กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 372 : ฉิน ฝูเหยา
การที่ ค่ายเทียมฟั้า สามารถประสานใจเป็นหนึ่งได้
เพียงแค่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เช่นนี้ ทำให้เหล่า
หัวหน้ากองร้อยจากค่ายอื่น ๆ ต่างรู้สึกประหลาด
ใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว
เดิมทีพวกมันคิดว่า หัวหน้ากองร้อยของค่ายเทียม
ฟั้าคงมัวแต่ง่วนอยู่กับการฝึกตนของตัวเอง จึงทำ
ให้ไม่มีทางที่จะมาควบคุมดูแลกองทัพเซียนอย่าง
แน่นอน
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ อู่ อวี้ ยังทำความเข้าใจ
ศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ของ นครจักรพรรดิเพลิง อย่าง
ละเอียด ทั้งกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ภายในเขตเมืองชั้นใน
ไม่ว่าจะเป็นรางวัลหรือกำหนดโทษปรับ ในเวลานี้
เขามีความเข้าใจเพิ่มขึ้นบางส่วนแล้ว
ถึงแม้จะไม่ได้แตกต่างไปจาก นิกายเซียนซูซัน
เท่าใดนัก แต่กลับมีอิสระมากกว่าอย่างมหาศาล
นอกจากจะประสบกับสิ่งใดที่เป็นภัยคุกคามต่อ
นครจักรพรรดิเพลิง มิเช่นนั้นทางกองทัพ ก็มิได้มี
ภารกิจมากมายเท่าใดที่บังคับให้ไปทำ หาก
โดยทั่วไปแล้วก็ยังคงมีอิสระในการเลือกสรรค์สิ่ง
ต่าง ๆ
เมื่อทำภารกิจที่ได้รับเสร็จสิ้น จะได้รับรางวัลเป็น
แต้มผลงาน และ ที่พักพิงจากนครจักรพรรดิเพลิง
นอกจากนี้ยังเป็นการยกระดับสถานะ ทำให้คนผู้
นั้นดูโดดเด่นขึ้นมาอีกด้วย
นับตั้งแต่ที่เขาได้พบเจอกับ จาง เทียนเต๋อ ครั้ง
ล่าสุด เวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านไปจนเกือบเดือนแล้ว
ในครั้งนั้นเขาออกไปพบ จาง เทียนเต๋อ เพื่อพูดคุย
เกี่ยวกับการจ่าย 40,000 เม็ดยาในงวดที่ 2 ว่าเขา
ต้องการผัดผ่อนเวลาให้ยืดขยายออกไปอีกสัก
หน่อย เนื่องจากตนเองซึ่งได้รับตำแหน่ง ภายใน
ค่ายเทียมฟั้าเขากำลังศึกษารายละเอียด วางแผน
เตรียมพร้อมปฏิบัติภารกิจจาก นครจักรพรรดิ
เพลิง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วภารกิจจาก นครจักรพรรดิ
เพลิง จะได้แต้มผลงานและรางวัลตอบแทนสูงกว่า
แต้มความสำเร็จของซูซัน
แน่นอนว่าสำหรับ จาง เทียนเต๋อ หาได้มีปัญหา
ขัดข้องใจแต่ประการใด ด้วยเพราะนับตั้งแต่ อู่
อวี้ ได้รับ ‘เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า’ เขาใช้เวลา
เกือบ 1 เดือนถึงจะสามารถควบคุมมันได้ ซึ่งก็ถือ
ว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
