กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 375 : สามปศาจ
เมื่อมองไปรอบ ๆ จะเห็นว่าด้านหน้าตอนนี้มีสตรี
รูปโฉมงดงามนับหมื่น ยืนกระจายอยู่ทั่วทุกทิศทาง
บนกำแพงเมืองเมฆาแรกอรุณ เพื่อคอยควบคุม
‘มหาค่ายกลคุ้มเมือง’ แม้แต่ด้านล่างก็ยังมีผู้คอย
สนับสนุน ‘มหาค่ายกลคุ้มเมือง’ เพื่อพิทักษ์ปกปั้อง
บ้านเกิดเมืองนอนของตน
ท่ามกลางหญิงสาวเหล่านี้มีทั้ง มีทั้งสาวน้อยสาว
ใหญ่ มีแม้กระทั่งหญิงชรา
ซึ่งดูจากการแสดงออกของพวกนางในเวลานี้
เสมือนว่าพวกนางจะเริ่มเหนื่อยล้าบ้างเล็กน้อย
แล้ว ซึ่งการมาถึงของ อู่ อวี้ เสมือนเป็นผู้นำ
ความหวังมาให้แก่พวกนาง ส่งผลให้ ณ เวลานี้
สตรีนับหมื่นคนคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกับคารวะ
อย่างยินดี แล้วกล่าวว่า ” พวกข้าชาวเมืองเมฆา
แรกอรุณ กำลังรอคอยท่านผู้บำเพ็ญเต๋า วันนี้
นับเป็นบุญวาสนาที่ได้เห็น กองทัพเซียนจักรพรรดิ
เพลิง ผู้เกรียงไกร ”
ในเวลานี้ ฉิน ฝูเหยา มิได้ตั้งใจออกรับหน้า นาง
กระทำเพียงยิ้มแล้วหันไปมอง อู่ อวี้ เมื่อเห็น
เช่นนั้น อู่ อวี้ ก็รวบรวมความกล้าจากนั้นก็กล่าว
กับหญิงงามทั้งสองว่า ” อย่าได้เกรงใจเราเพียงทำ
ตามหน้าที่ทั้งยังได้รับประโยชน์จากทุก ๆ ท่าน
ฉะนั้นแล้วพวกท่านก็อย่าได้เกรงใจไป เราจะ
พยายามอย่างดีที่สุด เพื่อคลี่คลายปัญหาให้แก่ทุก
ๆ ท่าน ”
ด้วยเพราะเป็นคนตรงไปตรงมา ดังนั้นเขาจึงกล่าว
ออกไปอย่างชัดเจน ซึ่งดูเหมือนว่าคำพูดของเขา
จะทำให้ชาว เมืองเมฆาแรกอรุณ รู้สึกโล่งอกไม่
น้อยทีเดียว นั่นก็เพราะว่าโดยทั่วไปแล้ว พวกนาง
มิเคยร้องขอความช่วยเหลือจาก นครจักรพรรดิ
เพลิง มาก่อน
ทั้งหมดทั้งมวลนั่นเป็นเพราะว่า พวกนางจะต้อง
เสียค่าใช้จ่ายหากต้องการให้ นครจักรพรรดิเพลิง
ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
หลังจากนั้นไม่นานนัก อู่ อวี้ ก็ได้เห็นเจ้าเมือง : มู่
เสวี่ย หยุนซี
มู่เสวี่ย หยุนซี เป็นสตรีรูปโฉมงดงาม ท่วงท่าการ
เคลื่อนไหวดูอ่อนช้อยงดงามอย่างยิ่ง บนใบหน้า
ของนางแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มอันแสนอ่อนโยน
ด้วยอากัปกิริยาทั้งหมดทั้งมวลนั้น ทำให้ อู่ อวี้
ถึงกับหวนนึกถึงมารดาของตน
เมื่อเห็นเจ้าเมือง มู่เสวี่ย หยุนซี อู่ อวี้ ก็รู้สึก
ประทับใจนางอยู่ไม่น้อย
อันที่จริงแล้วในบรรดาสามคนนี้ ผู้ที่ มู่เสวี่ย หยุนซี
รู้สึกเลื่อมใสนับถือมากที่สุดก็คือ ฉิน ฝูเหยา แต่
ยามนี้ผู้ที่ตรงหน้าของนางก็คือ อู่ อวี้ นางจึงจำใจ
