กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 382 : เรือรบนครจักรพรรดิเพลง
เมื่อ อู่ อวี้ เข้ารับภารกิจนี้ พระราชวังแห่งแสงจึง
ได้ประกาศแจ้งให้กับหัวหน้ากองร้อยคนอื่นๆอีก 7
คน ให้หัวหน้ากองร้อยทั้ง 7 เตรียมการให้พร้อม มี
หัวหน้ากองร้อยบางคนที่รับภารกิจนี้ ก็ได้จัด
เตรียมการมารออยู่ที่ประตูทางออกเมืองเป็นที่
เรียบร้อยแล้ว
ในตอนที่ อู่ อวี้ นำทหารใน ‘ค่ายเทียมฟั้า’ ของ
ตนเองมาถึงทางออกเมือง ใน 7 หน่วยทั้งหมดมี 5
หน่วยได้มาถึงแล้ว การมารวมตัวกันเช่นนี้ จำเป็น
จะต้องเข้มงวดในเรื่องของระเบียบวินัย ดังนั้นทั้ง
5 หน่วยจะต้องอยู่กันอย่างเป็นระเบียบ ยืน
ด้านหลังของหัวหน้ากองร้อยตนเอง
หัวหน้ากองร้อยอีก 4 คน ทั้งหมดต่างสวมใส่เกราะ
เซียนจักรพรรดิเพลิงเอาไว้ ดูไปแล้วคล้ายคลึงกัน
อย่างยิ่ง คนที่ยืนอยู่ตรงกลางเป็นผู้ฝึกตนวัย
กลางคนผู้หนึ่ง รูปร่างกำยำ บนใบหน้าเต็มไปด้วย
หนวดเครา ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความดุดัน
ให้อารมณ์เหมือนกับแม่ทัพใหญ่ของกองกำลัง
ทหารบนโลกมนุษย์! เมื่อมองจากลักษณะและ
ท่าทาง เขาควรที่จะเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา
กล้าได้กล้าเสีย
“อู่ อวี้ ไม่คาดคิดเลยว่าที่สุดท้าย จะถูกค่ายเทียม
ฟั้าของท่านแย่งชิงมาได้”
แน่นอนเมื่อ อู่ อวี้ พาทหารของค่ายเทียมฟั้ามา
รวมกลุ่มด้วย ฮวางฝูั่ โพ่จุน พลันหัวเราะออกมา
จากนั้นโบกมือขนาดใหญ่สีคล้ำทักทาย อู่ อวี้
“ข้า ฮวางฝูั่ โพ่จุน เป็นผู้บัญชาการหลักของ
ภารกิจในครั้งนี้ ยินดีที่ได้รู้จัก”
พวกเขาต่างก็เป็นสหายเก่ากัน ดังนั้นจึงได้พากัน
ทำความรู้จักกับน้องใหม่เช่น อู่ อวี้ ภายใน
ระยะเวลาสั้นๆ อู่ อวี้ จึงได้ทำความคุ้นเคย
เกี่ยวกับหัวหน้ากองร้อยคนอื่นๆ
“ค่ายเทียมฟั้าของท่านเพิ่งจะก่อตั้งมาได้ไม่นาน
แต่ในด้านพลังใจนั้นไม่เลวเลยทีเดียว” ฮวางฝู โพ่
จุน เอ่ยชื่นชม
“ทั้งหมดเป็นเพราะคุณงามความดีของผู้
บัญชาการอู่!” ภายในค่ายเทียมฟั้า อู่ เทียนยี่
กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
หลังจากที่กล่าวจบ ก็ได้ยินเสียงจากที่ที่ห่างไกล ดู
เหมือนว่าจะเป็นอีกสองหน่วยกองร้อยที่เหลือ เมื่อ
อู่ อวี้ มองไปทางด้านทิศตะวันตก พลันปรากฎ
กลุ่มทหารสองกลุ่ม กำลังเดินทางเข้ามา
ฮวางฝูั่ โพ่จุน ลดเสียงของเขาลงและกล่าวว่า “ใน
ตอนที่ข้าได้รับหน้าที่นี้ เฉิน ชางซง และ เหอ ชิง
หลิว ทั้งสองคนก็ได้รับภารกิจนี้เช่นกัน ดูเหมือนว่า
พวกมันจะแจ้งว่ามีสหายของพวกมันอีกคนหนึ่งที่
จะเข้ามารับภารกิจนี้ด้วย แต่ว่าก็ช้าไปก้าวหนึ่ง
จึงถูกท่านแย่งไปเสียก่อน”
“เป็นเช่นนั้น?”
