กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 384 : เริ่มสงคราม
ในช่วงเวลาห้าวันของการเดินทางไปยังทะเลตงไห่
อู่ อวี้ ได้จัดเตรียมแผนการรวมถึงกลยุทธ์ต่าง ๆ
เอาไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นวิธีการต่อสู้แบบกลุ่ม กอปร
กับประสบการณ์เฉพาะตัวทำให้ลุล่วงไปด้วยดี
สำเร็จสมบูรณ์พร้อมใช้งาน
ปัจจุบันคนของ อู่ อวี้ แบ่งออกเป็น 10 กลุ่มกลุ่ม
ละ 10 คน โดยมีร่างอวตารของเขาเป็นหัวหน้า
กลุ่มแต่ละกลุ่ม ในเวลานี้เขาตั้งรูปแบบการต่อสู้
เป็นลักษณะของค่ายกลรูปทรงกลม
ด้วยกลยุทธ์การต่อสู้นี้ทำให้พวกเขา ไม่ถูกปิดล้อม
จากฝั่ายตรงข้าม
ถึงแม้ว่าฝั่ายตรงข้ามจะมีกำลังพลอยู่มากมาย แต่
ก็ไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้แม้แต่น้อย
นอกจากนี้เมื่อเริ่มจู่โจม ร่างอวตารของ อู่ อวี้ ก็
กลายเป็นฉลาดหลักแหลมขึ้น ร่างอวตารของ อู่
อวี้ อยู่ใจกลางของค่ายกล คอยสนับสนุนออก
คำสั่งแก่กองกำลังโดยรอบ จนกระทั่งยามนี้นับได้
ว่าบรรลุผลลัพธ์ที่เยี่ยมยอดอย่างยิ่ง
และ อู่ อวี้ ตัวจริง คอยสนับสนุนอยู่ใจกลางของ
กองกำลังทั้งหมดอีกที เนื่องจากมีร่างอวตาร จึงทำ
ให้เขาเข้าใจพลังรบของไพร่พลในค่ายเทียมฟั้า
อย่างสมบูรณ์ ในเวลาเดียวกันนั้นตัวเขาก็กระโจน
เข้าสู่สนามรบด้วย ทำให้เวลานี้ อู่ อวี้ เป็นเสมือน
ดั่งเครื่องจักรสังหาร คอยค้นหาและจัดการผู้ฝึกตน
นอกรีตที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ!
คลืนตูม!
ในเวลานี้เหนือ เหมืองแร่ทองคำวิญญาณคราม
ปรากฏแสงสีทองส่องสว่างเจิดจ้า ไปทั่ว ทั้ง
กองทัพศึกจักรพรรดิเพลิงต่างพากันฮึกเหิมยิ่ง
รวมถึงผู้ฝึกตนด้านล่างของ กองทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิง และ พรรคสมุทรคราม ต่างส่ง
เสียงโห่ร้องออกมาอย่างสุดเสียง
ทันใดนั้นเอง กองกำลังจากทั้ง 8 ค่ายก็ปรากฏขึ้น
ทั่วทุกสารทิศ แต่ละคนพุ่งทะยานกระโจน เข้า
โจมตีสู่สนามรบเบื้องล่างทันที เสมือนดั่งทหาร
สวรรค์จุติ!
