กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 398 : ความสิ้นหวังเขาคืบคลาน
ในไม่กี่วันมานี้ ฮวางฝูั่ โพ่จุน ได้ส่งยันต์สื่อสารไป
หา อู่ อวี้ ด้วยจำนวนไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้รับการตอบ
กลับจากเขาแต่อย่างใด
ในตอนนี้ เขากำลังจัดการควบคุมเรือรบจักรพรรดิ
เพลิง เพื่อเตรียมการสำหรับการเผชิญหน้ากับ
มารดำ และ ชางเสวี่ย ชิงเฟิง เหล่าทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิงที่อยู่เบื้องหลังกำลังเต็มไปด้วย
ความวุ่นวาย ในตอนนี้เขากำลังครุ่นคิดอยู่ว่า
“ตั้งแต่ที่ข้ากับ อู่ อวี้ แยกทางกัน ก็แค่ไม่กี่วัน
เท่านั้น หลังจากที่ อู่ อวี้ ได้พบกับ ชางเสวี่ย ชิง
เฟิง ก็รีบส่งข่าวมา แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้รับข่าว
คราวอันใดอีกเลย หรือว่าเขาจะถูกสังหารไปเมื่อ
ไม่กี่วันก่อนแล้วจริงๆ แต่หากเป็นเช่นนี้ มารดำ
และ ชางเสวี่ย ชิงเฟิง ก็น่าจะมายังที่แห่งนี้นาน
แล้วสิ”
“ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ ได้กล่าวเอาไว้ว่า เขาจะทำการ
ถ่วงเวลาพวกมันทั้ง 2 คนก่อนสัก 2-3 วัน ข้าว่า
เขาน่าจะไปอยู่ในสถานที่ที่ยันต์สื่อสารไม่สามารถ
เข้าไปถึงได้ และกำลังหลบซ่อนตัวจนกระทั่งถึง
ตอนนี้ การที่พวกมันทั้งสองยังไม่อาจจะจับตัวเขา
ได้ จึงได้บุกเข้ามาเพื่อที่จะแย่งชิงเรือรบจักรพรรดิ
เพลิงในตอนนี้แทน”
มันมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นเช่นนี้!
แต่ปัญหาคือหากลองมองตามเหตุผล มันก็มีความ
เป็นไปได้ที่จะเป็นอย่างที่มันว่าเช่นกัน หลังจากที่
ฮวางฝูั่ โพ่จุน ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาอด
ไม่ได้ที่จะหัวเราะกับตัวเอง บางทีข้าอาจจะกำลัง
หลอกตัวเองอยู่ก็ได้ “ผู้บัญชาการอู่นั้นเป็นยอด
อัจฉริยะวัยหนุ่ม แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับเจ้าตัว
ที่ร้ายกาจและโหดเหี้ยมทั้ง 2 คนนี้ ถึงแม้จะมีพลัง
ฝึกตนที่ยิ่งใหญ่ แต่การที่จะต้องต่อสู้กับพวกมันทั้ง
2 ก็ย่อมเป็นเรื่องที่เชื่อยาก!”
“น่าเสียดายยิ่งนัก ถ้าหากว่าผู้บัญชาการอู่ยังไม่
ตาย ในอนาคตเขาอาจจะเป็นถึงเสาหลักของนคร
จักรพรรดิเพลิงของพวกเราก็ได้ เจ้าพวกผู้ฝึกตน
นอกรีตพวกแกมันสมควรตาย!”
