กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 381 : ภารกิจใหญ
ภารกิจนี้ค่อนข้างซับซ้อน
ผู้คุมกฏก็เอ่ยแนะนำเขาว่า “ภาจกิจนี้อยู่บนชาย
ขอบทะเลตงไห่มีภูเขาเซียนอยู่ลูกหนึ่ง บนภูเขามี
พรรคอยู่พรรคหนึ่งที่เรียกว่า ‘พรรคสมุทรคราม’
ถึงแม้ว่าพรรคแห่งนี้จะเป็นพรรคชั้น 4 แต่ประมุข
พรรคอยู่ในขอบเขตตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 4
จึงนับว่าเป็นผู้ปกครองในรัศมีพันลี้ อีกทั้งเมื่ออยู่
บนทะเลตงไห่แล้วก็นับว่าไม่เลว คาดว่าภายใน
พรรคจะมีผู้ฝึกตนขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตอยู่ถึง
5 คน”
“พรรคสมุทรครามแห่งนี้ เนื่องจากว่าอยู่เขตรอบ
นอกของทะเลตงไห่ ดังนั้นจึงมักจะเกิดการปะทะ
กันระหว่างผู้ฝึกตนกับผู้ฝึกตนนอกรีตอยู่เสมอ
ผู้คนที่อยู่ภายในพรรคมีนิสัยค่อนข้างเผด็จการยิ่ง
ซึ่งพลังการต่อสู้ถือได้ว่าไม่เลว อีกทั้งไม่ยอมแพ้ให้
พวกผู้ฝึกตนนอกรีตอย่างสุดโต่ง ภายในขอบเขต
ของพรรคนี้ยังปกครองอาณาจักรมนุษย์อยู่อีกสิบ
กว่าอาณาจักร นับได้ว่าเป็นพรรคที่ค่อนข้างที่จะ
เป็นมีคุณธรรมเที่ยงตรง ค่ายกลปกปั้องภูเขาก็
นับว่าไม่เลวร้ายเท่าไหร่ พวกผู้ฝึกตนนอกรีต
ธรรมดาทั่วไปไม่สามารถฝั่าทะลวงเข้ามาได้”
นี่ก็คือรายละเอียดคร่าวๆ ภารกิจในครั้งนี้เป็น
พรรคสมุทรครามที่ส่งข้อความขอความช่วยเหลือ
มายังนครจักรพรรดิเพลิง
อู่ อวี้ มองเห็นว่าภารกิจนี้ มีความขัดแย้งรุนแรง
เป็นอย่างยิ่ง แต่แน่นอนว่านี่ย่อมสามารถเก็บเกี่ยว
ผลกำไรได้อย่างมหาศาลได้ ดังนั้นจึงเลือกทำ
ภารกิจนี้
และตำแหน่งของพรรคสมุทรคราม ยังเป็นผ่าน
ทางอาณาจักรพบูรพาเยว่อู่อีกด้วย ทำให้ไม่เป็น
ปัญหาในการกลับไปเยี่ยมเยียนบ้านเกิดของ อู่ อวี้
ภารกิจในครั้งนี้อยู่ค่อนข้างห่างไกล แต่ว่าการ
รักษาความปลอดภัยของนครจักรพรรดิเพลิงนั้น
รัดกุมเป็นอย่างมาก จึงไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องที่
จอมกระบี่ชั่วฮวาจะรู้ถึงตำแหน่งของตัวเขาเอง ถึง
ว่าหากนางรู้แล้ว แต่จากนิกายเซียนซูซันกว่าจะ
มาถึงก็ยังต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง
ผู้คุมกฏก็ได้กล่าวต่อว่า “ประเด็นคือเมื่อประมาณ
หนึ่งปีก่อน พรรคสมุทรครามนั้นอยู่อันดับล่างๆ
ของทะเลตงไห่ แต่มื่อได้ค้นพบ ‘เหมืองแร่ทองคำ
วิญญาณคราม’ ซึ่งมีเส้นวิญญาณถึง 4 เส้น
ด้วยกัน ทั้งยังพบในจำนวนมหาศาล มูลค่าของมัน
นับได้ว่าสูงล้ำยิ่ง สำหรับพรรคสมุทรครามและ
พรรคระดับอื่นๆแล้ว นี่มันเป็นสมบัติอันล้ำค่าซึ่ง
เพียงพอที่จะทำให้พรรคนิกายของพวกเขามี
ความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด ดังนั้นพวกมันจึง
