กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 392 : รางอวตารบดขยี้ศัตรู
นับตั้งแต่มีร่างอวตารมาจวบจนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่
มีร่างอวตารตนใดตกตายไปจริง ๆ
แม้แต่เคล็ดวิชากระบี่มากมาย ก็ยังไม่สามารถสกัด
กั้นยับยั้ง มารขาวในร่าง ‘เทพมารพันตา’ ของมัน
ได้
ทั้งร่างกายอันขาวซีด และดวงตานับพัน ที่คอย
สร้างความปันปั่วนให้แก่จิตใจของเขา กล่าวได้ว่า
บัดนี้การโจมตีทางจิตวิญญาณค่อนข้างจะสร้าง
ผลกระทบให้แก่ อู่ อวี้ เป็นอย่างยิ่งแล้ว เนื่องจาก
เพียงแค่นี้ก็สามารถบั่นทอนกำลังรบส่วนใหญ่ของ
อู่ อวี้ ลงไปได้อย่างยิ่งยวด
” ร่างอวตาร ? อ๊ะ! นี่ก็ร่างอวตาร ? ” มารขาวฉีก
กระชากร่างอวตาร สองร่างของ อู่ อวี้ อย่าง
ต่อเนื่อง!
ในเวลานี้ผู้คนต่างเฝั้ามองดูร่างอวตารของ อู่ อวี้
ตกตายไปทีละตัว ๆ แล้วในท้ายที่สุดเหลือเพียงแค่
3 ร่างเท่านั้น พวกเขาทั้งสามกำลังยืนออกล้อม
มารขาวในร่าง เทพมารพันตา เอาไว้
” ไม่เลวทีเดียว เจ้าใช้ร่างอวตารออกมารับมือกับ
ข้า แต่ช่างน่าเสียดายที่มันไม่ได้ผลกับข้าแม้แต่
น้อย ช่างน่าสงสาร… ช่างน่าสงสารเสียจริง ๆ ฮ่ะ
ๆ ๆ ๆ ” มารขาวเปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่าง
ชั่วร้าย
อู่ อวี้ มองเห็นว่าบรรดาหัวหน้ากองร้อย รวมถึง
ประมุขพรรคแลไพร่พลคนอื่น ๆ ยังคงถูกมัน
ควบคุมอย่างสมบูรณ์ เท่ากับว่าในเวลานี้ไม่มีผู้ใด
ยื่นมือช่วยเหลือเขาได้!
ตูมมมมม!
ซ้ำร้ายภาพฉากที่ได้พบเห็นอยู่ในเวลานี้ คือภาพ
ของร่างอวตารถูกมารขาวฉีกกระชากเป็นชิ้น ๆ
อย่างง่ายดายราวกระดาษ
” ยังมีลูกเล่นอะไรอีกไหม ? ” มารขาวหันหลัง
กลับไปจ้องมอง อู่ อวี้ ร่างสุดท้าย
“ร่างอวตารนอกวิถี”
นี่คือร่างแยกอวตารนอกวิถีที่ถูกทำลายไปก่อนหน้า
นี้
หากพูดอย่างไม่อ้อมค้อม อู่ อวี้ เองก็ยังรู้สึกว่าร่าง
อวตาร ซึ่งเป็นพลังอิทธิฤทธิ์ยังไม่ได้แสดงฝีมือ
ออกมาอย่างเต็มที่ เนื่องจากอาจเป็นเพราะอยู่ใน
สถานการณ์ที่ต้องเจอกับศัตรูที่เก่งกาจกว่าเช่นนี้
และด้วยการที่ศัตรูแข็งแกร่งเกินไปเช่นนี้เอง จึงทำ
ให้เกิดข้อแตกต่างจนร่างอวตารของเขาโดนสะกด
ข่ม
อันที่จริงแล้ว อู่ อวี้ ตระหนักได้ถึงความจริงในข้อ
นี้อย่างเป็นอย่างดี เนื่องจากเขายังมิได้รู้แจ้งเข้าใจ
ในพลังอิทธิฤทธิ์อย่างลึกซึ้งเท่าใดนัก ด้วยเพราะ
ปัจจุบันเขาบรรลุในพลังอิทธิฤทธิ์อวตารนอกวิถี
ยังไม่ถึงขั้น 2 เสียด้วยซ้ำ
กล่าวได้ว่าอวตารทั้ง 10 ร่างนี้ คือขั้นพื้นฐานอย่าง
ถึงที่สุด!
ซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะขบคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ อยู่เป็น
เวลานาน
“ใช่แล้ว …”
เมื่อร่างอวตารเหล่านี้อยู่ตรงเบื้องหน้า ก็เริ่มพ่าย
แพ้ไปทีละตัว ๆ จากนั้นร่างของพวกมันก็สลาย
หายไป กลับกลายเป็นเส้นผมลอยกลับมาบนศีรษะ
ของ อู่ อวี้ เพื่อพักฟืนความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า
ซึ่งไม่มีผู้ใดได้ทันล่วง หรือ รู้สังเกตเห็น เพราะมัน
หาได้แตกต่างจากเส้นผมเส้นอื่น ๆ แต่อย่างใด …
“เมื่อล้มแล้ว ก็ต้องรู้จักลุกขึ้นยืน ”
นับตั้งแต่ที่เขาใช้ร่างอวตารนอกวิถีมา พวกมันก็
ยังไม่เคยถูกบดขยี้ทำลายจนหมดท่าเช่นนี้ ด้วย
เพราะ อู่ อวี้ ได้ปั้องกันด้วยการปลูกฝังฝึกฝนเขต
วิชาเต๋าเป็นจำนวนมาก จากการปลูกฝังบนเพราะ
เป็นพิเศษนี้ทำให้ร่างอวตารของเขา อึดแข็งแกร่ง
ทนทานเป็นพิเศษ อีกทั้งยังคงไว้ด้วยพลังอำนาจ
แข็งแกร่งอย่างที่สุด
อย่างไรก็ตามหลังจากที่ร่างอวตารตัวสุดท้ายได้ถูก
สังหารลง เขาก็สัมผัสได้ถึงความรู้แจ้งใหม่ที่บัง
เกิดขึ้น
มีเกิดก็ต้องมีดับ นี่ถึงจะเรียกว่าชีวิต!
บัดนี้ร่างอวตารทั้งหมดได้สลายหายไปจนสิ้น ด้วย
การเวียนว่ายตายเกิดของอวตารเหล่านี้ ทำให้ อู่
อวี้ เข้าใจถึงสัจธรรมบรรลุรู้แจ้งในพลังอิทธิฤทธิ์
อวตารนอกวิถี เข้าสู่ขอบเขตใหม่อย่างฉับพลัน
มันเป็นเสมือนดั่งการฝึกฝนอย่างทรหดอดทนของ
ตัวเขา อันที่จริงแล้วถึงแม้ว่านี่จะเป็น พลัง
อิทธิฤทธิ์ของฉีเทียนต้าเซิ่น แต่มันก็มีรูปแบบของ
การก้าวไปข้างหน้าเช่นเดียวกัน ดั่งคำกล่าวที่ว่า
หากปราศจากการทำลายล้าง ย่อมไร้ซึ่งการ
สร้างสรรค์ ถึงแม้จะล้มสักกี่ครั้ง ก็ต้องลุกขึ้นยืน
หยัดให้ได้มากกว่าล้านเท่า!
ถ้าให้กล่าวถึงขั้นที่ 3 ของร่างอวตารนอกวิถีแล้ว
ล่ะก็ เรื่องนี้มันได้ผ่านการขบคิดไตร่ตรองจาก อู
อวี้ มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งอันที่จริงเขาล่วงรู้วิธี
ที่จะทำให้ ร่างอวตารนอกวิถี มีความก้าวหน้ามาก
ขึ้นกว่าเดิม เพียงแค่รู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างยัง
ขาดหายไป ทว่าในเวลานี้เขาได้คิดออกแล้ว
บางทีการสนับสนุนช่วยเหลือจากร่างอวตารนอก
วิถีในตอนนี้อาจมีขอบเขตจำกัด แต่ถ้าหากวันหนึ่ง
ในภายภาคหน้า พลังอิทธิฤทธิ์อยู่ในระดับที่น่า
พอใจ เมื่อถึงวันนั้นเขาจะกลายเป็นสุดยอดบุรุษผู้
ทรงพลังที่สุดในใต้หล้า!