อู่ อวี้ มองลงไปด้านล่างพบว่าพื้นที่โดยรอบถูกปก
คลุมด้วยไอทมิฬ อันที่จริงแล้วในสนามรบมีผู้ฝึก
ตนนอกรีตอยู่มากมาย พวกมันต่างปลดปล่อย
เคล็ดวิชาอันชั่วร้ายต่าง ๆ ออกมามากมาย แต่ละ
วิชาของมันเปียมล้นไปด้วยความโหดเหี้ยมไร้
ปราณี วิญญาณร้ายสังหารแทบทุกชนิดต่าง
ล่องลอยเข้าจู่โจมผู้ฝึกตนในสนามรบ จนทั่วทั้งผืน
ฟั้าปกคลุมไปด้วยปราณโลหิต
สถานการณ์บนสนามรบยามนี้ดุเดือดรุนแรง กลิ่น
คาวโลหิตตลบอบอวลคละคลุ้งอยู่ทั่วทุกแห่งหน
กำลังเสริมใหม่ที่มาถึง ทำให้ผู้ฝึกตนนอกรีตกว่า
ครึ่งพากันตื่นตระหนกถอยล่นกลับทันที แต่ก็ยัง
เหลือพวกมันกว่าครึ่ง ที่ยังคงไม่ยินยอมรับความ
พ่ายแพ้ ตรึงกำลังพัวพันอยู่ในสนามรบ
อู่ อวี้ นำทัพพุ่งเข้าไปกลางสนามรบ ที่กำลังชุลมุน
อย่างไม่หวั่นเกรง!
เมื่อสอดส่ายสายตามองไปรอบ ๆ ก็จะเห็นว่าใน
เวลานี้ผู้ฝึกตนนอกรีตยังมีจำนวนเหลืออยู่อีกนับ
พันคน! บางส่วนมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับ
เดียวกับทหารของ กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง
บางคนเพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับสร้างแกนนภามาได้
หมาด ๆ แต่ก็ยังหาญกล้าก้าวเข้าสู่สนามรบ
ผู้ฝึกตนนอกรีตผู้ชั่วร้ายต่าง ๆ เคล็ดวิชาที่พวกมัน
ฝึกฝนล้วนโหดเหี้ยมอำมหิต ไร้ซึ่งจิตสำนึกของ
ความเป็นมนุษย์ ยิ่งผู้ฝึกตนนอกรีตคนใดมีฝีมือ
สูงส่งร้ายกาจ นั่นก็ยิ่งหมายความว่ามือของมันก็
ยิ่งเปือนเลือดมากยิ่งขึ้น กระทำบาปทำกรรมมา
มากยิ่งขึ้น
พวกมันต้องอาศัยวิญญาณร้ายจำนวนมากในการ
ฝึกตน ด้วยเหตุนี้มันจึงทำการเข่นฆ่าสังหารหมู่
มนุษย์แลผู้ฝึกตนที่บริสุทธิ์ตกตายไปมากมายนับไม่
ถ้วน พึ่งพาโลหิตของมนุษย์ เพื่อเสริมสร้างจิต
วิญญาณให้แก่ตนเอง พวกมันโหดเหี้ยมอำมหิตไร้
ซึ่งคุณธรรม พวกมันไม่สนว่าต้องใช้วิธีใด ไม่ว่า
โหดร้ายเพียงใด ไร้ยางอายมากเพียงใด มัน
ปรารถนาเพียงแค่ให้ตนเองก้าวรุดหน้าได้มากที่สุด
เป็นพอ
ตัวอย่างความชั่วร้าย อู่ อวี้ ล้วนเคยพบเห็นมา
ด้วยตาของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นปีศาจทะเลแดง
หรือ เฮยซาน กุ่ยอี้ ในขณะที่พวกมันมีลมหายใจ
หาได้เคยกระทำคุณความดีไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ถุงจักรวาลของ เฮยซาน กุ่ยอี้ ล้วนแต่มีสิ่งของชั่ว
ร้ายอัดแน่น สิ่งที่เห็นไม่อาจคาดการณ์ได้ว่า พวก
มันได้เข่นฆ่าชีวิตผู้คนมาแล้วมากมายเท่าใด
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หากผู้บริสุทธิ์ต้องตกอยู่ใน
น้ำมือสองผู้ฝึกตนนอกรีต ต่อให้พวกเขายังมีชีวิต
อยู่ แต่ก็ไม่ต่างจากตกนรกทั้งเป็น
ตัวอย่างเช่น ‘ค่ายกลวิญญาณดับสูญ’ ของ เฮย