ปกปิดข่าวนี้ และทำการขุดเจาะเหมืองอย่างเร่ง
รีบ”
อู่ อวี้ ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน แม้ว่าเหมืองแร่
ทองคำวิญญาณครามจะไม่อาจเทียบเท่าได้กับ
เหมืองแร่ทองคำปีหลวนได้ แต่สำหรับพรรคสมุทร
ครามซึ่งเป็นพรรคระดับกลางๆแล้ว ถือได้ว่าเป็น
แหล่งทรัพยากรที่มีมูลค่ามหาศาล
“โชคไม่ดี ที่ข่าวนี้ได้รั่วไหลออกไปทั่วทะเลตงไห่
เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พรรคนิกายฝั่ายธรรมส่วน
ใหญ่ไม่ใช่ศัตรูของพรรคสมุทรคราม แต่ข่าวนี้ก็ได้
รั่วไหลไปถึงเกาะจำนวนมากบนทะเลตงไห่ที่เป็น
สถานที่ของเหล่าผู้ฝึกตนนอกรีต ดังนั้นสามเดือน
ตั้งแต่ที่พวกเขาพบเจอกับเหมืองแร่แห่งนี้ เหล่าผู้
ฝึกตนนอกรีตก็เข้ามาโจมตีฐานที่ขุดเจาะเหมือง
ของพวกเขาอย่างไม่ขาดสาย ทำให้เกิดความ
สูญเสียอย่างมากกับพรรคสมุทรคราม อย่างไรก็
ตามที่ขุดเหมืองนั้นอยู่ใต้ท้องทะเลของทะเลตงไห่
ไม่ใช่ภูเขาเซียนของพวกเขา จึงไม่มีค่ายกลปั้องกัน
ทำให้ต้องต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายกับพวกผู้ฝึกตน
นอกรีตมาอย่างต่อเนื่อง กล่าวได้ว่าเป็น
สถานการณ์วิกฤตอย่างยิ่ง ในท้ายที่สุดประมุข
พรรคของพวกเขาจึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือ
กับนครจักรพรรดิเพลิง พวกเขายินดีที่จะยก
ผลประโยชน์หนึ่งในห้าของเหมืองแร่ทองคำ
วิญญาณคราม แลกเปลี่ยนกับการสนับสนุนจาก
การหน่วยกองร้อยทั้งแปดของนครจักรพรรดิเพลิง
พวกเรานครจักรพรรดิเพลิงจะให้ความสำคัญ
เกี่ยวกับภารกิจของผู้ฝึกตนนอกรีตเป็นพิเศษ
ดังนั้นในวันที่ประกาศภารกิจนี้ออกมา ค่ายทั้งแปด
ก็ออกเดินทางในทันที เนื่องจากว่าจำเป็นจะต้อง
ใช้เวลาถึงครึ่งปีจึงจะสามารถขุดเจาะเหมืองแร่
ทองคำวิญญาณครามได้เสร็จ ดังนั้นทหารทั้ง 800
นายนี้ จะมีหน้าที่รับผิดชอบในการปกปั้องเหมือง
แร่ทองคำวิญญาณครามแห่งนี้เป็นเวลาครึ่งปี“
เกี่ยวกับเรื่องนี้นครจักรพรรดิเพลิงนั้นยังคงให้
ความสำคัญกับกฏระเบียบ ถึงแม้ว่าความ
แข็งแกร่งของทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงจะอยู่
เหนือกว่าพรรคสมุทรครามทั้งพรรค แต่ว่าพวกเขา
ก็ต้องทำเพียงแค่หน้าที่ของเขา นำสิ่งที่ควรนำไป
เท่านั้น ไม่ฉกฉวยสิ่งของของพรรคสมุทรคราม
พรรคนิกายฝั่ายธรรมบนทวีปแห่งทวยเทพ จริงๆ
แล้วพวกเขาจะคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และ
นครจักรพรรดิเพลิงที่มีความยิ่งใหญ่เช่นนี้ แน่นอน
ว่าย่อมไม่สนใจสิ่งของของพรรคสมุทรคราม ถ้า
หากมีทหารคนใดของทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงทำ
เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ก็จะได้รับการลงโทษจาก