พาหญิงสาวกลุ่มหนึ่งเดินตรงเข้าไปหา อู่ อวี้ อยู่
ตรงเบื้องหน้านางก็ก้มคารวะเล็กน้อยพร้อมกับ
กล่าวขึ้นว่า ” ท่านทั้งสามช่างมาได้ประจวบ
เหมาะทันเวลาเสียจริง ๆ ในวันนี้ข้าเองรู้สึกไม่
สบายใจ สังหรณ์ใจว่าเรื่องอันตรายร้ายแรงจะ
บังเกิดขึ้นในไม่ช้า”
มู่เสวี่ย หยุนซี ไม่ได้อธิบายรายละเอียดภารกิจใน
ครั้งนี้ชัดเจนนัก อู่ อวี้ กวาดสายตามองดูรอบ ๆ
แลเห็นว่าทุกคนล้วนตกอยู่ในความ
หวาดกลัว จากนั้นเขาจึงกล่าวขึ้นว่า ” ท่านเจ้า
เมืองเมฆาแรกอรุณ ท่านจำต้องบอกเล่า
รายละเอียดให้ชัดเจนมากกว่านี้ ข้าจะได้เข้าใจ
ศัตรูเพิ่มขึ้น ”
มู่เสวี่ย หยุนซี พยักหน้า แล้วกล่าวขอโทษว่า ”
ข้าขออภัย เป็นเพราะว่าข้ารีบร้อนเลยไม่ได้
กระทำการให้ชัดเจน ข้ารู้สึกอับอายยิ่งนักที่ส่งมอบ
ภารกิจเช่นนี้ไปยัง นครจักรพรรดิเพลิง ข้าต้องขอ
อภัยจริง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ข้าจะให้น้องสาวบอก
เล่าเรื่องราวทั้งหมด ให้พวกท่านทั้งสามฟังอย่าง
ชัดเจน ”
หลังจากกล่าวเสร็จสิ้น เบื้องหลังของนางก็ปรากฏ
ร่างของสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่ ระดับพื้นฐานฝึกตนของ
นางอยู่ในระดับ ตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 1
อายุอานามของนางไล่เลี่ยกับ มู่เสวี่ย หยุนซี
รวมถึงรูปร่างหน้าตาของนางก็ยังคล้ายคลึงกันมาก
อีกด้วย มีเพียงแค่ความสง่างามที่อาจจะดูไม่
เท่ากับพี่สาว เพียงแค่ดูเศร้าสร้อยกว่าเล็กน้อย
เท่านั้น จากนั้นนางก็กล่าวขึ้นว่า ” เรื่องราวนี้
เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 10 วันที่ผ่านมา ตัวข้ากับ
สหายจากพรรคนิกายอื่นอีกหลายคน มุ่งหน้าไปยัง
สถานที่แห่งหนึ่งทางทิศตะวันออก สถานที่แห่งนั้น
มีชื่อเรียกว่า ‘หุบเขาไว้อาลัย’ เหตุผลที่พวกข้าไปที่
นั่น ก็เพราะเคยได้ยินว่าที่นั่นมีวิญญาณเซียนอยู่
ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่เราต้องการ แต่ก็ไม่มีผู้ใดคาดคิด
ว่าเมื่อไปถึงที่นั่นแล้วจะต้องพบเจอกับตัว
ประหลาด 3 ตัว กลิ่นอายปีศาจในตัวของพวกมัน
รุนแรงมาก เราจึงคิดว่ามันน่าจะเป็นปีศาจแน่ ๆ
ดังนั้นพวกเราจึงลอบติดตามมันไปอย่างลับ ๆ
แล้วเราก็ได้ยินเรื่องที่ไม่คาดฝัน ในบทสนทนาของ
พวกมัน …”
” มันพูดว่าเช่นไร? ” ฉิน ฝูเหยา เร่งรีบถามอย่าง
ร้อนใจ
สตรีผู้นั้นก็กล่าวว่า ” พวกมันกล่าวว่า เมืองเมฆา
แรกอรุณ ล้วนมีแต่สตรี พวกมันชอบลิ้มรสหัวใจ
