กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 374 : เมืองเมฆาแรกอรุณ
สตรีที่งามราวกับภาพวาด ซึ่ง ฉิน ฝูเหยา ไม่ได้
ปกปิดร่างกายของนางแต่อย่างใด ยามเมื่อนาง
เคลื่อนไหวตัว จึงเป็นธรรมดาที่จะดึงดูดสายตา
ของผู้คนได้มากกว่า ลั่วผิน
นางเดินออกมาจากใจกลางของฝูงชน บิด
ทรวดทรงองเอวที่เพรียวบาง ราวกับเป็นเทพธิดา
ที่กำลังบินเข้ามาหาพวก อู่ อวี้ จากนั้นนางก็ได้
กล่าวด้วยซุ่มเสียงอันไพเราะว่า “ทำไมทั้งสองท่าน
ถึงเพิ่งมา ฝูเหยา มารอพวกท่านสักพักหนึ่งแล้ว
เมื่อได้พบกับพี่สาวลั่วแล้ว ท่านก็สมควรที่จะรู้จัก
กับฝูเหยาคร่าวๆแล้วใช่หรือไม่? น้องชายรูปหล่อผู้
นี้ ควรจะเป็น อู่ อวี้ ผู้ที่มีชื่อเสียงดังกระฉ่อนไปทั่ว
สินะ หลังจากนี้พวกเราจะต้องช่วยเหลือซึ่งกันและ
กัน หากว่าไม่รังเกียจ เจ้าสามารถเรียกข้าว่า
พี่สาวฉิน ก็ได้นะ”
อายุของนางนั้นมากกว่า อู่ อวี้ เพียงไม่กี่ปี แต่นาง
ได้เข้ามาหา อู่ อวี้ ด้วยบทบาทของพี่สาวผู้ทรง
เสน่ห์ และก่อนที่จะกล่าวนางได้ส่งสายตาอัน
ยั่วยวนให้กับ อู่ อวี้ ซึ่งพอหลังจากกล่าวจบ
สายตานั้นก็ทำให้รู้ถึงสิ่งที่นางต้องการจะสื่อได้
อย่างชัดเจน
นางไม่ต้องการที่จะเป็นปฏิปักษ์กับตัวเขา แน่นอน
ว่า อู่ อวี้ ย่อมต้องไม่กระทำหยาบคายต่อนาง เขา
จึงพยักหน้าและกล่าวว่า “ยินดีที่ได้พบกันครั้งแรก
พี่สาวฉินข้าขอฝากตัวด้วย”
อย่างน้อยก็เห็นได้ว่าในเรื่องราวของความรัก
ระหว่างชายหญิง ฉิน ฝูเหยา น่าจะเชี่ยวชาญ
มากกว่า อู่ อวี้ เป็นร้อยเท่าเลยทีเดียว
“เจ้าช่างฉลาดจริงๆ” ฉิน ฝูเหยา พยักหน้าตอบ
รับ นางและ ลั่วผิน ไม่ค่อยได้พูดคุยอะไรมากนัก
คาดว่า ลั่วผิน ไม่ชอบที่จะได้ยินเสียงเอะอะ
โวยวายของนาง เมื่อ อู่ อวี้ ถูกประกบด้วยสาว
งามทั้งสอง และได้เห็นถึงบทสนทนาระหว่างพวก
นางดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยราบรื่นมากนัก เขาก็เลย
กล่าวขึ้น “ในเมื่อพวกเรามากันครบแล้ว เช่นนั้นก็
ออกเดินทางกันเถอะ”
ต่อมา ฉิน ฝูเหยา ก็กล่าวว่า “เอาหล่ะ การ
เดินทางในครั้งนี้ ข้าจะได้รู้จักกับน้องชายคนดีได้
มากขึ้น เรามาพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กันสัก
หน่อยดีไหม”
ทุกครั้งที่สตรีผู้นี้เอ่ยปาก ก็จะแสดงสีหน้าอารมณ์
ความรู้สึกออกทางใบหน้าของนาง ทั้งหมดต่างก็
เต็มไปด้วยความดึงดูด ยั่วยวนให้ผู้คนหลงมัวเมา
หากต้องการที่จะกล่าวกับนางเพียงไม่กี่ประโยค
จริงๆแล้วมันก็ต้องใช้ความพยายามอยู่ไม่น้อย
อู่ อวี้ ไม่ได้ตกใจมากนัก แต่ก็แสดงท่าทางเป็นมิตร
ออกมา คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในวัยเดียวกับเขา ต่างก็
ไม่รู้จะทำตัวเช่นไรเมื่ออยู่ต่อหน้านาง
ลั่วผิน ก็ไม่ได้แสดงท่าทีว่านางเกลียดชัง ฉิน ฝู
เหยา ผู้นี้แต่อย่างใด นางยังคงอยู่อย่างเงียบๆใน
โลกของตนไป เพียงดูๆแล้วแค่ตัวนางนั้นเกียจ
คร้านจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใดเท่านั้น
จากนั้นเมื่อ ฉิน ฝูเหยา ยื่นมือที่ขาวเนียนนุ่มราว
กับหยก จูงมือ อู่ อวี้ พร้อมกับให้ ลั่วผิน คอยนำ
ทางพวกเขาอยู่เบื้องหน้า ทั้งสามคนได้กระโดดเข้า
ไปในใจกลางกระแสพายุ
ฉับพลันก็เกิดแรงเหวี่ยงอย่างรุนแรง อู่ อวี้ ตกอยู่
ในกระแสน้ำวนม้วนตลบไปมา นี่ก็คือพลังอย่าง
หนึ่งของค่ายกล ค่ายกลนี้มีพลังมหาศาลอย่างยิ่ง
คาดว่าพวกเขาจะสามารถเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่
ที่ห่างไกลได้ในทันที และเนื่องจากทิศทางของแรง
นั้นไม่เท่ากัน ทำให้พวกเขาจึงอาจจะถูกส่งไปยัง
สถานที่ที่ต่างกัน
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะเข้ามาอยู่ในกระแสพายุ
ฉิน ฝูเหยา ได้จับมือ อู่ อวี้ เอาไว้ ภายในกระแส
พายุ กระโปรงยางของนางพริ้วไหว เผยให้เห็นผิว
กายที่เนียนดั่งกับหยกขาว เป็นทัศนียภาพที่
งดงามยิ่ง โดยเฉพาะรอยยิ้มที่มีเสน่ห์ของนาง มัน
ทำให้คนที่ได้มองต้องรู้สึกลุ่มหลงมัวเมา
หลังจากนั้นสักพักหนึ่ง ก็มีอีกคนหนึ่งเข้ามากุมมือ
ข้างขวาของ อู่ อวี้ เอาไว้ ฝั่ามือนั้นทั้งอ่อนนุ่มแต่
กลับเย็นเฉียบ ทำให้ในใจของเขาเกิดความรู้สึก
เย็นยะเยือกจนเสียวสันหลังอยู่ไม่น้อย เมื่อหันไป
มอง ก็เห็นได้ถึงดวงตาสีครามของ ลั่วผิน ภายใต้
หมวกเหล็กนั่นเอง อย่างไรก็ตามนางกลับไม่ได้มอง
ไปทาง อู่ อวี้
แน่นอนว่า พวกนางเข้ามาดึงตัวเขา เป็นเพราะไม่
ต้องการที่จะถูกส่งไปยังสถานที่ที่แตกต่างกัน ที่ทำ
เช่นนี้เพื่อเป็นการประหยัดเวลา
แต่ว่าทางด้านซ้ายเป็นสาวงามอัจฉริยะของนคร
จักรพรรดิเพลิง ส่วนทางด้านขวาก็เป็นสัตว์สวรรค์
มังกรเทวะที่มีความงามไม่มีใครเปรียบ ทั้ง
ด้านซ้ายและขวามีสาวงามกุมมือเขาอยู่ แม้กระทั่ง
ในเวลานี้ หมิงซวง ก็อยากจะอาเจียนใส่เขา
“ข้าบอกแล้วที่เจ้าออกมาจาก หนานกง เหว่ย
เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เจ้าลองดูสิ นี่เพียงแค่ผ่านไป
ไม่กี่วัน รอบกายเจ้าก็มีสาวงามที่มีความงามไม่ได้
ด้อยไปกว่านางเลย คนหนึ่งเป็นสาวงามที่มีเสน่ห์
ดึงดูดบุรุษนับไม่ถ้วน แม้แต่ท่านย่าผู้นี้เห็นนาง
แล้วก็ยังเกิดความรู้สึกอยากจะไปเผด็จศึกนางเสีย
ส่วนอีกคนเป็นแม่มังกรน้อย การที่ทั้งด้านซ้ายและ
ขวามีสาวงามกุมมือเอาไว้ ชีวิตนี้เจ้าก็ตายตาหลับ
แล้วมิใช่หรือ?”