นอกจากนี้ อู่ อวี้ กำลังเตรียมความพร้อม
พยายามที่จะหาเงินมาเพื่อชำระหนี้ให้เร็วที่สุด
เท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ทว่าภารกิจเหล่านี้เหมือนจะ
เป็นงาน ที่ได้รับค่าตอบแทนไม่ค่อยสูงนัก
” ไม่ต้องรีบร้อน ไม่ต้องรีบร้อนนักก็ได้ เราเป็น
สหายกันไม่ควรคิดเรื่องหยุมหยิมพวกนี้ ”
นับตั้งแต่ อู่ อวี้ ได้กลายเป็นหัวหน้ากองร้อย จาง
เทียนเต๋อ ก็ยิ่งใจกว้างกับเขามากยิ่งขึ้น อย่าได้พูด
ถึงผัดผ่อนแค่เพียงไม่กี่วันเลย ต่อให้หลายเดือน
เขาก็คงจะไม่ว่าอะไร
ทว่าด้วยอุปนิสัย อู่ อวี้ หลัก ๆ แล้วเขาไม่อยากที่
จะผิดสัจจะกับผู้ใด
หลังจากกลับมายัง ค่ายเทียมฟั้า เขาก็ยังมีสิ่ง
สำคัญจะต้องทำ นั่นก็คือมาจัดการทำพิธีฝังศพคน
ใน ‘ทหารจักรพรรดิเพลิง’
ค่ายเทียมฟั้า ถูกตั้งอยู่ในเขาลูกเล็ก ๆ สมาชิกทุก
คนมาถึงค่ายเทียมฟั้า อย่างพร้อมเพียงกัน ซึ่งตาม
ธรรมเนียมปฏิบัติของ ทหารจักรพรรดิเพลิงนั้น
หากทหารคนใดต้องตกตายไปต่างถิ่นต่างแดน ศพ
ของเขาจะไม่ถูกรับอนุญาตให้ส่งกลับไปที่บ้าน แต่
กองทัพจะเป็นผู้ทำพิธีฝังศพเอง
อู่ อวี้ รินสุราชั้นดีโรยหน้าหลุมฝังศพ พร้อมกล่าว
ว่า ” ในวันนี้จิตวิญญาณของเจ้าได้กลับมาแล้ว
ข้าขอให้เจ้านอนหลับอย่างสงบ”
นี่คือจุดจบทหารจักรพรรดิเพลิง แต่มันก็ยังเป็น
เพียงจุดเริ่มต้นสำหรับ อู่ อวี้
” ผู้บัญชาการอู่ ความรู้สึกที่ได้รับในวันนี้ช่างหนัก
หนา หากในวันข้างหน้าพวกเราต้องตกตายไป ข้า
ก็หวังว่าร่างของพวกเราจะถูกฝังกลบเอาไว้ที่นี่”
สตรีผู้หนึ่งกล่าวขณะร่ำไห้
” ยัยโง่ อย่าได้พูดอะไรเป็นรางเช่นนี้ หากพวกเรา
ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บัญชาการอู่ พวกเราทุกคน
จะต้องกลายเป็นเซียนอมตะ! ในเมื่อพวกเราไม่แก่
ไม่ตาย แล้วจะถูกสังหารได้อย่างไร ? ”
หลังจากนั้นทุกคนก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมา กัน
อย่างสรวลเสเฮฮา
จึงทำให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้นเอามาก ๆ
” เอาล่ะ พวกเราแยกย้ายได้” อู่ อวี้ ยิ้มแล้วโบก
มือ ในความจริงแล้วเขาควรหาภารกิจออกจาก
นคร แสวงหาการต่อสู้ทำความคุ้ยเคยกับ ‘ เสาเห
ยียนหวงเบิกฟั้า ‘ ให้ชินมือมากกว่านี้
นอกจากนี้ร่างอวตารทั้งหลายแหล่ของเขา จะต้อง
ปรับแต่งยกระดับแกนนภา ซึ่งก็เท่ากับว่าเขา
จะต้องใช้โอสถเป็นจำนวนมาก
หลังจากที่เขาได้ขึ้นเป็นหัวหน้ากองร้อย ในทุก ๆ
เดือนเขาจะได้รับเม็ดยาปราณมรกต 5 เม็ด ด้วย
จำนวนเพียงเท่านี้นับว่ายังห่างไกลจากมูลค่าหนี้ที่