และ ปอดของสตรีเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นพวกมัน
จะต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพราะหลังจากนี้อีก
เพียงไม่กี่วัน เมืองเมฆาแรกอรุณ จะต้องถูก
ทำลาย! ในช่วงเวลานั้น เพราะ ขะ… ข้าทั้งตกใจ
และ หวาดกลัว เลยเผลอเลอไปทำเสียงดังเข้า
พวกมันเลยจับได้ว่ามีคนกำลังแอบฟังพวกมัน
จากนั้นพวกเราจึงตัดสินใจแยกกันหลบหนี ฝังเรา
มีทั้งหมด 4 คน ส่วนพวกมันมีกันอยู่ 3 ตอนนั้นข้า
เองก็ไม่คิดว่าจะโชคดีหนีรอดออกมาจาก หุบเขาไว้
อาลัย ได้ แต่สหายของข้าทั้ง 3 ล้วนถูกฆ่าตายที่
นั่น เมื่อข้าย้อนกลับไปตรวจดู ก็ไม่พบแม้แต่
ซากศพ หรือ โครงกระดูกของพวกเขา …”
หลังจากเล่าเรื่องทั้งหมดแล้ว ดวงตาของนางก็แดง
ก่ำ เห็นได้ชัดว่าการตายของสหายของนาง ทำให้
นางรู้สึกผิดแลเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก นาง
ตำหนิตนเองว่าทั้งหมดเป็นความผิดของนาง
เนื่องจากพวกนางไปด้วยกันทั้งหมด 4 คน แต่มี
เพียงแค่นางเท่านั้นที่รอดมาได้อยู่คนเดียว
หลังจากฟัง อู่ อวี้ ก็ซักถามขึ้น ” แม่นางเห็น
หรือไม่ ว่าพวกมันเป็นปีศาจประเภทใด ?”
หญิงสาวส่ายศีรษะ แล้วกล่าวว่า ” พวกมันทุกตัว
อยู่ในคราบมนุษย์ ข้าจึงไม่สามารถเห็นรูปลักษณ์
ตัวตนที่แท้จริงของมันได้ รู้เพียงแค่ว่ากลิ่นอาย
ปีศาจของมัน เข้มข้นมากกว่ากลิ่นอายปีศาจ
ธรรมดาทั่ว ๆ ทั่วไปมาก พวกมันต้องเป็นปีศาจ
อย่างแน่นอน มีเพียงปีศาจเท่านั้นที่หาญกล้า
กระทำเรื่องต่ำช้าเลวทรามเช่นนี้ได้ พวกมันใคร่
ปรารถนาในตัวข้า และ ชาวเมืองเมฆาแรกอรุณ
ทุกคน จึงไม่น่าใช่มนุษย์อย่างแน่นอน เพราะ
อย่างไรแล้วผู้ฝึกตนจากพรรคนิกายอื่น ๆ ก็ให้
ความเคารพนับถือแก่เรามาก ”
อู่ อวี้ ครุ่นคิดชั่วครู่แล้วซักถามต่อว่า ” ปีศาจพวก
นั้นรู้หรือไม่ว่าแม่นางหนีรอดมาได้ ? แล้วพวกมันรู้
หรือไม่ ว่าแม่นางกับสหายได้ยินบทสนทนาของ
พวกมัน ? ซึ่งถ้าหากมันรู้ พวกมันจะไม่ย้อนกลับ
มาอีก หรือบางทีพวกมันอาจจะรู้แล้วว่าพวกเรา
ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ พวกมันจึงยังไม่ปรากฏตัว
เฝั้ารอคอยให้พวกเราจากไปก่อน? ”
แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกในลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ แต่
ก็เป็นภารกิจที่ได้รับเงินทองผลตอบแทนอย่างมั่ง
คั่ง เนื่องจาก เมืองเมฆาแรกอรุณ ล้วนมีแต่สตรี
จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปกปั้องดูแลตนเอง ซึ่ง อู่ อวี้
ไม่ต้องการให้ภารกิจนี้มีข้อผิดพลาดใด ๆ เกิดขึ้น