อู่ อวี้ ไม่คาดคิดมาก่อนว่า ในตอนที่เขาไปรับ
ภารกิจนี้ จะเหลือตำแหน่งที่ว่างในภารกิจนี้อีก
เพียงแค่หนึ่งที่พอดี
แน่นอนว่าเมื่อรับภารกิจในพระราชวังแห่งแสง
จะต้องมาทำการยืนยันการรับภารกิจด้วยตนเอง
การจะให้ผู้อื่นมารับภารกิจแทนย่อมไม่สามารถทำ
ได้
นอกจาก ผู้ใต้บังคับบัญชาการเท่านั้นที่เป็นกรณี
ยกเว้น อู่ อวี้ จะนำกองสิบของตนมารับภารกิจนี้
ด้วยตนเอง ส่วนคนอื่นๆไม่จำเป็นที่จะต้องไป
ติดต่อกับที่พระราชวังแห่งแสงทุกคน เพียงแค่จด
บันทึกผู้ที่ต้องการเข้าร่วมก็เพียงพอแล้ว
การที่ทั้งสองอยากจะนำสหายของตนมาเข้า
ร่วมกับภารกิจนี้ ซึ่งการที่ถูกชิงตำแหน่งว่างไป
เช่นนี้ คาดว่าย่อมเกิดความขุ่นเคืองอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตาม ตามกฏเกณฑ์ของนครจักรพรรดิ
เพลิงคนใดที่ชิงมาได้ก่อนก็เป็นคนนั้นที่ได้รับ
ภารกิจ ไม่ใช่ว่าใครอยากจะได้ก็ต้องได้
แน่นอนว่าการที่ตนไปแย่งที่ว่างสุดท้ายเช่นนี้ย่อม
รู้สึกไม่ดีอยู่บ้าง ดังนั้นเขาจึงเตรียมตัวเมื่อทั้ง 2
คนเข้ามา แล้วเขาจะไปทำการขอโทษสักหน่อย
จะได้ไม่มีเรื่องผิดใจกัน
ในไม่ช้า ‘ค่ายชางซง’กับ ‘ค่ายชิงหลิว’ ที่มาเป็น
หน่วยสุดท้าย ได้นำมาด้วยหัวหน้ากองร้อย พร้อม
กับด้านหลังติดตามเป็นคนจำนวนมาก
“ใครมาแย่งชิงภารกิจของน้องสาวข้า?” หัวหน้า
กองร้อย 2 คนสุดท้ายก็คือ 1 ชาย 1 หญิง คาดว่า
อายุน่าจะมากกว่า 100 ปีแล้ว คนหนึ่งมีชื่อว่า
เฉิน ชางซง มีร่างกายที่ผอมแห้งทั้งยังตัวเตี้ย มี
หน้าตาคล้ายกับลิงปากแหลม ส่วนอีกคนมีนามว่า
ฝาน ชิงหลิว กล่าวได้ว่าคนผู้นี้ มีรูปร่างที่ถือได้ว่า
ไม่เลว เพรียวบางราวกับกิ่งหลิว แต่ทว่าใบหน้า
นั้นดูน่าเกลียด ส่งเสียงดังและจ้องมองมาที่ อู่ อวี้
ในทันที
“เจ้าผู้นี้มันคือใคร? ทำไม่ถึงไม่เคยเห็นมาก่อน?”
ฝาน ชิงหลิว เอ่ยถาม ฮวางฝูั่ โพ่จุน
ฮวางฝูั่ โพ่จุน จึงยิ้มแล้วกล่าวตอบไปว่า “น้อง
ฝานท่านไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ
เร็วๆนี้เลยหรือ จึงไม่รู้จักแม้กระทั่ง อู่ อวี้ ได้เช่น
ไร?”