ซาน กุ่ยอี้ ใช้ชีวิตของผู้ฝึกตนเพื่อยกระดับความ
ร้ายกาจของค่ายกล ฉะนั้นสำหรับผู้ฝึกตนนอกรีตที่
อยู่ตรงหน้าตอนนี้ กล่าวได้ว่าอยู่ในระดับสามัญ
ธรรมดาอย่างยิ่ง
ฉะนั้นเมื่อ อู่ อวี้ ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิต
โหดเหี้ยมอำมหิตไร้ยางอายเช่นนี้ เขาจึงไม่
จำเป็นต้องยั้งมือมอบความปราณีให้แก่พวกมัน
ภายในมือของ อู่ อวี้ มี เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า ดู
ยิ่งใหญ่อลังการอย่างยิ่ง กอปรกับชุด เกราะเซียน
เหยียนหวง ที่สวมใส่อยู่ เสมือนดั่งพยัคฆ์ขย้ำเข้า
ใส่ฝูงแกะ เขาพุ่งทะยานเข้าใส่กลุ่มผู้ฝึกตนนอกรีต
อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าเป็นผู้ใดหน้าไหน ล้วนถูกบดขยี้
ออกไปด้วยการตวัดเพียงแค่ครั้งเดียว
อันที่จริงแรงดันน้ำนั้นมหาศาลมาก แต่เป็นเพราะ
ผู้ฝึกตนนอกรีตมีความคุ้นเคย พวกมันจึงใช้
ประโยชน์ในด้านนี้ให้เป็นข้อได้เปรียบของตนเอง
ยามต่อสู้
ทว่าด้วยเพาะกายเนื้อของ อู่ อวี้ นั้นแข็งแกร่ง
อย่างหาใดเปรียบ แม้ต้องเผชิญหน้ากับแรงดันน้ำ
มหาศาล แต่ก็ไม่อาจบดขยี้ฉีกกระชาก ทำให้กาย
เนื้อของเขาระคายผิวได้ เมื่อเปรียบเทียบกับผู้อื่น
ๆ แล้ว พวกเขาทั้งหมดล้วนได้รับผลกระทบเป็น
อย่างมาก เมื่อต้องต่อสู้อยู่ก้นสมุทรลึกนี้ ภายใต้
มนต์พลังแรงดันน้ำมหาศาลนี้!
ตูม ตูม ตูม!
แสงสีทองวูบวาบกวาดผ่านก้นสมุทร ไม่ว่ามันจะ
ไปในทิศทางใด ร่างของผู้ฝึกตนนอกรีตต่างก็
กระเด็นออกไปคนละทิศคนละทางพร้อมกับเลือด
เนื้อสาดกระเซ็น อู่ อวี้ ลงมืออย่างโหดเหี้ยม
เด็ดขาด จัดการผู้ฝึกตนนอกรีตลงได้อย่างง่ายดาย
โดยใช้เวลาเพียงแค่ชั่วอึดใจ
ผู้ฝึกตนนอกรีตส่วนใหญ่ที่ อู่ อวี้ หมายตาเอาไว้
ล้วนมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับสร้างแกนนภาขั้นที่
8 ต่อให้เป็นผู้ที่มีระดับการฝึนตนเช่นเดียวกับเขา
แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถรับการโจมตีเขาได้แม้แต่ผู้
เดียว ทันใดนั้นเองก็มีผู้ฝึกตนระดับ ตำหนักม่วง
ทะเลมรกต โห่ร้องตะโกนว่าสามารถปลิดชีพคนผู้
หนึ่งใน กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง ได้ แต่เมื่อ อู่
อวี้ พุ่งทะยานเข้าไปหา กะโหลกศีรษะของมันก็
สั่นสะเทือนแตกร้าว ด้วยการโจมตีเพียงครั้ง
” เฮ!!!! กองหนุนมาถึงแล้ว! ” เมื่อกองหนุนมาถึง
กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง และ พรรคสมุทร
คราม ต่างรู้สึกผ่อนคลายโล่งอกขึ้นมาก พวกเขา
ต่างส่งเสียงเซ็งแซ่โห่ร้องด้วยความยินดี
ภายในใจของพวกมันยามนี้ เต็มไปด้วยความครั้น
คร้ามตื่นตระหนก ด้วยเพราะยากที่จะรับมือกับ
กายเนื้อแข็งแกร่งเช่นนี้
“มันผู้นี้เป็นใครกันแน่!”
