กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 390 : พันดวงตา
กล่าวได้ว่ายามนี้ทุกสิ่งอย่างสายไปเสียแล้ว
และอีกอย่าง ตัวตนของของมารคู่ขาวดำซึ่งเป็น
ยอดฝีมือนั้น ได้อยู่นอกเหนือจากขีดจำกัดของ ทัพ
เซียนจักรพรรดิเซียน ไปเสียแล้ว
ดังนั้น ฮวางฝูั่ โพ่จุน จึงต้องรีบเคลื่อนไหวตัวด้วย
ความรวดเร็วเช่นนี้ เพื่อให้ทหารของทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิงสามารถถอยกลับไปที่เรือรบ
จักรพรรดิเพลิงได้ และเพื่อที่จะกลับไปทำการตั้ง
ค่ายปั้องกันพรรคสมุทรครามได้อย่างสะดวก
หลังจากที่เสร็จสิ้นกระบวนการนี้แล้ว ฮวางฝูั่ โพ่
จุน ก็ได้ให้หัวหน้ากองร้อยที่อยู่ในขั้นตำหนักม่วง
ทะเลมรกตกลับไปที่เรือรบจักรพรรดิเพลิง เพื่อให้
กลับไปรับผิดชอบหน้าที่ในการปกปั้องทุกคน
ดังนั้นจึงมีแต่ผู้ฝึกตนขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้น
3 ขึ้นไป รวมถึง อู่ อวี้ ด้วย และยังมี กง ซูหมิง ที่
ประจำการอยู่ภายนอก เตรียมตัวที่จะปะทะกับ
มารคู่ขาวดำ
ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 10 คน!
ฮวางฝูั่ โพ่จุน จึงเอ่ยอย่างรวดเร็วว่า “ไม่ว่าจะ
ยังไงก็ตาม จนกว่าจะถูกศัตรูบดขยี้จนแหลกเหลว
ก็จะต้องทำการโจมตีสนับสนุนต่อไป การต่อสู้ที่
กำลังจะเกิดขึ้น ข้าจะจัดการหนึ่งในมารคู่ขาวดำ
ให้เอง ส่วนพวกเจ้าทั้ง 9 คนร่วมมือกัน จัดการอีก
คนที่เหลือ อย่าลืมว่าจะต้องคอยช่วยเหลือซึ่งกัน
และกัน อย่าต่อสู้เพียงลำพัง!”
“ขอรับ!”
การมารวมตัวกันของผู้ฝึกตนระดับสูง การต่อสู้ที่
กำลังจะเกิดขึ้นย่อมต้องรุนแรงและตึงเครียดเป็น
แน่แท้
เหล่าทัพเซียนจักรพรรดิเซียนรวมทั้งคนจากค่าย
เทียมฟั้า ในตอนนี้พวกเขาทั้งหมดได้เข้าไปหลบอยู่
ภายในห้องโถงของเรือรบจักรพรรดิเพลิง ฮวางฝูั่
โพ่จุน ได้ทำการควบคุมให้เรือรบจักรพรรดิเพลิง
ลอยต่ำลงมา เพื่อเป็นการปกปั้องเหมืองแร่ทองคำ
วิญญาณครามเอาไว้ ปิดกั้นทางที่สามารถเข้าไป
ในเหมืองได้
ภายในห้องโถงมีค่ายกลเวทย์ส่องแสงสีทองออกมา
เป็นจำนวนมาก ที่ใต้เท้าของทุกคนต่างปรากฎ
‘ค่ายกลรวมวิญญาณ’ ขึ้นมา เหล่าทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิงต่างคุ้นเคยกับการยืนอยู่บน ‘ค่าย
กลรวมวิญญาณ’นี้ดี พวกเขาสามารถใช้แกน
กำเนิด , แก่นแท้ตำหนักม่วงคอยส่งพลังเข้าไป
สนับสนุนค่ายกลรวมวิญญาณได้ เพื่อที่จะช่วย
สนับสนุนพลังค่ายกลของเรือรบจักรพรรดิเพลิง
เอาไว้
ด้านบนพื้นผิวของเรือรบจักรพรรดิเพลิง ปรากฏ
เป็นชั้นแสงคอยปกคลุมตัวเรือเอาไว้ เมื่อประตูเรือ
ปิดผนึกลง ในทันใดนั้นเรือรบก็เป็นเสมือนกับปั้อม
ปราการเคลื่อนที่อันแข็งแรงยากจะพังทลาย
ถึงอย่างนั้นก็ตาม เหล่าทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงยัง
มองหน้ากันเลิกลั่ก ทั้งยังรู้สึกตึงเครียด
“เจ้าว่า เหล่าหัวหน้ากองร้อยทั้งหลายจะสามารถ
เอาชนะมารคู่ขาวดำได้หรือไม่?”
