กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 399 : หวดอยางบาคลั่ง
หลังจากที่ อู่ อวี้ ได้ดูดซับจนสร้างเป็นกายาตะวัน
ฟั้าเป็นที่เรียบร้อย เขาจึงเร่งรีบกลับมา ใช้เวลา
กว่าครึ่งวันในที่สุดก็ตามมาได้ทันสำเร็จ
หลังจากที่กลับมาแล้ว เห็นว่าเรือรบจักรพรรดิ
เพลิงยังคงอยู่ เขาจึงรู้สึกผ่อนคลายขึ้น
จากนั้นเขาก็ตัดสินใจมุ่งหน้าไปเผชิญหน้ากับมาร
ดำและ ชางเสวี่ย ชิงเฟิง
ในเวลานี้ มารดำไม่กล่าวสิ่งใด ยกกระบี่ทมิฬขึ้น
พุ่งตรงเข้าไปเข่นฆ่าในทันที เมื่อกระบี่ทมิฬปรากฏ
ออกมา น่านน้ำบริเวณนี้ราวกับกำลังถูกห่อหุ้มไป
ด้วยกรงขัง ปราณกระบี่สีดำนับไม่ถ้วนกวาดผ่าน
กลายมาอยู่ในรูปแบบอสรพิษทมิฬ ปิดกั้นบริเวณ
ทะเลรอบด้านล้อม อู่ อวี้ เอาไว้
ทางฝังของเรือรบจักรพรรดิเพลิง ฮวางฝูั่ โพ่จุน
พุ่งออกมา คำรามเสียงดังสนั่น
เมื่อเห็นว่าเขาปรากฏตัวออกมา ชางเสวี่ย ชิงเฟิง
พลันระเบิดเสียงหัวเราะ พุ่งออกไปต้อนรับเขา
โดยทันที เข้าห้ำหั่นต่อสู้โรมรัมบริเวณเหมืองแร่
ทองคำวิญญาณคราม
ฮวางฝูั่ โพ่จุน เป็นผู้ที่มีความเด็ดขาดไร้ซึ่งความ
ลังเล อันที่จริงแล้วหัวหน้ากองร้อยทั้งหลายยังไม่
อาจที่จะตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวนี้ได้ทัน
แต่ถึงเช่นนั้นพวกเขาก็ไม่กล้าที่จะออกมา ในการ
ต่อสู้กับมารขาวครั้งที่แล้ว การที่พวก เฉิน ชางซง
ทั้งสองคนได้ตกตายไป มันได้ทำให้พวกเขารู้สึก
หวาดกลัวมามากพอแล้ว
“มารดำ! มารดำ!” เหล่าผู้ฝึกตนนอกรีตสายตา
กลายเป็นแดงก่ำขึ้น รู้สึกตื่นเต้นอย่างสุดขีด
ตะโกน กรีดร้องคำรามออกมา
ชีวิตของทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง ได้ฝากเอาไว้ใน
มือของ ฮวางฝูั่ โพ่จุน และ อู่ อวี้ กล่าวตามจริง
แล้ว มีบางคนได้ทำการกล่าวโทษพวกเขาทั้ง 2
คน รู้สึกว่าไม่ควรที่จะเข้าร่วมในภารกิจนี้ เพราะ
ยังไงแล้วนี่ก็เป็นเรื่องของพรรคสมุทรคราม ไม่มี
ความจำเป็นใดๆที่จะต้องทำถึงขั้นนี้…….
แต่เลือดของผู้เยาว์ทั้งหลายสูบฉีดขึ้น ความ
ต้องการต่อสู้พุ่งสูงขึ้นทะลุเสียดฟั้า
คนหลายพันจับจ้องไปที่การต่อสู้ของคนทั้ง 4
อย่างไม่ละสายตา
ในตอนนี้ ร่างของ อู่ อวี้ ราวกับว่ามีภูเขาอัคคีอยู่
1 ลูกซุกซ่อนภายใน!
กักเก็บจนมาถึงตอนนี้ จนกระทั่งมันระเบิดพวยพุ่ง
ออกมาอย่างรุนแรง!
