กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 388 : ทะลวงสูสรางแกนนภาขั้นที่ 9
ทุกคนต่างประจักษ์แจ้งถึงเหตุการณ์ในครั้งนี้
เฉิน ชางซง กับ ฝาน ชิงหลิว เห็นสายตาของทุก
คนจ้องมองมายังตนเองด้วยความรู้สึกผิดหวัง
อย่างที่สุด แม้ภายในใจของพวกมันจะรู้สึกมีโทสะ
ระคนหดหู่ แต่พวกมันก็ล่วงรู้อย่างชัดเจนว่า
สถานการณ์ในยามนี้ตกอยู่ในกำมือของ อู่ อวี้ แล้ว
” ข้าต้องขออภัย น้องสาวฝาน ข้าเลอะเลือน
กระทำการหุนหันพันแล่นลงไป” เฉิน ชางซง
กระซิบกล่าวกับ ฝาน ชิงหลิว
ฝาน ชิงหลิว รู้สึกอับอายในคำก่นด่าประณาม ของ
กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง โดยเฉพาะคำพูดก่น
ด่าสอดเสียดของ ค่ายเทียมฟั้า มันทำให้โทสะของ
นางลุกโชนขึ้นมาในบัดดล เนื่องด้วยสติปัญญา
ไหวพริบของนางนั้นยังด้อยกว่า เฉิน ชางซง มาก
นัก เพียงโดนโจมตีถ้อยคำประณามก่นด่า สติของ
นางก็เริ่มขาดผึงหน้ามืดตามัวด้วยโทสะ
แต่ก็นับว่าโชคดีมากที่ เฉิน ชางซง อยู่ด้านหน้า
ของนาง มันจึงรีบโค้งคาราวะ แล้วกล่าวกลับ อู่
อวี้ ว่า ” อู่ อวี้ ข้าขออภัย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็น
ความผิดของข้าเอง ”
ถึงแม้ปากจะเอ่ยคำขอโทษ แต่น้ำเสียงหาได้
ยินยอมเต็มใจไม่
หากยังบีบคั้นกดดันทั้งสองต่อไป ฮวางฝูั่ โพ่จุน
เกรงว่าจะมีผลต่อสงครามที่ตรึงกำลังปั้องกันอยู่
ฉะนั้นเพื่อกองทัพ ฮวางฝูั่ โพ่จุน จึงต้องกล่าวขึ้น
เพื่อยุติข้อพิพาททั้งหมดให้จบสิ้น เฉิน ชางซง กับ
ฝาน ชิงหลิว ” สมควรแล้ว พวกเราล้วนเป็นทหาร
แห่งกองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง ทุกคนก็เสมือน
เป็นพี่น้อง พวกเราไม่บาดหมางขุ่นข้อง เมื่อปัญหา
ทุกอย่างนั้นคลี่คลายลุล่วง เท่ากับว่าความขัดแย้ง
ก็ได้ผ่านพ้น เวลานี้หนทางยังอีกยาวไกล พวกเรา
ยังมีภาระหน้าที่ซึ่งต้องรับผิดชอบ จงร่วมกันปลุก
ปลอบกำลังใจ!”