นครจักรพรรดิเพลิง
กล่าวได้อีกนัยหนึ่ง เมื่อสามเดือนก่อนหน้านี้
ภารกิจนี้ได้ถูกประกาศขึ้นมาแล้ว และก็มีบางคน
ได้รับภารกิจนี้ไปเรียบร้อยแล้ว
ผู้คุมกฏก็ยังกล่าวต่อว่า “คาดไม่ถึงว่าผู้ฝึกตนนอก
รีตแห่งทะเลตงไห่มีมากมายราวกับปลาในน้ำ และ
นี่ก็คือสมบัติอันแสนล้ำค่าใต้ทะเลลึก ผู้ฝึกตนนอก
รีตจึงคิดว่านี่เป็นของพวกมัน ดังนั้นจำนวนผู้ฝึก
ตนนอกรีตที่บุกโจมตีเข้ามาจึงมากกว่าที่พวกเรา
และพรรคสมุทรครามคาดเอาไว้ ทำให้ทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิงของเราได้รับความเสียหายไป
บางส่วน และยิ่งไปกว่านั้นก็ยังเป็นการยากที่จะ
ต่อต้านการปรากฏตัวของผู้ฝึกตนนอกรีตที่เข้ามา
อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามมันยังเหลือเวลาอีก
สามเดือนจึงจะครบกำหนดภารกิจ ในอีกสามเดือน
ข้างหน้า พรรคสมุทรครามจึงจะสามารถทำการขุด
เหมืองได้เสร็จสิ้น ดังนั้นประมุขพรรคของพรรค
สมุทรครามจึงได้ยินดีที่จะแบ่งส่วนแบ่งอีก 1ใน 5
ของการขุดเหมืองแร่ทองคำวิญญาณคราม เพื่อขอ
กำลังเสริมค่ายกองร้อยอีก 8 หน่วยของนคร
จักรพรรดิเพลิงของพวกเรา ซึ่งทั้งหมดรวมเป็น 16
หน่วยกองร้อย ยามใดที่สามารถขุดเหมืองแร่จน
เสร็จสิ้นแล้วก็นับว่าเสร็จสิ้นภารกิจ เนื่องจากใน
พรรคสมุทรครามมีมหาค่ายกลปั้องกันอยู่ ต่อจาก
นี้ก็จะเป็นหน้าที่ของพวกเขาที่จะปกปั้องตนเอง
แล้ว………….”
“นครจักรพรรดิเพลิงได้ให้ความสำคัญกับการเข้า
ไปในเหมืองแร่ทองคำวิญญาณคราม หลังจากที่
พวกเขาได้รับส่วนแบ่งเล็กๆน้อยๆแล้ว ทุกสิ่งทุก
อย่างก็จะเปลี่ยนไปเป็นแต้มผลงาน 8 หน่วยที่
สำเร็จภารกิจนี้ไปแล้ว เหล่าหัวหน้ากองร้อยจะ
ได้รับแต้มผลงานถึง 150,000 แต้ม ส่วนหัวหน้า
กองสิบก็จะได้รับแต้มผลงาน 3,000 แต้ม ถึงแม้ว่า
จะเป็นภารกิจที่อันตราย แต่ผลกำไรในการเก็บ
เกี่ยวก็มีมากมหาศาล ส่วนผู้ฝึกตนนอกรีตที่พวก
เขาสามารถสังหารได้ ก็จะได้รับผลเก็บเกี่ยว
เพิ่มขึ้น” ผู้คุ้มกฏกล่าว
เมื่อ อู่ อวี้ คิดๆไปแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่ใช่เพียงแค่
แต้มผลงาน 150,000 แต้ม แต่มันคือเม็ดยาปราณ
มรกต 150 เม็ด และโอกาสในการต่อสู้กับผู้ฝึกตน
นอกรีต นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสในการแย่งชิง
สมบัติของผู้ฝึกตนนอกรีต!
เขายังจดจำได้ว่า บนจารึกของนิกายกระบี่สวรรค์
ได้มีคำจารึกว่า : บนหนทางแห่งการฝึกตนก็คือ
การแย่งชิง ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะช่วยเหลือผู้อื่น
ได้!
บนหนทางแห่งการฝึกตนก็คือการแย่งชิง!
อะไรคือการแย่งชิง?
การสังหารผู้คนเพื่อฉกชิงสมบัติก็คือการแย่งชิง
เช่นกัน!