จะต้องไม่ให้เกิดเรื่องเฉกเช่น เฮยซาน กุ่ยอี้ ซ้ำรอย
ขึ้นมาอีก
สตรีนางนี้ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ แล้วนางก็กล่าวขึ้นว่า ”
อืม… อันที่จริงในตอนนั้น พวกมันก็ไม่น่าจะรู้ว่าเรา
มีกันกี่คน จุดกำบังที่ข้าหลบซ่อนตัวค่อนข้างมิดชิด
ข้าเองก็คิดว่ามันไม่น่าจะรู้ว่าข้าอยู่ที่นั่นด้วย แต่
เท่าที่เคยเห็นปีศาจทั้ง 3 ดูฉุนเฉียวมีโทสะ ข้าเลย
คิดว่ามันจะต้องมาที่นี่เป็นแน่ ”
อู่ อวี้ พยักหน้าแล้วกล่าวว่า ” เอาล่ะเราพอจะรู้
เกี่ยวกับรายละเอียดภารกิจแล้ว ฉะนั้นพวกเราจะ
ปั้องกัน เมืองเมฆาแรกอรุณ เป็นเวลา 2 เดือน
หากภายใน 2 เดือนปีศาจพวกนี้ยังไม่ออกมาอีก
เราค่อยมาคุยกันอีกทีว่าจะติดตามผลเรื่องนี้
อย่างไร จากสายตาที่ประเมินท่านคิดว่าปีศาจทั้ง
3 ตนนี้น่าจะมีพื้นฐานฝึกตนไม่สูงกว่าระดับ
ตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 3 ใช่หรือไม่? ”
คำตอบนี้ มู่เสวี่ย หยุนซี เป็นผู้ตอบแทน นางกล่าว
ว่า ” พวกเราเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เลยสืบหาข้อมูล
เกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมถึงติดตามการเคลื่อนไหวของ
ปีศาจทั้งสาม มาได้ระยะหนึ่งแล้ว เท่าที่ทราบมา
ปีศาจ 2 ตัวมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับตำหนักม่วง
ทะเลมรกตขั้นที่ 3 ส่วนอีกตัวอยู่ในระดับตำหนัก
ม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 2 ท่านทั้งสองโปรดสบายใจ
ได้ ข้าสามารถรับมือหนึ่งในพวกมัน ซึ่งอยู่ในระดับ
ตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 3 ได้ เพียงแต่ต้อง
รบกวนพวกท่านทั้งสาม …”
อู่ อวี้ ส่ายหัว แล้วกล่าวว่า ” เจ้าเมืองได้จ่าย
ค่าตอบแทนภารกิจครั้งนี้ให้แก่เราแล้ว ที่ท่านต้อง
ทำคือตั้งใจเพียรพิทักษ์รักษา ‘มหาค่ายกลคุ้มเมือง’
ไว้ หากปีศาจที่ว่านี่ปรากฏตัวขึ้น เดี๋ยวพวกเราจะ
เป็นผู้จัดการเอง ”
ไม่ต้องกล่าวถึง ฉิน ฝูเหยา กับ ลั่วผิน ถึงแม้ฝั่าย
ตรงข้ามจะมีฝีมืออยู่ในระดับ ตำหนักม่วงทะเล
มรกต ขั้นที่ 3 ทว่าตอนนี้ อู่ อวี้ มีไพ่ตาอยู่ในเมือง
มือเป็นจำนวนมาก เขาจึงหาญกล้าที่จะต่อสู้
” ขอบคุณพวกท่านทั้งสาม ” ดวงตาเรียวเล็กของ
มู่เสวี่ย หยุนซี เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ปรากฏหยาด
น้ำตาเอ่อล้นอยู่ภายใน นางเคยได้ยินได้เกี่ยวกับ
วีรกรรมเล่าขานของ อู่ อวี้ มาบ้าง ในครานั้นนาง