เขาจะต้องชดใช้ ยอดหนี้ในแต่ละเดือนที่ต้องจ่าย
นั้นมากกว่าที่ได้รับ ถึง 40 เท่า
ขณะนี้เป็นช่วงรุ่งอรุณท้องนภาสว่างสดใส อู่ อวี้
ยังคงอยู่ในสุสานของ ‘ทหารจักรพรรดิเพลิง’
พร้อมกับหยิบศิลาแสนธรรมดาก้อนหนึ่งมา
ตรวจสอบดู
” ไม่ได้เรื่องอะไรเลย ไม่มีอะไรคืบหน้าเคลื่อนไหว
แม้แต่น้อย” อู่ อวี้ ไตร่ตรองอยู่เป็นเวลานาน แต่ก็
หาได้พบเจออันใด อันที่จริงนับตั้งแต่ที่เขาได้เข้า
มาภายใน นครจักรพรรดิเพลิง บ่อยครั้งที่เขานำ
มันมาตรวจสอบดู แต่ก็หาความคืบหน้าหรือความ
เคลื่อนไหวใด ๆ ไม่พบ
” นี่อาจจะเป็นแค่ไข่ธรรมดาเท่านั้น บางทีเขาอาจ
สับสน จนคิดว่านี่เป็นไข่วิเศษ หลังจากที่ข้านั่งเฝั้า
ตรวจสอบมันพักหนึ่ง ยังไม่รู้สึกสักนิดเลยว่ามันจะ
ทำให้ข้าแข็งแกร่งขึ้น”
หลังจากครุ่นคิดมันอยู่ชั่วครู่ อู่ อวี้ ก็เก็บมันกลับ
เข้าไปภายในถุงจักรวาล
ทันใดนั้นก็มีเงาของคนผู้หนึ่งพุ่งมาจากที่ห่างไกล
เพียงชั่วพริบตาเจ้าของเงาร่างนั้น ก็ปรากฏอยู่ตรง
เบื้องหน้าของ อู่ อวี้ ทันทีที่สายลมกระพือพัดมา
สามารถได้กลิ่นอันหอมละมุนชวนเคลิบเคลิ้มมมัว
เมา เมื่อมองไปยังด้านหน้าก็ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกตก
ตะลึงอย่างยิ่ง
เมื่อมองใกล้ ๆ ก็พบว่าคนผู้นี้เป็นหัวหน้ากองร้อย
สวมชุดเกราะเซียนเหยียนหวง ระยะห่างที่ยืนอยู่
ทำให้สามารถเห็นทรวดทรงเพรียวงาม ซึ่งก็
หมายความว่านางจะต้องมีรูปโฉมงดงามเป็นแน่
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง อู่ อวี้ ก็รู้สึกราวกับว่าสายตา
ของตนเองถูกดูดกลืน เข้าไปในดวงตาคู่สีครามใส
ราวกับกระจกนั้น ช่างเป็นดวงตาที่ประดุจดั่งอัญ
มณีก้นมหาสมุทร ช่างสมบูรณ์แบบแลสดใสยิ่งนัก
เส้นผมสีขาวดุจหิมะหลุดออกมาจากเกราะหมวก
เมื่อยามต้องลมทำให้เส้นผมนางได้ปลิดปลิวพริ้ว
ไสว ยิ่งทำให้นางทรงเสน่ห์มากขึ้น
“ผู้บัญชาการลั่ว?”
อู่ อวี้ ไม่คิดว่านางจะปรากฏตัวขึ้นที่นี่
ดูเหมือนว่าชื่อของนางก็คือ: ลั่วผิน
หมิงซวงเคยกล่าวว่านางเป็นผู้ที่มีสายโลหิตของ
มังกรเทวะ! สายโลหิตของมังกรเทวะ ถือเป็น
สายโลหิตชั้นสูง! ตัวตนการดำรงอยู่ของนางถือได้
ว่าน่าสะพรึงกลัวยิ่ง กล่าวได้ว่าความแข็งแกร่ง
ของนางหาได้ด้อยกว่า เจ็ดเซียนกระบี่แห่งซูซัน
แม้แต่น้อย
เมื่อสัตว์สวรรค์มายืนอยู่ตรงหน้าเขาเช่นนี้ กล่าว
ได้ว่าทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกกดดันอยู่ไม่น้อย
“เจ้าโง่ ทำไมแกนนภาของเจ้าถึงได้ปันปั่วนเช่นนี้!
