กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 394 : ชางเสวี่ย ชิงเฟง
การตัดสินใจในครั้งนี้ของ อู่ อวี้ ค่อนข้างบ้าบิ่น
เป็นอย่างยิ่ง
แต่ว่าทุกคนต่างคิดอยู่แล้วว่านี่ย่อมเป็นนิสัยที่
แท้จริงของเขา
ในความเป็นจริงถ้าหากมารดำถูก อู่ อวี้ ตรึงเอาไว้
และให้ ฮวางฝูั่ โพ่จุน กลับไปประจำการที่เหมือง
แร่ทองคำวิญญาณคราม ก็จะสามารถลดแรง
กดดันไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
แน่นอนว่า ฮวางฝูั่ โพ่จุน ก็ยังให้ความสำคัญกับ อู่
อวี้ อยู่ดี กล่าวได้ว่า กระทั่งเขาก็ไม่สามารถ
เอาชนะมารดำได้ แต่ อู่ อวี้ กลับสามารถเอาชนะ
มารขาวด้วยการต่อสู้เพียงลำพัง อู่ อวี้ จึง
กลายเป็นความหวังเดียวในยามนี้ ซึ่งในหนึ่งก็เป็น
ห่วง แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่อาจจะรั้งห้ามไว้ได้
แต่เหตุผลที่เขายังคงรู้สึกลังเลอยู่ นั่นก็เกี่ยวกับ
ความเป็นความตายของ อู่ อวี้
อย่างไรก็ตาม นครจักรพรรดิเพลิงก็คือนคร
จักรพรรดิเพลิง ถึงแม้ว่าจะให้ความสำคัญกับ
พรสวรรค์ในตัว อู่ อวี้ ไม่ต้องการให้เขาเผชิญหน้า
กับอันตราย แต่เมื่อหลังจากคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว
หากไม่เผชิญหน้ากับอันตราย และจะกลายมาเป็น
อัจฉริยะที่เก่งกาจได้อย่างไร?
ส่วนทางด้าน อู่ อวี้ เองก็มีความเข้าใจเกี่ยวกับการ
คร่ากำทำศึกเช่นนี้อยู่พอสมควร
มารดำ ได้ข่มขู่เกี่ยวกับเรื่องครอบครัวที่เขารัก
ฮวางฝูั่ โพ่จุน จึงคิดว่าถ้าหากเป็นตัวเอง เขาก็คง
จะกระทำเช่นเดียวกัน
เพราะเขารู้ดีว่าระยะทางของบ้านเกิด อู่ อวี้ กับที่
แห่งนี้ไม่ถือว่าไกลมากนัก ด้วยความสามารถของ
มารดำแล้ว เป็นการง่ายที่จะหาได้พบ เพราะยังไง
แล้วอาณาจักรบูรพาเยว่อู่มีขนาดใหญ่อย่างยิ่ง
“ข้าจะไม่ขอกล่าวอะไรมาก ข้าหวังว่าเจ้าจะ
กลับมาได้อย่างปลอดภัย และกลับมารับแต้ม
ผลงาน 150,000 แต้ม ถึงแม้จำนวนมันจะไม่
มากมาย แต่ว่านี่ก็นับว่าเป็นเกียรติยศแก่ตนเอง
แต้มความสำเร็จ เป็นสิ่งที่จำเป็นในการเลื่อนขั้น
เป็นหัวหน้ากองพัน ถึงแม้ว่าความแข็งแกร่งจะไม่
เพียงพอแต่ก็สามารถเลื่อนขั้นมาเป็นผู้บัญชาการ
กองพันได้
“ไม่มีปัญหา!” อู่ อวี้ ตอบกลับอย่างง่ายๆ การ
ตัดสินใจที่เด็ดขาดเช่นนี้ ได้ทำให้ ฮวางฝูั่ โพ่จุน
รู้สึกเลื่อมใสยิ่ง จากนั้น อู่ อวี้ ก็ไปอธิบายให้กับพี่
น้องทั้งหลายของค่ายเทียมฟั้า ให้พวกเขารับฟัง
คำสั่งจาก ฮวางฝูั่ โพ่จุน
“ผู้บัญชาการอู่ ท่านวางใจและไปสังหารศัตรูเถอะ!