หัวหน้ากองร้อยที่อยู่รอบข้าง ต่างพากันรู้สึกเศร้า
สลด
“ผู้บัญชาการฮวางฝูั่ พวกเราไม่อาจที่จะยอมมอบ
เรือรบจักรพรรดิเพลิงให้มันได้ ถึงแม้ว่าผู้
บัญชาการอู่จะตกตายไปแล้ว ทั้งความยากลำบาก
ของภารกิจนี้เองก็ได้เกินขอบเขตไปเรียบร้อยแล้ว
ข้าว่าพวกเราควรถอนกำลังกลับสู่นครจักรพรรดิ
เพลิงกันเถิด”
สำหรับภารกิจในครั้งนี้ ทั้งมารคู่ขาวดำและ ชาง
เสวี่ย ชิงเฟิง ที่ปรากฏตัวออกมาอีก ทำให้พวกเขา
ต้องตกอยู่ในความท้อแท้เช่นนี้
“อย่าเพิ่งไป” ฮวางฝูั่ โพ่จุน กล่าว
“ทำไมรึ?” ทุกคนไม่เข้าใจ ในครั้งที่แล้วถ้าหากไม่
มี อู่ อวี้ พวกเขาไม่ใช่แม้กระทั่งคู่มือของมารคู่ขาว
ดำ
ฮวางฝูั่ โพ่จุน กล่าว “อู่ อวี้ ยังอาจจะไม่ตาย บาง
ทีเขากำลังจะกลับมา หรือว่าอาจจะติดธุระอื่นจึง
ทำให้เกิดความล่าช้า อย่างน้อยพวกเราต้องรอเขา
ก่อน นอกจากนั้นภารกิจก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ข้ายังไม่
ยอมที่จะละทิ้งมันไปง่ายๆเช่นนี้!”
“ผู้บัญชาการฮวางฝูั่!”
ใบหน้าของทุกคนรู้สึกกระวนกระวาย มีบางคน
คัดค้าน และก็มีบางคนที่เข้าใจเช่นเดียวกัน
“วางใจเถอะ! พวกมันทั้งคู่ไม่อาจที่จะทำลายเรือ
รบจักรพรรดิเพลิงที่มีพวกเราครอบครองอยู่ได้!”
ฮวางฝูั่ โพ่จุน รีบออกคำสั่งในทันที สั่งให้ทหารทัพ
เซียนจักรพรรดิเพลิงทุกคนไปยืนอยู่ในจุด ‘ค่ายกล
รวมวิญญาณ’ ซึ่งนำโดยเขา จากนั้นก็เริ่มกระตุ้น
ต้นเปิดใช้รูปแบบการปั้องกันของเรือรบจักรพรรดิ
เพลิงอย่างเต็มกำลัง
นี่เป็นสัญญาณว่าพวกเขาจะเปิดสงครามกับพวก
มารดำอย่างเต็มรูปแบบแล้ว!
“ดีมาก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หากไม่ยอมทิ้งไปเช่นนี้ก็
รอให้พวกเราช่วงชิงเรือรบจักรพรรดิเพลิง
เสียก่อน ข้าจะทำให้เหล่าทหารแห่งทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิงนับ 1,000 นี้ กลายเป็นหุ่นเชิดศพ
เสียให้หมดเพื่อให้กลายเป็นกองทัพของข้า จะต้อง
เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นอย่างแน่นอน!” น้ำเสียงของ
มารดำ ฟังแล้วเย็นยะเยือกไปถึงกระดูกดำ ราวกับ
ว่ามีวิญญาณทั้งหลายรวมตัวอยู่ไม่กระจัดกระจาย
ไปไหน
ภัยครั้งนี้คุกคามทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงอย่าง
แท้จริง ซึ่งค่อนข้างจะเกิดผลกระทบอย่างใหญ่
หลวงยิ่ง
หลังจากนั้น มารดำ กับ ชางเสวี่ย ชิงเฟิง เร่ง
สำแดงเคล็ดวิชาทั้งหมดออกมาจากทั่วทั้งร่างกาย!
