กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 373 : เทพธิดาวายุ
ในตอนนี้ได้รับการยืนยันแล้วว่า อู่ อวี้ ลั่วผิน ฉิน
ฝูเหยา จะต้องไปทำภาจกิจที่เมืองเมฆาแรกอรุณ
ดังนั้น ฉิน ฝูเหยา จึงได้ไปแจ้งเรื่องนี้กับผู้คุมกฏ
ในยามบ่ายของวันพรุ่งนี้จะเดินทางออกจากเขต
เมืองชั้นใน ดังนั้น อู่ อวี้ และ ลั่วผิน ในเวลานี้จึง
กลับไปเตรียมตัว
ก่อนหน้านี้ทั้งสองคนไม่ได้เข้ามาพักอยู่ใน
‘พระราชวังแห่งแสง’ พวกเขาเดินทางกลับอย่าง
ต่อเนื่อง หลังจากที่เข้ามาอยู่ในอาณาเขตเสวี่ย
ชวน ตลอดการเดินทางมานี้ ลั่วผิน ก็ไม่ได้กล่าวสิ่ง
ใดมากนัก และในตอนนี้นางได้กล่าวว่า “ถ้าอย่าง
นั้นในพรุ่งนี้ ข้าจะมาหาท่านอีกที จะได้ออกไป
พร้อมกัน”
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับเขตเมือง
ชั้นใน ดังนั้นจึงต้องให้นางช่วยเหลืออยู่อีกหน่อย
ลั่วผิน จะต้องกลับไปที่ค่ายมังกรครามของนาง อู่
อวี้ จึงแยกทางกับนางก่อนชั่วคราว เขาได้
ไตร่ตรองถึงภารกิจนี้ จากคำอธิบายที่ให้มาน้อยนิด
จึงทำให้ยังค่อนข้างไม่ขัดเจนนัก
สำหรับเมืองเมฆาแรกอรุณ อู่ อวี้ ก็ไม่ค่อยจะรู้
รายละเอียดมากนักเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เขาไม่จำเป็นที่จะต้องรู้รายละเอียด
มากนัก เพราะว่าเมื่อไปถึงก็จะรู้เอง ถ้าหากภารกิจ
ในครั้งนี้มันมีความยากลำบากกว่ารายละเอียดที่
แจ้งมา นครจักรพรรดิเพลิง ก็มีสิทธิ์ที่ปฏิเสธ
ภารกิจนี้
การขอความช่วยเหลือจากนครจักรพรรดิเพลิง
ย่อมไม่มีพรรคนิกาย เมือง หรือตระกูลต่างๆกล้าที่
จะทำให้มาเข้าพัวพันเนื่องจากเกรงกลัวต่อตัวนคร
ในวันนี้ส่วนใหญ่แล้ว อู่ อวี้ จะอยู่กับเหล่าพี่น้อง
ทั้งหลายที่ค่ายเทียมฟั้า ได้มองเห็นพวกเขา
แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันเช่นนี้ทำให้เกิด
ความรู้สึกคึกคักเป็นอย่างมาก เขาจึงเข้าร่วมด้วย
การประลองชี้แนะหนึ่งต่อร้อย เขาอาศัยเพียงแค่
ระยะห่างของกายเนื้อและเสาเหยียนหวงเบิกฟั้า
ทำให้สามารถเอาชนะผู้ฝึกตนขอบเขตตำหนักม่วง
ทะเลมรกตของทั้งค่ายเทียมฟั้าทั้งหมดลงได้
หลังจากที่ต่อสู้กันแล้ว ทุกคนก็รวมตัวเข้าด้วยกัน
ฟังคำชี้แนะเกี่ยวกับด้านการฝึกตนของ อู่ อวี้ พวก
เขาอดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกเลื่อมใสในตัวของ อู่
อวี้ มากยิ่งขึ้น
“ในวันพรุ่งนี้ข้าจะออกไปปฏิบัติภารกิจที่ภายนอก
เป็นการยากที่จะเสร็จภารกิจในครั้งนี้ หากมีเรื่อง
อันใดก็ใช้ตราผนึกสื่อสารเข้ามาแจ้งให้ข้ารู้ ถ้าหาก