นางยังไม่รู้ว่าเจ้ารู้ตัวตนที่แท้จริงของนาง นางจะรู้
ก็เพราะท่าทางของเจ้านี่แหละ” หมิงซวงตวาด
เมื่อได้ยินเสียงตวาดของหมิงซวง อู่ อวี้ ก็เริ่มคิดได้
ดังนั้นเขาจึงค่อย ๆ ปรับลมหายใจ พยายาม
เผชิญหน้ากับนางอย่างไม่เผยพิรุธ
” อื้ม ” อีกฝั่ายพยักหน้าเบา ๆ สายตาของนางมอง
เลยไปยังหลุมฝังศพที่อยู่เบื้องหลังของ อู่ อวี้ ดู
เหมือนว่าในยามนี้ค่ายเทียมฟั้าจะค่อนข้างอึกทึก
คึกครื้นยิ่ง แต่ด้วยเสียงนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลาย
เป็นอย่างมาก ” ‘ค่ายมังกรคราม’ ของข้าอยู่ถัด
จากนี้ไปไม่ไกล ดูเหมือนว่าสองสามวันมานี้ค่าย
ของท่านจะดูคึกคักเป็นอย่างมาก ”
อู่ อวี้ ยิ้ม เขารู้สึกไม่ค่อยคุ้นชินเงอะ ๆ เงิ่น ๆ ทำ
ตัวไม่ถูก เมื่อต้องอยู่ต่อหน้ามังกรเทวะเช่นนี้ ใจ
หนึ่งก็ชื่นชมตื่นเต้น ใจหนึ่งก็ตึงเครียดกดดัน
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ทิ้งระยะห่างให้ความเคารพต่อ
สตรีงดงามผู้นี้
เขาจึงตอบกลับไปว่า ” หามิได้ ก่อนที่ข้าจะมาเป็น
ผู้ฝึกตนได้เป็นมนุษย์ธรรมดามาก่อน ฉะนั้นจึง
ค่อนข้างคุ้นเคยกับธรรมเนียมปฏิบัติเหล่านี้ ”
“หืม เช่นนี้นี่เอง ” ลั่วผิน เขาจ้องมองเข้าไปภายใน
ดวงตาของนาง การมาของนางน่าจะมีบางสิ่ง
บางอย่างอยู่ในใจ แต่ดูจากอุปนิสัยของนางแล้ว
นางน่าจะพูดคุยเสวนาไม่ค่อยเก่งสักเท่าไหร่นัก
หลังจากนั้นนางก็กล่าวว่า ” ข้าได้ข่าวมาว่าท่าน
กำลังร้อนเงิน ต้องการจะนำเงินไปใช้หนี้ พอดีว่า
ข้ากำลังจะรับภารกิจ แล้วภารกิจนี้ต้องการระดับ
หัวหน้ากองร้อย 2 คน ท่านอยากไปปฏิบัติภารกิจ
กับข้าหรือไม่ ?”
มันเรื่องอะไรกันแน่ …
อู่ อวี้ ไม่เข้าใจกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น
เนื่องจากตนเองเพิ่งเข้ามาได้ไม่นาน ไฉนนางถึงมา
หาเขารวดเร็วนัก ทั้งยังต้องการชวนไปร่วมภารกิจ
จริงน่ะหรือ? แน่นอนว่ายากที่เขาจะปฏิเสธ
เนื่องจากในเวลานี้เขายากจนข้นแค้นอย่างยิ่ง จึง
คิดจะออกไปทำภารกิจเร็ว ๆ นี้
อนึ่งว่านางจะคาดเดาความคิดของ อู่ อวี้ ออก
นางจึงกล่าวขึ้นว่า ” ท่านไม่ต้องคิดให้มากไป ข้า
เพียงต้องการหาคนที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงโด่งดังมาก
นัก”
สรุปก็คือกลายเป็นว่า เขาเป็นคนไม่ค่อยมีชื่อเสียง
…
คาดว่าก่อนหน้านี้นางเองก็คงประหม่าเช่นกัน ซึ่ง
การที่ต้องมาพูดคุยโดยที่ตนไม่ถนัดเช่นนี้ เกรงว่า
นางคงต้องพยายามที่จะหาประเด็นเพื่อให้มีเรื่อง
พูดคุยอย่างแน่นอน
” ภารกิจนี้ได้ค่าตอบแทนมากแค่ไหน ? ” นี่คือ