“ถ้าหากว่าผู้บัญชาการฮวางฝูั่ โพ่จุน ตกตายไปใน
การต่อสู้ เรือรบจักรพรรดิเพลิงจะต้องสูญเสียพลัง
ปั้องกันลงไปถึงครึ่งหนึ่ง เมื่อถึงเวลานั้นพวกเรา
อาจจะตกอยู่ในอันตราย!”
ภายในค่ายเทียมฟั้าเอง ก็มีคนไม่น้อยที่รู้สึกหดหู่
และวิตกกังวล
เจินหยู๋ กล่าวออกมาอย่างใจเย็นว่า “ทุกคนอย่าได้
เป็นกังวลไป พวกหัวหน้ากองร้อยคงมีแผนการอยู่
ในใจแล้ว ถ้าหากพบว่าพวกเขาไม่อาจจะต่อกรกับ
ฝั่ายตรงข้ามได้ พวกเขาคงจะทำการถอนกำลัง
ในทันที และแน่นอนว่า ฮวางฝูั่ โพ่จุน ย่อมต้องไม่
ว่าอะไรอย่างแน่นอน”
อู่ เทียนอี้ หน้าม่อยคอตก ได้กล่าวว่า “พวกเรา
กำลังกังวลเกี่ยวกับเรื่องผู้บัญชาการอู่ ด้วยนิสัย
ของเขาแล้ว เขาจะต้องออกไปเป็นแนวหน้าในการ
ต่อสู้อย่างแน่นอน ถ้าหากว่าถูกมารคู่ขาวดำ
เพ่งเล็งเข้าละก็แย่แน่นอน น่าเสียดายที่เราไม่
อาจจะช่วยอะไรได้”
ฟาง เชาฉวิน กล่าวตอบไปว่า “ในเรื่องนี้เจ้าไม่
ต้องกังวลไป! ผู้บัญชาการอู่เป็นคนที่ไม่น่าจะตก
ตายไปในการต่อสู้ครั้งนี้มากที่สุด พลังของเขา
สูงส่งเสียดฟั้า จะตายง่ายๆเช่นนั้นได้อย่างไร เขา
ฝึกตนมาจนถึงตอนนี้ ไม่รู้ว่าจะต้องพบเจอกับ
ความยากลำบากเช่นนี้มากี่ครั้ง”
“ที่เจ้ากล่าวมามันก็มีเหตุผล”
ค่ายเทียมฟั้า ในที่สุดเลือดในกายของพวกเขาเร่า
ร้อนขึ้นอีกครั้ง และอย่างน้อยบนเรือลำนี้ก็มี
มากกว่า 1,000 คน ที่เริ่มมีหลายคนสงบจิตใจลง
ได้แล้ว
ด้านนอกของเรือรบจักรพรรดิเพลิง อู่ อวี้ และคน
อื่นๆได้ยืนอยู่บนเรือรบจักรพรรดิเพลิง ทุกคนได้
นำศาสตราเต๋าออกมาทำการเซ่นไหว้ บนหน้าของ
แต่ละคนจะเห็นได้ถึงความตึงเครียด
อย่างไรก็ตาม ในหมู่หัวหน้ากองร้อยทั้งหลายที่
ค่อนข้างจะดูตึงเครียดที่สุด ก็คงไม่น่าจะพ้น เฉิน
ชางซง กับ ฝาน ชิงหลิว ซึ่งอยู่ด้านข้างของ อู่ อวี้
บัดนี้ใบหน้าพวกมันดูซีดขาว ทั้ง 2 คนได้กระซิบ
กันว่า “พวกเรามารับภารกิจระดับสูงเช่นนี้
สุดท้ายกลับปรากฏยอดฝีมือระดับสูงขึ้นมา ซึ่งอยู่
เหนือกว่าขีดจำกัดของพวกเรา ในความเป็นจริง
พวกเราในตอนนี้ควรที่จะกลับไปได้แล้ว”
เฉิน ชางซง กล่าวเสนอออกมาว่า “เช่นนั้นข้าจะ
เริ่มเสนอความเห็นดีหรือไม่ ดูว่าจะมีกี่คนที่เห็น
ด้วยกับพวกเรา?”