เฉิน ชางซง และ ฝาน ชิงหลิว รู้สึกตกใจ ปรากฏ
ว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้ก็คือคนที่เป็นที่กล่าวถึงในตอนนี้
ว่ากันว่าเขาสามารถเอาชนะ กู่ซวน มาได้ จึงได้รับ
การแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้ากองร้อยในทันที
ไม่จำเป็นต้องกล่าวอีกต่อไป ย่อมจะต้องเป็น อู่ อวี้
ที่โผล่เข้ามาแย่งชิงตำแหน่งที่ว่างในภารกิจนี้ของ
น้องสาวนางไป
ช่วยไม่ได้ที่ในใจจะรู้สึกขุ่นเคือง และเมื่อได้ยินข่าว
ลือแล้ว ก็เกิดความรู้สึกดูถูกเหยียดหยาม พร้อม
กับกล่าวออกมาอย่างดูถูกว่า “ข้าก็นึกว่าจะเป็น
ใคร ปรากฏว่าเป็นคนที่นิกายเซียนซูซันไม่เอา
และเพิ่งจะถูกขับไล่ออกมา จึงต้องบากหน้ามาเข้า
ร่วมกับนครจักรพรรดิเพลิงของพวกเรา? พลังฝึก
ตนก็ถือว่าไม่เลว แต่ทว่าชื่อเสียงที่เลื่องลือออกไป
ภายนอกก็ไม่ดีนัก ข้าคิดว่า อู่ อวี้ ข้าเป็นคนนิสัย
ตรงไปตรงมา คำพูดคำจาอาจไม่ได้ถูกกลั่นกรอง
เจ้าอาจจะไม่พอใจบ้าง แต่คนเช่นข้านั้นไม่ค่อย
ชอบเก็บงำความรู้สึกเสียเท่าไหร่ มันน่าอึดอัด”
หลังจากที่ ฟาน ชิงหลิว กล่าวจบ เฉิน ชางซวง ที่
อยู่ด้านข้างก็ยิ้มขึ้นแล้วกล่าวว่า “นิสัยของน้อง
ฝาน จริงๆแล้วก็เป็นคนตรงไปตรงมา ตัวข้านั้นไม่
ชอบคนที่มีท่าทางเสแสร้งสักเท่าไหร่”
ที่พวกมันกล่าวเช่นนี้ เป็นเพราะว่าพวกมันไม่
อาจจะแย่งชิงภารกิจนี้มอบให้แก่สหายของมันได้
จึงได้แต่กล่าวเน็บแนม อู่ อวี้ เช่นนี้
สำหรับคนประเภทนี้แล้ว อู่ อวี้ เลือกที่จะไม่สนใจ
เขาไม่ชอบที่จะปล่อยให้คนไม่รู้จักกันมาทำให้เขา
ต้องอารมณ์เสีย แต่ทว่าเหล่าผู้ฝึกตนหนุ่มสาวใน
ค่ายเทียมฟั้า นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ติดตาม อู่
อวี้ ออกมาปฏิบัติภารกิจ อู่ อวี้ เป็นเหมือนกับ
วีรบุรุษของพวกเขา และในตอนนี้เขากลับได้ยิน
วีรบุรุษของเขาถูกเยาะเย้ยถากถาง จึงโกรธขึ้นมา
อย่างฉับพลัน
“ท่านปั้าผู้เน่าเหม็นผู้นี้ กล่าวอะไรออกมา! หุบ
ปากของเจ้าไปซะ! ไม่ใช่ว่าพวกเรานั้นมารับ
ภารกิจนี้ก่อนรึ ไม่ต้องมาทำเป็นพูดอ้อมค้อมถาก
ถางคนอื่น ยังมีหน้ามาบอกอีกว่าเป็นคนเปิดเผย
ตรงไปตรงมา ถุ้ย!” อู่ เทียนยี่ นั้นเทิดทูน อู่ อวี้
เป็นที่สุด ในเวลานี้เขาจึงกระโดดขึ้นมาปกปั้อง
“แค่เรื่องเล็กๆน้อยๆแค่นี้ กลับกล้ามาพูดจาถาก
ถางหัวหน้ากองร้อยคนอื่นๆ ช่างไรคุณสมบัติ
จริงๆ” เจินหยู๋ ก็หัวเราะดูถูกขึ้นมาเช่นกัน
นี่ก็คือชนวนความขัดแย้งของทั้ง 2 ฝั่าย คนของ
หน่วยกองร้อยอีก 2 หน่วยพลันรู้สึกเดือดดาลเป็น
อย่างมาก ในเวลานี้จึงเกิดเป็นเสียงเอะอะ
โวยวาย ฝาน ชิงหลิว ถูกด่าว่าเป็นท่านปั้าผู้เน่า
เหม็น ในเวลานี้จึงโกรธจนหน้าเปลี่ยนสี โดยไม่
กล่าวสิ่งได้มันได้พุ่งไปคว้าจับ อู่ เทียนยี่ เอาไว้
“ช่างกำเริบเสิบสาน! เจ้ากล้าที่จะกล่าววาจา
สามหาวเช่นนี้กับหัวหน้ากองร้อยอย่างงั้นรึ!”