คิดว่า เขาเป็นผู้เยาว์ที่น่าสมเพชยิ่งนัก แต่แล้วใน
เวลานี้ เมื่อนางได้มองดูเขาอย่างพินิจกับพบว่า
ทั่วทั้งร่างของเขาปกคลุมไปด้วยแรงกดดันจากจิต
วิญญาณแห่งวีรชน ทั้งยังไม่หยิ่งผยอง ปฏิบัติตาม
กฎของภารกิจอย่างเคร่งครัด และ ด้วยความไม่ถือ
ดีนี้เอง จึงเป็นตัวพิสูจน์แสดงให้เห็นว่าเขาเป็น
ผู้เยาว์ที่มีความคิดความอ่านไม่เลวเลยทีเดียว
หลังจากกล่าวขอบคุณ มู่เสวี่ย หยุนซี ก็รีบเข้า
ควบคุม ‘มหาค่ายกลคุ้มเมือง’ ทันที ส่วน อู่ อวี้
และอีกสองคนก็ซ่อนตัวอยู่ภายในมหาค่ายกล เพื่อ
รอคอยให้ปีศาจปรากฏตัว ถัดออกไป ลั่วผิน นั่ง
หลับตาขัดสมาธิอยู่บนหอคอยประตูเมือง บางที
นางอาจกำลังจมอยู่ในห้วงภวังค์ความรู้แจ้งแห่ง
เต๋า ซึ่ง อู่ อวี้ ในตอนนี้ยังไม่สามารถเข้าใจได้ และ
มันทำให้ อู่ อวี้ ปรารถนาใคร่รู้เรื่องราวของสัตว์
สวรรค์ตนนี้มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามช่างน่า
เสียดายนัก ที่ไม่อาจกระทำเช่นนั้นได้ สาเหตุนั้นก็
คือเขามี ฉิน ฝูเหยา คอยเดินเกาะแกะวุ่นวายอยู่
รอบ ๆ ตัว …
ฉิน ฝูเหยา ทำท่าทางผ่อนคลายอย่างยิ่งยวด จาก
คำอธิบายที่เจ้าเมืองบอกเล่าให้นางฟัง ทำให้นาง
รู้สึกว่าปีศาจเหล่านี้หาได้อยู่ในสายตาของนางไม่
” น้องชาย ทรงผมของพี่สาวเป็นเช่นไรบ้าง? ” นาง
ใช้เครื่องประดับผมมากมาย รวมถึงปินปักผม
ตกแต่งจัดทรงผมของนางมานานกว่าครึ่งวัน ซึ่ง
สายตาที่นางจับจ้องไปยัง อู่ อวี้ ในยามนี้ เปียมล้น
ไปด้วยแสงประกายระยิบระยับ อย่างตั้งตารอ
คำตอบ
” ก็ไม่เลว ” อู่ อวี้ ตอบ
” ตอบให้มันจริงใจกว่านี้หน่อยสิ! ข้าต้องการให้
เจ้าบอกรายละเอียด ข้ารู้อยู่แล้วว่ามันต้องดูดี!”
” เอ่อ.. เครื่องประดับผมที่ท่านใช้เหมาะสมกับ
อาภรณ์ที่ท่านสวมใส่อย่างยิ่ง ทำให้ในเวลานี้ท่าน
ดูเหมือน…”
” ข้าดูเหมือนอะไร ? ” ฉิน ฝูเหยา แสยะยิ้มขึ้นที่มุม
ปาก
” เทพธิดาบริสุทธิ์… ”
” เทพธิดาบริสุทธิ์? ข้าคิดว่าเจ้าจะบอกว่าข้าดู
ยั่วยวนเสียอีก ” นางหัวเราะคิกคัก พร้อมเผยร้อ
มยิ้นอันทรงเสน่ห์ในโลกหล้าออกมาอีกครั้ง
เนื่องจาก อู่ อวี้ อยู่ใกล้กับนางมาก จึงทำให้เขา
ยากจะสงบจิตใจลงได้
อู่ อวี้ คาดว่าต่อให้ภารกิจสิ้นสุดลงแล้ว นางก็
ยังคงหยอกเย้าเขาอย่างไม่ยอมเลิกลาเป็นแน่แท้
โชคยังดีหลังจากผ่านไปสองวัน ระหว่างที่ ฉิน ฝู
เหยา ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์สวมใส่ รวมถึง
เครื่องประดับประดาผม รองเท้า และ
เครื่องประดับตกแต่งแทบทุกชนิด ทันใดนั้นเอง
ห่างออกไปทางกำแพงเมืองทิศใต้ของ เมืองเมฆา