พวกมันไม่ได้ปกปิดการพูดคุยแต่อย่างใด ดังนั้นทุก
คนจึงได้ยินกันหมด ฮวางฝูั่ โพ่จุน จึงกล่าวด้วย
น้ำเสียงหงุดหงิดว่า “ความเห็นของข้าคือ ให้ลอง
ต่อสู้ดูก่อน ถ้าหากว่าเกินกว่าที่เราจะรับมือไหวจึง
ค่อยถอนกำลังกลับ แต่ละคนคิดว่าเป็นเช่นไร?”
เฉิน ชางซง กับ ฝาน ชิงหลิว เห็นโอกาสนี้
แน่นอนว่าพวกมันจะต้องเลือกที่จะต่อต้าน เฉิน
ชางซง ยังคงดื้อด้าน และกล่าวต่อไปอีกว่า “พวก
เรามาทำแค่ภารกิจเพียงเท่านั้น ข้าไม่คิดที่จะมา
ตกตายอยู่ในสถานที่เช่นนี้!”
คนอื่นๆเงียบลงเป็นเวลาหนึ่ง
อู่ อวี้ ย่อมไม่คิดว่าสิ่งที่พวกมันทำนั้นมันถูกต้อง
อย่างน้อยพรรคสมุทรครามก็จ่ายค่าจ้างมาให้พวก
มันเป็นจำนวนไม่น้อย ถ้าหากว่าพวกมันหนีจาก
การต่อสู้ในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องขี้ขลาดเกินไป เขาจึง
กล่าวออกมาว่า “บนหนทางแห่งการฝึกตน ไม่ว่า
จะไปที่แห่งไหนก็ไม่อาจหลีกหนีความตายได้ ถ้า
หากว่าผู้บัญชาการเฉินกลัว เช่นนั้นก็เข้าไปหลบ
อยู่ภายในเรือรบจักรพรรดิเพลิงเถอะ”
จริงๆแล้ว อู่ อวี้ ไม่ได้ดูถูกมัน เป็นถึงผู้ฝึกตน
แม้กระทั่งความกล้าหาญยังไม่มี เกรงว่าถึงจะมี
พรสวรรค์ แต่ตลอดชีวิตนี้ก็ไม่อาจจะก้าวหน้าได้
หากกล้าที่จะมาอยู่ที่นี่แล้วสมควรทำงานให้เสร็จ
โดยเฉพาะอย่างผู้ที่มาอยู่ 3 เดือนก่อนหน้านี้ก็ยัง
ไม่คิดที่จะล้มเลิกกลางคัน ดังนั้นในท้ายที่สุดก็มี
เพียงแค่พวกมัน 2 คนเท่านั้นที่หวาดกลัวและ
ข้อเสนอจึงตกไป
พวก เฉิน ชางซง ทั้ง 2 คนจึงค่อนข้างที่จะรู้สึกอับ
อาย ทั้งยังรู้สึกไม่พอใจอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
อู่ อวี้ ที่ออกมาหักหน้าพวกมันเป็นคนแรก
“ทุกท่านยังคิดถึงเรื่องที่จะหลบหนีอีกหรือไม่ ดูไป
แล้ว คนฉลาดจะมีเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น”
และในเวลานี้ บนเขตน่านน้ำที่ห่างไกลปรากฏเป็น
ควันอันหนาแน่นพุ่งเข้ามา ควันกลุ่มนั้นแบ่ง
ออกเป็น2ส่วน หนึ่งดำหนึ่งขาว ผสานเข้ากับน้ำ
ทะเล จนกระทั่งน้ำทะเลยังกลายเป็นสีขาวกับดำ
ภายในน้ำทะเลที่มีสีขาวดำพลันปรากฎเงาคน
ขึ้นมา เมื่อตอนที่พวกมันมาถึง ทั่วทั้งท้องทะเล
กลายเป็นเงียบราวกับปั่าช้า ไม่มีร่องรอยสิ่งมีชีวิต