หนึ่งคนมุ่งไปทางทิศตะวันออก อีกคนมุ่งไปทางทิศ
ตะวันตก โจมตีโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง มารดำ
เป็นผู้ฝึกตนวิถีกระบี่ ในมือของมันปรากฎกระบี่สี
ดำหนึ่งเล่ม เป็นศาสตราเต๋าสังหาร เมื่อฟาดฟัน
ออกไปปรากฏเป็นรอยแตกสีดำหนึ่งสาย รอยแตก
สีดำสายนั้นมีขนาดใหญ่เป็นอย่างมาก ส่งเสียง
คำรามปะทะเข้ากับเรือรบจักรพรรดิเพลิงอย่าง
หนักหน่วง ทำให้เรือรบจักรพรรดิเพลิงต้องเกิด
การสั่นสะเทือนขึ้น เหล่าทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงที่
อยู่ภายในต่างพากันเกิดความโกลาหล และ
หวาดกลัว ฮวางฝูั่ โพ่จุน ด้านหนึ่งคอยให้กำลังใจ
พวกเขา อีกด้านหนึ่งก็ทำการปกปั้องเรือรบ
จักรพรรดิเพลิง
“ทุกคนใจเย็นไว้ อย่าได้ดูถูกอำนาจในการปั้องกัน
ของเรือรบจักรพรรดิเพลิงไป ด้วยระดับของมารดำ
ยามนี้ ต่อให้มาอีก 10 มารดำ ก็ไม่อาจที่จะทำลาย
เรือรบจักรพรรดิเพลิงได้!”
หลังจากที่ยืนหยัดไปสักครู่หนึ่ง พวกเขาก็เริ่มมี
ความมั่นใจมากขึ้น!
ความจริงแล้ว อีกฝั่ายกำลังใช้ความพยายาม
ทั้งหมด แต่ก็ดูเหมือนว่ายังไม่อาจที่จะทำลายการ
ปั้องกันของเรือรบจักรพรรดิเพลิงได้
“รอเขาสัก 10 วัน หลังจากผ่านไป 10 วันแล้ว
หากยังไม่ปรากฎตัวออกมา พวกเราก็จะแล่นเรือ
รบจักรพรรดิเพลิงเพื่อถอยทัพทันที” ท้ายที่สุด
ฮวางฝูั่ โพ่จุน ก็ตัดสินใจเช่นนี้ เหล่าทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิงที่กำลังอยู่ในความหวาดกลัว ใน
ที่สุดก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาหน่อย
ความเป็นจริงสิ่งที่ ฮวางฝูั่ โพ่จุน อยากจะเห็นมาก
ที่สุดก็คือ หลังจาก อู่ อวี้ กลับมาแล้วก็ทำการ
ร่วมมือกับเขา เพื่อไปจัดการสังหาร 2 คนนี้!
เช่นนั้นไม่เพียงแต่จะสามารถเก็บเกี่ยวได้อย่าง
มหาศาล และทำให้ภารกิจในครั้งนี่เสร็จสิ้นลง
อย่างสมบูรณ์
ในเวลาหลายปีมานี้ เขายังไม่เคยที่จะทำภารกิจ
ล้มเหลวแม้เพียงครั้ง
มารดำและ ชางเสวี่ย ชิงเฟิง ไม่ได้คาดคิดมาก่อน
ว่าการทำลายเรือรบจักรพรรดิเพลิงจะยากเย็นถึง
เพียงนี้ ความโกรธของทั้ง 2 คนพุ่งเสียดฟั้า เคล็ด
วิชาแก่นพลังชีวิตศักดิ์สิทธิ์ และเคล็ดวิชาแก่นแท้
ฟั้าดินต่างถูกสำแดงออกมาอย่างหมดเปลือก แต่
กระนั้นก็ยังไม่อาจจะสั่นสะเทือนเรือรบจักรพรรดิ
เพลิงได้!
“ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆเสียแล้ว” มารดำ
ขมวดคิ้ว
“อย่าเพิ่งท้อไป แค่เพียงมีคนสนับสนุนจากด้านใน
เท่านั้น คนที่อยู่ด้านในไม่ว่ายังไงก็ย่อมต้องมี
ขีดจำกัดอยู่ รอบๆนี้ไม่ใช่ว่ามีผู้ฝึกตนนอกรีตอยู่
มากมายหรือ พวกเราแค่ไปทำการเรียกผู้ฝึกตน
นอกรีตเหล่านั้น และทำการโจมตีเข้าไปพร้อมกัน
อย่างต่อเนื่อง ข้าไม่เชื่อว่าไม่อาจที่จะทำลายมันลง
ไปได้”
เนื่องจากว่าภายในเรือรบจักรพรรดิเพลิงมีค่ายกล
รวมวิญญาณอยู่จำนวนมาก ดังนั้นจึงสามารถ
ก่อให้เกิดเป็นพลังปั้องกันเช่นนี้ได้!