แรกอรุณ ก็บังเกิดกลิ่นอายปีศาจหนาแน่นพวยพุ่ง
ขึ้นมาอย่างฉับพลัน หมอกควันสีดำทมิฬแผ่ขยาย
ออก ลักษณะของมันดูคล้ายคลึงกับม่านหมอกของ
ห้วงทะเลปีศาจอนันต์อย่างยิ่ง ทั้งยังหนาแน่นไป
ด้วยกลิ่นอายแห่งความชั่วร้าย เมื่อเหล่าหญิงสาว
ในเมืองเมฆาแรกอรุณ แลเห็นปราณปีศาจอันชั่ว
ร้ายกำลังแผ่ขยายมายังทิศทางนี้ พวกนางก็แสดง
ท่าทางหวาดกลัวออกมาอย่างเห็นได้ชัด ทันใดนั้น
ทั้งสาวน้อยสาวใหญ่ลูกเด็กเล็กแดง ที่อยู่ภายใน
เมืองเมฆาแรกอรุณ ต่างก็กรีดร้องร่ำไห้ขึ้นด้วย
ความหวาดกลัวอย่างสุดขีด
เมื่อพวกนางตื่นตะหนก มันก็ส่งผลกระทบต่อการ
ทำงานของ มหาค่ายกลคุ้มเมือง เล็กน้อย จึ่งทำให้
มู่เสวี่ย หยุนซี รู้สึกกังวลอยู่บางส่วน นางรีบ
ตะโกนขึ้นด้วยเสียงดังก้องว่า ” เด็ก ๆ ไม่ต้องกลัว
จงใช้ความแข็งแกร่ง แลความหาญกล้าของพวก
เจ้า เปลี่ยนความหวาดกลัวนี้ให้เป็นแรงพลังแก่
‘ค่ายกลเมฆาสวรรค์ลี้ลับ’ เพื่อปลดปล่อยพลัง
อำนาจที่แท้จริงของมันออกมา ให้ได้เป็นที่
ประจักษ์ เมื่อพวกเรารวมพลังเป็นหนึ่ง พวกปีศาจ
ย่อมไม่อาจโจมตีฝั่าเข้ามาทำร้ายพวกเราได้ ยิ่งไป
กว่านั้น เรายังมีใต้เท้าทั้ง 3 จาก กองทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิง พวกเขาจะช่วยปกปั้องเมืองของ
เรา บดขยี้ปีศาจชั่วให้สิ้นชีพ ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ความหวาดกลัวในคราแรกของ
พวกนาง ก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นความกล้าหาญอัน
ยิ่งใหญ่
เป็นเวลาเดียวกับที่ อู่ อวี้ และ อีกสองคน ได้มาถึง
กำแพงเมืองทิศใต้แล้ว
” มีสามตัวจริง ๆ ” อู่ อวี้ ตั้งใจมองอย่างพินิจ แล
เห็นว่ากลุ่มหมอกทมิฬนั้นแบ่งออกเป็นทั้งหมด 3
กลุ่ม มีเงาร่างของคนอยู่ภายในกลุ่มหมอกแต่ละ
กลุ่ม พวกมันมีผิวกาย และ ใบหน้าที่ขาวซีด มี
เขี้ยวยื่นออกมาจากมุมปาก ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็น
ปีศาจไม่ผิดแน่ เนื่องจากทั่วทั้งร่างของมันมีปราณ
ปีศาจแผ่ขยายออกมาอย่างหนาแน่น หน้าตาของ
มันจึงดูชั่วร้ายน่าเกลียดเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้
เสื้อคลุมยาวสีดำขนาดใหญ่ที่มันสวมใส่อยู่ แทบ
จะผสานเข้ากับหมอกทมิฬ ที่กำลังม้วนกวาดผ่าน
ออกมาอย่างสมบูรณ์
“แบ่งกันไปจัดการคนละหนึ่งตัว ตัวด้านขวาเป็น
ของข้า ” ลั่วผิน เปิดปากพูดเป็นครั้งแรกใน
ช่วงเวลาสองสามวันที่ผ่านมา หลังจากกล่าวเสร็จ
สิ้น นางก็ทะยานออกจาก มหาค่ายกลคุ้มเมือง