ในเวลานี้จิตใจของเขาสงบนิ่งอย่างที่สุด ตรา
ประทับพลังอิทธิฤทธิ์ บนแกนนภา บัดนี้บังเกิดเป็น
เส้นใยซับซ้อนปรากฏขึ้น ปรากฏการณ์
เปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ ตราประทับพลังอิทธิฤทธิ์
สมบูรณ์แบบขึ้นมาก ถึงแม้ว่ายังห่างไกลกว่าจะสุก
งอม ทว่าบัดนี้เขาก็บรรลุความสำเร็จก้าวหน้าขึ้น
อีกขั้นแล้ว!
วิ้ง…
ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของพลังอิทธิฤทธิ์นี้ ส่งผล
ให้เส้นผมบนศีรษะของเขางอกขึ้นมาใหม่ 90 เส้น
บังเกิดเป็นร่างอวตารถือกำเนิดขึ้นมาใหม่
เมื่อ อู่ อวี้ สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้
ตัวเขาเองก็รู้สึกตื่นตกใจเป็นอย่างยิ่ง หลังจากนั้น
เส้นผมทั้ง 90 เส้นก็แผ่กระจายออก แสงสว่างเจิด
จ้าเปล่งปลั่งขึ้นอยู่ชั่วขณะหนึ่ง หลังจากนั้นเส้นผม
ทั้ง 90 เส้นก็กลับกลายเป็นสีทอง เพียงชั่วพริบตา
พวกมันก็แปรเปลี่ยนเป็นเซียนวานรทองคำ ยืน
ตระหง่านอยู่เบื้องหน้าของเขาทั้ง 90 ร่าง พวกมัน
ทั้งหมดเสมือนดั่ง อู่ อวี้ ไม่มีผิดเพี้ยน!
ร่างอวตาร 90 ร่าง!
ซึ่งก็แน่นอนว่าร่างอวตารที่ถือกำเนิดใหม่ทั้ง 90
ร่างนี้ ย่อมมีพลังอ่อนด้อยกว่า 10 ร่างแรก
ถึงจะกล่าวเช่นนั้น แต่ภาพที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
ยามนี้ มันช่างเป็นภาพที่น่าตื่นตกใจเป็นอย่างยิ่ง
ทางฝังของ กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง ซึ่งอยู่บน
เรือรบจักรพรรดิเพลิง กำลังต่อสู้ห้ำหั่นอย่าง
ดุเดือด บางส่วนพยายามที่จะสงบศึก บางส่วนก็
ยังคงต่อสู้โจมตีต่อไป ไพร่พลของ ค่ายเทียมฟั้า
ถูกบังคับให้ตรึงกำลังต่อสู้อยู่ที่นี่ ส่งผลให้ไพร่พล
ของ ค่ายเทียมฟั้า ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
แต่เมื่อ อู่ อวี้ ได้บางเกิดการเปลี่ยนแปลง ทุกคน
ต่างหยุดชะงัก จ้องมองไปที่เขาด้วยความตกตะลึง
อย่างสุดขีด
ความน่าสะพรึงกลัวแลหดหู่ที่บังเกิดก่อนหน้า ได้
สูญสลายหายไปจนสิ้น หลังจากร่างอวตารของ อู่
อวี้ ถูกสังหารตกตายไปเป็น 10 ตน ทว่าบัดนี้กลับ
ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่อีก 90 ตน ร่างอวตารของเขา
ช่างไร้สิ้นสุดเสียนี่กระไร!