แน่นอนว่าจะต้องสังหารคนที่สมควรสังหาร และ
แย่งชิงสิ่งของที่สมควรแย่ง
เต๋าของผู้ฝึกตนนอกรีต ไม่เพียงแต่ผืนปฐพีจะไม่
อาจยอมรับ แม้แต่โลกมนุษย์ก็ไม่ยอมรับเช่นกัน
ภารกิจประเภทนี้จำเป็นที่จะต้องใช้แรงงานคน
จำนวนมาก เพื่อล้อมรอบเส้นชีพจรของเหมืองให้
ทั่วทุกทิศ และต้องตื่นตัวอยู่เสมอ ดังนั้นจึงต้องส่ง
ทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงออกไปจำนวนมาก
ภารกิจในครั้งนี้คล้ายคลึงกับในครั้งที่แล้วที่ อู่ อวี้
ไปภูเขาหยินหยาง แต่ที่ภูเขาหยินหยางนั้น ทาง
นิกายได้ตัดสินใจส่ง หนานกง เหว่ย และคนอื่นๆ
ไปเพื่อหาประสบการณ์ แต่กระนั้น สถานการณ์
ครั้งนี้คือสถานการณ์จริง!!
“อู่ อวี้ ภารกิจนี้ เจ้าต้องการที่จะรับหรือไม่?” ผู้
คุ้มกฏเอ่ยถาม
ในแต่ละด้านนั้นล้วนแต่ตอบสนองความต้องการ
ของ อู่ อวี้ ทั้งยังสามารถเคลื่อนพลออกไปได้ทั้ง
ค่าย แต่ อู่ อวี้ ก็ยังคงลังเลอยู่เล็กน้อย เขากลัวว่า
ภารกิจนี้จะอันตรายมากเกินไป อาจจะทำให้เกิด
อันตรายต่อชีวิตของผู้เยาว์ในค่ายเทียมฟั้า
แต่อีกใจหนึ่งก็บอกกับเขาว่า ไม่มีใครที่จะยินยอม
เป็นดอกไม้ที่อยู่ในตู้กระจก อู่ เทียนหยี ได้กล่าวว่า
ไม่ว่าผู้ใดต่างก็ต้องการเป็นเซียนอมตะ ไม่ได้เป็น
เพราะว่าพวกเขาเป็นทหารที่อยู่ภายใต้สังกัด แล้ว
พวกเขาจะต้องหยุดโอกาสในการก้าวไปข้างหน้า
ของตัวเอง
เขาจึงตัดสินใจได้ในทันทีพร้อมกับทำการเขียนเล่า
ถึงรายละเอียดลงไปบนยันต์สื่อสาร ส่งกลับไปที่
ค่ายเทียมฟั้า หลังจากนั้นก็รอการตอบกลับมาจาก
พวกเขา ที่จริงไม่สามารถทำให้ทุกคนเข้าร่วมใน
ภารกิจนี้ได้ เพราะยังไงแล้วก็มีบางคนที่ติดธุระอยู่
ทหารที่อยู่ในค่ายเทียมฟั้านั้นมีค่อนข้างน้อย ซึ่งใน
ค่ายอื่นๆต่างมีคนมากเกินกว่า 200 คน การที่
สามารถระดมพลได้ถึง 100 คนก็ถือว่าไม่เลวแล้ว
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงปล่อยให้ทุกคนตัดสินใจกันเอาเอง
อยากไปหรือไม่อยากไป เพียงแค่บอกกล่าวมาเขา
จะไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น ชีวิตหรือว่าความตายตัวมัน
เท่านั้นที่จะกำหนดเอง สำหรับพวกเขาที่อยู่ในขั้น
สร้างแกนนถาระดับที่ 5 หรือ ระดับที่ 6 แล้ว แต้ม
ผลงาน 3,000 แต้ม ถือว่าค่อนข้างมาก และ
ภารกิจนี้ก็ใช้เวลาเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น
ไม่คาดคิดว่าพวกเขาจะส่งยันต์สื่อสารตอบกลับมา
อย่างรวดเร็ว บนยันต์เขียนเอาไว้ว่า : ทั้งหมดมี
93 คนที่ยินดีเข้าร่วมภารกิจครั้งนี้!
ค่ายเทียมฟั้ามีทหารอยู่ 100 นาย มีเพียงแค่ 7
นายเท่านั้นที่ไม่ได้ไป จริงๆแล้วจำนวนขนาดนี้ถือ
ว่าสูงยิ่ง เมื่อ อู่ อวี้ รายงานไป ในตอนที่ตัดสินใจ
จะรับภารกิจนี้ ผู้คุ้มกฏก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย และ
อดไม่ได้ที่จะมองไปทาง อู่ อวี้ พร้อมกับกล่าวว่า
“คิดไม่ถึงจริงๆ ค่ายเทียมฟั้าของเจ้าเพิ่งจะก่อตั้ง
มาได้ไม่นาน แต่คำพูดของเจ้ากลับมีน้ำหนักจริงๆ
ทหารทั้ง 93 จาก 100 คน ยินยอมจะเข้าร่วม
เทียบกับอีก 7 หน่วยที่เหลือ ส่วนใหญ่แล้วอัตรา
คนเข้าร่วมมีเพียงแค่ 74 ใน 100 เท่านั้น”
อู่ อวี้ อดไม่ได้ที่จะตะลึงและถามมาว่า “มี 7
หน่วยที่ยืนยันทำภารกิจนี้แล้ว?”
