กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 387 : สังหารพวกนอกรีต
คู่ต่อสู้ของ ฝาน ชิงหลิว นั้นมีอายุน้อยกว่า อีกทั้ง
อู่ อวี้ ยังสังหารสหายของมัน ทั้งการโจมตีด้วย
พละกำลังมหาศาล ทั้งการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว
พริ้วไหวดุจสายน้ำ มันได้ประจักษ์แก่สายตาของ
ตนเองทั้งหมดแล้ว
ด้วยเหตุนี้มันถึงต้องการหลบหนี
แต่ทว่ามันกลับถูก ฝาน ชิงหลิว ขัดขวางเอาไว้
” อู่ อวี้ เจ้าอย่าบังอาจแย่งชิงคู่ต่อสู้ของข้า !
” ฝาน ชิงหลิว ตะโกน
ยามนี้ อู่ อวี้ หยุดอยู่เบื้องหน้าของพวกมัน เขา
มองไปยังผู้ฝึกนอกรีตชราผู้นั้น ร่างกายของมัน
แข็งแกร่งกำยำ ระดับความสูงของมันเกือบหนึ่งจั้ง
หากเทียบกันแล้ว อู่ อวี้ สูงถึงแค่เอวของมัน
เท่านั้น ร่างกายของมันใหญ่โตเสมือนดั่งอสูรกาย
ความแข็งแกร่งทางกายเนื้อของมันนับว่ายอด
เยี่ยมมาก ราวกับว่าทั่วทั้งร่างของมัน ตั้งแต่ศีรษะ
จรดปลายเท้าของมัน ถูกหล่อหลอมขึ้นมาจาก
ทองเหลืองสัมฤทธิ์ ศีรษะของมันไร้ซึ่งเส้นผม ดู
เกลี้ยงเกลาหมดจด ประหนึ่งลูกตุ้มทองเหลือง
สัมฤทธิ์ ใบหน้าของมันดูน่ากลัวอย่างยิ่ง
พละกำลังของมันมหาศาล หากให้ปะทะกันตรง ๆ
แล้ว ฝาน ชิงหลิว ก็ยังไม่กล้าต่อกรกับมัน
อู่ อวี้ ยืนกอดอกยิ้ม แล้วกล่าวว่า ” ก็ลองดูสักตั้ง
หน่อยเป็นไง! ข้าเองก็อยากจะเห็นเช่นกัน ว่าเจ้า
จะยื้อเวลาได้นานเท่าใด ค่ายชิงหลิวของเจ้าจะ
สามารถยืดเวลาได้นานเท่าไหร่กันนะ ? ”
เขาไม่รีบร้อนลงมือ
คำพูดยั่วยุนี้ทำให้ ฝาน ชิงหลิว แทบจะไม่อาจ
อดทนทนได้อีกต่อไป เนื่องจากต้องต่อสู้อยู่ในก้น
สมุทร ทำให้พลังการต่อสู้ของนางจะถูกจำกัดลง
อย่างมาก หากต้องต่อสู้กันจริง ๆ แล้ว ฝั่ายตรง
ข้ามอาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง
ด้วยภายใต้การโจมตีโอบล้อม จากผู้ฝึกตนนอกรีต
กว่า 500 ชีวิต ทำให้คนของ ฝาน ชิงหลิว ตกตาย
ไปมากขึ้นเรื่อย ๆ !