สำหรับยามนี้เพียงแค่ออกคำสั่งขบคิดภายในจิตใจ
ทันใดนั้นเซียนวานรทองคำมากมายนับไม่ถ้วนก็
กระจายตัวกับออกไป ล้อมรอบมารขาว!
“ลงมือได้!”
บัดนี้ร่างอวตารทั้ง 91 ตัว พร้อมกับร่างต้นของ อู่
อวี้ กำลังสอดผสานพุ่งเข้าโจมตีมารขาวพร้อมกัน!
ถึงแม้ว่าต้องเผชิญหน้า กับผู้มีความแข็งแกร่ง
เหนือขีดจำกัดของตนเอง ทว่าในตอนนี้เขากลับ
เปียมล้นไปด้วยความมั่นใจ! นี่คือการต่อสู้ของ
เซียนเต๋า บางครั้งสิ่งที่จะทำให้กระแสสงคราม
พลิกกลับนั่นก็คือ อารมณ์ความรู้สึกแค่เพียงชั่วอึด
ใจในสนามรบ
ในขณะเดียวกันมารขาวก็รู้สึกตื่นตกใจเป็นอย่าง
ยิ่ง!
“มังกรทรราชผนึกสวรรค์!”
เวลานี้ร่างอวตารทั้งหมดรวมถึง อู่ อวี้ ได้มีการ
เคลื่อนไหวรวมถึงรูปแบบการโจมตีในกระบวนท่า
เดียวกันนั่นคือ มังกรทรราชผนึกสวรรค์!
อู่ อวี้ ทั้ง 91 คน ต่างปลดปล่อยเคล็ดวิชาแก่นแท้
ฟั้าดินของตนเองออกไป ทว่าด้วยความแข็งแกร่ง
ด้านขีดจำกัดพลัง ทำให้พลังจากวิชาที่แสดงผล
ออกไปนั้นมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่บ้าง ข้อแตกต่าง
อันใหญ่หลวงที่สุดคือ เคล็ดวิชามังกรทรราชผนึก
สวรรค์ ที่ร่างจริงของ อู่ อวี้ ปลดปล่อยออกไปนั้น
มันช่างแข็งแกร่งทรงพลังอย่างยิ่ง!
กล่าวได้ว่าร่างอวตารทุกร่างนั้นมาจาก อู่ อวี้ ทำ
ให้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งผนวกกับความคุ้นเคย
จากการใช้ เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดิน ส่งผลให้เคล็ด
วิชาที่ปลดปล่อยออกไปนั้นแทบจะไม่แตกต่างกัน!
ร่างอวตารของเขาพุ่งโจมตีเข้าใส่มารขาว จากทั่ว
ทุกทิศทาง ไม่เว้นแม้แต่ด้านบนเหนือศรีษะ เพียง
ชั่วพริบตาก็ปรากฏเป็นกระแสหมุนวนจำนวนนับ
ไม่ถ้วน! ณ เวลานี้ ซึ่งกระแสน้ำวนใต้ฝั่าเท้าของ
มารขาวนั้นมีขนาดใหญ่โตมากที่สุด เมื่อผนวกเข้า
กับกระแสน้ำวนอีกกว่า 90 วง กล่าวได้ว่าบัดนี้
มารขาวได้ถูกสกัดกั้นปิดล้อมจากทุกทิศทาง
ครืนนน!!!!!
ภาพที่ปรากฏให้เห็นในสายตาของพวกเขา ช่าง
เป็นภาพอันที่น่าตื่นตะลึงเป็นอย่างยิ่ง ท่ามกลาง
กระแสหมุนวนสีดำทะมึน ได้ปรากฏร่างของมังกร
ทมิฬทั้ง 8 ตัวพุ่งทะยานออกมา ท่ามกลางพวกมัน
ทั้งหมดสิ่งที่น่าตื่นตกใจมากที่สุดนั่นก็คือ มังกร
ทมิฬใต้ฝั่าเท้าของมารขาวนั้นมีขนาดใหญ่โตมาก
ที่สุด เพียงแค่ปรากฏก็สามารถทำให้ทุกผู้คนที่พบ
เห็น แทบจะหายใจหายคอไม่ออกด้วยความ
หวาดกลัวอย่างสุดขีด!