ว่าข้าไม่อยู่ ก็ขอให้พวกเราพี่น้องทั้งหลาย
ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” อู่ อวี้ กล่าว
“ได้ยินมาว่า ผู้บัญชาการอู่และผู้บัญชาการลั่วแห่ง
ค่ายมังกรครามจะต้องไปที่พระราชวังแห่งแสงชั้น
กลางด้วยกันในวันนี้?” มีบางคนถาม
อู่ อวี้ พยักหน้า ดูเหมือนเขตเมืองชั้นในราวกับได้
เกิดความปันปั่วนขึ้น เนื่องจากเรื่องนี้ได้
แพร่กระจายเป็นวงกว้าง
“ผู้บัญชาการลั่ว แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยปรากฏตัว
ออกมาเช่นนี้ ช่างเป็นคนที่เต็มไปด้วยปริศนาจริงๆ
ว่ากันว่านางเพิ่งจะมาอยู่ในนครจักรพรรดิเพลิงได้
ไม่กี่ปี อีกทั้งยังอยู่อย่างเงียบๆมาโดยตลอด
ถึงแม้ว่าความสามารถของนางจะไม่ได้เพิ่มขึ้น
อย่างรวดเร็ว และดูเหมือนว่านางจะได้ประลองกับ
คนอื่นมาน้อยมากจนไม่รู้ระดับพลังที่แท้จริง แต่
นางก็มีนิสัยที่ไม่เลว”
“ข้าคิดว่าผู้บัญชาการลั่วผู้นี้ ก็เป็นสาวงามคนหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ได้ยินมาว่าผู้บัญชาการ เจียง เสวี่ย
ชวน รู้สึกสนใจในตัวนาง เพียงแต่ดูเหมือนว่าผู้
บัญชาการลั่วจะไม่สนใจในเรื่องรักๆใคร่ๆระหว่าง
ชายและหญิง ดังนั้นจึงปฏิเสธความหวังดีของผู้
บัญชาการเจียง”
ยามที่อยู่ในวังวายุบุปผาหิมะจันทรา อู่ อวี้ ก็ดูออก
เช่นกัน
นางเป็นมังกรเทวะ นางจะไปตอบรับการไล่ตามจีบ
ของ เจียง เสวี่ยชวน ได้อย่างไร
ส่วน อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน ทุกคนก็ไม่ได้คิดเกี่ยวกับ
เรื่องระหว่างพวกเขามากนัก พวกเขารู้ว่า อู่ อวี้
นั้นออกมาจากนิกายเซียนซูซัน และ หนานกง
เหว่ย แน่นอนว่าเขาคงยังไม่มาหมกหมุ่นกับเรื่อง
พวกนี้มากนัก
“มีแต่พวกท่านที่ไปทำภารกิจร่วมกัน?” กองทหาร
ทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงเหล่านี้ ได้นับถือว่า อู่ อวี้
เป็นหัวหน้าของพวกเขามานานแล้ว ดังนั้นจึงเป็น
กังวลเกี่ยวกับเขามาก
อู่ อวี้ กล่าวว่า “ยังมีอีกคนหนึ่งที่ชื่อว่า ฉิน ฝู
เหยา ซึ่งข้าไม่เคยเห็นเขามาก่อน จึงไม่รู้ว่าเป็น
ผู้ใดกัน”
“ฉิน ฝูเหยา?” ไม่คาดคิดว่าเมื่อกล่าวคำนี้ออกมา
คนนับร้อยที่อยู่ที่แห่งนี่ต่างอุทานออกมาด้วยความ
ประหลาดใจขึ้นพร้อมกัน ทุกคนต่างก็แปลกใจเป็น
อย่างมาก
อู่ อวี้ ได้เข้ามายัง นครจักรพรรดิเพลิง ช้ากว่า
พวกเขา ดังนั้นเหล่าคนใหญ่คนโตจึงไม่ค่อยรู้จัก
มากมายนัก
“ฉิน ฝูเหยา ผู้นี้มีชื่อเสียงมากเลยหรือ?” อู่ อวี้ ก็
รู้สึกประหลาดใจ
หนึ่งในนายสิบ ที่มีอายุค่อนข้างมาก และอยู่ในขั้น