หากนางหน้ามืดหลงระเริงไปกลับผลประโยชน์
เบื้องหน้า ฝืนทำศึกอย่างโง่เขลาต่อไป ในเวลานั้น
การสูญเสียก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ! ฝาน ชิง
หลิว หาใช่คนโง่เขลา นางรู้ดีว่าสิ่งใดควรไม่ควร
สิ่งใดควรระงับ ไม่ควรถืออารมณ์เป็นหลัก
ทันใดนั้นนางหันก็มองไปที่ อู่ อวี้ พร้อมกับตะโกน
ขึ้นว่า ” ข้าจะยอมปล่อยมันให้เจ้า แต่เจ้าไม่มี
โอกาสลอบโจมตีมันอย่างแน่นอน เจ้าคิดว่าผู้ฝึก
ตนนอกรีตผู้นี้จะจัดการได้ง่าย ๆ เช่นงั้นหรือ ? ”
นางฉลาดพอตัวเลยทีเดียว ที่เลือกจะใช้คำพูดให้
ศัตรูเบี่ยงเบนความสนใจไปที่ อู่ อวี้ เพียงผู้เดียว
อันที่จริง ระหว่างที่เขายื่นมือเข้าช่วยเหลือเฉิน ชา
งซง หากลงมือจริง ๆ อู่ อวี้ สามารถจัดการฝั่าย
ตรงข้าม ลงได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
ฝาน ชิงหลิว ล่วงรู้ดีว่าฝั่ายตรงข้ามนั้นมีความ
แข็งแกร่งเหนือกว่าตนเองอย่างแท้จริง ไม่มีทางที่
นางจะเอาชนะได้ ดังนั้นจึงผลักไสศัตรูคู่นี้มาให้แก่
อู่ อวี้ แทน ซึ่งนับว่าฉลาดกว่า เฉิน ชางซง มาก
” เจ้ามีนามว่าอะไร เจ้าสังหารพี่ชายของข้า เจ้า
จะต้องไม่ตายดีแน่!” ผู้ฝึกตนนอกรีตร่างทองเหลือง
สัมฤทธิ์ร้องคำรามขึ้น มันมิได้ไล่ติดตาม ฝาน ชิง
หลิว ไป แต่มันเลือกจะหยุดอยู่เบื้องหน้าสายตา
ของ อู่ อวี้ แทน
สองผู้แข็งแกร่งได้ปะทะกันตาต่อตาฟันต่อฟัน จึง
ทำให้บังเกิดเป็นอำนาจทำลายล้างพลิกฟั้าคว่ำ
สมุทร! ผู้คนโดยรอบที่สัมผัสได้ถึงการต่อสู้ ต่างเร่ง
รีบรุดหน้ามายังทิศทางนี้ทันที
ยามมองไปที่ อู่ อวี้ ย่อมรู้ดีว่าเหล่าทหารจากค่าย
เทียมฟั้าเริ่มจัดการศัตรูและเข้ามาประจำตำแหน่ง
แล้ว สถานการณ์ทางฝังของ ฝาน ชิงหลิว และ
เฉิน ชางซง ก็เริ่มคลี่คลาย อีกไม่นานนักพวกเขา
คงสามารถควบคุมสถานการณ์ของสงครามเอาไว้
ได้ เนื่องจากจำนวนของผู้ที่ตกตายไปในการต่อสู้
ครั้งนี้ จึงทำให้เหลือผู้คนไม่มากนักที่จะคอย
ขัดขวาง ฝาง ชิงหลิว และ เฉิน ชางซง เอาไว้ได้
พวกมันสองคนเหนือล้ำยิ่งกว่า ผู้ฝึกตนนอกรีตกว่า
200 คนอย่างไม่ต้องสงสัย!
เมื่อทำภารกิจที่ ฮวางฝูั่ โพ่จุน ออกคำสั่งเรียบร้อย
แล้ว ต่อไปก็คือการต่อสู้เพื่อตนเอง!