ในตอนที่หมิงซวงเพิ่งจะกล่าวจบ ทั้งสามคนก็เหิน
ร่อนลงมาสู่พื้นดิน
ภายในนครจักรพรรดิเพลิง มีกระแสพายุอยู่หนึ่ง
สามารถส่งพวกเขาบินออกไปยังสถานที่ที่ค่อนข้าง
ไกล เพื่อที่จะได้ปฏิบัติภารกิจได้ง่ายดายขึ้น
ในตอนที่เขาถูกส่งตัวออกมานั้น ลั่วผิน และ ฉิน ฝู
เหยา ต่างก็ได้กุมมือของเขาเอาไว้แน่น บัดนี้ ฉิน ฝู
เหยา ฉีกยิ้มออกมาเล็กน้อย นางเลิกคิ้วอันงดงาม
แล้วจ้องมองไปที่นิ้วมือของตนเอง พร้อมกล่าวว่า
“น้องชายที่แสนดี เจ้านี่ก็ร้ายไม่เบาเลยนะ ต่างก็มี
สาวงามโอบล้อมทั้งด้านซ้ายและด้านขวา”
อู่ อวี้ ยิ้มออกมาอย่างกระอักกระอ่วน เขากำลัง
พยายามทำใจให้สงบ แต่กระนั้น ฉิน ฝูเหยา ก็
ยังคงหยอกเย้าเขาอยู่ตลอดเวลา
ลั่วผิน ที่อยู่ด้านข้างได้บินนำไปแล้ว ไม่รู้ว่านางใช้
วิธีอะไร และใช้สิ่งใดมาช่วยทำให้สามารถบินได้
นางได้บินตรงเข้าไปบนหมู่เมฆบนท้องนภา มุ่ง
หน้าสู่เมืองเมฆาแรกอรุณอย่างแน่วแน่
“ได้ยินมาว่าความรวดเร็วในการบังคับใช้กระบี่บิน
จักรพรรดิของสาวกนิกายเซียนซูซัน นั้นรวดเร็ว
เป็นอย่างยิ่ง เจ้าลองให้ข้าขึ้นไปอยู่บนกระบี่บิน
จักรพรรดิของเจ้าให้ข้าได้สัมผัสกับความเร็วได้
หรือไม่” ฉิน ฝูเหยา ได้เห็นถึงความรวดเร็วในการ
บังคับกระบี่บินจักรพรรดิของเขา จึงกระโดดขึ้นไป
เกาะหลังเขาเอาไว้ และก้าวเหยียบลงไปบนกระบี่
บินจักรพรรดิของ อู่ อวี้
จริงๆแล้ว ด้านความรวดเร็วในวิชากระบี่บิน
จักรพรรดิของสาวกนิกายเซียนซูซัน นั้นมีชื่อเสียง
เป็นอย่างมาก ซึ่งวิชากระบี่บินจักรพรรดินั้นถือ
เป็นที่ยอมรับว่ามีความรวดเร็วที่สุดแล้ว
หากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ อู่ อวี้ คงจะต้องยอมลด
ความเร็วลงเพื่อที่จะดื่มด่ำกับช่วงเวลานี้ เพราะ
ยังไงแล้วข้างกายของเขาก็มีสาวงามล่มเมืองเช่นนี้
อยู่ด้วย ถึงแม้ว่าจะมีสายลมปะทะมาอย่างรุนแรงก็
ตาม แต่ก็ยังสามารถได้กลิ่นหอมจากกายของนาง
ได้ อีกทั้งกระโปรงยาวสีแดงสลับดำที่โบกสะบัดอยู่
ท่ามกลางสายลม และผมยาวสีดำของนางซึ่งกำลัง
พริ้วไหว ทำให้เมื่อมองไปแล้วดูงดงามเป็นอย่างยิ่ง
กล่าวได้ว่านางคืออัจฉริยะและเป็นผู้ที่งดงามไม่