ผู้คุมกฏหัวเราะขึ้นแล้วกล่าวว่า “ถึงแม้ว่าภารกิจ
ประเภทนี้จะเป็นเรื่องที่อันตราย แต่มันก็ได้รับผล
เกี่ยวที่มากมหาศาลด้วยเช่นกัน เพียงแค่ถูก
ประกาศขึ้นมา ก็ถูกแย่งชิงกันอย่างรวดเร็ว ถ้า
หากว่าเจ้ามาช้ากว่านี้สักก้าวเดียว ภารกิจในครั้งนี้
เจ้าก็จะไม่ได้เป็นของเจ้าแล้ว เอาล่ะ เนื่องจาก
ภารกิจนี้เป็นภารกิจที่เร่งด่วนมาก ทั้งยังต้องการ
ผู้คนจำนวนมหาศาล เจ้ารีบกลับไปเตรียมการซะ
ในตอนนี้เจ้าควรที่จะกลับไปยังค่ายเทียมฟั้าของ
เจ้าแล้วพาคนของเจ้าออกเดินทางเถอะ ข้าได้แจ้ง
ค่ายอื่นๆอีก 7 หน่วยแล้ว ซึ่งคนทั้งหมดรวมตัวอยู่
ที่ทางออกเมือง เร่งมือเสีย!”
ความจริงแล้ว ในตอนนี้ได้อยู่ในช่วงวิกฤตเป็น
อย่างมาก
อีก 8 ค่ายกองร้อยของนครจักรพรรดิเพลิงที่ได้
ประจำการอยู่แล้วย่อมกำลังทำการสู้รบปรบมือกับ
ผู้ฝึกตนนอกรีตอยู่ ในสถานการณ์ที่อันตรายเช่นนี้
ทำให้การเดินทางครานี้ถือได้ว่าเป็นการกำลัง
สนับสนุนพรรคพวกของตนเองอย่างยิ่ง
หลังจากที่ได้วางแผนการเอาไว้อยู่ในใจแล้ว อู่ อวี้
ก็เร่งรีบออกมาจากพระราชวังแห่งแสง ใช้เวลาไม่
นานก็กลับมาถึงค่ายเทียมฟั้า ในเวลานี้คนที่เต็มใจ
จะออกเดินทางไปทำภารกิจนี้ได้สวมใส่ชุดเกราะ
เซียนจักรพรรดิเพลิงเอาไว้เรียบร้อยแล้ว และพวก
เขาจัดแถวรอ อู่ อวี้ อยู่
“ผู้บัญชาการอู่!” เมื่อเห็น อู่ อวี้ กำลังเข้ามา
เลือดอันเร่าร้อนภายในกายทุกคนต่างสูบฉีด พร้อม
กับตะโกนขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง
กองทัพทหารกองนี้กำลังจัดแถวกันอย่างเป็น
ระเบียบเพื่อเตรียมพร้อมออกเดินทาง
เมื่อ อู่ อวี้ กลับมาเห็นเขาก็รู้สึกเหมือนกับได้
ย้อนกลับไปตอนที่เขาได้นำทัพของอาณาจักร
บูรพา เยว่อู่ ในเวลานี้เลือดเนื้อของเขาเดือดพล่าน
ขึ้นอย่างชวนน่าคิดถึง คนคำรามออกมาดังสนั่น
“ค่ายเทียมฟั้าฟังคำสั่ง ตามข้ามา!”
“ขอรับ!”