” หยุดพล่ามได้แล้ว อยากตายก็เข้ามา! ” อู่ อวี้ ชี้
ปลาย เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า ไปหาฝั่ายตรงข้าม
พร้อมกับกล่าวขึ้นด้วยเสียงดังกึกก้อง
” ดี ช่างกล้าหาญยิ่ง ในหมู่ผู้ฝึกตนแล้ว มีคนอย่าง
เจ้าไม่มากนัก! ” เสียงของผู้ฝึกตนนอกรีตร่าง
ทองแดงสัมฤทธิ์ เสมือนดั่งเสียงของเหล็กกล้า
เสียดสี ฟังดูแล้วน่าสะพรึงกลัวยิ่ง
ศาสตราสถิตวิญญาณที่อยู่ในมือของมัน มี
รูปลักษณ์เสมือนดั่งตะบองเขี้ยวหมาปั่าขนาดใหญ่
บนตัวของตะบองมีเขี้ยวหมาปั่างอกขึ้นมามากมาย
คาดว่าคงเป็นฟันของปีศาจบางชนิด ไม่เพียง
แหลมคม แต่ยังมีอำนาจในการฉีกกระชากอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีวงเวทถูกวาดประทับเอาไว้มากมาย
” ย๊ากกก!!! ” ผู้ฝึกตนนอกรีตร่างทองเหลือง
สัมฤทธิ์ฉีกกระชากแหวกฝั่าคลื่นสมุทร พุ่งทะยาน
เข้าไปหา อู่ อวี้ เสมือนดั่งฉลามใต้ทะเลหมาย
หมาดสังหารเหยื่อ!
” หึ ” ทันใดนั้นร่างของ อู่ อวี้ ก็ขยายใหญ่ขึ้น
อย่างรวดเร็ว เส้นขนทั่วร่างงอกยาวออกมา
แปรเปลี่ยนเป็นเส้นขนสีทอง บัดนี้ร่างกายของเขา
ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้ากลายเป็นวานรยักษ์สี
ทองไปโดยสมบูรณ์ ซึ่งแตกต่างจาก อู่ อวี้ คนเดิม
อย่างสิ้นเชิง ในร่างนี้เขาเต็มไปด้วยความ ดุดัน
อำมหิตเลือดเย็น เกรี้ยวกราดเปียมล้นไปด้วยโทสะ
บ้าคลั่งอย่างที่สุด!
” ปีศาจ! ” ผู้ฝึกตนนอกรีตร่างทองเหลืองสัมฤทธิ์
เนื่องจากมันไม่ล่วงรู้ตื้นลึกหนาบาง มันจึงคิดว่า
เขาเป็นปีศาจ
” ปีศาจ มันขึ้นมาเป็น กองทัพเซียนจักรพรรดิ
เพลิง ได้อย่างไรกัน? ” มันมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วย
ความตะลึงอย่างสุดขีด
อู่ อวี้ ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าในเวลานี้เขามีพละกำลัง
มากมายเท่าใด เขาล่วงรู้เพียงแค่ว่าในยามนี้ ตัว
เขาปลดปล่อยความแข็งแกร่งทรงพลังอำนาจถึง
ขีดสุด หลังจากแปรเปลี่ยนร่างจำแลงเซียนวานร
เขาก็ใช้เคล็ดระเบิดพลังคลั่งเสริมเข้าไปอีกขั้น
พลังของเขาระเบิดพวยพุ่งออกมาอย่างรุนแรง
กล่าวได้ว่ายามนี้ อู่ อวี้ ดูโหดเหี้ยมอำมหิตอย่างถึง
ขีดสุด ดวงตาทั้งสองข้างกลายเป็นสีแดงก่ำเข้มข้น
ราวกับโลหิต ท่อนแข็งแกร่งกำยำถือจับ เสาเห
ยียนหวงเบิกฟั้า ฉับพลันเขาก็แผดเสียงร้องคำราม
ออกมา โฮกกกกก!!!! พลังอำนาจมหาศาลระเบิด
พวยพุ่ง ทะยานร่างออกไปประหนึ่งศรถูกยิงออก
จากเกาทัณฑ์ เข้าปะทะห่ำหั่นกับ ผู้ฝึกตนนอกรีต
ร่างทองเหลืองสัมฤทธิ์
ตูมมมม!