ใดๆ ไม่ว่ามันจะไปแห่งหนใด ปลาที่อยู่ในทะเล
ต้องสิ้นชีวิตไปอย่างทันที
อู่ อวี้ รู้สึกตื่นตัวขึ้น ดวงตาของเขามองทะลุเข้าไป
ในท้องทะเล มองเห็นว่าภายในนั้นมีตัวตนที่ผอม
และสูงอยู่ 2 ชีวิตดำรงอยู่ ทั้ง 2 คน สวมชุดคลุม
ยาว และสวมหมวกสูง พวกมันคือ ‘ขาวดำไร้
ตัวตน’ ในตำนาน! ร่างกายของมารขาว มีผิวหนัง
กับส่วนต่างๆขาวซีด แม้กระทั่งริมฝีปากและ
ดวงตาก็ยังเป็นสีขาว ไม่ต้องกล่าวถึงเส้นผมมันมัน
ก็เป็นสีขาวเช่นกัน ดวงตาทั้งคู่เต็มไปด้วยความ
ว่างเปล่า ดูเย็นชาราวกับเป็นวิญญาณ
ส่วนมารดำก็เห็นได้ว่าทั่วทั้งร่างกายเป็นสีดำทมิฬ
บนร่างไม่มีสักส่วนเดียวที่จะมีสีขาว ดำมืดราวกับ
หมึก!
ถึงแม้ว่าใบหน้าทั้ง 2 นั้นจะเต็มไปด้วยความหล่อ
เหลา แต่การแต่งตัวเช่นนี้ช่างน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง
และความเร็วของพวกมันก็รวดเร็วไปอย่างมาก
ภายในพริบตาก็มาอยู่เบื้องหน้า อู่ อวี้ และคนอื่นๆ
โดยที่ยังไม่ทันตั้งตัว
ฝังหนึ่งมี 10 คน กับ อีกฝังมี 2 คน เผชิญหน้ากัน
แน่นอนว่าพลังความชั่วร้ายทั้งหลายของทั้ง 2 คน
นั้นปกคลุมไปทั่วฟั้าดิน ประจันหน้ากับ อู่ อวี้ และ
คนอื่นๆ!
แรงกดดันที่ปะทะกันนี้พวยพุ่งไปทุกสารทิศ
มารขาวหัวเราะออกมา พร้อมกล่าวว่า “ข้ามาที่นี่
ไม่คิดที่จะสร้างความขัดแย้งกับนครจักรพรรดิ
เพลิง แต่ว่าเจ้าและคนอื่นๆลงมืออย่างโหดเหี้ยม
พวกเราอาวุโสใหญ่ทั้งสอง เมื่อได้มาเห็นว่าคน
อื่นๆถูกสังหารต่อหน้าต่อตา พวกเราจึงจำเป็นต้อง
มาทวงความยุติธรรม”
ฮวางฝูั่ โพ่จุน กล่าวว่า “ข้าคนจากนครจักรพรรดิ
เพลิงมาตั้งมั่นรักษาการณ์ในที่แห่งนี้ แต่เหล่าผู้คน
ไร้นามทั้งหลายต่างก็ยังหาญกล้าเข้ามา
ประจันหน้า ซึ่งผลลัพธ์ออกมาก็เป็นอย่างที่เห็น
และไม่ใช่เพียงแค่พวกเขาเท่านั้น แม้แต่เจ้าทั้งสอง
คนถ้าหากยังไม่ไปอีก ชีวิตของพวกเจ้าก็ยากที่จะ
รักษาเอาไว้ได้!”
มารดำแค่นออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เมื่อดูไป
แล้วก็ไม่อาจที่จะทำการเจรจาต่อรองได้อีก เดิมที
ข้าคิดว่าจะยื่นเงื่อนไขให้ปล่อยพวกเจ้าไป แต่เมื่อ
พวกเจ้ายินยอมที่จะให้เป็นเช่นนี้แล้วละก็”
ฝาน ชิงหลิว รีบเอ่ยออกมาอย่างรวดเร็ว “เงื่อนไข
ของพวกเจ้าทั้งสองคืออะไร?”