มารดำตะโกนออกมาด้วยเสียงอันดังสนั่น ทำให้
เหล่าผู้ฝึกตนนอกรีตที่เพิ่งจะถูกขับไล่ไปในระแวก
ใกล้ๆนี้ รีบมารวมตัวกันเพราะการเรียกของมารดำ
ภายใต้การเรียกรวมตัวของมารดำ ผู้ฝึกตนนอกรีต
ที่ยังไม่ตายในละแวกใกล้เคียง ไม่ว่าจะอยู่เท่าไหร่
ต่างก็มารวมตัวกันที่นี่
ผู้ฝึกตนที่มารวมตัวกันยิ่งมายิ่งมากขึ้นจนเห็นได้
ถนัดตา
ทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงที่อยู่ภายในเรือรบ
จักรพรรดิเพลิงยิ่งรู้สึกตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ
ถึงแม้ว่า ฮวางฝูั่ โพ่จุน ยังคงปลุกใจและย้ำว่าจะ
ไม่เป็นไร แต่เมื่อเรือรบจักรพรรดิเพลิงตกอยู่ใน
ความสับสนวุ่นวาย เหล่ากองทัพทั้งหลายจึงพากัน
หวาดกลัวจนเข้ากระดูกดำ
และในเวลานี้เอง ฮวางฝูั่ โพ่จุน ก็ได้รับแผ่นยันต์
สื่อสารมา 1 แผ่น
หลังจากที่เขาอ่านข้อความภายในแผ่นยันต์สื่อสาร
ฮวางฝูั่ โพ่จุน พลันเหลือบมองไปและอดที่จะยก
ยิ้มขึ้นไม่ได้ ต่อมาเขาได้กล่าวว่า “ทุกท่าน อู่ อวี้
ยังไม่ตาย อีกทั้งยังกำลังเดินทางมาและเขาขอให้
พวกเราถ่วงเวลา มารดำ กับ ชางเสวี่ย ชิงเฟิง
เอาไว้ อย่าปล่อยให้พวกมันหนีไปได้”
เมื่อได้ยินข่าวนี้ หลายคนในทัพเซียนจักรพรรดิ
เพลิงจ้องมองไป หลังจากนั้นก็เกิดเป็นความรู้สึก
ยินดี ผนวกกับความสงสัยด้วยเช่นกัน ดูเหมือนว่า
อู่ อวี้ ที่ส่งข่าวมานั้นจะเต็มไปด้วยความมั่นใจยิ่ง!
“คอยถ่วงเวลาพวกมันเอาไว้?”
ทุกคนมองหน้ากันและกัน
จากนั้นมีหัวหน้ากองร้อยคนหนึ่งกล่าวว่า “ดีแล้ว
ที่เขายังมีชีวิตอยู่ พวกเราจะคอยยืนหยัดอยู่ที่นี่ รอ
การกลับมาของเขา”
“ใช่ เมื่อเขามาถึงแล้ว พวกเราจะได้รีบจากไป
ในทันที”
ในที่สุดทุกคนก็พบความหวัง
จากนี้ทั้งสองฝั่ายต้องเดิมพันกัน และยืนหยัดให้ได้!
ผู้ฝึกตนยิ่งมายิ่งรวมตัวกันมากขึ้น คะเนด้วยตา
เปล่าประมาณนับพันคนได้ ในพันคนนี้มีทั้ง
แข็งแกร่งและอ่อนแอ ภายใต้การบัญชาการของ
มารดำ และ ชางเสวี่ย ชิงเฟิง เป็นการเอาจำนวน
เข้ารุมตีไก่ มุ่งโจมตีเพื่อทำลายค่ายกลอย่างบ้าคลั่ง
เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดินที่สลับซับซ้อนทั้งหลายเมื่อ
ใช้ในเวลาเดียวกันปรากฎเป็นความสวยงามและ
โอ่อ่าเป็นอย่างยิ่ง น้ำทะเลถูกแหวก ทุกการโจมตี
เข้าปะทะกับเรือรบจักรพรรดิเพลิงอย่างชุลมุน!