จากการโจมตีครั้งนี้ ส่งผลให้ยอดเขาสูงก้นสมุทร
บังเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง จากนั้นก็ระเบิด
ขึ้นหมอกควันลอยคละคลุ้งกระจายทั่วทุกทิศทาง
” เวทเหยียนหวงเบิกฟั้า !”
พลองถูกตวัดฟาดออกไปเพียงครั้ง ทุกสรรพสิ่ง
ล้วนถูกเปลวเพลิงสีทองนี้กลืนกินเผาผลาญลงโดย
ฉับพลัน เปลวเพลิงสีทองประดุจดั่งดวงสุริยันอัน
ร้อนแรงเจิดจ้าหาใดเปรียบ ปรากฏขึ้นมาอีกดวง!
การโจมตีที่ปลดปล่อยออกไปนี้ แตกต่างจากแสงสี
ทองที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง นี่คือเปลวเพลิงที่ไม่อาจ
จินตนาการถึงพลังของมันได้ กำลังแผ่ขยายพวย
พุ่งลงสู่ใต้สมุทรลึก กลืนกินร่างของผู้ฝึกนอกรีต
ร่างทองเหลืองสัมฤทธิ์ในชั่วพริบตา
เฉิน ชางซง กับ ฝาน ชิงหลิว ซึ่งกำลังต่อสู้อยู่
ด้านข้าง คอยเหลือบมองการต่อสู้ของ อู่ อวี้ ราว
กับเป็นเพียงเรื่องตลกขบขันของพวกมัน แต่แล้ว
พวกมันก็ไม่คาดคิดว่า พลังโจมตีของ อู่ อวี้ จะ
ทรงอนุภาพมากมายถึงเพียงนี้ นับเป็นอีกครั้งที่เขา
ปลดปล่อยพลังน่าเหลือเชื่อออกมา ให้เป็นที่
ประจักษ์แก่สายตาของทุกผู้คน สิ่งที่น่าตกตะลึง
ยิ่งกว่านั้นก็คือ เขาโจมตีออกไปด้วยกระบวนท่า
เดียว เปียมล้นไปด้วยพลังที่น่าสะพรึงกลัวเหนือ
ชั้นกว่าศัตรูอย่างลิบลับ!
แน่นอนว่าพวกมันเป็นเหมือนลาโง่ เนื่องจากพวก
มันไม่ล่วงรู้ว่าการโจมตีครั้งนี้แฝงเร้นไว้ด้วยเคล็ด
ระเบิดพลังคลั่งของ อู่ อวี้
มันคือกระบวนท่าสังหารของ อู่ อวี้ โดยเฉพาะ!
ย๊าก!!!!
ผู้ฝึกตนนอกรีตกรีดร้องคำราม พร้อมปลดปล่อย
การโจมตีระยะไกลต่อต้านกลับไป ตะบองเขี้ยว
หมาปั่าในมือของมันส่องประกายแสงสีเขียวสดใส
ออกมานับหมื่นสาย แปรเปลี่ยนกลายเป็นฝูงหมา
ปั่าขนาดใหญ่ พุ่งกระแทกเข้าจู่โจม แต่ชั่วพริบตา
นั้นเองมันก็ถูกเปลวเพลิงทองคำของ อู่ อวี้ กลืน
กินจนสิ้น!
เข้าปะทะห่ำหันเผชิญหน้ากันแบบตาต่อตาฟันต่อ
ฟัน พลังอำนาจพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด โลหิตใน
กายเดือดพล่านอย่างรุนแรง!
มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้น ถึงจะสามารถเอาชนะคู่
ต่อสู้ได้
ขณะนี้สายตาของหลายคนกำลังมุ่งความสนใจจับ
จ้อง มองไปที่เขาเป็นตาเดียว
ฟูม ตู้มมมมมม!