เป็นสองรองใครเลยทีเดียว
และข้างหน้าก็ยังมี ลั่วผิน มังกรเทวะที่เต็มไปด้วย
ความลึกลับซ่อนอยู่
ลั่วผิน มุ่งความสนใจของนางไปที่การเดินทาง
ส่วน ฉิน ฝูเหยา กำลังเต็มไปด้วยความเพลิดเพลิน
เพราะนางนั้นอยู่เฉยๆไม่ได้ทำสิ่งใด นางซึ่งอยู่
เบื้องหลังของ อู่ อวี้ ทำให้ใบหน้าของนางอยู่
ใกล้ชิดกับ อู่ อวี้ มาก จนเกือบจะแนบกับแผ่นหลัง
ของเขาแล้ว นางใช้มือโอบไปรอบเอวของ อู่ อวี้
พร้อมกล่าวว่า “พี่สาวกลัวตก ขอกอดเจ้าหน่อย
เจ้าคงจะไม่ถือสาใช่หรือไม่?”
ถ้าหากว่านางตกลงไปได้จริงๆ ดวงตะวันก็คงขึ้น
ทิศตะวันตกเสียแล้ว
อู่ อวี้ ยิ้มแห้งๆ ความจริงแล้วเขาค่อนข้างที่จะ
รู้สึกหดหู่อยู่บ้าง สาวงามล่มเมืองผู้นี้ เอาแต่หยอก
ล้อเขาเล่น แต่เขาเข้าใจดีว่าตนไม่อาจจะถูกนาง
ล่อลวงเอาได้ เพราะว่านางจะต้องรับมือได้ยาก
กว่า หนานกง เหว่ย อย่างแน่นอน……..
อยู่ๆนางได้ถามเขาขึ้นมาหนึ่งคำถาม “ข้าได้ยินมา
ว่า หนานกง เหว่ย แห่งนิกายเซียนซูซันนั้นเป็น
สตรีที่งดงามไม่มีใครเปรียบได้ ราวกับวิหคเพลิง
อมตะได้มาเยือนโลกใบนี้ เจ้าว่า หนานกง เหว่ย
นั้นงดงามกว่า หรือว่าเป็นพี่สาวฉินที่งดงามกว่า
กัน?”
ความเป็นจริงทั้งสองคนต่างก็มีเสน่ห์กันคนและ
แบบ ไม่อาจที่จะนำมาเปรียบเทียบได้
“อู่ อวี้ เจ้าไม่อาจตอบอย่างคลุมเครือได้ และ
จะต้องตอบข้ามา ไม่เช่นนั้น พี่สาวฉินจะโยนเจ้า
ออกลงไป” ฉิน ฝูเหยา เอ่ยที่ข้างหูของเขาอย่าง
แผ่วเบา
ถ้าหากลงไปจากบนนี้มันคงไม่ดีแน่ อู่ อวี้ จึง
ครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วตอบกลับไปด้วยความ
แน่วแน่ “ท่านอย่าหยอกเย้าข้าอีกเลย ตอนนี้ข้าไม่
มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับนิกายเซียนซูซันอีกต่อไป
แล้ว และไม่ชอบที่จะกล่าวถึงเรื่องที่อยู่ภายใน
นิกายเซียนซูซัน เพราะว่าตอนนี้ข้านั้นเป็นคนของ
ทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงแล้ว”
ฉิน ฝูเหยา หัวเราะคิกคัก แล้วกล่าวว่า “เจ้า
อย่าได้จริงจัง เหมือนกับคนแก่ไปหน่อยเลย แต่ว่า
ความหมายของเจ้าก็คือ พี่สาวผู้นี้ไม่งดงามอย่าง
นั้นรึ?”
