข้าร่วมกับกองร้อยของเขา
เขาปะปนเข้ากับฝูงชน อู่ อวี้ พยักหน้ามองอย่าง
พึงพอใจ
ที่นี่มีคนวัยหนุ่มสาวนับพัน แต่มีเพียงไม่กี่คน
เท่านั้นที่มีคุณสมบัติแลศักยภาพดีเลิศ กล่าวได้ว่า
ในเวลานี้ กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง มีไพ่ในมือ
อยู่มากทีเดียว ด้วยเพราะ อู่ อวี้ เป็นผู้มีวิสัยทัศน์
กว้างไกล ในที่สุดเขาก็เลือกทหารประจำกองร้อย
ของตนเองจำนวน 100 นาย กล่าวได้ว่าทหารที่
เขาเลือกสรรออกมานั้น ถือเป็นทหารฝีมือดีโดด
เด่นมากที่สุด ท่ามกลางเหล่าทหารนับพันนาย
” น้อมคารวะผู้บัญชาการอู่! ”
หลังจากการคัดเลือกเสร็จสิ้น อู่ อวี้ ก็ได้ทหารคู่
กายมา 100 นาย ทหาร 100 นายนี้ล้วนตื่นเต้น
เป็นอย่างยิ่ง เนื่องด้วยบัดนี้พวกตนได้มีผู้นำ พวก
มันต่างรีบคุกเข่าลงกับพื้น เพื่อทำความคารวะที
ละคน ๆ จากนั้นก็ตะโกนขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
” มุ่งสู่เมืองชั้นใน ” หลังจากนั้น อู่ อวี้ กับ เจียง
เสวี่ยชวน ก็นำทัพเหล่าทหาร 100 นายนี้เข้าสู่
เมืองชั้นในอย่างรวดเร็ว ทหารทั้ง 100 นายรู้สึก
ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ในสายตาของพวกมันที่จ้อง
มองไปยัง อู่ อวี้ เปียมล้นไปด้วยความเคารพ
เลื่อมใสมากยิ่งขึ้น
การนำพลทหารนับร้อยคนจัดกองทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิงช่างดูน่าเกรงขามอย่างยิ่ง ข่าว
คราวเรื่อง อู่ อวี้ ได้เป็นหัวหน้ากองร้อย ได้แพร่
สะพัดไปทั่วทั้งเมืองประดุจดั่งไฟไหม้ปั่า เมื่อข่าว
คราวนี้ได้ยินมาถึงหูของ จาง เทียนเต๋อ มันก็อด
ทอดถอนหายใจออกมา ด้วยความโล่งอกอย่าง
ช่วยไม่ได้ เพราะการลงทุนในครั้ง ทำให้มันรู้สึกลุ้น
ระทึกร้อน ๆ หนาว ๆ อย่างยิ่ง
หลังจากกลับมายัง ‘ค่ายเทียมฟั้า’ ซึ่งเป็นค่าย
ทหารของตนเอง พวกเขาคงต่างได้อ่านคู่มือ
แนะนำกันมาหมดแล้ว อาจกล่าวได้ว่าพลทหาร
เหล่านี้มีความรู้ความเข้าใจในเมืองชั้นในมากกว่า
อู่ อวี้ เสียอีก
” สิ่งสำคัญสุดในตอนนี้คือ เจ้าต้องเพิ่มพูนความ
แข็งแกร่งของตนเอง ปล่อยให้พวกเขาฝึกตนอย่าง
อิสระ ให้คำแนะนำเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อเตรียม
ความพร้อมรับภารกิจ ในเวลานี้เจ้าสามารถกระทำ
ทุกอย่างได้ตามปรารถนา กล่าวได้ว่าภายในนคร
จักรพรรดิเพลิง ไม่มีผู้ใดหาญกล้ายั่วยุหาเรื่องเจ้า
อีก แต่ก็เป็นเรื่องยากที่เราจะถูกสั่งไปทำภารกิจ
อย่างตัวข้าเองยังว่างงานมานานนับสิบปี มีเพียง
บางครั้งบางคราวที่ออกไป แต่ก็เป็นแค่การต่อสู้
เพื่อทรัพยากรเท่านั้น ” เจียง เสวี่ยชวน กล่าว