เมื่อเขากล่าวเสร็จสิ้น เขาก็หันไปตรวจสอบสายตา
ท่าทีของทุกคน จากนั้นก็หันกลับไปทางด้านทิศ
ตะวันออก
สำหรับยามนี้กำไรมหาศาลตกอยู่ในมือของ อู่ อวี้
แล้ว เขาจึงรู้สึกเกียจคร้านที่จะมาเสียเวลากับ เฉิน
ชางซง เวลานี้กล่าวได้ว่า ค่ายเทียมฟั้า แทบจะไม่
มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บเลย หลังจากนั้น อู่ อวี้ ก็
ย้อนกลับไปประจำตำแหน่งของตนเอง
เฉิน ชางซง กับ ฝาน ชิงหลิว กำหมัดแน่น จ้อง
มองไปยัง อู่ อวี้ ที่กำลังจากไปด้วยสีหน้าอาฆาต
แค้นมาดร้าย
” เฉิน ชางซง ในวันนี้พวกเราถูกรังแกท่านจะ
ปล่อยไปง่าย ๆ เช่นนี้น่ะหรือ ? ” ฝาน ชิงหลิว
กล่าวจ้องมองไปที่เขา
” ไม่แน่นอน! ชิงหลิว ข้าไม่คิดว่ามันจะแข็งแกร่ง
ถึงเพียงนี้ ดังนั้น …”
ก่อนที่ เฉิน ชางซง จะทันได้พูดจบ ฝาน ชิงหลิว ก็
ขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน นางกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียง
เย็นชาว่า ” เจ้านี่มันช่างไร้ประโยชน์ ทำไมถึงไม่
ตาย ๆ ไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด! ข้าไม่อยากได้ยิน
เสียงเจ้าต่อไป หากเจ้าไม่คิดจะปกปั้องข้า ก็อย่า
ได้มาเสนอหน้าให้ข้าเห็นอีก ”
เฉิน ชางซง ร้อนรนกระวนวายใจเป็นอย่างยิ่ง
เนื่องจากยังมีสายตาของผู้คนจำนวนมากจับจ้อง
มองอยู่ มันจึงดึง ฝาน ชิงหลิว มา แล้วลอบ
กระซิบกับนางว่า ” เอาน่า…น้องสาวฝาน ข้า
จะต้องหาทางออกได้แน่ รับรองว่าโอกาสนั้นมาถึง
เมื่อใด อู่ อวี้ จะต้องอับอายขายขี้หน้า จนแทบ
อยากจะแทรกแผ่นดินหนี! ”
” เจ้าตาบอดหรือไร ผู้ใดกันแน่ที่อับอายจนแทบ
แทรกแผ่นดินหนีอยู่ตอนนี้ ? ” ฝาน ชิงหลิว ใช้
สายตาอำมหิตมองไปที่มันอย่างเงียบ ๆ
” แล้วเจ้าต้องการอันใด ? ”
เมื่อได้ยินคำถามนี้ ฝาน ชิงหลิว ก็ยิ้มอย่างเย้ย
หยันแล้วกล่าวขึ้นว่า ” ข้าต้องการให้มันคุกเข่าโค้ง
คารวะ หมอบคลานยอมรับผิดกับข้า ข้าอยากให้
เจ้าทำลายรากฐานของมัน ทำลายชื่อเสียง
อัจฉริยะของมัน! ข้าจะคอยดูว่าเมื่อถึงวันนั้น มัน
ยังจะกล้ากำแหงฉีกหน้าข้าอีกหรือไม่ !?”
เฉิน ชางซง ตกตะลึงกับสิ่งที่นางกล่าว มันรีบตอบ
กลับไปว่า ” นี่มันไม่ถูกต้องนัก …”
” ยังจะกล่าวเช่นนี้อีกงั้นหรือ หากเจ้าทำไม่ได้ก็
อย่ามาเรียกข้าว่าน้องสาวฝาน ” เมื่อ ฝาน ชิงหลิว
กล่าวประโยคไม้ตายเช่นนี้ออกมา เฉิน ชางซง ก็
หวาดกลัวอย่างลนลาน จากนั้นมันก็รีบตกปาก
รับคำสัญญิงสัญญาทันที หลังจากนั้นมันก็ใช้
ความคิดอย่างหนัก เพื่อหาหนทางเอาชนะ อู่ อวี้
แต่มันควรใช้วิธีใดดีเล่า?