ทันที ร่างของนางกลายเป็นลำแสงสีทองดำ พุ่งฝั่า
ไปยังทิศทางด้านขวาในชั่วพริบตา
เมื่อดูจากคู่ต่อสู้ทั้ง 3 แล้ว ตัวที่อ่อนแอมากที่สุด
น่าจะอยู่ทางด้านซ้าย หากเป็นไปตามที่น้องสาว
เจ้าเมืองกล่าว มันน่าจะมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ใน
ระดับ ตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 2 ซึ่ง ลั่วผิน
มอบตัวอ่อนแอสุดให้ อู่ อวี้ จัดการ เพราะยังไง
แล้ว ฉิน ฝูเหยา ก็คือผู้แข็งแกร่งมากสุดในกลุ่มนี้
เป็นไปไม่ได้เลยที่นางจะเลือกจัดการกับตัวอ่อนแอ
สุด
” ไปกันเถอะ จัดการเจ้าขยะสามตัวนี้ทิ้งเสียให้สิ้น
ช่างเป็นภารกิจที่ง่ายดายอย่างยิ่ง ” ฉิน ฝู
เหยา ส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้ม จากนั้นก็ดึงมือ อู่ อวี้
ติดตาม ลั่วผิน ไปติด ๆ คนทั้งสามทะยานออกไป
จากมหาค่ายกลคุ้มเมืองอย่างรวดเร็ว โดยหมาย
มาดจะเผชิญหน้ากับปีศาจทั้ง 3 ตัว
” พวกเจ้าเป็นปีศาจมาจากแห่งหนใดกัน ถึงได้
หาญกล้ามาสร้างความวุ่นวายในอาณาเขตของ
นครจักรพรรดิ์เพลิง เช่นนี้ พวกเจ้าไม่กลัวเช่นนั้น
หรือ? ” อู่ อวี้ ตะโกนขึ้น
ถือว่าได้ผลชะงักไม่น้อยทีเดียว เมื่อ อู่ อวี้ กล่าวว่า
ที่นี่เป็นอาณาเขตของนครจักรพรรดิเพลิง ปีศาจ
ทั้ง 3 ตัวก็เริ่มหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีไปทันที
แน่นอนว่าพวกมันย่อมไม่มีความกล้าพอจะหัน
หลังกลับมาอีก
” กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง แห่ง นครจักรพรรดิ์
เพลิง! ”
เดิมทีปีศาจทั้งสามตัวนั้นดุร้ายอย่างยิ่ง ร่ำลือกันว่า
มันโหดเหี้ยมมาก แต่ อู่ อวี้ ไม่คาดคิดว่า หลังจาก
ที่พวกมันทั้งสามเผชิญหน้ากับพวกเขา พวกมันก็
รีบหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีจากไปทันที ที่สำคัญ
ยิ่งกว่านั้นคือพวกมันวิ่งหลบหนีกันออกไปคนละ
ทิศทางคนละทาง ถ้าจะไล่ตามพวกมัน อู่ อวี้ และ
อีกสองคนต้องกระจายตัวกันออกไป
” จะหนีไปไหน! ” ฉิน ฝูเหยา เป็นคนแรกที่ไล่
ติดตามตัวที่อยู่ตรงกลางไป
“อย่าปล่อยพวกมันหนีไปได้” เมื่อ ลั่วผิน เห็น
เช่นนั้น นางก็ไล่ติดตามคู่ต่อสู้ของตนเองไป
” ต้องรีบหยุดพวกมันไว้ ก่อนที่จะมีปีศาจตัวที่สี่
ลอบโจมตีเรา ไม่เช่นนั้นแล้วนี่อาจเป็นแผนล่อเสือ
ออกจากถ้ำก็เป็นได้ ” อู่ อวี้ ตระหนักดีถึง
สถานการณ์ในยามนี้ ดังนั้นเขาจึงต้องรีบจับตัว
ศัตรูให้อยู่ใกล้เคียงกับ เมืองเมฆาแรกอรุณ มาก
ที่สุด
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