” ดูจากชุดเกราะ เกราะเซียนเหยียนหวง ที่สวมใส่
น่าจะอยู่ในตำแหน่งหัวหน้ากองร้อย แต่พื้นฐานฝึก
ตนมันอยู่แค่เพียงระดับสร้างแกนนภา ไฉนฝีมือ
การต่อสู้ของมันถึงได้แข็งแกร่งสูงส่งเพียงนี้! ”
” ข้ารู้ชื่อแซ่ของมัน มันมีนามว่า อู่ อวี้! ”
” ใช่ ต้องเป็นมันแน่ ๆ! ”
ขณะที่พวกมันกำลังตื่นเต้น ทันใดนั้น อู่ อวี้ ก็หาย
วับไปต่อหน้าต่อตาของพวกมัน จากนั้นก็
กลายเป็นภาพของผู้ฝึกตนนอกรีตที่ลดจำนวนลง
อย่างรวดเร็ว
” อาวุธที่เขาใช้ช่างร้ายกาจเสียจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็น
ผู้ฝึกตนนอกรีตหน้าไหน ล้วนถูกบดขยี้จนสิ้นตก
ตาย เมื่อมาอยู่เบื้องหน้าของเขา!”
กล่าวได้ว่าในขณะนี้ คนของค่ายเทียมฟั้า ได้เข้า
ร่วมต่อสู้ในกองทัพอย่างสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน
จำนวนไพร่พลของ กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง ก็
เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน ถึงแม้จำนวนไพร่พลของฝัง
ผู้ฝึกตนนอกรีตจะมีมากกว่า แต่ก็กระจัดกระจาย
หาได้ต่อสู้อย่างมีระเบียบแบบแผนไม่ เมื่อต้อง
เผชิญหน้าต่อสู้กับ กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง ที่
มีทั้งแบบแผนกลยุทธ์แลฝีมือยุทธ จึงส่งผลกระทบ
ให้ผู้ฝึกตนนอกรีตบังเกิดวิกฤตอย่างร้ายแรงใหญ่
หลวง ทำให้พวกมันต้องพ่ายแพ้อย่างสิ้นราบพนา
สูร!