……
ในไม่ช้า อู่ อวี้ ก็กลับไปประจำการยังตำแหน่งเดิม
กงซู หมิง เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น เขาเดิน
เข้ามาหา อู่ อวี้ พร้อมอดไม่ได้ที่จะพูดว่า ” ผู้
บัญชาการอู่ เสมือนดั่งบุตรกิเลนที่สวรรค์ส่งลงมา
จุติ ช่างน่าเศร้าที่ทั้งสองมีตาแต่กลับหามีแววไม่
ถึงได้ทำตัวเช่นดั่งแมงหวี่แมงวัน คอยระรานให้
ท่านต้องรำคาญใจเช่นนี้ ”
อู่ อวี้ ยิ้มแล้วกล่าวว่า ” คนถ่อยอย่างไรก็เป็นคน
ถ่อยอยู่วันยังค่ำ จิตใจแลอุปนิสัยหาได้แตกต่าง
จากพวกนอกรีต คนทั้งสองสายตาคับแคบ
หยุมหยิมเห็นแก่ได้ ไม่รู้จักแยกแยะความสำคัญ
หนักเบา ไม่สามารถปรับสภาพคล้อยตาม
สถานการณ์ ”
แม้ว่าพวกมันจะมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับ
ตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 3 ทว่า อู่ อวี้ ก็หาได้
เห็นพวกมันอยู่ในสายตาแต่อย่างใด
” ถ้าเช่นนั้นข้า กงซู หมิง ไม่ขอรบกวนท่านผู้
บัญชาการอู่ เชิญท่านตรวจสอบผลกำไรที่ได้เก็บ
เกี่ยวมาตามสบาย ” กงซู หมิง เป็นคนฉลาดหลัก
แหลมอย่างยิ่ง ดูจากท่านั่งกรรมฐานของ อู่ อวี้
เขาล่วงรู้ดีว่า อู่ อวี้ มีแผนที่จะทำการฝึกฝนบ่ม
เพาะต่อ
” ในระหว่างที่ข้าฝึกฝนบ่มเพาะอยู่นี้ หากพวกผู้ฝึก
ตนนอกรีตเข้ามาโจมตี ถ้าไม่เป็นการรบกวนเกินไป
หากท่านพบเห็นช่วยรีบมาแจ้งข่าวให้ข้าทราบได้
หรือไม่ ? ”
กงซู หมิง กล่าวว่า ” ไม่มีปัญหา ท่านผู้บัญชาการ
อู่ โปรดวางใจได้ ”
หลังจาก กงซู หมิง จากไป อู่ อวี้ นำผลกำไรที่ได้
ไปแบ่งปันให้แก่ไพร่พลในค่ายเทียมฟั้าอีกครั้ง ช่วง
นี้ร่างอวตารของเขาหยุดการฝึกฝนบ่มเพาะ
ชั่วคราว ดังนั้น อู่ อวี้ จึงใช้มันตรวจสอบความ
เคลื่อนไหว หรือ สิ่งผิดปกติต่าง ๆ หากพบสิ่ง
ผิดปกติใด ๆ เขาจะล่วงรู้ได้ในทันที
หลังจากเก็บเกี่ยวผลกำไรมา เขาก็เริ่มตรวจสอบ
สิ่งของที่อยู่ภายใน จากนั้นก็จัดสรรปันส่วน
หลังจากตรวจสอบจนเสร็จสิ้นก็พบว่าการเก็บ
เกี่ยวครั้งนี้เขาได้ผลกำไรมหาศาลอย่างยิ่ง ทั้ง ๆ ที่
แค่สองถุงจักรวาลเท่านั้น
ภายในถุงจักรวาลที่เขาได้รับมา มีศาสตราจำนวน
มาก โดยไม่ต้องกล่าวถึงเคล็ดวิชาเต๋า และ ตำรา
ต่าง ๆ แต่ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งของเฉพาะผู้ฝึกตน