ในยามนี้เปลวเพลิงสีทองกวาดผ่านเผาผลาญ กิน
บริเวณกว้างกว่าแปดพันลี้ เพลิงเผาผลาญกวาด
ผ่านทั่วทั้งก้นมหาสมุทร หมอกควันลอยคละคลุ้ง
ฟุั้งกระจายไปทั่ว แม้แต่สมรภูมิทางฝังตะวันออก
ก็ยังกลบกลืนไปด้วยเช่นเดียวกัน!
เสียงดังกึกก้องกัมปนาทนี้ มีเพียง เฉิน ชางซง ซึ่ง
มีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับนี้เท่านั้น ถึงจะ
สามารถแลเห็นคู่ต่อสู้ของ ฝาน ชิงหลิว ว่าบัดนี้มี
สภาพเช่นไร ด้วยพลังทำลายล้างมหาศาลจากการ
โจมตีของ อู่ อวี้ ส่งผลให้ศัตรูตกตายไปในทันที!
อู่ อวี้ ทำเรื่องไม่คาดฝันได้รับชัยชนะอีกครั้ง
เขาใช้ เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า ผสมผสานกับเคล็ด
ระเบิดพลังคลั่งปลดปล่อยพลังโจมตีอันล้นหลาม
คว้ากำชัยชนะสยบศัตรูฝั่ายตรงข้ามฝั่ายลงได้
อย่างราบคาบหมดจด จนต้องตกตายดับสูญใน
บัดดล ถึงแม้ว่ากายเนื้อของฝั่ายตรงข้ามจะจัดอยู่
ในระดับน่าเหลือเชื่อเช่นกัน แต่ก็ไม่อาจทานทนต่อ
การกับความรุนแรงอหังการจากการฟาดกระแทก
ของ เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า ทำให้มันต้องตกไปลง
ไปในทันทีอย่างไม่มีโอกาสหืออือ
ส่วนถุงจักรวาลของมัน มีหรือที่ อู่ อวี้ จะหลงลืม
แน่นอนว่าเขาได้หยิบฉวยมันมาตั้งแต่คราแรก
” การฝึกฝนบำเพ็ญตนตนคือการปล้นชิง ”
หากย้อนทวนคำพูดอีกครา จะทำให้ล่วงรู้ถึง
ความหมายที่แท้จริงของมัน การปล้นชิง หาใช่
คำพูดเสื่อมเสียหรือไม่เหมาะสมแต่อย่างใด แต่มัน
คือความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เมื่ออยู่บนเส้นทาง
วิถีแห่งฝึกฝนบำเพ็ญตน ต่อให้ไม่ต่อสู้แย่งชิงจาก
ผู้อื่น แต่ก็ต้องต่อสู้แย่งชิงกับสวรรค์แลปฐพี มิ
เช่นนั้นจะสามารถดูดซับกลิ่นอายฟั้าดิน ของ
สวรรค์แลปฐพีเข้าสู่ร่างแล้วใช้งานมันได้เช่นไร?
” ความแข็งแกร่งที่ยิ่งใหญ่ ย่อมเกิดเป็นความกล้า
หาญ ”
ประโยคหลัง เป็นคำยืนยันของถ้อยคำพูดก่อนหน้า
นี้ แรกเริ่มเดิมที ผู้ฝึกตนจำต้องมีใจคอเด็ดเดี่ยว
กล้าหาญ กล้าที่จะปล้นชิง ซึ่งถึงเป็นเงื่อนไข
ประการแรก แต่การจะกลายเป็นผู้กล้าหาญ
จำเป็นต้องมีความแข็งแกร่งเสียก่อน แล้วจะทำ
เช่นไรถึงจะแข็งแกร่ง ? แน่นอนว่าต้องปล้นชิง!
ผู้กล้าต้องแข็งแกร่ง ถึงจะมีพลังอำนาจไปปล้นชิง!