นางนั้นกระทำโดยไม่เกรงใจใคร จึงกล้ามาจับกุม
อู่ เทียนยี่ โต้งๆ นี่หมายความว่านางไม่เห็น อู่ อวี้
อยู่ในสายตา
แต่ก่อนที่นางจะลงมือ อู่ อวี้ ก็ได้มายืนอยู่เบื้อง
หน้าของนาง อีกฝั่ายไม่ทันตั้งตัว อู่ อวี้ ได้พลิกฝั่า
มือแปรเปลี่ยนเป็นปราณกระบี่พุ่งแทงเข้าไป
ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ปราณกระบี่ แต่ก็แฝงเร้น
ไปด้วยเคล็ดวิชากระบี่แก่นแท้เซียนกำซรวล เขา
ได้โจมตีไปที่ศีรษะของ ฝาน ชิงหลิว จึงทำให้นาง
ต้องถอยร่นกลับไป
นางไม่สามารถลงมือได้สำเร็จ และถูก อู่ อวี้ โจมตี
บังคับให้ร่นถอยกลับไป จึงทำให้ผู้คนในค่ายเทียม
ฟั้าหัวเราะดูถูก ในฉับพลันนางตัวสั่นเทาด้วย
ความโกรธเกรี้ยว เฉิน ชางซง ที่ยืนอยู่ด้านข้าง
กล่าวอย่างมีโทสะว่า “วิเศษนัก อู่ อวี้ เจ้าบังอาจ
ที่จะลงมือกับหัวหน้ากองร้อยคนอื่นๆภายในเขต
เมืองชั้นในต่อหน้าสาธารณชนเช่นนี้หรือ!”
มันและ ฝาน ชิงหลิว กำลังกล่าวตำหนิ อู่ อวี้ เอ่ย
ถ้อยคำเน่าเหม็นต่างๆนานาออกมา ไม่ไว้หน้า อู่
อวี้ รู้ดีว่าที่แห่งนี้ยังมี ฮวางฝูั่ โพ่จุน อยู่ เขากลับ
ปล่อยให้พวกมันกล่าวคำพูดที่คำเริบเสิบสาน
ออกมาได้เช่นไร หาไม่แล้วความน่าเกรงขามของ
เขาอาจจะต้องสิ้นสูญไปอย่างแน่นอน
“พอได้แล้ว! หยุดเดี๋ยวนี้! หากผู้ใดกล้าที่จะลงมือ
หรือว่ากล่าวสิ่งใดออกมาอีก ข้าจะไล่พวกมัน
ทั้งหมดก็ออกไปจากภารกิจในครั้งนี้ซะ!”
เสียงคำรามของเขา ดังสนั่นราวกับอัสนีบาต
ปรามปราบคนหนุ่มสาวที่กำลังอยู่ในความวุ่นวาย
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ไม่ได้เป็นคนที่ลงมือก่อน เขาลง
มือเพื่อที่จะบังคับให้ ฝาน ชิงหลิว ถอยร่นกลับไป
และเขาใช้เพียงหลังมือที่อัดแน่นด้วยปราณกระบี่
โจมตีกลับไป ดังนั้น ฮวางฝูั่ โพ่จุน จึงไม่ได้
ปลดปล่อยแรงกดดันเข้าใส่เขา แต่กลับปลดปล่อย
พลังสะกดข่มหัวหน้ากองร้อยอีกสองคนที่กำลังจะ
ลงมือแทน
หลังจากนั้นเหตุการณ์ก็กลับมาอยู่ในความสงบ
“เฉิน ชางซง ฝาน ชิงหลิว ข้าเข้าใจคำพูดของ
พวกเจ้า แต่ อู่ อวี้ ก็ไม่ได้มีเจตนาที่จะไปแย่งชิง
ตำแหน่งสุดท้ายในภารกิจนี้ของสหายพวกเจ้า นี่
เป็นเพราะพวกเจ้าเองที่มารับภารกิจนี้ไม่ทันการ
ไม่น่าแปลกใจที่คนอื่นจะเข้ามารับ เพราะว่า
ภารกิจในครั้งนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก พวก
เราต่างก็ต้องการไปเก็บเกี่ยวทรัพยากรในพรรค
สมุทรครามเช่นกัน มันเป็นการขจัดเภทภัยให้กับ
ผู้คน! จงหยุดความบาดหมางนี้เสีย ถ้าหากว่าพวก
เจ้ายังคงขัดแย้งกันอยู่อีกล่ะก็ ไม่ว่ามันผู้นั้นจะเป็น
ใครก็ตาม ข้าจะขับไล่มันออกไปซะ นอกจากนี้ก็จะ
ไม่ได้รับแต้มผลงานใดๆทั้งสิ้น ทั้งยังจะถูกลงโทษ
อีก เข้าใจหรือไม่?”