ซึ่งก็เท่ากับว่าการรวบรวมคน เข้ามาร่วมกองทัพ
จำนวน 100 คนนี้ เป็นเพียงแค่ปฏิบัติตามระเบียบ
หลักเกณฑ์เท่านั้น ซึ่ง อู่ อวี้ ไม่จำเป็นต้องพาพวก
เขาออกไปปฏิบัติภารกิจก็ได้
หลังจากทั้งร้อยคนได้แลกเปลี่ยนพูดคุย ก็เริ่มมี
ความแน่นแฟั้นกลมเกลียวกันมากขึ้นจนกลายเป็น
‘สหาย’ เหตุการณ์ทั้งหมด โชคชะตาอาจชักนำพา
ให้เขามายังสถานที่แห่งนี้ ทำให้เขาได้มาเป็นพี่
น้องกับผู้คนเหล่านี้
ภายใต้การแนะนำของ เจียง เสวี่ยชวน อู่ อวี้ ซึ่ง
อยู่ท่ามกลางคนนับร้อย ได้คัดเลือกผู้มีฝีมือ
แข็งแกร่งมากที่สุด 10 คน ซึ่งหลายคนอยู่ในระดับ
ตำหนักม่วงทะเลมรกต แต่ยังไม่ได้รับตำแหน่งขึ้น
เป็นหัวหน้ากองร้อย
ซึ่งอย่างน้อยต้องมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับ
ตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 2 ฉะนั้นจึงมีความ
เป็นไปได้สูงที่จะถูกเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้ากองร้อย
ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นบุคคลเหล่านี้ก็จะสามารถท้าทาย
เพื่อเลื่อนขั้นได้
10 คนที่ อู่ อวี้ ได้เลือกออกมานั้น ถูกแต่งตั้งให้
เป็น นายสิบ แต่ละคนนำกลุ่ม 10 คนของตนเอง
ซึ่งหากกลุ่มใดสามารถสร้างผลงาน จะได้รับแต้ม
ผลงานจาก อู่ อวี้ ซึ่งเขาจะให้ความสำคัญฉันท์
มิตรภาพระหว่างพวกเขาเป็นอย่างมาก ด้วยการ
กระทำนี้ทำให้กลุ่มของเขาสามัคคีแน่นแฟั้นเป็นน้ำ
หนึ่งใจเดียวกัน ด้วยความกลมเกลียวนี้ทำให้กลุ่ม
ของเขาแข็งแกร่งมากขึ้น มีชัยเหนือศัตรูเมื่อยาม
ต้องต่อสู้ถึง 200 เท่า
หลังจากได้ปักหลัก เจียง เสวี่ยชวน ก็มอบตรา
ประทับสื่อสารให้แก่ อู่ อวี้ จากนั้นก็กล่าวว่า ”
ปัญหาง่าย ๆ บางอย่างหากเจ้าพบเจอก็จัดการเอง
ไปก่อน แต่ถ้าหากเจ้าประสบพบเจอเรื่องอันใดที่
ไม่อาจแก้ไขได้ ก็ให้มาหาข้า เจียง เสวี่ยชวน
อย่าได้เกรงใจ”
” ขอขอบคุณผู้บัญชาการเจียง ” เจียง เสวี่ยชวน
นั่นเป็นคนซื่อสัตย์เถรตรง อีกทั้งยังใจคอ
กว้างขวางดุจมหาสมุทร จึงเป็นผู้อาวุโสที่น่านับ
ถือ ซึ่งพบเจอได้ยากเย็นยิ่งนัก
” ไม่ต้องมาขอบอกขอบใจหรอก ข้าก็แค่ชื่นชมใน
พรสวรรค์ของเจ้าก็เท่านั้น ในภายภาคหน้าข้า
จำเป็นต้องพึ่งพาฝีมือของเจ้า ” เจียง เสวี่ยชวน
กล่าวพร้อมทอดถอนหายใจยาวเหยียด
หลังจากกล่าวประโยคนี้เสร็จสิ้น เจียง เสวี่ยชวน
ก็เตรียมตัวว่าจะออกไป แต่ก็นึกขึ้นได้ว่ายังมีอีก
เรื่องหนึ่งที่จะต้องบอกกล่าวให้ อู่ อวี้ ได้ล่วงรู้
เอาไว้ ” จริงสิยังมีอีกเรื่อง ภายในเมือง นคร
จักรพรรดิ์เพลิง มีประวัติเก่าแก่ยาวนาน เรื่องอื่น