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นคือหัวใจหลักสำคัญ ที่ผู้ฝึกตน
ต้องนำมันมาใช้ตลอดชั่วชีวิตตราบนานเท่านาน
เมื่อผ่านการต่อสู้รุนแรงดุเดือดในครั้ง ผลลัพธ์ที่
ได้มานับว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง มันทำให้เขาก้าวเข้าสู่
สร้างแกนนภา ขั้นที่ 9 ได้อย่างแน่นอนแล้ว กล่าว
ได้ว่ามันทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกประทับใจแลเข้าใจใน
ประโยคนี้อย่างสุดซึ้ง
อย่างไรก็ตาม หลังจากได้แสดงอานุภาพอันยิ่งใหญ่
ของเคล็ดระเบิดพลังคลั่ง ส่งผลให้เขารู้สึกเจ็บปวด
กล้ามเนื้อ ทำให้ความแข็งแกร่ง แลพละกำลังทาง
กายภาพของเขาลดลงไปเป็นอย่างฮวบฮาบ การ
สังหารยอดฝีมือติดต่อกันไปถึง 2 คน เป็นไปไม่ได้
ที่จะไม่เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า
ด้วยเหตุนี้เขาจึงคิดจะกลับไปรวมกลุ่ม กับไพร่พล
ทหารของค่ายเทียมฟั้า ในวันนี้เขาพยายามต่อสู้
อย่างดีที่สุดเหมือนเช่นเคย ซึ่งแต้มผลงานที่เขา
ได้รับ นับว่าเป็นอันดับหนึ่งของกลุ่มเลยก็ว่าได้
ส่วนทางด้านของ เฉิน ชางซง กับ ฝาน ชิงหลิว
ยังคงตรึงกำลังปั้องกันในสนามรบ
ด้วยความช่วยเหลือของพวกเขาทำให้ กองทัพ
เซียนจักรพรรดิเพลิง สามารถสยบฝั่ายตรงข้ามลง
ได้อย่างราบคาบ จำนวนของผู้บาดเจ็บล้มตาย
ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่จะสามารถปราบปรามสยบศัตรูได้
เมื่อไหร่ ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น
” อู่ อวี้ ช้าก่อน! ”
ไม่คาดคิดว่ายามนี้ เฉิน ชางซง กับ ฝาน ชิงหลิว
สามารถหลุดฝั่าออกมาจากวงล้อมได้ ช่างน่า
อัปยศยิ่งนัก พวกมันทั้งสองได้เข้าขัดขวาง อู่ อวี้
ขณะที่เขาเพิ่งจบการต่อสู้มาได้หมาด ๆ เพียง
เท่านั้น
ในยามนี้สีหน้าของพวกมันทั้งสองน่าเกลียดอย่าง
ที่สุด ด้วยเพราะพวกมันไม่คาดคิดว่า อู่ อวี้ จะมี
ฝีมือร้ายกาจโหดหินถึงเพียงนี้ ฝั่ายตรงข้ามล้วนหา
ใช่คู่ต่อสู้ของเขาไม่ มิหนำซ้ำทุกคนล้วนถูกสังหาร
ตกตายลงด้วยฝีมือของ อู่ อวี้ แทบทั้งสิ้น
ดวงตาของ อู่ อวี้ ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิง จับ
จ้องไปยังพวกมันทั้งสอง จากนั้นก็กล่าวขึ้นว่า ”
พวกเจ้าทั้งสองขุ่นเคืองอันใดข้านักหนา ถึงได้คอย
มาหาเรื่องระรานข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากพวกเจ้ายัง
ปากแข็งไม่ยอมบอก ความอดทนของข้าคงได้
มาถึงขีดจำกัด แม้พวกเจ้าจะเป็นสหายร่วมภารกิจ
ก็ตาม แต่เห็นทีข้าคงต้องสอนสั่งให้พวกเจ้าได้รู้
หลาบจำเสียบ้าง ”
อู่ อวี้ หาได้แยแสพวกมันทั้งสองแต่น้อยมาก
นอกจากจะไม่หวาดกลัว กลับกลายเป็นว่า อู่ อวี้
ดันมาข่มขู่พวกมันทั้งสองแทนเสียนี่
เฉิน ชางซง กับ ฝาน ชิงหลิว กลืนน้ำลายลงคอ
ด้วยความหวาดเสียว มันทั้งสองต่างมองหน้ากัน
และกัน สุดท้าย เฉิน ชางซง ก็กลั้นกับใจสยบ
ความกลัว แล้วกล่าวว่า ” เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงมา
ข่มขู่พวกข้า! เราไม่ใช่เด็กน้อย 3 ขวบ ไม่ใช่เพราะ
พวกข้ามาก่อกวนระรานเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่มัน
เป็นเพราะเจ้ามาคิดกำแหงกับพวกเราก่อน!