คำถามแรกที่ อู่ อวี้ เอ่ยถามออกไป
เหตุที่ต้องถามตรงประเด็นเช่นนี้ ก็เพราะว่าเขา
เป็นหนี้มากเสียเหลือเกิน
” ภารกิจนี้ถือว่ายากลำบากเป็นอย่างยิ่ง
ผลตอบแทนที่ได้รับก็คือ 200,000 แต้มผลงาน
โดยเราจะแบ่งกันคนละ 100,000 แต้มผลงาน ”
ลั่วผินกล่าว
100,000 แต้มผลงาน มากพอให้เขาใช้เลี้ยงปาก
เลี้ยงท้องได้สองเดือน! ผลจากการเก็บเกี่ยวในครั้ง
นี้สูงเกินกว่าที่ อู่ อวี้ คาดไว้ ด้วยผลตอบแทนที่สูง
ล้ำ สามารถจินตนาการได้เลยว่าภารกิจในครั้งนี้มี
ความยากลำบากมากเพียงใด
” ถ้าเจ้าสนใจ ก็ตามข้าไปที่ ‘พระราชวังแห่งแสง’
” น้ำเสียงของนางดูเฉยเมยไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่ก็ไม่
ทำให้รู้สึกห่างเหิน หรือ ใกล้ชิดมากเกินไป
เสมือนกับว่านางเดินผ่านทางมา แล้วถาม อู่ อวี้
ว่าเต็มใจจะมาด้วยหรือไม่
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ต้องตอบตกลง ประการแรก
เนื่องจาก หมิงซวง อยากทราบว่าสัตว์สวรรค์อย่าง
มังกรเทวะตนนี้ มีความลับอะไรเก็บงำเอาไว้บ้าง
ประการที่สอง คือตอนนี้เขากระเปั๋าแฟบจริง ๆ อู่
อวี้ พยักหน้า จากนั้นก็เดินติดตาม ลั่วผิน ออกจาก
อาณาเขตเสวี่ยชวน มุ่งหน้าไปยัง ‘พระราชวังแห่ง
แสง’
พระราชวังแห่งแสงมีอยู่ทั้งหมด 3 ชั้น ซึ่งเป็น
สถานที่สำหรับแจกจ่ายภารกิจภายใน นคร
จักรพรรดิ์เพลิง พลทหารสามัญทั่วไปใน กองทัพ
เซียนจักรพรรดิเพลิง จะไปรับภารกิจที่
‘พระราชวังแห่งแสงชั้นล่าง’ ส่วนหัวหน้ากองร้อย
ที่ต้องขึ้นไปยัง ‘พระราชวังแห่งแสงชั้นกลาง’
สำหรับหัวหน้ากองพันต้องไปรับภารกิจที่
‘พระราชวังแห่งแสงชั้นบน’
นี่คือข้อได้เปรียบ ในแง่ผลประโยชน์ของการเป็น
หัวหน้ากองร้อย ซึ่ง อู่ อวี้ ไม่เคยทราบเรื่องนี้มา
ก่อน ถ้ากู่ซวนไม่เข้ามายั่วยุท้าทายเพื่อช่วยเขา
คาดว่าตอนนี้เขาคงยังมิได้เข้ามาใน ‘พระราชวัง
แห่งชั้นกลาง’ ด้วยซ้ำ และภารกิจในพระราชวัง
แห่งแสงชั้นนี้ เริ่มต้นตั้งแต่ 10,000 แต้มผลงาน
เป็นต้นไป
ซึ่งถือเป็นเรื่องยากเย็นอย่างยิ่ง ถ้าจะหาภารกิจที่มี
แต้มผลงานมากกว่า 10,000 แต้มในพระราชวัง
แห่งแสงชั้นล่าง
คนทั้งสองเดินเข้าไปในพระราชวังแห่งแสงชั้น
กลาง เนื่องจากว่า อู่ อวี้ เดินเข้ามาพร้อมกับผู้
บัญชาการลั่ว หนึ่งคนถือเป็นวีรบุรุษแห่งยุคสมัย
ส่วนอีกอีกหนึ่งเป็นคนพูดน้อยดูลึกลับซับซ้อน ถือ
เป็นการจับคู่ที่ไม่มีความเกี่ยวโยงกันอย่างสิ้นเชิง
จึงทำให้พวกเขาตกเป็นที่สนใจขึ้นมาอย่างช่วย
ไม่ได้
หลายคนต่างมองไปที่พวกเขาอย่างอดไม่ได้
” ทันทีที่เข้าร่วมกองทัพ อู่ อวี้ ถูกเลื่อนขั้นเป็น