ส่วนเรื่องทางนี้ท่านไม่ต้องเป็นกังวลไป!” อู่ เทียน
ยี่ กล่าวออกมาด้วยสายตาที่แดงก่ำ
“สิ่งที่สำคัญที่สุด ท่านจะต้องมีชีวิตรอด ถ้าหากว่า
ท่านตายไปก็ไม่อาจที่จะสำเร็จเป็นเซียนอมตะได้”
ฟาง เชาฉวิน เอ่ยเตือนเขา คำกล่าวเช่นนี้เป็น
เหมือนกับการเตือน อู่ อวี้ ว่าการเป็นเซียนอมตะ
นั้นสำคัญเพียงใด? อู่ อวี้ จึงตอบกลับไปว่า “ข้า
จะต้องมีชีวิตรอดกลับมาแน่นอน”
อู่ อวี้ ยิ้มกล่าวต่ออีกว่า “การมีชีวิตอยู่เป็นเงื่อนไข
แรก แต่ก็มีบางเรื่อง ถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าต้อง
ก้าวสู่ความตาย แต่ก็มิอาจถอยหลังได้ มิฉะนั้นจะ
กลายเป็นเซียนอมตะไปเพื่ออะไร?”
เขาได้ย้อนตอบกลับไปยัง ฟาง เชาฉวิน
หลังจากที่กล่าวเสร็จ เขาก็ไม่รั้งรออีกต่อไป เขา
และร่างอวตารทั้ง 100 เร่งออกเดินทางไปอย่าง
เป็นระเบียบ เมื่อ อู่ อวี้ เปลี่ยนจากเกราะเซียน
จักรพรรดิเพลิงกลายเป็นเสื้อผ้าธรรมดา และไม่ได้
ถือเสาเหยียนหวงเบิกฟั้าเอาไว้ ทำให้ยามมอง
กวาดผ่านก็ยากที่จะแยกออกว่าร่างไหนคือร่างจริง
ของเขา
หลังจากที่เขาบินไปได้สักระยะ เขาก็ได้หันกลับมา
โบกมือ ฮวางฝูั่ โพ่จุน เองไม่หยุดรั้งรออีกต่อไป
เขาแล่นเรือรบจักพรรดิเพลิงออกเดินทางกลับฐาน
ที่มั่นในทันที
เนื่องจากว่าเรือรบจักรพรรดิเพลิงยังอยู่ที่นี่ มารดำ
จึงทำได้เพียงแค่หลบซ่อนเท่านั้น
หลังจากที่เรือรบจักรพรรดิเพลิงออกไปแล้ว อู่ อวี้
กับร่างอวตารนับร้อยบินไปอย่างรวดเร็ว มุ่งไป
เบื้องหน้าอย่างต่อเนื่อง การเดินทางด้วยวิธีเช่นนี้
ทำให้ อู่ อวี้ เหมือนกับว่ามีดวงตาคอยสอดส่องอยู่
มากกว่าหนึ่งร้อยดวง ไม่ว่าร่างอวตารร่างใดร่าง
หนึ่งพบกับมารดำเข้า ร่างที่เหลือทั้งหมดจะ
สามารถรู้ได้ถึงตำแหน่งของ มารดำ ด้วยเช่นกัน!
“มารดำ ข้าไล่ตามเจ้าเพียงแค่คนเดียว อย่าได้
หลบหนีอีกต่อไป”
“ข้าไม่ชอบที่จะได้ยินคนมาข่มขู่คุกคามครอบครัว
และสหายของข้าเช่นนี้ ตั้งแต่เจ้ามีความตั้งใจ
เช่นนี้ ข้าก็ได้ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว”
“เรือรบจักรพรรดิเพลิงจากไปแล้ว ในตอนนี้ เหลือ
ข้าเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น”
เขาและร่างอวตารพูดออกมาพร้อมกัน ดังนั้นเมื่อ
เสียงนี้ดังออกไปบริเวณใกล้เคียง มันกระทั่งส่งให้
เห็นถึงแรงปรารถนาของเขาได้
บนดวงตาทั้งร้อยคู่ของ อู่ อวี้ จ้องมองไปทุก
ทิศทางอย่างจริงจังและเคร่งขรึม
พื้นผิวทะเลแห่งนี้และทะเลที่มีเหมืองแร่ทองคำ
วิญญาณครามนั้นค่อนข้างจะแตกต่าง น้ำทะเล
บริเวณนี้เป็นสีขุ่น ปรากฏเป็นขี้เถ้าสีทอง หากมอง