อย่างเช่นในวันนี้เจ้าก็มาแย่งชิงศัตรูของเราไปต่อ
หน้าต่อตา มันก็เสมือนกับเจ้าแจ้งชิงผลกำไรการ
เก็บเกี่ยวครั้งใหญ่ของเราไป เจ้าไม่คิดจะแบ่งปัน
สินน้ำใจให้พวกเราบ้างบางส่วนเลยหรือไร? ”
เห็นได้ชัดว่าพวกมันกำลังอิจฉาตาร้อน อยากมี
เอี่ยวในผลกำไรที่เขาเก็บเกี่ยวมาได้
ศาสตราสถิตวิญญาณทั้สองชิ้นที่เขาได้รับมาจากผู้
ฝึกตนนอกรีต หากให้ประเมินด้วยสายตาคร่าว
น่าจะมีราคาค่างวดอยู่ที่ 300,000 แต้มผลงาน
อู่ อวี้ ยิ้มแล้วมองไปที่คนทั้งสอง จากนั้นเขาก็
กล่าวขึ้นว่า ” หึ! เจ้าทั้งสองได้ออกแรงช่วยอะไร
ด้วยงั้นรึ ส่องกระจกชะโงกดูเงาตนเองเสียบ้าง จะ
ได้เห็นว่าพวกเจ้าทั้งสองนั้นมีจิตใจคับแคบมาก
เพียงใด ถ้าข้าเป็นพวกเจ้าคงละอายใจไม่กล้าเอ่ย
ปากคุยกับข้าด้วยซ้ำ ยังกล้าขอสมบัติจากข้าอีกงั้น
หรือ ? สมองของพวกเจ้ามีแต่น้ำหรือไร ? ”
ถ้าตอนนี้เขาไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือ รู้สึก
เหนื่อยล้ามากแต่ อู่ อวี้ ก็หาได้แยแสพวกมันไม่
” บัดซบ! อู่ อวี้ เจ้ากล้าพูดเช่นนี้กับเราได้อย่างไร
? ” ฝาน ชิงหลิว กล่าวขึ้นด้วยโทสะจนหน้าเขียว
ปัด
เมื่อเห็นว่าทั้งสองฝั่ายจะเริ่มลงมือต่อสู้ ฮวางฝูั่ โพ่
จุน จึงต้องยื่นมือเข้ามาสอด สายตาที่จ้องมอง
ประดุจดั่งพยัคฆ์แล้วเขาก็กล่าวขึ้นว่า ” เฉิน ชา
งซง ฝาน ชิงหลิว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ข้าได้
ประจักษ์แก่สายตาหมดแล้ว หากเจ้ายังดื้อดึงยืน
กรานเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก ยังระรานไม่เลิก ข้าจะให้
โอกาสพวกเจ้าทั้งสองไสหัวกลับไป เพราะยังไง
แล้วก็ยังมีหลายคนภายใน นครจักรพรรดิเพลิง
ยินดีที่จะรับตำแหน่งนี้แทนพวกเจ้า ”
แล้วการต่อสู้ทางฝังทิศตะวันออกก็เป็นอันยุติลง
แน่นอนว่าพวกมันทั้งสองย่อมไม่เต็มใจ ทว่า
ในตอนนี้ทุกสายตากำลังจับจ้องมองสถานการณ์
อยู่
ไพร่พลของ ค่ายเทียมฟั้า ยังคงเต็มไปด้วยความ
ขุ่นเคืองโกรธแค้น พวกเขาจึงร้องตะโกนขึ้นว่า ”
คู่รักคู่นี้ช่างไร้ยางอายเสียจริง ๆ ก็เห็น ๆ อยู่ว่า