นอกรีตเท่านั้น มันจึงไร้ประโยชน์สำหรับ อู่ อวี้ ถึง
กระนั้นเขาก็สามารถนำมันกลับไปขายต่อให้กับ
จาง เทียนเต๋อ ได้
ทว่าหากให้กล่าวถึงโอสถสมุนไพร ภายในถุง
จักรวาลจะพบอยู่มากมายหลากหลายชนิด และ
สิ่งสำคัญที่สุดในนั้นย่อมเป็น เม็ดยาปราณมรกต
ซึ่งดูจากจำนวนของมันแล้ว ภายในถุงมีเม็ดยา
ปราณมรกตถึง 500 เม็ด ซึ่งจะเทียบเท่ากับเม็ดยา
สร้างแกนนภา 500,000 เม็ด
นอกจากนี้ยังมี เม็ดยาสร้างแกนนภา อีกจำนวน
มาก อู่ อวี้ นับอย่างคร่าว ๆ จำนวนของมันอยู่ที่
ประมาณ 100,000 เม็ด ทั้งยังมีโอสถสมุนไพรอีก
หลายชนิดที่สามารถเอาไปขาย มันจะมีมูลค่าอยู่ที่
ประมาณ 100,000 เม็ดยาสร้างแกนนภา ดังนั้นถ้า
หากนำเม็ดยาสร้างแกนนภาและโอสถสมุนไพร
ชนิดอื่น ๆ ไปขาย ก็เท่ากับว่าในตอนนี้เขาจะมีเม็ด
ยาปราณมรกตอยู่ถึง 700 เม็ดยา!
ด้วยผลรวมดังกล่าว มันจะทำให้เขากลายเป็น
เศรษฐีผู้มั่งคั่ง
แล้วถ้าหากนำ ศาสตราสถิตวิญญาณ บางส่วนเอา
ไปขาย บวกกับ 150,000 แต้มผลงาน ความมั่งคั่ง
ของเขาจะเกิน 1,000 เม็ดยาปราณมรกตเลย
ทีเดียว
หลายวันมานี้ เขาจัดการผู้ฝึกตนนอกรีตไป
มากมาย ซึ่งข้าวของส่วนใหญ่ได้ระเห็จเข้าไปอยู่
ภายในถุงจักรวาลของ อู่ อวี้
ครั้งหนึ่ง เปั่ยซาน ม่อ เคยใช้ เม็ดยาปราณมรกต
1000 เม็ด เอามาล่อ อู่ อวี้ เพื่อต้องการให้เขา
ปล่อยมือจาก หนานกง เหว่ย
จวบจนวันนี้ ในที่สุดเขาก็สามารถพึ่งพาตนเองได้
จนความมั่งคั่งเกือบจะเทียบเท่าได้กับที่ เปั่ยซาน
ม่อ ยื่นข้อเสนอมาให้
กล่าวได้ว่านับตั้งแต่เขาจัดการผู้ฝึกตนนอกรีตมา
ทำให้เขาสามารถกอบโกยผลกำไรมาได้ไม่น้อย
ทีเดียว โดยเฉพาะผู้ฝึกตนนอกรีต 2 คนหลัง ซึ่ง
เป็นคู่ต่อสู้ของ เฉิน ชางซง
อู่ อวี้ แจกจ่ายทรัพย์สิน และ เม็ดยาสร้างแกน
นภา ที่ได้รับมาบางส่วนให้แก่ไพร่พลทหารของ
ค่ายเทียมฟั้า
เนื่องจากเม็ดยาที่เขาใช้ในตอนนี้ก็คือ เม็ดยา
ปราณมรกต
เขาฝึกฝนขัดเกลาตนเองอย่างหนักมานานกว่าครึ่ง
ปี ทั้งหลอมสร้างกลั่นสกัดปรุงโอสถ ทั้งการวาดวง
เวทสร้างค่ายกล ซึ่งมันทำให้เขามีความรู้แจ้ง
เชื่อมั่นในวิถีเต๋าของตนเอง ซึ่งในปัจจุบันเขามีเม็ด
ยาปราณมรกตอยู่เป็นจำนวนมาก แน่นอนว่าเขา
ไม่ลังเล ที่จะดูดซับการกลั่นสกัดโอสถ!