เขายังคงมีอำนาจอยู่ในมือ เพราะยังไงแล้วคำ
กล่าวของมันมีอำนาจเด็ดขาดเทียบเท่ากับหัวหน้า
กองร้อยถึง 4 คน และเขาไม่ได้ใช้อำนาจอย่างไร้
ซึ่งเหตุผล อย่างน้อยก็ยังมีหัวหน้ากองร้อยถึง 2
คนที่ให้การสนับสนุนเขา
ในตอนนี้ไม่มีหัวหน้ากองร้อยคนใดที่จะต่อสู้
เทียบเท่ากับมันได้
อู่ อวี้ เกียจคร้านเกินไปที่จะเสวนากับสตรีประเภท
นี้ เขาจึงหันกลับไปกล่าวกับเหล่าคนภายในค่าย
เทียมฟั้า “พวกเจ้าคงได้ยินแล้วใช่หรือไม่ คำกล่าว
ที่ไม่ควรจะกล่าว ก็ไม่ต้องกล่าวมันออกมา พวก
เราเป็นผู้ฝึกตน พวกเราไม่ได้อาศัยคำพูดและการดุ
ด่าเพื่อเอาชนะคนอื่น”
เหตุการณ์ในครั้งนี้จริงๆแล้วพวกเขาเป็นต้นตอ
คาดว่าในใจย่อมบังเกิดความรู้สึกผิดอยู่บ้าง
จากนั้นพวกเขาก็ตอบกลับไปว่า “ขอรับ”
การตอบกลับมาอย่างพร้อมเพรียงกันเช่นนี้ เต็มไป
ด้วยความสมัครสมานสามัคคี ฉากนี้ดูแล้วช่าง
สวยงามเป็นอย่างยิ่ง
“เช่นนั้น ก็ออกเดินทาง!” ฮวางฝูั่ โพ่จุน แสดง
ท่าทีที่ดูแข็งแกร่งดุดันยิ่ง หลังจากที่เริ่มออก
เดินทางกันแล้ว อู่ อวี้ ได้จับมือทหารในค่ายเทียม
ฟั้าและให้ทหารนับร้อยคนจับมือกัน ทุกคนมอง
หน้ากันและกันพร้อมกับพยักหน้า หลังจากนั้น อู่
อวี้ จึงหันไปจับมือกับทหารทัพเซียนจักรพรรดิ
เพลิงของค่ายอื่น การออกเดินทางในครั้งนี้มีคน
เข้าร่วมเกือบพันคน ในตอนนี้ทุกคนกุมมือซึ่งกัน
และกัน กระโดดเข้าไปภายในกระแสน้ำวน
นี่เป็นครั้งที่สองที่เข้าไปภายในกระแสน้ำวนนี้
ภายในกระแสน้ำวนเกิดการม้วนกวาดอย่าง
ต่อเนื่อง กระแสนี้ได้ม้วนหอบพวกเขาไปยังกลุ่ม
เมฆสีขาวที่อยู่ห่างไกลกับนครจักรพรรดิเพลิง
หลังจากที่พวกเขาทรงตัวได้แล้ว ฮวางฝูั่ โพ่จุน ที่
อยู่ในตำแหน่งใจกลางฝูงชนก็ได้ตะโกนออกมา
อย่างห้าวหาญ : “ทั้งหมดออกเดินทาง!”
แม้ว่า อู่ อวี้ จะไม่รู้ว่าเขาต้องกระทำสิ่งใดต่อ แต่
อู่ อวี้ ยังคงทำการปกปั้องคนของค่ายเทียมฟั้าที่
กระจายตัวออกไป
“เรือรบจักรพรรดิเพลิง ไป!”