มารคู่ขาวดำมองไปแล้วหัวเราะ มารขาวได้กล่าว
ออกมาว่า “นั่นมันง่ายมาก เพียงแค่พวกเจ้าถอน
กำลังกลับไป และให้ทิ้งคนของพรรคสมุทรคราม
กับเหมืองแร่ทองคำวิญญาณครามเอาไว้
นอกจากนี้ข้าได้เห็นว่าเรือรบจักรพรรดิเพลิงนั้นไม่
เลวเลยทีเดียวทิ้งมันไว้ให้กับพวกเราซะ และก็ทิ้ง
คนที่สังหารผู้อาวุโส ‘พรรคกลืนวิญญาณ’เอาไว้ให้
พวกข้าเพียงเท่านี้เอง”
เงื่อนไขก็คือสิ่งเหล่านี้
“เป็นเขาเอง!” ฝาน ชิงหลิว ชี้ไปทาง อู่ อวี้ เมื่อ
ต้องเผชิญหน้ากับมารคู่ขาวดำ นางบังเกิด
ความรู้สึกหวาดกลัว ดังนั้นจึงไม่เชื่อมั่นในพลังการ
ต่อสู้ของตนเอง
“หุบปาก” ฮวางฝูั่ โพ่จุน ทนนางไม่ไหวอีกต่อไป
เขาจึงรีบกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นว่า
“ข้าคนของนครจักรพรรดิเพลิงประจำการที่นี่!
แม้ว่าพวกเจ้าจะมาจากที่ไหนก็ตาม แต่หาก
ต้องการให้พวกข้ากลับไป ก็อย่าได้คิดฝันหวานไป
แม้แต่น้อย หากว่าเจ้ายังใม่กลับไปอีก พวกข้าก็จะ
ไม่เกรงใจอีกต่อไปแล้ว”
เมื่อกล่าวจบ ในพริบตาเดียวทุกสิ่งอย่างก็ตกอยู่ใน
สถานการณ์ตึงเครียด!
“โอ้ว!” มารคู่ขาวดำรู้สึกถึงความต้องการสังหาร
แต่ว่าพวกมันก็ยังไม่ได้ลงมือแต่อย่างใด ฮวางฝูั่
โพ่จุน รู้ว่าตอนนี้ไม่อาจที่จะถอยกลับไปได้แล้ว จึง
เริ่มลงมือเป็นคนแรก! เขาจับง้าวขึ้น ในพริบตาที่
ปรากฏอยู่เบื้องหน้ามารคู่ขาวดำ มือพลันโบก
สะบัดผ่าออกไปตรงกลาง แสงสีทองพุ่งออกมา
อย่างฉับพลัน คำรามออกมา แบ่งน้ำทะเลออกเป็น
2 ส่วน แยกมารคู่ขาวดำออกจากกัน!
“รวมตัว!” หลังจากที่ทั้ง 2 ถูกแยกออกจากกัน มัน
ก็ได้พุ่งเข้าไปหามารดำ ในชั่วพริบตาบังเกิดพลัง
มหาศาลพวยพุ่งขึ้นมาอย่างรุนแรงจากทุกทิศทุก
ทาง พลังเคล็ดแก่นแท้ฟั้าดินมากมายถาโถมเข้าใส่
มารดำ แต่ในเวลานี้มารขาวกลับหัวเราะเย็นยะ
เยือกขึ้น อู่ อวี้ เป็นคนแรกที่เริ่มขยับตัว คนทั้ง 9
ตอบสนองทันที ได้เข้าไปดักมารขาวเอาไว้จากทุก
ทิศทุกทางเพื่อแยกคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งทั้ง 2 นี้ออก
จากกัน
“พวกเจ้าทั้ง 9 คน ต่างก็อยากจะเป็นวัตถุดิบใน
การสร้าง ‘หุ่นเชิดซากศพ’ของข้าขนาดนั้นเลยรึ
คนจากนครจักรพรรดิเพลิง ข้ายังไม่เคยได้
ปรับแต่งซากศพของพวกเจ้าเลยแม้แต่คนเดียว
ช่างน่าตื่นเต้นยิ่ง” มารขาวระเบิดเสียงหัวเราะ
ด้วยการปรับแต่งแกนนภาสีขาว จึงทำให้กายเนื้อ
ของมันดูราวกับว่าเต็มไปด้วยผงสีขาวโรยไปทั่ว
“โอ้ว เจ้าไม่ใช่ว่าถูกข้าสังหารไปแล้วรึ?” มารขาว