บนเรือรบจักรพรรดิเพลิงมีแสงสีทองส่องสว่าง
สดใส ปรากฏเป็นค่ายกลปั้องกันนับไม่ถ้วน ปัด
ปั้องการโจมตีทั้งหลายทั้งปวงของเหล่าผู้ฝึกตน
นอกรีต
เหตุการณ์นี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง เพียงแค่ชั่ว
พริบตาก็ผ่านไปแล้วครึ่งวัน!
ภายใต้การโจมตีอันบ้าคลั่งของผู้ฝึกตนนอกรีต เรือ
รบจักรพรรดิเพลิงในตอนนี้เกิดการสั่นไหวอย่าง
ต่อเนื่องและรุนแรง ภายในเรือเกิดเป็นสั่นสะเทือน
ไม่หยุดพัก กระทั่งภายในค่ายกลรวมวิญญาณ ซึ่ง
ต้องต้านรับแรงกระแทกที่ถาโถมเข้ามา ทำให้ทัพ
เซียนจักรพรรดิเพลิงบางคนถึงกับได้รับบาดเจ็บ
ไม่ว่า อู่ อวี้ จะกลับมาหรือไม่ บรรยากาศที่อยู่
ภายในเรือรบบัดนี้ก็ถูกปกคลุมไปด้วยความตึง
เครียดแล้ว
“ทำไม อู่ อวี้ ยังไม่ถึงอีก……”
“ถ้าหากว่าเขายังมาไม่ถึง เกรงว่าพวกเราอาจจะ
ต้านทานไม่ไหวแล้ว หากว่าเรือรบจักรพรรดิเพลิง
ถูกตีแตกบุกเข้ามา พวกเราจะต้องตายอย่าง
แน่นอน……..”
“หุบปาก!” มีบางคนมองโลกในแง่ร้ายแต่ก็ยังมี
บางคนมองโลกในแง่ดีด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งทหารจากค่ายเทียมฟั้า ในเวลานี้พวกเขากำลัง
รอคอย อู่ อวี้ กลับมาด้วยความกระตือรือร้น เมื่อ
ได้ยินบางคนกล่าวออกมาอย่างถอดใจ พวกเขาจึง
เกิดโทสะขึ้นมา
อันที่จริงแล้วหากไม่พูดก็รู้อยู่แล้วว่า เมื่อคนของ
ชางเสวี่ย ชิงเฟิง กับ มารดำ ทำการโจมตีเข้ามา
พวกเขาจะต้องจบเห่อย่างแน่นอน
ในตอนนี้ทั้งด้านในและด้านนอกต่างก็ตกอยู่ใน
ความสับสนวุ่นวาย!
ต่อมา จู่ๆก็เกิดเป็นเสียงกรีดร้องดังขึ้น!
เสียงกรีดร้องนี้ดังขึ้นมาจากทางทิศตะวันออก มา
จากเหล่าผู้ฝึกตนนอกรีตที่กำลังทำการโจมตีเรือรบ
จักรพรรดิเพลิง
ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนนอกรีตหรือทัพเซียนจักรพรรดิ
เพลิง ในเวลานี้ต่างก็รู้สึกแปลกใจและหันไปมอง
ยังทิศทางนั้น…….