ตำหนักม่วงทะเลมรกต ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขึ้นและ
กล่าวว่า “ในตอนที่ผู้บัญชาการอู่อยู่นิกายเซียนซู
ซัน ข้าคาดว่าท่านก็คงไม่สนใจในเรื่องภายนอก
มากนัก ดังนั้นจึงไม่รู้จักแม้กระทั่ง ฉิน ฝูเหยา คนผู้
นี้มีชื่อเสียงอย่างมากบนทวีปแห่งทวยเทพไม่น้อย
ไปกว่าท่าน เมื่อกล่าวไปแล้ว หนานกง เหว่ย และ
เปั่ยซาน ม่อ แห่งนิกายเซียนซูซันนั้นมีชื่อเสียงเป็น
อย่างมาก แต่ ฉิน ฝูเหยา ดำรงคงอยู่มาก่อนพวก
เขา จึงค่อนข้างจะมีชื่อเสียงโด่งดังมากกว่า
ภายใน นครจักรพรรดิเพลิง แห่งนี้นางจัดได้ว่าเป็น
ตัวตนในระดับเดียวกับ เปั่ยซาน ม่อ แห่งนิกาย
เซียนซูซันเลยก็ว่าได้ อีกทั้งอายุของนางก็ไม่ต่าง
กับท่านมากเท่าไหร่ แต่ว่าในตอนนี้นางอยู่ในขั้น
ตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 2 แล้ว และพลัง
การต่อสู้ของนางก็เหนือกว่าขอบเขตของตัวเองอีก
ด้วย”
อู่ อวี้ ไม่คาดคิดว่า ในภารกิจนี้จะมีตัวตนเช่นนี้มา
เข้าร่วมด้วย
อย่างไรก็ตาม ลั่วผิน น่าจะรู้จักนางอยู่แล้ว แต่
หลังจากที่ได้เห็นชื่อของนาง นางกลับไม่แสดงท่าที
อะไรออกมา
แต่หากคิดๆดูแล้วก็ย่อมเป็นเรื่องปกติ เพราะว่า
ด้วยตัวตนที่แท้จริงของนาง ผู้เยาว์ที่มีพรสวรรค์
คนหนึ่งย่อมไม่อาจที่จะทำให้นางรู้สึกสนใจได้
“เมื่อกล่าวไปแล้ว ฉิน ฝูเหยา ผู้นี้ก็เป็นเหมือนกับ
ตำนาน นางเป็นบุตตรีของหัวหน้าพรรคระดับล่าง
เมื่อตอนที่อายุเพิ่งจะ 10 ขวบ พรรคนั้นก็ได้ตกอยู่
ภายใต้อิทธิพลของสงคราม ทำให้ถูกการร่วมมือ
กันของนิกายชั่วร้าย ปีศาจ และ ผู้ฝึกตนนอกรีต
ทำลายจนสิ้น นางจึงถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวอย่างลำพัง
ประจวบเหมาะกับในตอนนั้น ‘ขุนพลฉิน’ ของ
พวกเราได้ผ่านไปที่นั่นพอดี เมื่อได้เห็นใบหน้าที่น่า
สงสารของนาง เขาก็ได้ทำการขัดเกลาพรสวรรค์
ของนาง และพานางกลับมาด้วย ทั้งยังจัดหาที่อยู่
ในเขตเมืองชั้นนอก แต่ไม่คาดคิด หลังจากที่มาอยู่
ในนครจักรพรรดิเพลิง ขอบเขตพลังของนางก็
เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ในตอนที่
นางยังเด็ก นางได้รับสืบทอดมรดกของพรรคชั้น
สองอย่าง ‘พรรคเทพวายุ’ ซึ่งเป็นของปรมาจารย์
ผู้ก่อตั้ง ‘เทพธิดาวายุ’ เทพธิดาวายุผู้นั้นว่ากันว่า
เป็นคนที่อยู่ใกล้กับขอบเขตกลายเป็นเซียนอมตะ
เพียงเอื้อมมือ และหลังจากที่ได้มรดกสืบทอดมา
ครอบครอง ฉิน ฝูเหยา ก็พุ่งทะยานจนมาถึงระดับ
นี้ หลังจากที่มาอยู่กับ ขุนพลฉิน ได้สามเดือน นาง
ก็ได้ถูกรับเป็นลูกสาวบุญธรรม”
ยังคงมีเรื่องเล่าว่า เมื่อตอนที่นางอายุได้ 10 ขวบ