ไปที่หยดน้ำจะเห็นได้แม้กระทั่งประกายไฟ ราวกับ
ว่าทั่วทั้งมหาสมุทรกำลังลุกไหม้อยู่
“น้ำทั้งหมดสามารถลุกไหม้ได้ และยังมีความร้อน
ถึงขั้นนี้ มันช่างแปลกประหลาด หรือว่าพวกนี้มัน
จะไม่ใช่น้ำกัน” อู่ อวี้ เริ่มทำความเข้าใจได้อย่าง
ลึกซึ้ง
เพราะว่าทะเลมีขี้เถ้าลอยขมุกขมัว ดังนั้นจึงทำให้
สามารถมองเห็นได้เพียงแค่ระยะสั้นๆ ร่องรอยของ
มารดำ หายไปจากตรงนี้ แต่สัญชาตญาณได้บอก
กับ อู่ อวี้ ว่าให้มาสถานที่แห่งนี้ หลังจากที่พบว่า
เรือรบจักรพรรดิเพลิงได้หยุดลงและจากไป มารดำ
ก็น่าจะไม่ได้ทำการหลบหนีต่อ
จนกระทั่งมันคิดว่าตนปลอดภัยแล้ว
ตั้งแต่ที่มันหลบหนีมาจนถึงสถานที่แห่งนี้ เพราะว่า
ต้องการที่จะล่อให้เรือรบจักรพรรดิเพลิงมาที่นี่
นี่เป็นเหตุผลที่ ฮวางฝูั่ โพ่จุน รู้ว่าทางทิศข้างหน้า
นั้นเป็นอันตราย เขาจึงถอนกำลังกลับไป
“แน่นอนว่ามันจะต้องยินเสียงของข้า” อู่ อวี้
ปล่อยให้ร่างแยกอวตารนับร้อยของเขากระจายตัว
ออกไป กระจายไปอยู่บนพื้นผิวทะเลแห่งนี้ เพื่อ
คอยมองหาร่องรอยของมารดำ
“มารดำ เจ้าอย่ามัวแต่เป็นเต่าหดหัว มารขาวก็ตก
ตายด้วยน้ำมือของข้าแล้ว หากเจ้าคิดจะล้างแค้น
แทนมันละก็ ข้าก็อยู่นี่แล้วไง ”
เสียงของเขาดังสนั่นไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นผิว
ทะเลสั่นสะเทือนจนเกิดเป็นระลอกคลื่น
“ลงไปข้างล่างซะ” ทันใดนั้น หลังจากที่เสียงของ
เขาหายไปสักพักหนึ่ง หมิงซวง ก็กล่าวกับตัวเขา
“ลงไปข้างล่างทำไม?” อู่ อวี้ ที่กำลังไล่ล่ามารดำ
อยู่ แต่แล้วจู่ๆนางกลับให้เขาลงไปสู่ก้นทะเลลึก
“อย่ากล่าวอะไรไร้สาระให้เสียเวลาได้มั้ย เชื่อข้า
เถอะหากครั้งนี้เจ้าไม่ลงไป แล้วเจ้าจะต้องเสียใจ
ไปตลอดชีวิต”
“ขนาดนั้นเชียวหรือ?”
เขารู้ดีว่า หมิงซวง ไม่ได้กล่าวล้อเล่นแต่อย่างใด
คนและร่างอวตารทั้งหมดได้พุ่งลงไปเบื้องล่าง
ในทันที แน่นอนว่า ยิ่งลงไปยังเบื้องล่างอุณหภูมิก็
ยิ่งสูงขึ้น เมื่อลงมาถึงด้านล่าง สามารถมองเห็นได้
ว่าพื้นดินด้านล่างเป็นสีแดงฉาน ใต้ทะเลแห่งนี้
ไม่ได้มีขี้เถ้าอีกต่อ มันเป็นลาวาที่กำลังลุกไหม้
อย่างดุเดือด! ใต้ทะเลกลับปรากฎทิวทัศน์ที่น่า
พิศวงเช่นนี้ มันช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก นี่ไม่ใช่แค่
บนแผ่นดินนี้แห่งเดียว แต่กระทั่งรัศมีรอบด้านนับ
พันลี้ ก็มีลาวาเหมือนกัน!
เมื่อลงมาถึงก้นทะเล ร่างอวตารก็พากันกระจาย
ออกไป มองไปรอบๆ เห็นได้ถึงความมหัศจรรย์ยิ่ง
หากว่าโพล่พรวดพราดเข้าไปอยู่กลางลาวา
อาจจะต้องถูกดูดลงไปเบื้องล่าง!