“แน่นอนว่าย่อมงดงาม” อู่ อวี้ ไม่อาจที่จะรับมือ
กับนางได้ จึงต้องถูกนางหยอกล้อต่อไป
“ใช่แล้ว พี่สาวผู้นี้ชอบคำตอบที่เรียบง่ายและ
ตรงไปตรงมามากกว่า” ฉิน ฝูเหยา ปล่อยมือทั้งคู่
ที่กำลังโอบรอบเอวของ อู่ อวี้ เอาไว้ออก
อย่างไรก็ตาม ฉิน ฝูเหยา ก็ไม่ได้ปิดปากของนาง
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้หยอกล้อเขาอีก แต่ว่านางก็ได้
ชวน อู่ อวี้ คุยไปตลอดทาง โดยทั่วไปแล้ว
ส่วนมากจะถามเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ อู่ อวี้ ได้
ประสบมา
“ไอ้หยา แท้จริงแล้วเจ้าก็เก่งมากๆเลยนี่นา แย่ล่ะ
สิ ถ้าหากว่าข้าตกหลุมรักเจ้า แล้วจะทำอย่างไรดี
ละเนี่ย? เจ้าจะมาเป็นสหายเต๋าเคียงข้างข้า
หรือไม่? แล้วทำให้ หนานกง เหว่ย ต้องอาเจียน
ออกมาเป็นเลือดเลยดีหรือไม่?”
ความคิดของ อู่ อวี้ ฉับพลันกลายเป็นว่างเปล่า
ทันใดนั้นเบื้องหน้าเหมือนจะปรากฎเป็นเมืองเมฆา
แรกอรุณ เขาจึงรีบเปลี่ยนเรื่องแล้วตอบกลับไปว่า
“มาถึงเมืองเมฆาแรกอรุณแล้ว ช่างไวยิ่งนัก ฮ่าฮ่า
…..”
“ทำเป็นตื่นตูมไปได้ อย่ามาเฉไฉให้มากความ
ระยะห่างของเมืองเมฆารุ่งอรุณและนครจักรพรรดิ
เพลิงนั้นอยู่ไม่ไกลมากขนาดนั้น” ฉิน ฝูเหยา
กล่าวออกมาด้วยสุ้มเสียงอันไพเราะ
สตรีนางนี้ช่างเป็นคนที่เอาแต่ใจ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้
ลงมือทำอะไร แต่ก็ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกว่าจิตใจของ
เขาต้องอ่อนล้าไปตลอดทาง โชคดีที่มาถึงเมือง
เมฆาแรกอรุณแล้ว ท่ามกลางภูเขาที่ห่างไกล มี
เมืองที่เต็มไปด้วยหิมะอยู่แห่งหนึ่ง ถูกสร้างขึ้นอยู่
บนภูเขาที่สูงชันในชั้นเมฆหมอก ราวกับว่าเป็น
ดอกไม้ที่บานสะพรั่งอยู่เหนือภูเขา มันจึงถูก
เรียกว่าเมืองเมฆาแรกอรุณ
ลั่วผิน นั้นก้าวเข้าไปก่อน นางสวมใส่เกราะเซียน
จักรพรรดิเพลิง ดูสูงส่งและน่าเกรงขาม ในตอนที่
เพิ่งจะไปถึงจึงไม่จำเป็นที่จะต้องแสดงสิ่งใดเพื่อบ่ง
บอกสถานะของพวกเขาทั้งสามคน
รอบๆเมืองเมฆาแรกอรุณ มีหมอกเซียนรายล้อม
เอาไว้ ท่ามกลางความเลือนลางปรากฎฟั้าผ่า
คะนองอยู่ในนั้นเป็นระลอก เปลวเพลิงและ