ในพริบตานั้น ฮวางฝูั่ โพ่จุน ก็ล้วงมือเข้าไปในถุง
จักรวาล ดึงบางสิ่งที่มีแสงสีทองออกมา จากนั้น
แสงนั้นได้ขยายขนาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วจน
กลายเป็นเรือรบขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นใจกลางฝูง
ชน! มันคือเรือรบที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเหล็กกล้า
เห็นได้ชัดว่าโลหะนี้เป็นที่หาได้ยากอย่างยิ่ง เรือรบ
ขนาดใหญ่ลำนี้เป็นศาสตราเต๋าประเภทหนึ่ง จะ
เห็นได้อย่างรวดเร็วว่านี่จะต้องเป็นศาสตราสถิต
วิญญาณที่มีมูลค่ามหาศาลอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่า
ตัวเรือจะมีขนาดใหญ่ แต่ว่าในตำแหน่งสำคัญๆ
จำนวนมาก ต่างก็มีวงเวทย์ศาตราดำรงอยู่อย่างไม่
ขาดตกบกพร่อง!
ทั่วทั้งเรือรบคาดว่าจะมีการวาดวงเวทย์ศาสตรา
อยู่ถึง 3,000 กว่าวง กระจายอยู่ในสถานที่ต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นขอบเรือ ดาดฟั้า หรือว่าส่วนอื่นๆ
แน่นอนว่าเรือรบลำนี้ลอยตัวอยู่กลางอากาศ ซึ่ง
มันไม่เพียงแต่จะสามารถลอยอยู่บนทะเลได้เท่านั้น
แต่ยังสามารถลอยบนท้องนภาอันกว้างใหญ่
ไพศาลได้อีกด้วย!
เรือรบที่บินได้!
“ฮวางฝูั่ โพ่จุน มีศาสตราเต๋าเช่นนี้ด้วยรึนี่?” อู่
อวี้ ยังคงอยู่ในอาการตกตะลึง เขาประเมินระดับ
ศาสตราเต๋าชนิดนี้ คาดว่ามันจะต้องมีมูลค่าถึง
3,000 เม็ดยาปราณมรกตเป็นอย่างน้อย และนั่นก็
คือจำนวนแต้มผลงานถึงสามล้านแต้ม ดังนั้นเรือ
รบจักรพรรดิเพลิงได้มีมูลค่าเหนือกว่าภารกิจใน
ครั้งนี้ไปแล้ว
“ผู้บัญชาการอู่ นี่ไม่ใช่ศาสตราเต๋าของผู้
บัญชาการฮวางฝูั่หรอก แม้กระทั่งเรือรบจักรพรรดิ
เพลิงแห่งนครจักรพรรดิเพลิงท่านก็ไม่รู้หรือ?” เจิน
หยู๋ เอียงศีรษะมองแล้วยิ้มให้กับ มองดูเรื่องตลกที่
อู่ อวี้ ได้เอ่ยออกมา
ทหารของค่ายเทียมฟั้าที่อยู่เบื้องหลังหัวเราะขึ้น
พร้อมกัน เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ตัว อู่ อวี้ เองก็ไม่รู้
เรื่อง
ในที่สุด ฟาง เชาฉวิน ได้กล่าวอธิบายว่า “นี่เป็น
ศาสตราเต๋าของนครจักรพรรดิเพลิง เนื่องจาก
ฮวางฝูั่ โพ่จวิน ได้รับมอบหมายภารกิจนี้เป็นพิเศษ
เขาจึงมีคุณสมบัติที่จะใช้มันได้ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ
แล้ว เขาจำเป็นต้องนำมันกลับไปคืน เรือรบ
จักรพรรดิเพลิงเป็นเหมือนกับปั้อมปราการ
เคลื่อนที่ของนครจักรพรรดิเพลิง เป็นเหมือนนครที่
สามารถเคลื่อนย้ายได้ เพียงแต่จะต้องเข้าไปหลบ
ซ่อนข้างใน ร่วมกันรักษาสภาพของค่ายกลปั้องกัน
เอาไว้ เหล่าศัตรูทั้งหลายก็ยากที่จะโจมตีทำลาย
มันลงได้ เว้นเสียแต่ว่าศัตรูมีความแข็งแกร่งมาก
เกินไป นอกจากนี้เรือรบจักรพรรดิเพลิง ยังมี
ความเร็วที่สูงล้ำ สามารถนำพาพวกเรานับพันคน
ไปถึงทะเลตงไห่ได้อย่างรวดเร็ว มิฉะนั้นด้วยกำลัง
รบของคนส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ในขั้นสร้างแกนนภา
ระดับที่ 5 จะต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทาง
ยาวนานกว่าที่จะไปถึงทะเลตงไห่เป็นแน่!”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
ในที่สุด อู่ อวี้ ก็เข้าใจได้ทันท่วงที
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