คนที่อยู่รอบข้างนางได้ล้มหายตายจากไปจนหมด
นี่ถือว่าเป็นเรื่องที่นี่เจ็บปวดสำหรับเด็กคนหนึ่ง แต่
นางกลับสามารถอยู่รอดได้ คาดว่าน่าจะมาจาก
การที่พวกเขาต้องการปกปั้องสายโลหิตบรรพบุรุษ
เอาไว้ จึงได้ฝากความหวังและสายโลหิตของพรรค
เทพวายุเอาไว้ในตัวของนาง
ลองจินตนาการดูว่า ด้วยประสบการณ์ที่โหดร้าย
เช่นนี้ ฉิน ฝูเหยา ผู้นี้ควรจะมีลักษณะที่เย็น
ชา ซึ่งเกรงว่ามันไม่ง่ายที่จะสานสัมพันธไมตรีกับ
นางอย่างแน่นอน
ภารกิจครั้งแรก เพื่อนร่วมทางของนางทั้งสองคน
ต่างก็เป็นอิสตรี คนหนึ่งเป็นมังกรเทวะ ที่กำลัง
ปกปิดสถานะของตัวเอง ส่วนอีกหนึ่งคนเป็น
อัจฉริยะระดับสูงของนครจักรพรรดิเพลิง เป็นคนที่
มีชื่อเสียงโด่งดัง และก็มีโชควาสนา
อู่ อวี้ ไม่ได้คิดมากนัก หลังจากที่ปรับแต่งแกนนภา
ข้ามคืน ในวันที่ใกล้กับยามเที่ยง ลั่วผิน ก็ได้มารอ
อู่ อวี้ ที่หน้าประตูของค่ายเทียมฟั้าแล้ว กระทั่ง
เจียง เสวี่ยชวน ก็อยู่ด้วย
“อู่ อวี้ ข้าได้กำชับให้ ลั่วผิน คอยดูแลเจ้าเอาไว้
ไม่คาดคิดว่าจะสามารถร่วมงานกับเจ้าได้เร็วขนาด
นี้ เจ้าต้องขอบคุณนางให้มากๆ” เจียง เสวี่ยชวน
หัวเราะ
เป็นเพราะ ลั่วผิน เจตนามาหาเขาด้วยตนเอง หรือ
ว่าเกี่ยวข้องกับคำแนะนำของเขากันแน่
“ฉิน ฝูเหยา ก็ร่วมทางไปกับพวกเจ้าด้วยใช่
หรือไม่? อู่ อวี้ เจ้าจะต้องสงบจิตใจเอาไว้ อย่า
ปล่อยให้เสน่ห์ของ ฉิน ฝูเหยา สัญชาตญาณดิบ
ของสตรีผู้นี้ที่มักจะชอบหยอกล้อบุรุษหนุ่มทำให้
หลงมัวเมาเอาได้”
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ของ เจียง เสวี่ยชวน อู่ อวี้ ก็
ไม่ได้คาดคิดมาก่อน เขานั้นเข้าใจว่าอีกฝั่ายเป็น
คนที่เย็นชาเสียอีก
ลั่วผิน ไม่ได้กล่าวสิ่งใดมาก นางทำท่าทางให้ อู่
อวี้ เดินตามนางไป อู่ อวี้ จึงได้บอกลา เจียง เสวี่ย
ชวน และขี่กระบี่บินจักรพรรดิออกไปจากเมือง
เขาเคยเห็นแผนผังนครในแผนที่แบบคร่าวๆ แต่ไม่
เคยได้ออกไปยังสถานที่จริง ดังนั้นเขาจึงจำเป็นที่
จะต้องให้ ลั่วผิน เป็นผู้นำทาง
ตลอดทาง นอกจากการพูดคุยที่จำเป็นแล้ว ลั่วผิน
ก็อยู่อย่างเงียบๆโดยแท้จริง ไม่พูดคุยกันแม้แต่
น้อย
อู่ อวี้ ก็ไม่ได้รบกวนความสงบของนางแต่อย่างใด
เขามองไปรอบๆ ด้วยความคุ้นเคยกับสถานที่บาง
แห่งในเขตเมืองชั้นใน เมื่อมองไปที่สถานที่เหล่านี้
เขาก็พอจะรู้ได้ว่าเป็นอะไรบ้าง และมีเอาไว้เพื่อ
อะไร สถานที่บางแห่งมีเอาไว้เพื่อแลกเปลี่ยนแต้ม
ผลงานกับ ศาสตราเต๋า วิญญาณเซียน และเคล็ด
วิชา
แน่นอนว่าอาณาเขตของเจ้านคร อาณาเขตของ