มารขาวพยายามดิ้นรนต่อสู้ขัดขืน แต่ทันใดนั้นเอง
มังกรทมิฬก็แยกร่างออกเป็นส่วน ๆ เข้าปกคลุม
ตรึงร่างกายของมันไว้ มังกรทมิฬกว่า 700 ตัว
ถึงแม้จะมิได้มีขนาดใหญ่โต แต่เมื่อตกอยู่ภายใต้
การมัดพันจากมัน แม้แต่นิ้วมือก็ยากจะขยับ
เขยื้อนเคลื่อนไหวได้ ชั่วขณะนี้เองมารขาว ไม่เคย
คาดคิดว่าตนจะต้องมาตกอยู่ท่ามกลางพันธนาการ
อันแข็งแกร่งน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้!
นี่คือ 90 เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดิน!
ท่ามกลางการต่อสู้ระหว่าง อู่ อวี้ กับ มารขาว นี่
ถือเป็นโอกาสอันดี ที่จะบีบบังคับให้มารขาวถอน
กำลังของ ‘หุ่นเชิดซากศพ’ และ ‘วิญญาณหุ่น
เชิด’ กลับไป
” มีโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น! ”
“เคล็ดระเบิดพลังคลั่ง!”
เคล็ดระเบิดพลังคลั่งสามารถปลดปล่อยพลัง
ออกมาได้เต็มที่อีกเพียงครั้งเท่านั้น กล่าวได้ว่านี่
คือการโจมตีครั้งสุดท้ายของเขาแล้ว
หลังจากใช้ออกด้วยเคล็ดระเบิดพลังคลั่ง อู่ อวี้ ก็
บ้าคลั่งมากยิ่งขึ้น ด้วยพละกำลังมหาศาล แกน
กำเนิดของ มหาวิถีสร้างแกนนภา ขั้นที่ 9 โคจร
หมุนวนอย่างพลุ่งพล่านปันปั่วน! เขากำ เสาเห
ยียนหวงเบิกฟั้า ไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง พร้อมทั้งพุ่ง
ทะยานตวัดฟาดเสาเข้าใส่ศีรษะของมารขาวทันที
” มารดำ! ” มารขาวที่กำลังต่อสู้ดิ้นรนอยู่ท่ามกลาง
เคล็ดวิชามังกรทรราชผนึกสวรรค์ แผดเสียงร้อง
คำรามขึ้น
นี่คือการร้องขอความช่วยเหลือ!
น่าเศร้าที่การโจมตีของ อู่ อวี้ นั้นรวดเร็วดุดัน
เฉียบขาดไร้ปราณีอย่างยิ่ง หากพลาดพลั้งเพียงนิด
ฝั่ายที่จะตกตายก็คือเขา ดังนั้น เสาเหยียนหวงเบิก
ฟั้า ในมือของเขา บัดนี้ได้ส่องประกายแสงสีทอง
เจิดจ้าอันไร้เปรียบออกมาอีกครั้ง พลังอำนาจจาก
‘วงเวทจักรพรรดิหวงผ่าปฐพี’ สอดประสานกับ
‘เวททวียอดเทวะ’ แล ‘เวทมหากัมปนาท’ ถูก
ปลดปล่อยออกในเวลาเดียวกัน!
ที่ถูกเรียกว่า ผ่าปฐพี นั้น คือจุดเริ่มต้นของการ
แบ่งแยกฟั้าดิน ท่ามกลางห้วงแห่งความโกลาหล
ของเอกภพ ส่วนหนึ่งได้ถูกฉีกกระชากแบ่ง
ออกเป็นสวรรค์แลปฐพี สามารถแลเห็นได้อย่าง
ชัดเจนว่าวงเวทนี้เปียมล้นไปด้วยเจตจำนง และ
ฤทธานุภาพมากเพียงใด
เมื่อผสานกับพละกำลังอันน่าสะพรึงกลัวจากกาย
เนื้อของ อู่ อวี้ ผนวกกับพลังอำนาจจากเคล็ด
ระเบิดพลังคลั่ง เพียงชั่วพริบตานั้นเอง พลัง
มหาศาลก็ระเบิดอัดกระแทกเข้าใส่ศีรษะของมาร
ขาว
หลังจากวิชาทั้งหมดหลอมรวมผสานเข้าด้วยกัน
บังเกิดเป็นการโจมตีหนึ่งครั้งสังหาร!