หัวหน้ากองร้อย อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้ กู่ซวน ยัง
พ่ายแพ้ให้แก่เขา ร่ำลือกันว่าค่ายเทียมฟั้าของเขา
เปียมล้นไปด้วยความคึกคักมีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่ง
นับว่าเป็นวิธีที่ไม่เลวเลยทีเดียว ”
“แล้วเขาไปทำอะไรกับหัวหน้ากองร้อยแสนลึกลับ
ของผู้บัญชาการ เจียง เสวี่ยชวน กันแน่ ? ”
“ ใช่ น้อยครั้งนักที่ข้าจะเห็นหัวหน้ากองร้อยผู้นี้มา
รับภารกิจที่พระราชวังแห่งแสง? ไฉนวันนี้ถึงมา
ปรากฏตัวอยู่ที่นี้ได้? มีคนเคยบอกข้าว่า ผู้
บัญชาการลั่วมีทรัพย์สมบัติ แลทรัพยากรอยู่
มากมาย จนถึงขนาดไม่จำเป็นต้องรับภาระกิจก็
อาศัยอยู่ใน นครจักรพรรดิเพลิง แห่งนี้ได้แบบ
สบาย ๆ ข้าล่ะแปลกใจจริง ๆ ”
ระหว่างที่บทสนทนาแสนคลุมเครือเหล่านี้ดังขึ้น อู่
อวี้ ก็รับฟังอยู่ในใจอย่างเงียบๆ
“หมิงซวง มีคนบอกว่านางไม่ค่อยมารับภารกิจ แต่
นางกลับมาหาข้า นี่หมายความว่ายังไงกัน? ” อู่
อวี้ ไต่ถาม
” นางไม่ได้พบเจอมรดกฉีเทียนต้าเซิ่นของเจ้า
หรอก แล้วเจ้าจะตื่นเต้นไปทำไมเนี่ย? หรือเจ้า
ชอบเจ้าก้อนเนื้อนี่เช่นนั้นรึ? ” หมิงซวงกล่าวขึ้น
พร้อมกรอกตามองบน
” แล้วเจ้าคิดเห็นเช่นไรเล่า ? ”
” เห็นได้ชัดว่านางมิได้ขาดแคลนแต้มผลงานหรือ
โอสถ แต่นางปรารถนาจะกระทำเปั้าหมาย
บางอย่างในนครจักรพรรดิเพลิงแห่งนี้ให้สำเร็จ
ดังนั้นนางจึงไม่อาจตกเป็นเปั้าความสนใจได้
ถึงแม้จะไม่ต้องการ แต่นางก็ต้องออกมาด้านนอก
หาคนสักคนไปทำภารกิจ กระทำราวกับว่าตนเป็น
ดั่งคนธรรมดาผู้หนึ่ง เห็นได้ชัดว่านางไม่มีสหายอยู่
ใน นครจักรพรรดิ์เพลิง ดังนั้นนางจึงมาหาเจ้า ”
คำกล่าวของ หมิงซวง ดูสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
สำหรับเหตุผลที่นางมาหา อู่ อวี้ นั้น นางได้บอก
แก่เขาว่า ประการแรกเขาดูไม่ใช่คนโผงผางหรือ
หยิ่งทะนงอะไร ประการที่สองคือเขามีคุณสมบัติ
จำเพาะบางอย่าง และ ประการที่สามค่ายเทียมฟั้า
ของเขาอยู่ติดกับค่ายมังกรครามของนาง
ระหว่างที่ อู่ อวี้ กับ หมิงซวง กำลังพูดคุยกันอยู่
นั้น ผู้บัญชาการลั่วก็เดินเข้าไปรับม้วนไม้ไผ่มา
หนึ่งม้วน รายละเอียดของภารกิจถูกบันทึกไว้ใน
ม้วนไม้ไผ่นี้ จากที่นางรับมันมาแล้ว อู่ อวี้ ก็ก้าว
ขึ้นไปเบื้องหน้าเพื่อจะมองให้ชัดขึ้น ต่อมาเมื่อม้วน
ไม้ไผ่ถูกเปิดออก ดวงตาของนางก็แปรเปลี่ยนเป็น
หนาวเย็น คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย จากนั้น ‘ผู้
คุมกฎ’ ที่ผิดชอบในการแจกจ่ายภารกิจ ก็กล่าว