กล่าวได้ว่าไพร่พลของ ค่ายเทียมฟั้า ล้วนแต่มีผู้
กล้าอย่างแท้จริง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่ามีร่าง
อวตารของ อู่ อวี้ เป็นหัวหน้ากลุ่ม ซึ่ง
เปรียบเสมือนกับคมมีด เฉกเช่นดั่งน้ำแหลมคมที่
ผุดขึ้นตามกิ่งก้าน หนุนนำเพิ่มประสิทธิภาพของ
กองทัพให้น่าประหวั่นพรั่นพรึงขึ้นไปอีก! ยามนี้
อวตารของ อู่ อวี้ ถือเป็นกองกำลังหลักส่วนไพร่
พลจาก ค่ายเทียมฟั้า ที่อยู่เบื้องหลัง ก็คอยเก็บถุง
จักรวาลที่กระเด็นกระดอนออกมาจากทั่วทุก
สารทิศ จนกระทั่งยามนี้ล้นมือจนไม่มีที่เก็บแล้ว
ซึ่งสำหรับ อู่ อวี้ ถุงจักรวาลใบเล็ก ๆ ของทหาร
ลูกกระจ๊อกเขาหาได้สนใจไม่ เขายินดีที่จะมอบถุง
จักรวาลเหล่านี้ให้กับคนในกองทัพของตนเอง
ขณะที่มือหนึ่งต่อสู้ห้ำหั่นสังหารศัตรูดาหน้ากรำศึก
อีกมือหนึ่งก็เก็บกำทรัพย์สมบัติกองโต
ตลอดทางเขาสยบศัตรูไปมากมาย ส่วนใหญ่แล้ว
ล้วนได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือแม้กระทั่งถูกทำลาย
แกนนภา แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ถูกสังหารจน
ตกตายไปจริง ๆ กฎการสังหารของเขาวัดจากกลิ่น
อายโลหิตที่อยู่บนร่างของศัตรู จำนวนผู้คนที่พวก
มันเคยสังหารคือสิ่งที่ไม่สามารถปกปิดได้ หากกลิ่น
อายโลหิตเข้มข้นก็จะสังหารทิ้งทันที หากน้อยก็จะ
ทำเพียงแค่ให้มันผู้นั้นบาดเจ็บสาหัส
ทว่ายามนี้เขาได้เก็บเกี่ยวกำลี้กำไร อย่างถุง
จักรวาลได้เป็นจำนวนมาก
ถึงแม้ถุงจักรวาลที่เขาเก็บได้ส่วนใหญ่ มีฝีมืออยู่ใน
ระดับสร้างแกนนภาเพียงเท่านั้น หาใช่ของผู้มีฝีมือ
ระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต ฉะนั้นหากนำพวกมัน
มากองรวมกันคาดว่าคงจะได้กำไรไม่มากนัก
ทั้ง 4 หน่วยจากกองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง ได้
กระโจนร่วมห่ำหันอยู่ในสนามรบ ส่งผลให้ผู้ฝึกตน
นอกรีตต่างต้องหลบลี้หนีตายกระเจิดกระเจิง
เนื่องจากการต่อสู้ครั้งนี้เสมือนดั่งม้วนเสื่อโจมตี
เพียงฝั่ายเดียว
ผู้ฝึกตนนอกรีตเมื่อเห็นพวกเขา ต่างต้องครั่นคร้าม
ด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดขีด เมื่อพวกมันไม่
อาจโจมตี หรือ ตั้งรับได้ ทั้งยังไม่อาจหันหลัง
หลบหนี เมื่ออยู่ภายใต้การโจมตีด้วยความเร็ว
ดุดัน รุนแรง ของกองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง
เพียงไม่นานนักผู้ฝึกตนนอกรีตก็พ่ายแพ้อย่างสิ้น
ราบพนาสูร บ้างก็ตกตายอยู่ในสนามรบ บ้างก็
หลบหนีกันไปได้
” กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง! นี่คืออาณาเขตผู้
ฝึกตนนอกรีต! เจ้าล้ำเส้นเข้ามา! ตอนนี้พวกเจ้าทำ
ให้เราผู้ฝึกตนนอกรีตมีโทสะอย่างแท้จริง! ไม่ว่าเจ้า
จะเป็นผู้ใดมาจากไหน ไม่ว่าจะใหญ่โตหรือสูงส่ง
มากเพียงใด พวกเราก็จะสังหารไม่เลี้ยง! ”
” ใช่! เหมืองแร่ทองคำวิญญาณครามเป็นของเรา!
กองทัพหลักของพวกเรา ‘พรรคมารกลืนวิญญาณ’
จะมาถึงในไม่ช้านี้! เมื่อนั้นจะถึงคราวตายของเจ้า!