เพียงแค่มองไปก็ได้พบกับดวงตะวันสีทองอันเจิด
จ้าปรากฏขึ้นอยู่บนทิศตะวันออก ทะเลที่อยู่ภายใต้
ตะวันดวงนั้นระเหยกลายเป็นไอ ภายใต้การเผา
ไหม้ของดวงตะวันดวงนั้นได้แผ่ขยายวงแผดเผา
ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะไปยังแห่งหนใด
น้ำทะเลต่างก็ระเหยกลายเป็นไอหมอกปกคลุมไป
ทั่วอาณาเขต บัดนี้เหล่าผู้ฝึกตนนอกรีตต่างกรีด
ร้องออกมาอย่างเจ็บปวดแสนทรมาน
ภายในดวงตะวันดวงนั้น ดูเหมือนว่าจะมีเงาร่าง
หนึ่ง ซึ่งเงาร่างนั้นเห็นลางๆว่ากำลังถือพลองอยู่
เมื่อพลองกวาดผ่านไปที่ใด จะต้องทำให้เหล่าผู้ฝึก
ตนนอกรีตต้องกระอักเลือดและบินร่นถอยกระเด็น
ถอยกลับไป
“มีบางคนกำลังโจมตีฝั่าเข้ามา!”
เหล่าผู้ฝึกตนนอกรีตถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง
“ผู้ใดกัน? มันเป็นผู้ใดกัน? ดูเหมือนว่าจะเป็นคนผู้
หนึ่งจากทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงใช่หรือไม่?”
“นั่นมัน……อู่ อวี้ อู่ อวี้ มันคือผู้ที่สังหารมารขาว!”
ในที่สุดเหล่าผู้ฝึกตนนอกรีตซึ่งมองไปยังเงาร่างที่
อยู่ใจกลางดวงตะวัน พลันปรากฎเงาร่างของ อู่
อวี้ อย่างเลือนราง แน่นอนว่าพวกมันไม่อาจจะ
มองเห็นได้ชัดเจน ที่มันคาดเดาได้เป็นเพราะว่า
ตัวตนของเสาเหยียนหวงเบิกฟั้าที่อยู่ในมือ!
อู่ อวี้ สังหารมารขาวไป เหล่าผู้ฝึกตนทั้งหลายใน
บริเวณใกล้เคียงต่างรู้ดี เนื่องจากว่าการปรากฏตัว
ของเขา ทำให้จิตใจของผู้ฝึกตนนอกรีตเต็มไปด้วย
ความหวาดกลัว ในเวลานี้พวกมันจึงเริ่มแยกย้าย
กันหลบหนีราวกับผึ้งแตกรัง และต่างก็พากันไป
หลบอยู่เบื้องหลังมารดำและ ชางเสวี่ย ชิงเฟิง ใน
ตำแหน่งไกลลับ!
ผู้ฝึกตนนอกรีตทั้งหลายดูเหมือนกับเป็นแมลงวันที่
กำลังรุมตอมเรือรบจักรพรรดิเพลิงอยู่ ภายในช่วง
พริบตาก็หายไปหมด บ้างก็หลบซ่อนอยู่ไกลๆ บ้าง
ก็มุดหัวไปหลบอยู่หลัง มารดำ ซึ่งเห็นได้ชัดว่า
พวกมันรู้ว่าการกลับมาของ อู่ อวี้ ในครั้งนี้
เพื่อที่จะกลับมารวมตัวกับทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง
กลับมาทำศึกกับมารดำอีกครั้ง! การต่อสู้ในครั้งนี้
จะต้องน่าตื่นตากว่าครั้งที่แล้วอย่างทาบไม่ติด
อย่างแน่นอน!