” ข้าจะต้องแข็งแกร่ง จะต้องแข็งแกร่งให้มาก
ยิ่งขึ้น! ”
ในยามนี้ อู่ อวี้ ต้องแข่งขันกับสองอัจฉริยะแห่งซู
ซัน เขาไม่ต้องการที่จะพ่ายแพ้ ภายใน นคร
จักรพรรดิเพลิง ฉิน ฝูเหยา เป็นเปั้าหมาย เขา
จะต้องเหนือกว่า ฉิน ฝูเหยา ให้จงได้ เนื่องจากมี
ความเป็นไปได้ว่า ฉิน ฝูเหยา จะเหนือกว่าพวก
เขาทั้งสอง!
ถึงแม้ศัตรูที่เขาหมายหัวเอาไว้นั้นจะยิ่งใหญ่
เพียงใด แต่เขาก็มีความกล้าหาญอย่างเปียมล้น
เขาจึงเริ่มลงมือดูดซับเม็ดยาปราณมรกตในบัดดล
ด้วยความแข็งแกร่งทางกายเนื้อ กรอบกับเม็ดยา
ปราณมรกตจำนวนมาก เมื่อทั้งสองอย่างผสาน
รวมกัน จึงส่งผลให้ความเร็วของการดูดซับ พุ่ง
ทะยานสูงขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ ปล่อยให้ผู้ฝึกตน
ซึ่งเป็นไพร่พล ค่ายเทียมฟั้า จ้องมองด้วยความตก
ตะลึงยังไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน!
“เป็นไปได้อย่างไร! คนปกติทั่วไปไม่สามารถดูดซับ
ได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ ผู้บัญชาการอู่ไม่กลัวว่า จุดชี่
ห่าย จะระเบิดหรืออย่างไร !? ”
” สวรรค์เถอะ ถึงแม้เราจะไม่ได้อยู่ในระดับตำหนัก
ม่วงก็จริง หรือ ต่อให้อยู่ก็ตาม เราก็ไม่สามารถดูด
ซับกลั่นสกัดด้วยความเร็วถึงเพียงนี้ได้! ”
” ข้าคงต้องกล่าวว่า ท่านผู้บัญชาการอู่ของเราหา
ใช่คนธรรมดาสามัญทั่ว ๆ ไป ถ้าเป็นคนปกติที่มี
พื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับสร้างแกนนภา ขั้นที่ 8
เช่นเดียวกับข้า จะสามารถต่อสู้กับระดับตำหนัก
ม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 3 ได้เช่นไรกันเล่า! ”
ฝูงชนพูดคุยกันด้วยความรู้สึกประหลาดใจอย่าง
ที่สุด ขณะสายตาจ้องมองเขม็งไปยัง อู่ อวี้ อย่าง
จดจ่อ
” คาดว่าด้วยความรู้แจ้งในเต๋าของ ผู้บัญชาการอู่
ยามนี้ พื้นฐานฝึกตนของเขาคงได้มาถึงขีดจำกัด
แล้ว เพียงแค่ขาดโอสถอีกเล็กน้อยก็จะทะลวงฝั่า
ด่านไปได้ ”
“ แต่ในระหว่างการต่อสู้ครั้งนี้ เขาเก็บเกี่ยวโอสถ
มาได้มากมาย ข้าคิดว่าเขาจะทะลวงเข้าสู่สร้าง
แกนนภาขั้นที่ 9 เมื่อใด ก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น ”
แท้จริงแล้ว อู่ อวี้ อ่อนเยาว์กว่าพวกมันมาก
อย่างไรก็ตามผู้ฝึกตนในค่ายเทียมฟั้า ไม่ว่าจะมี
อายุอานามอยู่ในวัยกลางคนหรือวัยชรา ต่างคิดว่า
อู่ อวี้ คือผู้อาวุโสเป็นผู้บัญชาการของพวกมัน
แต่พวกมันไม่คาดคิดว่า หลังจาก อู่ อวี้ ดูดซับเม็ด
ยาปราณมรกตไปหลายร้อยเม็ด อู่ อวี้ ก็สามารถ
ทะลวงฝั่าด่านเข้าสู่สร้างแกนนภาขั้นที่ 9 ได้
สำเร็จ!