”
” เหยียบย่างเข้ามาในอาณาเขตของเรา ฉกฉวย
สิ่งของที่เป็นของเราผู้ฝึกตนนอกรีต อย่ามาฝัน
หวานไปหน่อยเลย! พรรคสมุทรคราม! เจ้าคิดว่า
จะชนะเช่นนั้นรึ หลังจากนี้ความหายนะกำลังรอ
เจ้าอยู่! เจ้าไม่ตายดีแน่! ”
ระหว่างที่ฝึกตนนอกรีตกำลังถอยร่น ได้พากันกรีด
ร้องตะโกนสาปแช่งพวกเขาตลอดทาง จนไม่ลืม
แม้กระทั่งเอ่ยอ้างนามพรรคนิกายของพวกมัน
ในช่วงเวลาสั้น ๆ ผู้ฝึกตนนอกรีตที่อยู่ด้านหน้าก็
สามารถหลบลี้หนีจากไปได้ ส่วนที่ยังเหลืออยู่ล้วน
หลบหนีไม่ทัน พวกมันถอดถอนหายใจในชะตา
กรรม บางก็แผดเสียงร้องตะโกนอย่างไม่ยินยอม
พวกผู้ฝึกตนที่เหลืออยู่นี้ได้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ
พรรคสมุทรคราม เป็นคนจัดการ ส่วน อู่ อวี้ รับคำ
สั่งจาก ฮวางฝูั่ โพ่จุน ไม่ให้หลงกลศัตรู โดย
ติดตามไล่ล่าพวกมันไป สิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้คือ
จัดแนวปั้องกันขึ้นมาใหม่ ด้วยเหตุนี้ อู่ อวี้ จึงถอน
ทหารกลับ
เขาตรวจสอบสถานภาพของคนจาก ค่ายเทียมฟั้า
ก็พบว่าไพร่พลของตนเอง เพียงแค่บาดเจ็บ
เล็กน้อยไม่จำเป็นต้องทำการรักษา ซึ่งหาได้มีผู้ใด
บาดเจ็บสาหัส หรือ ล้มตายกับการกรำศึกสงคราม
นี้แต่อย่างใด เพียงแค่ต้องพักผ่อนเสียหน่อย บางที
อาจเป็นเพราะร่างอวตารของเขาที่แยกออกไปให้
เป็นหัวหน้านำทัพในแต่ละกลุ่ม
จะอย่างไรก็ช่าง ในเวลานี้การเก็บเกี่ยวกับโกยผล
กำไรถือเป็นเรื่องใหญ่หลวงยิ่ง
อู่ อวี้ มองการณ์ไกล กำหนดเปั้าหมายไว้ล่วงหน้า
ก่อนแล้วว่า หากการต่อสู้แบบกลุ่มจนสามารถ
เอาชนะฝั่ายตรงข้าม หัวหน้าแต่ละกลุ่มจะทำ
หน้าที่เก็บเกี่ยวผลกำไร จากนั้นจะนำทั้งหมด
กระจายให้กับคนในกลุ่ม หากเป็นการต่อสู้แบบ
หนึ่งต่อหนึ่งแล้วสามารถทำให้อีกฝั่ายพ่ายแพ้ลงได้
ก็จะถือว่าเป็นผลประโยชน์ของคนผู้นั้นไป สำหรับ
เรื่องนี้ไพร่พลในกองทัพของเขาหาได้มีความเห็น
ใด ๆ
อู่ อวี้ จัดการเรื่องนี้ให้แก่เฉพาะ ค่ายเทียมฟั้า ของ
เขาเท่านั้น
ได้ยินมาว่า กองทหารจากอีก 7 ค่ายที่เหลือ ถึงแม้
จะเป็นการเผชิญหน้าเพียงช่วงสั้น ๆ แต่ก็ดู
เหมือนว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสมากมาย ทั้งยังมี
ผู้ตกตายไป 2 คน หนึ่งในนั้นคือคนจาก ค่ายชิง
หลิว
สิ่งที่ได้ยินมานี้ อู่ อวี้ มิได้รู้สึกกระหยิ่มย่ามใจใน
ความโชคร้ายของผู้อื่น นั่นเพราะตัวเขาเองล่วงรู้ดี