มองเห็น อู่ อวี้ ได้อย่างรวดเร็ว ใบหน้าของมันรู้สึก
ตกตะลึงยิ่ง เพราะว่า อู่ อวี้ เพิ่งจะอยู่เพียงแค่ขั้น
สร้างแกนนภาระดับที่ 9 เท่านั้นเอง
ไม่มีผู้ใดตอบกลับมันไป ในเวลานี้หัวหน้ากองร้อย
รวมทั้ง กง ซูหมิง หยิบศาสตราเต๋าออกมาอย่าง
รวดเร็ว จากนั้นพวกเขามองหน้ากันและกัน
พริบตานั้นก็พุ่งเข้าไปรุมล้อมหมายมาดสังหาร
มารคู่ขาวดำมีชื่อเสียงขจรไกล แต่คนของนคร
จักรพรรดิเพลิง ก็ไม่ได้ขลาดเขลาขนาดนั้น “โอ้ว
เจ้ากลุ่มตัวตลกเหล่านี้ช่างน่าสมเพศยิ่งนัก ” มาร
ขาวหัวเราะออกมา ก่อนที่ อู่ อวี้ และคนอื่นๆจะ
ลงมือ มันก็ได้ยื่นมือออกไป ในเวลาสั้นๆก็ปรากฏ
เป็นธงสีขาวซีดออกมาจากมือของมัน
สิ่งที่น่ากลัวศาสตราเต๋าก็คือ มันมีดวงตาอยู่นับพัน
ดวง ราวกับว่ามีดวงตาของคนนับพันถูกฝังเข้าไป
อยู่บนธงผ้าสีขาวผืนนี้ ภายในดวงตาแต่ละดวง
แสดงออกมาในรูปแบบที่ต่างกัน บ้างเจ็บปวด บ้าง
ดูมุ่งร้าย บ้างดูสงบ และแม้กระทั่งบางดวงที่มี
น้ำตาหลั่งใหลออกมา เห็นได้ชัดว่านี่เป็นเพียงแค่
ศาสตราเต๋าเท่านั้น แต่กลับมีสิ่งที่ดูเหมือนจริง
เช่นนี้ ดูเหมือนว่ามีคนอยู่ภายในนั้นอยู่นับพันยังไง
อย่างนั้น หากมองไปหนึ่งรอบแล้วย่อมมิอาจทำใจ
มอง
อู่ อวี้ มองไปที่ดวงตาบนธงสีขาวผืนนั้น กระทั่ง
เขาเองยังเกิดเป็นความรู้สึกอยากจะอาเจียน มี
ความเป็นไปได้ว่าศาสตราเต๋าชิ้นนี้อาจจะมีความ
เกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์ นี่เป็นผู้ฝึกตนนอกรีต
ที่ดูวิปริตผิดแผกเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งนี่มันอยู่
นอกเหนือจากจินตนาการของพวกเขาไปไกลแล้ว
“ธวัชพันเนตรดูดวิญญาณ ถูกหลอมขึ้นมาจากผู้
ฝึกตนเช่นพวกเจ้า เจ้ามองแล้วว่ามันมีลักษณะ
เช่นไร? มันดูน่าตื่นเต้นอลังการใช่หรือไม่? หรือว่า
มันดูสวยงามใช่หรือไม่?”
“พวกเจ้าบางคนก็นับว่าไม่อ่อนแอ ถ้าหากว่านำ
ดวงตาของพวกเจ้าเพิ่มเข้าไป มันจะดูน่าสนใจขึ้น
บ้างไหมนะ?”
เมื่อเทียบกับมารดำ มารขาวค่อนที่จะพูดมากกว่า
ทางฝังนั้นระหว่าง ฮวางฝูั่ โพ่จุน กับ มารดำ ก็ได้
เริ่มการต่อสู้จนคลื่นระลอกต่างปะทุออกมาพวยพุ่ง
สู่ชั้นฟั้านภา ทั่วทั้งพื้นที่รอบด้านเกิดเป็น
ผลกระทบอย่างรุนแรง!
แสงสีทองและแสงสีดำปะทะเข้าด้วยกันอย่างบ้า
คลั่ง
“ตูม ตูม!”
ในเวลานี้ มารขาวได้โบกสะบัดธวัชพันเนตรดูด
วิญญาณ เกิดเป็นความเย็นที่หนาวเหน็บไปถึง
กระดูกดำ
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