จอมพลนั้นอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของเขตเมืองชั้นใน
เขาไม่อาจที่จะเข้าไปได้ เนื่องจากสถานที่แห่งนั้น
เป็นเขตหวงห้าม
เขามาถึงทางออกเมืองได้อย่างรวดเร็ว
พลันปรากฎพายุหมุนสีทองสลับดำอยู่หนึ่งลูก ไม่
สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในพายุนั้นได้ กระแส
พายุหมุนโคจรด้วยความรวดเร็วและรุนแรง มี
ทหารทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงจำนวนมากกระโดด
เข้าไปตรงๆ จากนั้นพวกเขาก็หายตัวไปอย่างน่า
พิศวง คาดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นทางออกของเมือง
อู่ อวี้ สังเกตเห็นว่ามีฝูงชนอยู่หนึ่งกลุ่ม ภายในฝูง
ชนกลุ่มนั้นมีหัวหน้ากองร้อยอยู่ 6-7 คน ทั้งหมด
ต่างก็เป็นชายวัยกลางคน พวกเขาดูเหมือนว่าจะ
รุมล้อมสตรีอยู่นางหนึ่ง กำลังสนทนากันอย่างมี
ความสุข สตรีที่อยู่ภายในนั้นบางครั้งก็หัวเราะคิก
คัก เสียงหัวเราะเป็นเหมือนกับเสียงขันขานของ
นกตัวเล็กๆ ทำให้ผู้ทุกคนที่ได้ยินต่างก็รู้สึกลุ่มหลง
มัวเมา
ด้วยเสียงแบบนี้ ทำให้ อู่ อวี้ นึกไปถึง จิ่วเซียน
ถึงแม้ว่าในตอนนี้ จิ่วเซียน จะไม่อาจทำให้ตัวเขา
เกิดความรู้สึกสับสนแล้ว อีกทั้งยังไม่ลุ่มลึกเท่ากับ
สตรีนางนี้ แต่ในตอนที่ อู่ อวี้ ได้ยินเสียงของ จิ่
วเซียน มันก็ราวกับว่าเขาได้ยินเสียงที่ไพเราะมาก
ที่สุดในโลกใบนี้
เสียงนั้นราวกับนกขับขาน สุ้มเสียงที่อ่อนหวาน
และไพเราะ ทำให้จิตใจของคนสั่นไหวจนอ่อน
ระทวย
เมื่อได้ยินเสียงนี้ อู่ อวี้ ก็รู้แล้วว่า เจียง เสวี่ยชวน
นั้นต้องการจะบอกอะไรเขา สตรีผู้นี้ก็คือ ฉิน ฝู
เหยา เป็นสตรีผู้ที่มากไปด้วยพรสวรรค์นางหนึ่ง
ซึ่งไม่มีบุรุษผู้ใดที่ไม่อาจจะไม่สนใจนางได้ นางมี
ความงดงามเป็นหนึ่งไม่เป็นสองรองใครเทียบเคียง
ได้กับ จิ่วเซียน เป็นคนที่มีเสน่ห์ดึงดูดมหาศาล ใน
ตอนที่ อู่ อวี้ ได้พบกับ จิ่วเซียน ในตอนนั้นเขาเพิ่ง
จะก้าวเข้ามาสู่โลกของผู้ฝึกตนเท่านั้น แต่ในเวลา
นี้ยามที่เขามีภูมิต้านทานพอสมควรแล้ว สตรีผู้นี้
กลับยังทำให้หัวใจของเขาเกิดความรู้สึกยากที่
ควบคุมตัวเองได้ เห็นได้ชัดว่านางเกิดมาพร้อมกับ
เสน่ห์ที่ดึงดูดผู้คนซึ่งเป็นสวรรค์ประทานมาให้ ไม่
เพียงแต่เป็นความงามล่มเมืองเท่านั้น นางยังเป็น
สาวงามอันดับต้นๆของทวีปแห่งทวยเทพ เป็น
สีสันเพียงอย่างเดียวภายใต้ฟั้าสวรรค์แห่งนี้
ในตอนที่เขาเหินร่อนลงไป จ้องมองไปที่สตรีผู้หนึ่ง
ที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มฝูงชน อู่ อวี้ เห็นว่าสตรีนางนั้น