พวกเขาแทบจะเสียท่าจนสิ้นชีพอยู่แล้ว ท่านจึง
เข้าไปช่วยเหลือ แต่ในวันนี้พวกเขาทั้งสองกลับ
แล้งน้ำใจไม่แม้แต่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเข่นฆ่า
สังหารศัตรู ท่านผู้บัญชาการอู่จึงต้องลงมือสังหาร
ศัตรูทั้งสองด้วยตนเอง พอศัตรูทั้งสองตกตายไป
ตอนนี้กลับจะมาปล้นชิงของรางวัล ช่างยอดเยี่ยม
ประเสริฐสุดดีแท้ ! ”
เดิมที ฟาง เชาฉวิน เป็นคนสุภาพอ่อนโยน แต่
สถานการณ์ในตอนนี้มันทำให้เหลืออด จนต้องเอ่ย
ปากพูดขึ้นว่า ” เกิดเป็นคน ควรจะต้องรู้จักหน้า
บางเอาไว้บ้าง อย่าหน้าด้านไร้ยางอายอย่างที่
มนุษย์ปกติเขาไม่ทำกัน! ไม่เช่นนั้นจะแยกแยะ
ความแตกต่างของสัตว์เดรัจฉานกับมนุษย์ได้
อย่างไร ? หากข้าต้องต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับคน
เช่นนี้ ข้าคงรู้สึกอัปยศจนแทบอยากจะเอาหัวซุก
แผ่นดินหนี ”
ทุกคนหาได้หูหนวกตาบอดรู้แยกแยะถูกผิด ดังนั้น
จึงเข้าใจเรื่องราวอย่างชัดเจน
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงทำให้ ฝาน ชิงหลิว รู้สึกร้อนรุ่มใน
หัวใจประดุจดังเพลิงเผาไหม้ ด้วยความริษยาแล
เกลียดชังอย่างที่สุด
สำหรับยามนี้กล่าวได้ว่า ผลงานของ อู่ อวี้ นั้นโดด
เด่นอย่างยิ่ง การที่มันจะหารือพูดคุยเกี่ยวกับการ
ปล้นชิงทรัพย์สิน ในเวลาที่มันเสียเปรียบเช่นนี้คง
จะไม่เหมาะ
ในวันนี้ทุกคนต่างก่นด่าประนามพวกมันเป็นเสียง
เดียว ทำให้พวกมันรู้สึกอับอายขายขี้หน้าอย่างยิ่ง!
ในเวลานี้พวกมันทั้งสองแทบจะอดใจรอฉีกเนื้อ
เฉือนหนังเขาไม่ไหว แน่นอนว่าพวกมันทั้งสอง
เกลียดชัง อู่ อวี้ อย่างสุดหัวใจ แต่ในเวลานี้กลับเส
แสร้งทำทีเป็นสำนึกผิด
เฉิน ชางซง กล่าวขึ้นว่า ” ข้าต้องขออภัยจริง ๆ
ยามนี้ข้าเข้าใจแล้ว ”
” รู้จักขออภัยก็ดีแล้ว ” ฮวางฝูั่ โพ่จุน กล่าวขึ้น
อย่างแผ่วเบา
เขายังคงหวังว่าให้ต่างฝั่ายได้กลับมาคืนดี
อู่ อวี้ ยิ้มแล้วกล่าวว่า ” ไม่เป็นไร ข้าเองก็ต้องขอ
อภัยเช่นกัน”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