บังเกิดเป็นเสียงดังสะเทือนเลือนลั่น สั่นสะเทือนไป
ทั่วทั้งสวรรค์ และ ปฐพี เมื่อเสียงเงียบลง ร่างของ
มันถูก อู่ อวี้ บดขยี้จนแลกเหลว!
ชั่วพริบตานั่นเอง ท่ามกลางการผนึกจากมังกร
ทมิฬนับร้อย เดิมทีมารขาวเปียมล้นไปด้วยความ
เย่อหยิ่งอหังการ มันไม่คาดคิดว่า เพียงชั่วพริบตา
จักต้องมาตกตกตายกลับคืนสู่นรกอเวจี มันก็กรีด
ร้องออกมาอย่างโหยหวนน่าเวทนา ก่อนที่จะตก
ตายไปในการต่อสู้ครั้งนี้
มันไม่คาดคิดว่าผู้เยาว์ที่เคยดูถูก ซึ่งมีนิสัยเยือก
เย็น ดื้อรั้น จะบดขยี้ทำลายมันได้อย่างงายดาย
หมดจดเช่นนี้
เขาไม่ได้รู้สึกพึงพอใจเท่าใดนัก อู่ อวี้ รู้ดีว่าชัย
ชนะในครั้งนี้มาจากโอกาส และ ความบังเอิญครั้ง
ใหญ่เท่านั้น ถ้าไม่ใช่เพราะร่างอวตารของเขา
ก้าวหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน มันก็ยากที่จะพึ่งพา
มังกรทรราชผนึกสวรรค์ เพียงอย่างเดียวได้ มิ
เช่นนั้นก็ไม่มีทางบดขยี้มารขาวได้อย่างสิ้นเชิง
ดังเช่นในวันนี้
แสงสีทองเริ่มกระจายหายไป
พร้อมกับร่างของมารขาวที่ถูกบดขยี้หายไปอย่าง
สิ้นเชิง!
เมื่อหุ่นเชิดซากศพ และ วิญญาณหุ่นเชิดสูญเสีย
การควบคุม พวกมันจึงหยุดการเคลื่อนไหว
จากนั้นวิญญาณหุ่นเชิดก็ถูกผลักดันออกมาจาก
ร่างของ เฉิน ชางซง และ คนอื่น ๆ เมื่อได้สติ
กลับคืนมา มันก็หันไปมองรอบ ๆ อย่างมึนงง
ภาพที่ เฉิน ชางซง และพรรคพวกของมันเห็น
หลังจากได้สติกลับคืนมา คือ อู่ อวี้ สังหารมารขาว
“เอื๊อก…”
แม้กระทั่ง กงซู หมิง ยังอดกลืนน้ำลายลงคออย่าง
ช่วยไม่ได้ มันหันไปมอง อู่ อวี้ ด้วยสายตาที่
เปลี่ยนแปลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า พวกมันหวนรำลึก
ถึงความน่าสะพรึงกลัวของ อู่ อวี้ ก่อนหน้านี้ เฉิน
ชางซง และ ฝาน ชิงหลิว ก็รู้สึกได้ถึงความ
หวาดกลัวบางอย่างในจิตใจ เกรงว่าพวกมันจะเพิ่ง
เข้าใจได้ในเวลานี้ ว่าการกระทำของพวกมันเมื่อ
ไม่นานมานี้ ถือเป็นเรื่องโง่เขลาอย่างยิ่ง ด้วยความ
ขัดแย้งที่เกิดขึ้น มิแปลกใจว่าทำไมถึงได้ไม่มีใคร
คิดยื่นมือเข้าช่วยเหลือ…
อีกทั้งพวกมันยังล่วงรู้ด้วยว่าบน เรือรบจักรพรรดิ