ๆ เจ้าสามารถเรียนรู้ศึกษาได้จากตำรา ฉะนั้นข้าก็
ไม่จำเป็นต้องกล่าวอะไรมากมาย แต่ยังมีอีกเรื่องที่
เจ้าต้องรู้เอาไว้ นครจักรพรรดิเพลิง ของพวกเรา
เป็นเสมือนดั่งท่าเรือพักพิง ทว่าเราไม่สามารถตรึง
กำลังอยู่ที่ท่าเรือได้ตลอด อย่างตัวข้าในความเป็น
จริงแล้วภารกิจส่วนใหญ่ ล้วนเป็นภารกิจที่ต้องไป
ปฏิบัติด้านนอกทั้งสิ้น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ได้รับแต้ม
ผลงาน ยกเว้นวิธีที่เจ้าไปประลองเมื่อครั้งล่าสุด
ซึ่งถ้าหากเปรียบเทียบกับวิธีการอื่น ๆ แล้ว ก็มี
โอกาสที่เราจะได้รับทรัพยากรน้อยลง ”
อู่ อวี้ เข้าใจเป็นอย่างดีว่าสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ
มันคืออะไร เขากำลังบอกว่า จะไม่เป็นการดี
สำหรับทุกคนหากจะจมอยู่ในท่าเรือเป็นเวลานาน
” แม้ว่าเจ้าถูก จอมกระบี่ชั่วฮวา ข่มขู่ไม่ให้เจ้าก้าว
ออกจากนครจักรพรรดิเพลิง อันที่จริงนางก็ได้แค่
ข่มขู่เท่านั้น แต่ถ้าหากเจ้าหวาดกลัวจนไม่กล้า
ออกไปข้างนอก เจ้าจะไม่สามารถเรียนรู้ขัดเกลา
วิถีแห่งเต๋า พบเจอกับสถานการณ์อันตรายแท้
อันตรายแท้จริงจริงด้านนอก หากเจ้าหยุดอยู่กับที่
ก็จะเป็นไปตามที่พวกมันต้องการ อันที่จริงข้าหวัง
ว่าเจ้าจะไม่เกรงกลัวพวกมัน ทะยานไปผจญภัยสู่
โลกภายนอกอย่างกล้าหาญ ถึงแม้จะถูกไล่ล่า
ขึ้นมาจริง ๆ แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ”
เพียงแค่คำข่มขู่ ซึ่งหวังว่าเขาจะต้องมุดหัวซ่อน
ตัวอยู่แต่ภายใน นครจักรพรรดิ์เพลิง สิ่งนี้หาใช่
นิสัยของ อู่ อวี้ ไม่
คาดว่าตัวพวกเขาเองก็คงจะล่วงรู้ดี กระนั้น เจียง
เสวี่ยชวน ก็ยังคงยิ้มออกมาอย่างผ่อนคลายแล้ว
กล่าวกับ อู่ อวี้ ว่า ” ฮ่า ๆ แต่ถือว่าโชคยังดีนะ
ภายในเมืองชั้นในของเรามีกฎเหล็กเคร่งครัด
ชัดเจน ตัวบุคคลภายนอกไม่สามารถเข้าออกได้
ตามอำเภอใจ ต่อให้ฝั่ายตรงข้ามจะเป็นถึงจอม
กระบี่ก็เถอะ หากเจ้าต้องการออกไป พวกนั้นคง
ต้องซุ่มรอเจ้าอยู่ด้านนอกตลอดทั้งวันทั้งคืน
ไม่เช่นนั้นก็เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกนั้นจะรู้ได้ พวก
เขาไม่สามารถมาแสดงอำนาจบาทใหญ่ที่นี่ได้มาก
นัก เพราะอย่างไรแล้วก็ยังพยายามรักษาหน้าของ
ตนเองอยู่ ซึ่งสิ่งที่เจ้าพอจะทำได้ก็คือ เวลาออกไป
ปฏิบัติภารกิจ อย่าเปิดเผยตำแหน่งหรือเคลื่อนไหว
โดยโจ่งแจ้งเด็ดขาด พวกเขาจะได้ไม่ล่วงรู้ข่าว
คราว จนหาตัวเจ้าพบในภายหลัง ”
หมดทั้งมวลนี้เนื่องจากว่าทวีปแห่งทวยเทพ นั้นมี
ขนาดกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก ตราบใดที่คนทั้งสอง