มหาสมุทรม้วนกวาดเป็นเส้นแบ่งเอาไว้ ปิดกั้น
เส้นทางเข้าไปสู่เมืองเมฆาแรกอรุณของทั้งสามคน
เห็นได้ชัดว่านี่จะต้องเป็น มหาค่ายกลคุ้ม
เมือง ดังนั้นจะต้องยกเลิกค่ายกลนี้เพื่อเปิดเส้นทาง
ไปสู่เมืองให้กับพวกเขาก่อนพวกเขาจึงจะสามารถ
เข้าไปได้
หลังจากที่ทั้งสามคนเข้ามาถึง ลั่วผิน นั้นไม่ชอบใน
การออกหน้าออกตา ในฐานะที่ อู่ อวี้ เป็นบุรุษ
เพียงคนเดียว เขาจึงรับผิดชอบหน้าที่ในการไป
ติดต่อแทน ต้องออกหน้าออกต่างด้วยความฝืนใจ
เขาจึงตะโกนออกมาว่า “ผู้คนในเมืองเมฆาแรก
อรุณทุกท่าน พวกเรามาจากทัพเซียนจักรพรรดิ
เพลิง ได้รับคำขอร้องจากพวกท่านที่ส่งไปยังนคร
จักรพรรดิเพลิง ให้มาปกปั้องเมืองเมฆาแรกอรุณ
เชิญเปิดค่ายกลนี้ และให้พวกเราได้เข้าไปด้วย”
จากภายในมหาวงเวทย์ฟั้าดิน ย่อมเป็นเรื่องที่ง่าย
มากในการมองเห็นถึงรูปลักษณ์ของพวกเขาทั้ง
สาม คนที่รู้จัก อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน สมควรมีอยู่ไม่มาก
แต่ว่าชื่อเสียงของ ฉิน ฟูเหยา บนทวีปแห่งทวย
เทพแห่งนี้โด่งดังเป็นอย่างมาก
และเพราะนางเป็นคนที่งดงามยิ่ง ดังนั้นจึงมีคน
กล่าวขานถึงนางเป็นจำนวนไม่น้อย
คาดว่าคนของเมืองเมฆาแรกอรุณ จำต้องจดจำ
นางได้อย่างดีเป็นแน่แท้
ในความเป็นจริงพวกเขาทั้งสามคนจะต้องได้รับ
การตรวจสอบก่อน จากนั้นก็ใช้ยันต์สื่อสารในการ
ส่งข้อความกลับไปที่นครจักรพรรดิเพลิงให้นคร
จักรพรรดิเพลิงตอบกลับมา เพื่อรายงานถึงสถานะ
ของพวกเขาทั้งสามคน
พวกเขาทั้งหมดต่างก็เป็นหัวหน้ากองร้อย อู่ อวี้
ยังอยู่ในขั้นสร้างแกนนภาระดับที่ 8 ฉิน ฝูเหยา
นั้นเป็นผู้ฝึกตนที่อยู่ในขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกต
ขั้นที่ 2 ส่วนข้อมูลของ ลั่วผิน ได้บอกเอาไว้ว่านาง
อยู่ในขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 3 แต่
ความจริงใครจะรู้ว่านางนั้นอยู่ในขอบเขตอะไรกัน
แน่………
และคาดว่า ฉิน ฝูเหยา สามารถจัดการได้
แม้กระทั่งผู้ฝึกตนขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับ
ที่ 4 ได้
ดังนั้น เมื่อคนของเมืองเมฆาแรกอรุณรู้ว่าภารกิจนี้
ถูกมอบหมายให้กับ ฉิน ฝูเหยา สุดยอดอัจฉริยะ