เพลิง คนจากค่ายของพวกมัน ได้รุมล้อมร่วมมือ
จัดการคนจากค่ายเทียมฟั้า
” อู่ อวี้ ข้าล่วงเกินท่านแล้ว ผู้บัญชาการ ฮวางฝูั่
ยังมิอาจ เอาชนะมารดำได้ แต่ท่านกลับสังหารมาร
ขาวลงได้แล้ว เลื่อมใส เลือมใสยิ่งนัก!” กงซู หมิง
ทะยานเข้ามาหาเขาทันที จากนั้นก็กล่าวชื่นชม อู่
อวี้ ยกใหญ่
นอกจากนี้สายตาของหัวหน้ากองร้อยคนอื่น ๆ ที่
มองมายังเขา ก็ยังเปียมล้นไปด้วยความเคารพ
เทิดทูน มีเพียง เฉิน ชางซง กับ ฝาน ชิงหลิว ที่
ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง พวกมันรู้สึก อับอายจนไม่รู้จะ
เอาหน้าไปไว้ที่ไหน
นอกจากคนทั้งสองแล้ว ตอนนี้คนอื่น ๆ ได้เข้าไป
ห้อมล้อมอยู่รอบกายของ อู่ อวี้
โดยเฉพาะบน เรือรบจักรพรรดิ เหล่าทหารจาก
ค่ายเทียมฟั้าต่างพากันถอนหายใจออกมาด้วย
ความโล่งอก พวกมันแต่ละคนต่างพากันโห่ร้องร่ำ
ไห้ออกมาด้วยความปลื้มปิติภาคภูมิใจยิ่ง!
นอกจาก ค่ายชางซง และ ค่ายชิงหลิว พลพรรค
จะค่ายอื่น ๆ ต่างโห่ร้องยินดีก้าวผสมลงไปกับค่าย
เทียมฟั้าที่อยู่ด้านหน้า ซึ่งนี่ทำให้ดูเหมือนว่า ค่าย
ชางซง และ ค่ายชิงหลิว นั้นอ้างว้างโดดเดี่ยวเป็น
พิเศษ
” ผู้บัญชาการอู่ !”
ทุกผู้คนต่างร้องตะโกนขึ้นพร้อมกัน
เหล่าไพร่พลจาก ค่ายชางซง และ ค่ายชิงหลิว
ต่างรู้ดีว่าพวกมันได้สร้างปัญหาให้แก่ผู้บัญชาการ
ของตนแล้ว เหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายที่เกิดขึ้นบน
เรือรบจักรพรรดิเพลิง หากหัวหน้ากองร้อยที่อยู่
ด้านนอกรู้เรื่องนี้เข้า ไพร่พลเหล่านี้จะต้องถูกลง
ทัณฑ์เป็นแน่ ถึงกระนั้นพวกมันก็หาได้เกรงกลัวไม่
เพราะระหว่างที่ทุกคนกำลังเฝั้าดูการต่อสู้ของ อู่
อวี้ คนแรกที่เป็นผู้เริ่มต้นลงมือก็คือ อู่ เทียนยี่
อู่ อวี้ ใช้ เคล็ดระเบิดพลังคลั่ง อันรุนแรงทรงพลัง
ในการโจมตี ส่งผลให้กล้ามเนื้อบางส่วนของเขา
เริ่มอ่อนล้าเต็มทีแล้ว อย่างไรก็ตามเนื่องจากมาร
ดำยังคงอยู่ อีกทั้งยังมีพลังการต่อสู้มหาศาลยิ่ง
ฉะนั้นในตอนนี้เขาจึงยังไม่สามารถพักผ่อนได้
จากนั้นเขาก็กล่าวขึ้นว่า ” เราต้องไปช่วยผู้
บัญชาการ ฮวางฝูั่ …”
หลังจากกล่าวจบ!