ว่าสงครามในครั้งนี้โหดร้ายมากเพียงใด ถ้าไม่ใช่
เพราะว่าเขาได้แบ่งร่างอวตารไปคอยปกปั้องแต่ละ
กลุ่มเอาไว้ ปั่านนี้คนใน ค่ายเทียมฟั้า อาจได้รับ
บาดเจ็บสาหัส ตกตายไม่มากก็น้อย
” ผู้บัญชาการ ข้าขอขอบคุณที่ท่านปกปั้องพวก
ข้า! ” พวกเขาเหล่าพี่น้องหญิงชายของ ค่ายเทียม
ฟั้า ย่อมล่วงรู้ถึงความเมตตารวมถึงผลประโยชน์
ต่าง ๆ ที่เขามอบให้ ทั้งยังได้ประสบการณ์จากการ
ต่อสู้ ในเวลานี้ดวงตาของพวกมันแดงก่ำด้วย
ความสำนึกในบุญคุณ บัดนี้ภายในจิตใจของให้
ผู้คนจาก ค่ายเทียมฟั้า ทั้งความเคารพเลื่อมใส
และยกให้ อู่ อวี้ เป็นนายเพิ่มขึ้นอย่างมาก
” ถึงแม้ก่อนหน้านี้ข้าน้อยเคยกล่าวว่า หากมาที่นี่
ข้าจะทำให้ดีที่สุดแล้วก็จะพยายามปกปั้องท่าน
แต่ในความเป็นจริงกับตรงข้าม ข้าหาได้สำเหนียก
ตัวเองไม่ บัดนี้ข้าได้รู้ซึ้งแล้วว่าการที่จะเป็นเซียน
อมตะหาใช่เรื่องง่าย จะต้องหมั่นเพียรพยายาม
ฝึกฝนอย่างหนัก!”
“ใช่!”
ณ ตอนนี้ เรือรบจักรพรรดิเพลิง จอดอยู่เหนือ
เหมืองแร่ทองคำวิญญาณคราม กองทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิง ทั้งเก่าและใหม่ต่างผสานรวมเข้า
ด้วยกัน เนื่องจากการตกตายไปของ 2 หัวหน้า
กองร้อย จากนั้นกองร้อยจึงถูกจัดขึ้นมาใหม่เป็น 6
กองร้อย ซึ่งเหลือไพร่พลอยู่ประมาณ 600 คน
หรืออาจจะมากกว่านั้นนิดหน่อย นอกจากนี้ยังมี
คนส่วนใหญ่ซึ่งดูเหนื่อยล้าเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยัง
บาดเจ็บมากมาย
จากแปดกองร้อยที่มาก่อนหน้านี้ นอกจากผู้
บัญชาการกองทัพ อย่างไรก็ตามระดับพื้นฐานฝึก
ตนของคนผู้นั้นก็ยังต่ำกว่า ระดับตำหนักม่วงทะเล
มรกตขั้นที่ 4 ดังนั้นหลังจาก ฮวางฝูั่ โพ่จุน เข้ามา
จึงทำหน้าที่เป็นแม่ทัพควบคุม 14 กองทัพกรำศึก
ในเวลานี้ อู่ อวี้ มองไปยังผู้คนจาก พรรคสมุทร
คราม ความแข็งแกร่งของพวกเขาเทียบได้กับ 2 –
3 ค่าย ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ล้วนมีส่วนร่วมในการทำ
ศึกสงครามนี้ด้วย ผู้นำของ พรรคสมุทรคราม คือผู้
พิทักษ์สูงสุด เป็นชายชราเส้นผมขาวโพลน ซึ่งมี
พื้นฐานฝึกตนอยู่ใน ระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต
ขั้นที่ 3 นามว่า กงซู หมิง ในเวลานี้เขาเป็น
ตัวแทนของผู้ฝึกตนทั้งหมดจาก พรรคสมุทรคราม
คุกเข่าลงครึ่งก้าว เพื่อเป็นการขอบคุณ ฮวางฝูั่ โพ่
จุน จากนั้นก็ลั่นวาจาขึ้นว่า ” ข้า กงซู หมิง และ