ของนครจักรพรรดิเพลิง ทั้งยังมี อู่ อวี้ ผู้ที่เคยมี
ชื่อเสียงโด่งดังในนิกายเซียนซูซัน และยังมีอีกคน
ถึงแม้ว่าจะดูธรรมดาแต่ว่านางก็ไม่อ่อนแอเช่นกัน
พวกเขาจึงผ่อนคลายลงอย่างสิ้นเชิง จนถือได้ว่าดี
อกดีใจกันอย่างเอิกเกริก
“ยินดีต้อนรับทั้งพวกท่านทั้งสาม”
ภายในเมืองเมฆาแรกอรุณ ก็มีเสียงนุ่มนวลของ
สตรีนางหนึ่งดังออกมา
ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ เคยได้ผ่านตาเกี่ยวกับข้อมูลของ
เมืองเมฆาแรกอรุณมาก่อน จริงๆแล้วเมืองเมฆา
แรกอรุณนั้นเป็นพรรคนิกายพรรคหนึ่ง ซึ่งเจ้าเมือง
มีนามว่า มู่เสวี่ย หยุนซี และนางนั้นฝึกตนมานาน
กว่า 100 ปีแล้ว ในตอนนี้จึงอยู่ในขอบเขตตำหนัก
ม่วงทะเลมรกตระดับที่ 3
พรรคนิกายเหล่านี้ บนทวีปแห่งทวยเทพแล้วมี
มากมายกว่าแม่น้ำลำธาร แต่ก็ไม่ถือว่าแข็งแกร่ง
อะไร ซึ่งจัดอยู่ในระดับกลางๆ ส่วนนิกายกระบี่
สวรรค์นั้นอยู่ในระดับล่างๆแน่นอนว่าย่อมไม่มีใคร
เหลียวแล
อย่างไรก็ตามพรรคนี้ก็มีความพิเศษบางอย่างอยู่
เมืองเมฆาแรกอรุณนั้นเป็นเมืองของอิสตรี แต่ไหน
แต่ไรมาไม่เคยต้อนรับบุรุษ กระทั่งบุรุษก็ถูกห้าม
ไม่ให้เข้ามาในเมืองเมฆาแรกอรุณ เมื่อเป็นเช่นนี้
ในเมืองเมฆาแรกอรุณจึงแทบจะไม่มีสหายเต๋า
เคียงคู่เลย
ทั่วทั้งเมืองเมฆาแรกอรุณมีผู้ฝึกตนอยู่นับหมื่น แต่
ทั้งหมดล้วนแต่เป็นสตรีเพศ จึงต้องพยายามยืน
ด้วยลำแข้งของตัวเอง ทั้งเมืองแห่งนี้ก็ยังมีวิว
ทิวทัศน์ที่สวยงามอยู่อีกด้วย
ในตอนที่มหาเวทย์ฟั้าดินได้เปิดขึ้น เปิดเส้นทางใน
การสัญจรเข้าเมือง เมื่อพวก อู่ อวี้ ทั้งสามคนเห็น
จึงรีบเข้าไปภายในเมืองอย่างรวดเร็ว
ในตอนนี้สถานการณ์เกี่ยวพันกับความเป็นความ
ตาย เมืองเมฆาแรกอรุณจึงไม่ได้สนใจว่า อู่ อวี้
เป็นผู้ชาย
เมื่อคิดดูแล้ว ในไม่กี่ปีมานี้ก็ไม่เคยมีบุรุษคนไหน
เข้ามาในเมืองเมฆาแรกอรุณได้
ดังนั้น เมื่อ อู่ อวี้ เข้ามาในเมืองเมฆาแรกอรุณ เขา
จึงพบเห็นผู้ฝึกตนสตรีที่งดงามนับหมื่นคนกำลังจด
จ้องมาที่เขาอยู่ แค่สตรีทั้งสองคนที่อยู่ข้างกายเขา
ก็แทบจะมิอาจหักห้ามใจได้แล้ว….
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