เป็นสตรีผู้เดียวที่ไม่ได้สวมใส่เกราะเซียนจักรพรรดิ
เพลิงในเขตเมืองชั้นใน กล่าวอีกอย่างก็คือ นางได้
เปลี่ยนรูปแบบเกราะเซียนจักพรรดิเพลิงให้
กลายเป็นสีดำสลับกับสีแดงซึ่งดูเหมือนจะเป็น
กระโปรงยาวที่สวยหยาดเยิ้ม กระโปรงตัวนั้นลาก
ไปกับพื้นดิน พันอยู่รอบเอว กระโปรงขยับตาม
โครงร่างของนางอย่างสบายๆ ทั้งยังมีหน้าอกที่
อวบอิ่ม เรียกได้ว่าสวยงามดั่งกับหลุดออกมาจาก
ภาพวาด ต้นขาที่สมบูรณ์แบบ สะโพกที่ดึงดูดเย้า
ยวน เรียกได้ว่าเป็นร่างกายที่เหมือนกับปีศาจราคะ
เมื่อมองไปที่ใบหน้า แปั้งผลัดที่เหมือนกับสีของ
ดอกพีช ริมฝีปากสีแดงระเรื่อราวกับลูกเชอรี่ เมื่อ
กล่าวถึงดวงเนตรทั้งสองข้าง ดูเปล่งประกาย ดู
เหมือนกับภายในนั้นสามารถดูดกลืนผู้คนเข้าไปได้
ด้วยใบหน้าที่งดงามเช่นนี้ช่างหาได้อย่างยิ่ง นาง
ไม่ได้มีเคล็ดวิชายั่วยวนใดๆ ตรงกันข้ามมันเป็น
ความสวยงามอย่างแท้จริง ความงามเพริศพริ้ง
เช่นนี้ จริงๆแล้วติดตัวนางมาตั้งแต่เกิด แม้กระทั่ง
ปีศาจจิ้งจอกจำนวนมากยังไม่อาจที่จะเทียบได้
ฉิน ฝูเหยา
เมื่อเทียบกับ ลั่วผิน ที่สงบนิ่งดั่งทะเลสาบไร้การ
เคลื่อนไหวนั้นช่างแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด เมื่อ
เปรียบเทียบสตรีทั้งสองนางที่อยู่เบื้องหน้า หนึ่ง
ราวกับเป็นอัญมณีสีฟั้า ทะเลสีคราม อีกหนึ่งราว
กับสายลมพัดพาในฤดูใบไม้ผลิซึ่งให้ความ
เพลิดเพลินใจอย่างที่สุด ไม่ว่าจะทั้งคิ้ว และส่วน
ต่างๆบนใบหน้า ต่างเป็นองค์ประกอบที่ผสาน
รวมกันแล้วช่างไร้ที่ติเป็นอย่างยิ่ง
ในตอนที่ อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน เหินร่อนลงมาบนพื้นดิน
ฝูงชนและเหล่าหัวหน้ากองร้อยทั้งหลายที่กำลัง
พูดคุยกันอย่างสนุกสนานกับ ฉิน ฝูเหยา ก็เห็น
พวกเขาเช่นกัน ในพริบตานั้นนางก็ได้สบสายตา
กับ อู่ อวี้
ในเวลานั้น ราวกับว่าต้นไม้ที่แห้งเหี่ยวไปแล้วก็ดู
เหมือนจะกลับพื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่
“ด้วยเสน่ห์เช่นนี้ ข้าย่อมไร้ข้อกังขาใดๆเกี่ยวกับ
นางแล้ว” อู่ อวี้ พูดคุยกับตัวเองแล้วค่อยสงบ
จิตใจลง
ที่ด้านข้างปรากฏเป็น ลั่วผิน ยามนี้สีหน้าของ ฉิน
ฝูเหยา ก็ผันแปรเปลี่ยนไป
“พี่ชายทุกท่าน สหายทั้งสองของข้ามาแล้ว
เช่นนั้นข้าคงไม่อาจที่จะสนทนากับพวกท่านต่อได้
อีกแล้ว”
เมื่อกล่าวประโยคสั้นๆนี้ กับเหล่าทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิง พวกมันต่างพากันโค้งคาราวะ
ให้แก่นางอย่างศิโรราบ
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