แสงสีทองอ่อนในแกนกำเนิด ซึ่งเคยปกคลุมอย่าง
เบาบาง บัดนี้ได้แผ่ขยายปกคลุมไปทั่ว ปฏิกิริยานี้
แสดงเห็นว่าคุณภาพแกนกำเนิด ของเขายกระดับ
สูงขึ้น คาดว่าความแข็งแกร่งของมันคงเทียบได้กับ
แก่นแท้ตำหนักม่วง ของ ระดับตำหนักม่วงทะเล
มรกตขั้นที่ 1 หรืออาจสูงมากกว่านั้น
เมื่อถูกใช้ผสานควบคู่กับความแข็งแกร่งทางกาย
เนื้อ และเคล็ดระเบิดพลังคลั่ง คงไม่ต้องสงสัยว่า
พลังอำนาจของเขาจะน่าสะพรึงกลัวมากเพียงใด
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ รู้สึกว่า เมื่อต้องต่อสู้กับศัตรู
ซึ่งแข็งแกร่งมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ข้อได้เปรียบจาก
กายาสักการะราชันมณีจันทราพุทธเจ้าทองคำ
ของเขาก็ค่อย ๆ ลดลงเช่นกัน การกล่าวเช่นนี้
ไม่ใช่ว่ากายเนื้อของผู้อื่นจะแข็งแกร่งทนทาน
เช่นเดียวกับเขา แต่เป็นเพราะพลังจาก แก่นแท้
ตำหนักม่วง เปียมล้นไปด้วยพลังมหาศาล จนถึง
ขนาดพลิกน้ำคว่ำสมุทรได้ ซึ่งพลังของมันสามารถ
สะกดข่ม กายเนื้ออันแข็งแกร่งทรงพลังของ อู่ อวี้
ลงได้ ยกตัวอย่างเช่น พลังจากแก่นแท้ตำหนักม่วง
ของผู้ที่อยู่ในระดับ ตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 4
มีอำนาจสะกดข่มที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
“หากต้องการต่อสู้กับศัตรูที่มีความแข็งแกร่งสูง
กว่า 4-5 ขั้น ข้าต้องหลอมสร้างปรับแต่งกายเนื้อ
อีกครั้ง แต่ช่างน่าเสียดายนัก ที่เตาหลอมตะวันฟั้า
ใต้พิภพนั้นยากพบพานได้ ”
“ ถือเป็นเรื่องยากลำบากยิ่ง หากปรารถนาให้ กา
ยาเพชรอมตะ ยกระดับก้าวหน้าขึ้นอีกขั้น ซึ่ง
หลังจากนี้ข้าคงต้องอาศัยโชควาสนาเท่านั้น ที่
กระทำได้ในตอนนี้คือยกระดับแกนกำเนิดให้เร็ว
ที่สุด จนกว่าจะเทียบได้กับระดับของผู้อื่น ”
ในทุก ๆ ครั้งเขาจะหวนนึกไปถึงซูซัน
แลเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสนามประลองเป็นตายแห่ง
ซูซัน เหตุการณ์ในครั้งนั้น ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็น
แรงกระตุ้นให้ อู่ อวี้ ปรารถนายกระดับก้าวหน้า
ต่อไปในเส้นทางแห่งการฝึกตน!
อย่างน้อย ๆ ในตอนนี้เขาก็บรรลุสร้างแกนนภาขั้น
ที่ 9 แล้ว!