กลุ่มคนเกือบ 100 คน ดูยิ่งใหญ่เกรียงไกร ได้มุ่ง
หน้าไปยังทางออกของเมือง ตลอดทางที่ผ่านมา
สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้คนจำนวนไม่น้อย
“พวกเจ้าเข้าใจรายละเอียดของภารกิจแล้วใช่
หรือไม่?” อู่ อวี้ ถาม
“เข้าใจแล้วขอรับ!” ทหารทุกนายก็ตอบกลับ
อู่ อวี้ มองไปที่คนเหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เป็นเด็ก
หนุ่มที่เหมือนกับตนเอง มองเห็นพวกเขาได้รับ
ภารกิจที่สำคัญเป็นครั้งแรก เขาสังเกตเห็นได้ถึง
ความตื่นเต้นและความกังวล………
“จากนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าจะต้องปฏิบัติตามคำสั่ง
ของข้าอย่างเคร่งครัด! ไม่อนุญาตให้เคลื่อนไหว
โดยพลการ มิเช่นนั้นจะต้องถูกลงโทษ! และคำสั่ง
ของข้าคือ วันนี้ข้าจะพาพวกเขาออกไป และอีก 3
เดือนจะต้องกลับมาอย่างพร้อมหน้าพร้อมกับ
ผลประโยชน์มหาศาล!”
“เฮฮฮฮฮฮ!”
ส่วนตัวก็คือส่วนตัว กองทัพก็คือกองทัพ เมื่ออยู่ใน
กองทัพ จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด
ทหารทุกคนภายในกองทัพต้องสมัครสมานสามัคคี
ร่วมแรงร่วมใจกัน
“ค่ายเทียมฟั้า!”
“ค่ายเทียมฟั้า!”
ใบร่างกายมีปณิธานอันแน่วแน่สูงส่งเทียมฟั้า
เพื่อที่จะบรรลุกลายเป็นเซียนอมตะ!
เมื่อเขาเดินทางมาถึงทางออกเมือง อู่ อวี้ ก็ได้เห็น
ค่ายกองร้อยเจ็ดหน่วยที่เหลือ ซึ่งมี ‘ค่ายโพ่จุน’
‘ค่ายหลานเหยียน’ ‘ค่ายชางซง’ ‘ค่ายชิงหลิว’
และอื่นๆ
ภารกิจในครั้งนี้มีผู้บัญชาการใหญ่อยู่หนึ่งคน ที่
เป็นผู้นำทัพ นั่นก็คือ ฮวางฝูั่ โพ่จุน ผู้บัญชาการ
ของค่ายโพ่จุน ในหมู่หัวหน้ากองร้อยทั้ง 8 เขาเป็น
เพียงผู้เดียวที่อยู่ในขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกต
ระดับที่ 4
ส่วนหัวหน้ากองร้อยคนอื่นๆส่วนใหญ่แล้วอยู่ใน
ขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 3
มีเพียงแค่ 2 คนเท่านั้นที่อยู่ในขั้นตำหนักม่วงทะเล
มรกตระดับที่ 2
อู่ อวี้ ในตอนนี้สามารถต่อกรกับขั้นตำหนักม่วง
ทะเลมรกตระดับที่ 3 ได้ ดังนั้นในค่ายทั้ง 8 เขาก็
ถือว่าไม่อ่อนแอเท่าไหร่นัก
เขาเข้าใจดีว่าภารกิจประเภทนี้ควรจะต้องแต่งตั้ง
ตำแหน่งผู้บัญชาการใหญ่เพื่อรับผิดชอบในการสั่ง
การต่างๆ และ ฮวางฝูั่ โพ่จุน ก็คือคนผู้นั้น ซึ่งผู้
บัญชาการใหญ่นั้นจะมีสิทธิ์ออกเสียงเทียบเท่ากับ
4 คน หากรวมทั้ง 8 กองร้อย ก็จะมีสิทธิ์รวมทั้งสิ้น
11 เสียง ตราบใดที่สิทธิ์ออกเสียงเกิน 6 เสียงขึ้น
ไป คำสั่งนั้นก็จะได้รับการอนุมัติทันที
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ตราบใดที่หัวหน้ากองร้อยอีก
2 คนเห็นพ้อง ก็จะสามารถอนุมัติคำสั่งได้ทันที
นั่นเอง
คำพูดของแม่ทัพนั้นมีความหนักแน่นเป็นอย่าง
มาก โดยทั่วไปแล้วจะสูงกว่าพวก อู่ อวี้ อยู่หนึ่ง
ขั้น
แน่นอนว่า ผู้บัญชาการใหญ่จะต้องเป็นคนที่นคร
จักรพรรดิเพลิงส่งออกไปปฏิบัติภารกิจพิเศษ
ดังนั้นด้วยประสบการณ์เช่นนี้ จริงๆแล้วแต้ม
ผลงาน 150,000 แต้ม ก็คือว่าค่อนข้างยุติธรรม
แล้ว
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