“มันจะต้องใช่ มันจะต้องใช่อย่างแน่นอน!” หมิ
งซวง กล่าวออกมาอย่างจับไม่ได้ศัพท์
“ใช่อะไรรึ?” อู่ อวี้ ถาม
ในตอนที่ถามเกี่ยวกับสถานที่นี้ เขาได้ส่งหนึ่งใน
ร่างอวตารของเขาเดินลงไปในทะเลลาวาอันร้อน
ระอุ ทันใดนั้นเบื้องหน้าก็ปรากฏเป็นเงาสีดำร่าง
หนึ่งค่อยๆปรากฎขึ้นมา ในพริบตาเดียวมารดำก็
มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าของ อู่ อวี้ !
ทั่วทั้งร่างของมารดำเป็นสีดำทมิฬ แม้กระทั่งฟัน
ของมันก็เป็นสีดำเช่นกัน มันยิ้มขึ้นแล้วกล่าวว่า
“เจ้ามีนามว่าอะไร? ทำไมถึงได้มีความกล้าเช่นนี้
ด้วยพรสวรรค์แบบนี้ ตัวข้าไม่รู้เลยว่าในนคร
จักรพรรดิเพลิงจะมีคนเช่นเจ้าอยู่ด้วย”
ร่างอวตารเข้ารุมล้อมรอบตัว อู่ อวี้ และพุ่งไปยัง
ฝังที่มารดำยืนอยู่ ร่างอวตารทั้งหมดกล่าวว่า “ผู้
ฝึกตนนอกรีตที่เป็นดั่งกบในกะลา เจ้าจะรู้เกี่ยวกับ
บุรุษรูปงามเช่นข้าได้อย่างไร แน่นอนว่าข้าไม่ใช่
คนที่มีชื่อเสียงโดดเด่นอันใด เจ้าไม่รู้ชื่อของข้าก็
ย่อมไม่แปลก”
หากว่าเขาบอกชื่อตัวเองออกไป และในหากใน
วันนี้มารดำสามารถหนีรอดไปได้ มันก็จะสามารถ
หาอาณาจักรบูรพาเยว่อู่ได้อย่างง่ายดาย
มารดำจึงได้หัวเราะขึ้นและกล่าวออกมาว่า “อย่า
มาหลอกข้า นครจักรพรรดิเพลิงมีคนที่พอเข้าท่า
อยู่เพียงแค่ไม่กี่คน ตัวข้ามีแผนอยู่นับไม่ถ้วน
ตัวตนเช่นเจ้า เพียงข้าส่งยันต์สื่อสารออกไป ข้าก็รู้
แล้วว่าเจ้าคือผู้ใด”
“ไม่จำเป็นต้องใช้ยันต์สื่อสาร ข้าก็พอรู้แล้วว่าเจ้า
คือใคร เจ้าคือคนที่ถูกนิกายเซียนซูซันขับไล่
ออกมา คือ อู่ อวี้ ใช่หรือไม่?”
ทันใดนั้นที่ด้านหลังของมารดำ ก็ปรากฏเป็นเสียง
ของสตรีคนหนึ่ง! ในฉับพลันทันทีก็มีดวงไฟสีทอง
พุ่งแหวกน้ำไป ภายในเปลวเพลิงสีทอง สามารถ
เห็นได้ถึงสตรีผู้หนึ่งอย่างเลือนลาง แต่กลับไม่ใช่
สตรีไปเสียทั้งหมด! อู่ อวี้ มองเข้าไปอย่างพินิจ
พลันบังเกิดความรู้สึกประหลาดใจ ปรากฏว่า
ครึ่งหนึ่งของร่างกายเป็นสตรี แต่จากด้านล่างลงไป
เป็นร่างของราชสีห์สีทอง!
คนและราชสีห์รวมตัวกันได้อย่างสมบูรณ์!
มีเฉพาะส่วนศีรษะเท่านั้นที่เปลี่ยนจากหัวราชสีห์
เป็นหัวมนุษย์ แต่ส่วนร่างกายเป็นของสัตว์
เดรัจฉาน!
ภายใต้ฟั้าสวรรค์ มีตัวเช่นนี้อยู่ได้อย่างไร!
ถ้าหากมองจากส่วนล่างที่เป็นราชสีห์สีทอง ทั่วทั้ง
ร่างกายดูใหญ่กำยำ มีพลังที่แข็งแกร่ง แน่นอนว่า
จะต้องเป็นปีศาจระดับสูง! ส่วนร่างกายครึ่งบน
ไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้า หน้าอกเปลือยเปล่า มีเพียงแค่
ขนสีทองที่ยาวออกมาปกคลุมบางส่วน อีกทั้ง
ใบหน้าของสตรีผู้นี้ก็งดงามเป็นอย่างมาก ความ
จริงแล้วที่ร่างส่วนล่างเป็นราชสีห์ ก็นับว่างดงาม
ไม่แพ้กันเลยทีเดียว!