ก่อนจะจัดการกับผู้ฝึกตนนอกรีตซึ่งอยู่ในระดับ
ตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 3 เขาสัมผัสได้ถึง
วิกฤตร้ายแรงอย่างยิ่ง แต่ในยามนี้หลังจากจัดการ
ศัตรูเรียบร้อยแล้ว เขาจึงรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาก อีก
ทั้งด้วย เม็ดยาปราณมรกต จำนวนมากมาย
มหาศาลที่ อู่ อวี้ ได้รับมา ทำให้ความแข็งแกร่ง
ของเขาเพิ่มพูนสูงขึ้น แน่นอนว่าเขาสามารถ
ยกระดับปรับแต่งแกนนภาทั้งของร่างอวตาร และ
ตนเองต่อไปได้ ซึ่ง อู่ อวี้ ก็ไม่ได้สนใจอยู่แล้วว่าจะ
ทำให้ผู้ใดตกตะลึงไปมากกว่านี้ หลังจากที่เขา
ทะลวงฝั่าด่านไปได้สำเร็จ อู่ อวี้ ก็เริ่มปรับแต่ง
ยกระดับแกนนภาพาเข้าสู่ขั้นที่ 10 ต่อไป
ร่างอวตาร และ อู่ อวี้ เผาผลาญเงินตราราวกับ
เศษกระดาษ จนกระทั่งบัดนี้พวกมันได้ทะลวงฝั่า
ขีดจำกัด ยกระดับแกนนภา จนแกนกำเนิดของร่าง
อวตารเกือบจะเทียบเคียงได้กับ อู่ อวี้ เนื่องจาก
แกนนภา คุณภาพระดับมหัศจรรย์ขั้นสูงของมหา
เคล็ดวิถีเทียนเซียน ดังนั้นร่างอวตารของเขา จึงมี
ความแข็งแกร่งเทียบเท่าได้กับผู้มีพื้นฐานฝึกตนอยู่
ในระดับ ตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 1 ซึ่งใน
ระหว่างกระบวนการนี้ อู่ อวี้ ต้องสูญเสียเม็ดยา
ปราณมรกตไปมากกว่า 300 เม็ด
ตอนนี้เม็ดยาปราณมรกตที่เหลืออยู่ในมือของเขา
มีน้อยกว่า 100 เม็ด ส่วนเม็ดยาสร้างแกนนภา
เนื่องจากมันมีผลต่อการยกระดับของเขาช้าเกินไป
หลังจากกลับไปแล้ว อู่ อวี้ จะนำมันไปแลกเปลี่ยน
เป็นเม็ดยาปราณมรกต
ซึ่งในตอนนี้ถือได้ว่าเขามิได้ขาดแคลนเม็ดยาเป็น
การชั่วคราว อย่างไรก็ตามกล่าวได้ว่า ผลกำไรการ
เก็บเกี่ยวในครั้งนี้ เขาใช้งานมันจนเกือบจะ
หมดแล้ว
” เมื่อรวมพลังอำนาจของร่างอวตาร และ ตัวข้า
รวมกันทั้ง 11 เป็นไปได้ว่าข้าอาจทำให้เกิด
ปาฏิหาริย์บางอย่างขึ้น ”
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ยังคงปรารถนาจะก้าวเข้าสู่
ระดับตำหนักม่วงทะเลมรกตให้เร็วที่สุด ซึ่งถ้าหาก
ทำได้สำเร็จ เขาจะสามารถปลูกฝังมหาวิถีเชื่อม
สวรรค์วิถีที่ 2 ได้
อีกทั้งยังสามารถบ่มเพาะ 72 รูปแบบอิทธิฤทธิ์
เคล็ดที่ 3 ได้อีกด้วย!