เหล่าสาวกจาก พรรคสมุทรคราม ขอคารวะผู้
บัญชาการฮวางฝูั่ พวกเราทุกคนเฝั้ารอคอยใต้เท้า
จากกองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง ในที่สุดพวกท่าน
ก็มา นับแต่วันนี้ตัวข้าคง กงซู หมิง และ สาวก
จากพรรคสมุทรคราม ขอน้อมรับบัญชาจัดเตรียม
กองกำลัง และ เคลื่อนย้ายไพร่พลตามคำสั่ง ท่าน
ผู้บัญชาการฮวางฝูั่ ”
ฮวางฝูั่ โพ่จุน ตอบกลับไปว่า ” อย่าได้เกรงใจ
ทางฝังข้าเองก็ได้รับประโยชน์เช่นกัน การที่ข้า
ตัดสินใจมาที่นี่ก็พร้อมที่จะพลีชีพในภารกิจ
นอกจากนี้เจ้าก็น่าจะรู้อยู่แล้ว กองทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิง ของเรานั้นเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว
ถึงศักยภาพ ชัดเจนเที่ยงตรง ยึดมั่นในหลักการ ข้า
ไม่อยากพูดเหลวไหลไปมากกว่านี้ เอาเป็นว่าพวก
เราจะตรึงกำลังปกปั้องที่นี่เป็นเวลา 3 เดือน ต่อไป
ข้าจะจัดแบ่งกองกำลังตามสถานการณ์ทั้ง 2 ด้าน
ทุกท่านจงฟัง เราจะจัดแบ่งไพร่พลกองกำลังหลัก
ของ กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง ใหม่อีกครั้ง ”
กองกำลังหลักของ กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง มี
ทั้งหมด 14 หน่วย
” เราจะแบ่งกองกำลังออกเป็น 2 กอง คือทางทิศ
ตะวันออก กับ ทางทิศตะวันตก ห่างไกลออกไป
ทางทิศตะวันออกคือทะเลตงไห่อันไร้สิ้นสุด เป็นที่
อยู่ของผู้ฝึกตนนอกรีต ฉะนั้นจุดนั้นจำเป็นต้อง
เพิ่มกำลังให้แน่นหนาขึ้น เนื่องจาก 6 กองร้อยที่
ประจำก่อนหน้านี้มีผู้คนมากมายบาดเจ็บล้มตาย
ไปเป็นจำนวนมาก แต่กระนั้นก็ยังคงมี
ประสบการณ์ต่อสู้กับผู้ฝึกตนนอกรีต ฉะนั้นข้าจะ
ส่งกองร้อยเดิม 3 กองไปตะวันออก และเพิ่ม
กองร้อยใหม่เข้าไปอีก 5 หน่วย ประจำอยู่แนว
หน้าฝังตะวันตก รวมเป็นทั้งหมด 8 กอง ”
นั่นคือกองกำลังสนับสนุนใหม่ทั้ง 8 มี 5 กองถูก
ส่งไปประจำการทางฝังตะวันออก
ส่วนที่เหลือล้วนเป็นทหารที่พึ่งมาใหม่ ยังไม่เคยมี
ประสบการณ์ในการสู้รบในสงครามอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ยังต้องติดต่อสื่อสารกับคนในกองกำลัง
เดิมอีกด้วย
อู่ อวี้ คิดว่าเขาควรจะอยู่ทางด้านตะวันออก
แต่ไม่ได้คาดคิดว่า หลังจาก ฮวางฝูั่ โพ่จุน จัดแจง
แบ่งกองจนเสร็จสิ้นจน แต่กองของ ค่ายเทียมฟั้า
กลับไม่ถูกขานชื่อ
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