อู่ อวี้ ไม่รู้เลยเลยว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหน้านั้นเป็นคน
หรือว่าปีศาจ? บนร่างมีกลิ่นอายของปีศาจแต่ก็ยัง
มีกลิ่นอายของผู้ฝึกตนอยู่ด้วยเช่นกัน นี่มันซับซ้อน
เกินจะเข้าใจแล้ว!
หมิงซวง กล่าวด้วยความตกตะลึง “ไม่คาดคิดว่า
ความลับเช่นนี้จะถูกสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันได้
แม้กระทั่งในยุคของข้า เมื่อประมาณ 120,000 ปี
ก่อน สิ่งมีชีวิตข้างหน้าก็ยังถือเป็นสิ่งต้องห้าม และ
เป็นที่รังเกียจอย่างมากในโลกของผู้ฝึกตน”
“เจ้านี่มันคืออะไร?” ชั่วขณะจิต อู่ อวี้ เอ่ยถาม
ออกไปอย่างรวดเร็ว
“มันเป็นเคล็ดวิชาลับสุดยอดของผู้ฝึกตนนอกรีต
ในกาลก่อน มีคนได้ทำกระทำการจับปีศาจร้ายมา
หนึ่งตน แล้วใช้เลือดมาเสริมสร้างความแข็งแกร่ง
ให้กับตน ยิ่งแข็งแกร่งเท่าไหร่ยิ่งดี หลังจากนั้นเป็น
ต้นมานี่จึงเกิดเป็นวิชาลับขึ้น ต่อมาได้พัฒนาด้วย
การจับเด็กและปีศาจให้มาผสานร่างเข้าด้วยกัน
จึงทำให้เกิดเป็นรูปแบบเช่นนี้ พวกข้าเรียกมันว่า
‘เคล็ดวิชาครึ่งปีศาจ’ ประโยชน์ของการทำแบบนี้
ก็คือจะสามารถทำให้เด็กคนหนึ่งมีพรสวรรค์โดด
เด่นออกมา ฝึกฝนการควบคุมร่างกายครึ่งหนึ่งของ
ปีศาจ หลังจากผ่านไปอีกหลายปี จนสามารถ
ผสานเข้าด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์ จะสามารถปลุก
เคล็ดวิชาแก่นพลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์และเคล็ดวิชาของ
ปีศาจได้มากมาย นอกจากนี้ก็ยังสามารถเรียนรู้
เคล็ดวิชาของผู้ฝึกตนนอกรีต มีร่างกายที่แข็งแกร่ง
ราวกับปีศาจและมีเคล็ดวิชาเต๋าของเผ่ามนุษย์
เพียงแต่ว่าอัตราในการตายจากการสร้างสิ่งมีชีวิต
ชนิดมีสูงมากเกินไป ทั้งสำหรับคนและปีศาจก็ไม่
อาจจะรับเรื่องเช่นนี้ได้ ดังนั้นจึงถูกผู้ฝึกตนและ
ปีศาจทั้งหลายจึงร่วมมือกันขจัดมันออกไป
แม้กระทั่งเกิดเป็นความชิงชังจนไม่อาจอยู่ร่วมกัน
ได้ ผู้ฝึกตนนอกรีตส่วนใหญ่ซึ่งมีความกล้าที่จะ
กระทำสิ่งใดอยู่แล้ว จึงจับปีศาจมาและตัดหัวมัน
ออกไป จากนั้นก็ทำเรื่องที่ฝืนลิขิตฟั้าเช่นนี้ แต่ก็
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘เคล็ดวิชาครึ่งปีศาจ ’ มีความ
แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก”
มนุษย์และปีศาจได้ทำการร่วมกันต่อสู้เพื่อขจัดสิ่ง
นี้สินะ
ด้วยเคล็ดวิชาที่โหดเหี้ยมเช่นนี้ ความจริงมี
เพียงแต่ผู้ฝึกตนนอกรีตเท่านั้นที่กล้ากระทำ บน
ทวีปแห่งทวยเทพ เหล่าปีศาจนั้นเป็นเหมือนกับ
ตัวแทนแห่งความชั่วร้าย แต่ อู่ อวี้ กลับรู้สึกว่านี่
เป็นเพราะความเกลียดชังระหว่างเผ่าพันธุ์ แต่ที่