มีหลายพันคนกำลังที่เฝั้าดู ทั้งภายในเรือรบ
จักรพรรดิเพลิงและภายนอก
เมื่อมองเห็นว่า อู่ อวี้ กลับมา เหล่าทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิงจำนวนมากต่างก็ตะโกนโห่ร้องขึ้น
ด้วยความฮึกเหิม
“อู่ อวี้ รีบกลับเข้ามา!” หัวหน้ากองร้อยหลายคน
รีบตะโกนขึ้น พวกเขากังวลว่า อู่ อวี้ กับ ฮวางฝูั่
โพ่จุน จะทำการต่อสู้ปะทะกับผู้ฝึกตนนอกรีตทั้ง
สองคน
“เร็วเข้า! ” อย่างไรก็ตามทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง
ส่วนใหญ่ ก็หวังว่าเขาจะเข้ามาข้างในก่อน ถึงจะ
รู้สึกปลอดภัย
แต่ในเวลานี้ ก่อนที่ อู่ อวี้ จะเข้าไปถึงตัวเรือรบ
จักรพรรดิเพลิง มารดำ และ ชางเสวี่ย ชิงเฟิง
ได้มาขวางกั้นเอาไว้
ภายในดวงอาทิตย์อันร้อนแรง ดวงตาทั้งสองข้าง
ของ อู่ อวี้ ลุกโชนราวกับเปลวเพลิง เสาเหยียน
หวงเบิกฟั้าที่คร่ากุมอยู่ในมือเองก็เกิดเปลวเพลิง
โหมกระหน่ำเช่นกัน คลื่นพลังความร้อนกระจาย
ออกไปทั่วทุกทิศ ไอน้ำซึ่งกลั่นระเหยได้ก่อตัวลอย
สูงจนบดบังทัศนวิสัย
“ไม่คาดคิดว่า เจ้าเต่าหดหัวผู้นี้ จะออกมาปรากฏ
ตัวได้รวดเร็วขนาดนี้ ” มารดำหัวเราะดูถูก
จากนั้นชูกระบี่ดำในมือขึ้น พุ่งตรงเข้าไปหา อู่ อวี้
ชางเสวี่ย ชิงเฟิง หันกลับไปมองที่เรือรบจักรพรรดิ
เพลิง ยกยิ้มขึ้นแล้วกล่าวว่า “ฮวางฝูั่ โพ่จุน หาก
ต้องการที่จะช่วยเหลือเขา เจ้าก็ออกมาสู้กับข้า
อย่ามัวแต่เป็นเต่าหดหัวเช่นนี้ ข้าคิดว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่
ทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงควรทำ นี่น่ะหรือทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิงอันองอาจ เหตุใดถึงปอดแหกเช่นนี้
กันนา~?”
ความหมายของพวกมันชัดเจนอย่างมากว่า
ต้องการจะโจมตี อู่ อวี้ เพื่อบังคับให้ ฮวางฝูั่ โพ่จุน
ปรากฏตัวออกมา ถ้าหากว่าพวกมันสามารถ
สังหาร อู่ อวี้ กับ ฮวางฝูั่ โพ่จุน ได้ เช่นนั่นเรือรบ
จักรพรรดิเพลิงก็ตกมาอยู่ในกำมือของพวกมัน
อย่างง่ายดาย
เป็นเพราะว่าเรือรบจักรพรรดิเพลิงถูก ฮวางฝูั่ โพ่
จุน ควบคุมอยู่ ถ้าหากว่าเขาตายไปเพราะการต่อสู้
เรือรบจักรพรรดิเพลิงก็จะกลายเป็นเรือรบไร้ซึ่งคน
ควบคุมไปในทันที
มารดำโจมตีออกมาอย่างรวดเร็วเพื่อหมายมาด
กดดัน อู่ อวี้ แน่นอนว่ามันไม่คิดที่จะให้ อู่ อวี้ ได้
กลับไปยังเรือรบจักรพรรดิเพลิงอย่างแน่นอน
เมื่อถูกล้อมรอบด้วยผู้ฝึกตนนอกรีต ทันใดนั้นก็เกิด
เป็นเสียงดังโวยวายขึ้น พวกมันมีท่าทีที่ตื่นตัว
ฮึกเฮิม คำรามออกมาอย่างดุร้าย
ภายในเรือรบจักรพรรดิเพลิง เหล่ากองทัพเซียน
ทั้งหลายต่างกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่
“ผู้บัญชาการฮวางฝูั่ ข้าคิดว่า……..” ยังไม่ทันได้
กล่าวจบ ฮวางฝูั่ โพ่จุน ก็ได้หายไปจากเรือรบ
จักรพรรดิเพลิงในชั่วพริบตา
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