โพล่งขึ้นมาว่า ” มีคนรับภารกิจนี้ไปแล้ว! ”
อู่ อวี้ เหลือบมอง แลเห็นว่าตรงส่วนปลายของ
ม้วนไม้ไผ่ มีอักษรสามคำ ซึ่งดูค่อนข้างบิดเบี้ยวถูก
สลักเอาไว้ว่า ฉิน ฝูเหยา
ผู้คุมกฎจะเก็บมันกลับไปพร้อมกับกล่าวว่า ” เห็น
ได้ชัดว่านางมาเร็วกว่าพวกเจ้าก้าวหนึ่ง แต่ภารกิจ
ในครั้งนี้ต้องการหัวหน้ากองร้อยอย่างน้อย 2 หรือ
3 คน ถ้ามีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 3 คน แต้มผลงานก็จะ
แบ่งกันคนละ 80,000 แต้ม ซึ่งรายละเอียดภารกิจ
ในครั้งนี้ก็ดูค่อนข้างคลุมเครือ ดูเหมือนจะมีอะไร
บางอย่างแฝงเร้นอยู่ หากพวกเจ้า 3 คนร่วมมือกัน
คาดว่าคงกอบโกยผลกำไรได้ครั้งใหญ่เลยทีเดียว ”
อู่ อวี้ ไม่ได้สนใจมากนัก เพราะอย่างไรแล้วก็แค่
คน ๆ หนึ่ง กับแต้มผลงานที่ลดลงไป 20,000 แต้ม
เพียงเท่านั้น
ลั่วผิน ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ดูเหมือนว่านางจะรู้สึก
เกลียดคร้านเกินไปที่จะค้นหาภารกิจอื่น ๆ แทน
นางจึงเอื้อมมือออกไปแล้วสลักชื่อของตนลงบน
ม้วนไม้ไผ่ ชื่อที่นางเขียนลงไปดูอ่อนช้อยสง่างาม
เป็นอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับคำว่า ฉิน ฝูเหยา ซึ่งดู
บิด ๆ เบี้ยว ๆ อยู่ด้านข้างแล้ว กล่าวได้ว่า
แตกต่างกันราวสวรรค์กับปฐพีเลยทีเดียว
จากนั้นนางก็ส่งม้วนไม้ไผ่มาให้ อู่ อวี้ พร้อมกับ
กล่าวว่า ” ลองตรวจดู แล้วท่านก็สลักชื่อลงไป ”
รายละเอียดที่สลักอยู่บนม้วนไม้ไผ่นี้ถูกเขียนเอาไว้
ว่า “ข้าเจ้าเมืองเมฆาแรกอรุณ เมื่อไม่นานมานี้มี
กลุ่มปีศาจเข้าโจมตีเมืองเมฆาแรกอรุณของข้า
พวกมันมีกัน 3 ตัว และมีมีพื้นฐานการฝึกตนไม่
น่าจะเกินระดับตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 3 เรา
ต้องการผู้คุ้มกันอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ผ่านมรสุม
ครั้งนี้ไป ซึ่งในเวลานี้เราสกัดกั้นปีศาจไว้ไม่ได้หนึ่ง
ตัว นครจักรพรรดิเพลิงโปรดเร่งรุดลุกหน้ามา
ช่วยเหลือเราโดยเร็วไว ข้าน้อยยินดีจ่ายเม็ดยา
ปราณมรกต 300 เม็ดเพิ่มให้แก่ผู้ที่เข้ามา
ช่วยเหลือ ”
เม็ดยาปราณมรกต 300 เม็ด …
ถ้าไปกันสามคน ก็จะได้แต้มผลงาน 240,000 แต้ม
ซึ่งส่วนต่าง 240 เม็ดยาปราณมรกตนี้ ดูเหมือนว่า
นครจักรพรรดิ์เพลิง จะฮุบไป …
อู่ อวี้ ก็รู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด กอปรกับใน
เวลานี้เขาต้องการใช้เงินเป็นอย่างมาก เขาจึงไม่
สนว่าผู้ใดคือ ‘ฉิน ฝูเหยา’ เขาจึงรีบลงชื่อในทันที
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