อู่ อวี้ กับคนอื่น ๆ ไม่คาดคิดว่ามารดำจะสามารถ
ควบคุม เหล่าหุ่นเชิดซากศพ กับ วิญญาณหุ่นเชิด
ได้! ในตอนนี้มารดำกำลังเหลือบมองมายังสถานที่
แห่งนี้แค่เพียงเล็กน้อย ทันใดนั้นหุ่นเชิดซากศพ
กับ วิญญาณหุ่นเชิด ก็เริ่มเคลื่อนย้ายตามคำสั่ง
ของมัน!
ในเวลานี้นอกจาก เฉิน ชางซง กับ ฝาน ชิงหลิว
ทุกคนต่างมารวมตัวอยู่กับ อู่ อวี้ ซึ่งก็เท่ากับว่า
ยามนี้ เฉิน ชางซง กับ ฝาน ชิงหลิว ต้อง
เผชิญหน้ากับหุ่นเชิดซากศพ และ วิญญาณหุ่น
เชิดตามลำพัง!
ชั่วพริบตานี้เองวิญญาณหุ่นเชิดเริ่มเคลื่อนไหว
วิญญาณ 4 ดวงพุ่งเข้าใส่ เฉิน ชางซง อีก 5 ดวงก็
พุ่งเข้าใส่ ฝาน ชิงหลิว จากการเคลื่อนไหวเห็นได้
ชัดว่ามารดำต้องการสังหารคนทั้งสอง ให้คนทั้ง
สองตกตายกลบฝัง ไปพร้อมกับมารขาว!
หวืด!
ในเวลานี้ เฉิน ชางซง กับ ฝาน ชิงหลิว ได้ถูก
วิญญาณหุ่นเชิดทั้ง 9 ดวงที่พุ่งเข้ามาก่อนหน้านี้
ตรึงร่างเอาไว้ จนพวกมันทั้งสองไม่อาจจะขยับ
เขยื้อนเคลื่อนไหวไปไหนได้ และแล้วทั้งสองก็ต้อง
ติดแหง็กอยู่ที่นั่นอย่างสมบูรณ์ บัดนี้พวกมันได้ถูก
วิญญาณหุ่นเชิดควบคุมร่างสิ้นเชิงแล้ว
เพราะยังไงแล้วมันก็มีวิญญาณเข้ามาทำการ
พันธนาการไว้ถึง 9 ดวง!
บัดนี้พวกมันได้ถูกเปลี่ยนกลายเป็นหุ่นเชิดซากศพ
ช่วงเวลาที่คนทั้งสองสูญเสียสติ หุ่นเชิดซากศพทั้ง
9 ก็เข้าห้องล้อมร่างของพวกมันไว้ ขณะที่ อู่ อวี้
คนอื่น ๆ ยังไม่ทันได้ตอบสนอง กรงเล็บอันแหลม
คมของพวกมันก็ฝังลงไปในร่างของ เฉิน ชางซง
และ ฝาน ชิงหลิว ฉีกกระชากบดขยี้ทำลายชีวิต
ของคนทั้งสอง ต่อหน้าต่อตาของทุกผู้คน!
วืดแขวก!!!
เศษเนื้อโลหิตปลิวว่อนสาดกระจาย!
ช่างเป็นภาพฉากที่สยดสยองอย่างถึงที่สุด
ในเวลานี้ทุกคนต่างนิ่งอึ้งตะลึงงันกับภาพที่เห็น
อู่ อวี้ ไม่เคยคิดว่าทั้งสองจะตกตายด้วยสภาพ
อเนจอนาถเช่นนี้ ถึงแม้เขาจะไม่ค่อยชอบคนทั้ง
สองสักเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่ถึงขั้นเกลียดชัง จน
ขนาดที่ต้องการให้พวกเขาตกตาย …
หลังจาก หุ่นเชิดซากศพ กับ วิญญาณหุ่นเชิด
บรรลุเปั้าหมายของพวกมันแล้ว พวกมันก็
รวมกลุ่มกันทันที โดยไม่มีการโจมตีต่อ และพวก
มันกลับไปหามารดำแทน
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