เคล็ดตรึงกายา เคล็ดระเบิดพลังคลั่ง ทั้งหมดนี้
สามารถช่วยให้ อู่ อวี้ ถือไพ่ตายฝืนชะตาฟั้าไว้ใน
มือ นอกจากนี้เขายังพึ่งพาเคล็ดวิชาทั้งสอง ผ่าน
วิกฤติอันตรายมามากมาย
การเพิ่มขีดความสามารถเต็มรูปแบบนี้กินเวลา
มากกว่า 10 วัน เนื่องจากความพ่ายแพ้ครั้งล่าสุด
ของผู้ฝึกตนนอกรีต จึงทำให้ไม่มีผู้ฝึกตนนอกรีต
คนใดกล้ามาวุ่นวายเกะกะสร้างความปันปั่วน
ถึงแม้ว่าจะมี แต่พวกมันก็หยุดมองจากระยะไกล มิ
กล้าเหยียบย่างเข้ามา
หลังจากสงครามครั้งล่าสุดทั้งทางฝังตะวันตก และ
ฝังตะวันออกซึ่งมีผู้ฝึกตนนอกรีตกว่า 8,000 คน
พวกมันได้ถูกกองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงบดขยี้
จนแตกพ่ายอย่างสิ้นเชิง จนพวกมันต้องวิ่งหนีหาง
จุกตูดออกจากสงคราม ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นยังคง
ตราตรึงอยู่ในใจของพวกมัน จนมิกล้าขยับเข้ามา
ใกล้มากกว่านี้
นอกจากนี้พวกมันยังรู้อีกด้วยว่า นครจักรพรรดิ
เพลิง เป็นกองกำลังอันดับ 1 ของทวีปแห่งทวย
เทพ!
” ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เลยเช่นนั้นหรือ ? ”
หลังจากการบ่มเพาะเสร็จสิ้น อู่ อวี้ ก็ไถ่ถามถึง
สถานการณ์ต่าง ๆ กับไพร่พลของ ค่ายเทียมฟั้า ที่
ประจำการปั้องกัน
” ไม่มีการเคลื่อนไหวอันใดเกิดขึ้นเลย ข้าคิดว่ามัน
ชักจะเงียบมากเกินไป ถึงเวลาก็ล่วงเลยผ่านมาได้
2 เดือนแล้วก็ตาม แต่เราก็ยังมิอาจวางใจได้ ”
อู่ อวี้ พยักหน้า จากนั้นเขาก็ใช้ ตราประทับ
สื่อสาร ติดต่อไปหา ฮวางฝูั่ โพ่จุน
” ผู้ฝึกตนนอกรีตเสมือนดั่งหมาปั่าที่หิวโซ ตราบใด
ที่มันยังไม่ได้เหยื่อซึ่งเป็นอาหารของมัน มันก็คงจะ
ไม่ยอมเลิกราง่าย ๆ ถึงตอนนี้สถานการณ์ยังคง
สงบเงียบ คาดว่ามันยังหาหนทางที่ดีกว่าไม่ได้
หรือมันใช้แผนการทั้งหมดที่มีออกมาจนหมดไส้
หมดพุงแล้ว ด้วยเพราะพวกเราต้องตรึงกำลัง
ปั้องกันอยู่ที่นี่ จึงไม่สามารถออกไปตรวจสอบ ดู
ลาดเลาความเคลื่อนไหวของมันได้ ”
แน่นอนว่าหากต้องแยกตัวออกไปตรวจสอบสืบค้น
นั่นก็หมายถึงความเสี่ยงที่จะได้รับมากเกินความ
จำเป็น อีกเรื่องหนึ่งก็คือทุกคนในนี้ต่างได้แต้ม
ผลงานเท่า ๆ กันหมด ฉะนั้นจึงไม่มีผู้ใดอยากเอา
ชีวิตไปเสี่ยง
” ข้าสามารถส่งร่างอวตารไปดูลาดเลาได้ ”
แน่นอนว่า ฮวางฝูั่ โพ่จุน ย่อมตอบตกลง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