ชั่วร้ายจริงๆก็คือผู้ฝึกตนนอกรีตของเผ่าพันธุ์
มนุษย์ อย่างน้อยสำหรับ อู่ อวี้ แล้ว เขารู้สึกว่าผู้
ฝึกตนนอกรีตนั้นชั่วร้ายกว่าเหล่าปีศาจอย่าง
มหาศาล
“ชางเสวี่ย ชิงเฟิง ในวันนี้ต้องหนีจนมาอยู่ในเขต
ของเจ้า ต้องขายหน้าเจ้าแล้ว ” มารดำซึ่งมองไป
ที่ ‘ครึ่งปีศาจ’ ด้านหลังของมัน พร้อมกล่าว
ออกมาอย่างแผ่วเบา
ครึ่งปีศาจที่มีชื่อว่า ชางเสวี่ย ชิงเฟิง ก็ได้กล่าว
ออกมาว่า “เจ้าอย่าได้กล่าววาจาห่างเหินเช่นนี้
เจ้ากับมารขาวต่างก็เป็นสหายของข้า ในวันนี้มาร
ขาวตกตายไปแล้ว ข้าจะมองดูอยู่เฉยๆได้อย่างไร
ในหลายปีมานี้ ข้าต้องทุกข์ทรมานจากการถูก
เลือกปฏิบัติ ก็มีเพียงแค่พวกเจ้าทั้ง 2 คนเท่านั้น ที่
เป็นสหายของข้า”
ในตอนที่พวกมันกำลังพูดคุยกัน ร่างอวตาร
ทั้งหลายของ อู่ อวี้ ก็ได้ทำการล้อมที่นี่เอาไว้
เรียบร้อยแล้ว
จริงๆแล้ว อู่ อวี้ ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะต้อง
เผชิญหน้ากับศัตรูถึง 2 คน!
เดิมทีเขาคิดที่จะใช้ให้ร่างอวตารทั้งหมดพุ่งไป
โจมตีสังหารมารดำ แต่เมื่อ ชางเสวี่ย ชิงเฟิง
ปรากฏตัวออกมา เห็นได้ชัดว่าเขาไม่อาจจะทำการ
ต่อสู้ซึ่งๆหน้าได้ มิฉะนั้นโอกาสที่เขาจะต้องตกตาย
ไปก็มากถึงเก้าในสิบส่วน ทางที่ดีที่สุดคือการแยก
พวกมันทั้ง 2 คนออกจากกัน!
แต่การที่จะแยกพวกมันออกจากกันไม่อาจที่จะทำ
ได้โดยง่าย
อู่ อวี้ อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วลง บางทีนี่อาจจะต้อง
เป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อ และเขาเองก็ไม่ต้องการให้
‘ชางเสวี่ย ชิงเฟิง’ ผู้นี้เข้าไปในเหมืองแร่ทองคำ
วิญญาณด้วยเช่นกัน!
เขาหยุดก้าวเท้าไปเบื้องหน้า แต่ไม่ได้ทำการสั่งให้
ร่างอวตารทั้งหมดต่อสู้ต่อ
ร่างอวตารทั้งหมดกระจายตัว!
ในเวลานี้ ชางเสวี่ย ชิงเฟิง และ มารดำก็เริ่มทำ
การลงมืออย่างฉับพลัน พุ่งไปเข่นฆ่าสังหาร อู่ อวี้
แน่นอนว่านั้นเป็นร่างอวตาร ดังนั้นในชั่วเสี้ยววิ
จึงถูกทั้งสองคนนี้สังหารไปอย่างรวดเร็ว
“พวกนี้คือร่างอวตาร อู่ อวี้ ผู้นี้มีร่างแยกอวตาร
อยู่นับ 100 ร่าง!” มารดำเอ่ย
“เช่นนั้นเราก็สังหารพวกมันให้สิ้น สถานที่แห่งนี้ก็
คืออาณาเขตของข้า มันไม่อาจจะหลุดรอดจาก
สายตาข้าไปได้”
ในเวลานี้ นางโบกสะบัดมือออกไป ภายในเวลา
สั้นๆปรากฎมัจฉาที่บนตัวลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสี
ทองนับล้านโผล่ออกมาจากพื้นที่รอบด้าน
มัจฉาทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นนางทั้งสิ้น!!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