ไม่รู้ตำแหน่งของเขา ทั้งสองก็ไม่มีทางหาตัวเขา
เจอได้ง่าย ๆ
อู่ อวี้ เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง
เจียง เสวี่ยชวน นั้นมีเจตนาดีอย่างยิ่ง เนื่องจาก
เขาล่วงรู้ถึงสถานการณ์ของ อู่ อวี้ ในตอนนี้เป็น
อย่างดีว่ากำลังอยู่ในอันตรายตกที่นั่งลำบาก แต่ก็
ไม่ได้ห้ามปรามหรือบอกให้ อู่ อวี้ ล้มเลิกที่จะ
ออกไปผจญภัยสู่โลกภายนอกอย่างกล้าหาญ
ซึ่งแม้แต่ อู่ อวี้ ก็คิดเช่นเดียวกันนี้
หลังจากนั้นเขาก็กล่าวคำขอบคุณต่อ เจียง เสวี่ย
ชวน อีกครั้ง
เมื่อ เจียง เสวี่ยชวน เดินออกจากค่าย คนอื่น ๆ ก็
เริ่มพูดคุยกัน
ทหารนับร้อยที่อยู่ภายใน ค่ายเทียมฟั้า นี้ ต่างให้
ความเคารพยำเกรงต่อตนเองเป็นอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ยังนับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงโชคชะตา
ครั้งใหญ่สำหรับพวกเขา อู่ อวี้ ใช้เวลามากกว่า
สองวันในการจดจำชื่อ และ พื้นฐานฝึกตนของทุก
คนในค่าย รวมถึงรูปแบบการต่อสู้ อีกทั้งยังจัด
ระเบียบใหม่ทั้งหมด และเขายังให้คำชี้แนะ
มากมายเกี่ยวกับการบ่มเพาะ นอกจากนี้ยังเจียด
ศาสตรา กับ เคล็ดวิชาเต๋า บางส่วนของตนเอง
มอบให้กับพวกเขา
เนื่องจากเขาเป็นผู้บัญชาการ ดังนั้นจึงหวังว่า
ทหารทุกคน จะมีความแข็งแกร่ง เหนือระดับเดิมที่
พวกเขาเคยเป็นอยู่
” พวกเจ้าจงจำเอาไว้ให้มั่น หากพวกเราทั้งหมด
รวมกำลังกันย่อมแข็งแกร่งกว่าต่อสู้เพียงลำพัง
ที่นี่วันนี้โชคชะตาได้ชักนำพาให้พวกเราทุกคน
ได้มาพบเจอ พวกเราล้วนเป็นพี่น้องไม่ว่าจะหญิง
หรือชาย แม้นพวกเราจะไม่ได้มีความเกี่ยวดอง
ทางสายโลหิต แม้นว่าพวกเราจะไม่ใช่ญาติมิตร
แต่นับจากนี้เมื่อพวกเรายืนหยัดต่อสู้อยู่บนสนาม
รบ พวกเราจะปกปั้องซึ่งกันและกัน ต่อสู้เคียงบ่า
เคียงไหล่ตายไปด้วยกัน แด่โชคชะตาในวันนี้ ชน
แก้ววว!!!! ”
ตอนนี้ อู่ อวี้ กับทหารภายในกองร้อยของเขา
กำลังดื่มสังสรรค์ร่ำสุรากันด้วยเฮฮาหฤหรรษ์!
ท่ามกลางกองไฟที่ลุกโชน เมื่อแสงเจิดจ้าสว่างไสว
ต้องกระทบบนใบหน้าของผู้ฝึกตนวัยหนุ่มสาว
โลหิตภายในกายของพวกเขาเดือดพล่าน โดยไม่
คำนึงถึงจิตใจ และ ร่างกายว่าเป็นหญิงหรือชาย
นั่งพูดคุยเสวนาอย่างสนุกสนานอยู่บนพื้นในยามนี้
ภายใต้การคำชี้แนะจาก อู่ อวี้ ทำให้เหล่าทหารได้
เรียนรู้ทำความคุ้นเคยกันอย่างเปิดอก
ตรงไปตรงมา!
ในเวลาเพียงไม่กี่วัน ด้วยความเป็นผู้นำโดยกำเนิด
ของ ‘ผู้บัญชาการอู่’ จึงทำให้ชื่อของ อู่ อวี้ ในยาม
นี้ สลักลงไปในจิตใจของเหล่าพลทหารอย่างยาก
จะลบเลือนได้
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