ทุกคนรู้ดี ในครั้งที่แล้วเขาได้สังหารมารขาวไป
เนื่องจากว่าเป็นการจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่ทว่า
ในครั้งนี้ ฮวางฝูั่ โพ่จุน ยังคงค่อนข้างรู้สึกกังวลใน
ตัวของ อู่ อวี้ อยู่
จิตใจของหลายคนๆได้ตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มแล้ว
รู้สึกวิตก กังวล และ ตื่นเต้น
ย้ากกกกก!
ร่างกายระเบิดพลังอำนาจอันรุนแรงออกมา ทำให้
เลือดภายในกายเดือดพล่าน รูขุมขนทุกแห่งหนบน
ร่างของเขาปรากฏเป็นเปลวเพลิงสีทองลุกโชนขึ้น
ตูม ตูม ตูม!
ภูเขาไฟภายในร่างได้ปะทุราวกับจะไม่สามารถ
มอดดับได้ เปลวเพลิงสีทองลุกโชนม้วนกวาด
ออกไปอย่างต่อเนื่อง
วงเวทย์ศาสตราบนเสาเหยียนหวงเบิกฟั้าถูกเปิด
ใช้งานขึ้น ทำให้มีเปลวเพลิงพิโรธพวยพุ่งออกมา
ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ รู้สึกว่าเสาเหยียนหวงเบิกฟั้ามี
ความรู้สึกที่หนักมือแต่ยังพอควบคุมได้ แต่บัดนี้
ถึงแม้จะเปิดใช้งานวงเวทย์ทวียอดเทวะจนถึงขีด
สุด เมื่อ อู่ อวี้ ถือเสาเหยียนหวงเบิกฟั้าเล่มนี้ กลับ
ไม่รู้สึกหนักเหมือนเมื่อก่อนแต่อย่างใด!
“ปีศาจสวรรค์กลืนวิญญาณ!”
กระบี่ทมิฬในมือของมารดำม้วนกวาดไป
ปราณกระบี่แหลมคมนับพันนับหมื่นหวีดร้อง
คำราม สร้างเป็นเกลียวคลื่นกระแทกอันรุนแรง
ม้วนกวาดออกไป
“อู่ อวี้ ไม่ว่าจะกล่าวอย่างไรก็ตาม เจ้ายังคงรู้สึก
หวาดกลัวว่าข้าจะไปตามล่าคนของเจ้า ดังนั้นจึง
ไม่กล้าที่จะหนีไปใช่หรือไม่? ความจริงแล้วเจ้า
สามารถเลือกที่จะหลบหนีจากไปได้ ว่าแต่ทำไม
เจ้าถึงกลับมากันนะ ฮี่ฮี่…….”
มารดำไม่คาดคิดว่าเขาจะกลับมา ถ้าหากตัวมัน
เองเป็น อู่ อวี้ ในเวลานี้มันจะต้องตัดสินใจหนี
กลับไปยังนครจักรพรรดิเพลิงแล้วอย่างแน่นอน
อู่ อวี้ ไม่กล่าวสิ่งใด ยกเสาเหยียนหวงเบิกฟั้าขึ้น
ด้วยร่างกายที่ลุกโชนขึ้นด้วยเปลวเพลิงสีทอง
ก่อให้เกิดเป็นคลื่นทะเลซัดซาดอันหนักหน่วง บัดนี้
คนเร่งพุ่งไปยังทิศทางที่เงากระบี่ทมิฬของมารดำที่
กำลังปกคลุมท้องฟั้า
ปะทะ!
การปะทะในครั้งนี้ดึงดูดความสนใจของทุกผู้คน!
ในเวลานี้ พลองของ อู่ อวี้ พวยพุ่งขึ้นสู่บนฟากฟั้า
ภายใต้เสียงคำราม พลังทั่วทั้งร่างถูกปลดปล่อยขึ้น
จนถึงขีดสุด เสาเหยียนหวงเบิกฟั้าพุ่งไปบดขยี้มาร
ดำ!
“วงเวทย์จักรพรรดิหวงผ่าปฐพี!”
วงเวทย์บนเสาเหยียนหวงเบิกฟั้าถูกกระตุ้นใช้งาน
พลังของแกนกำเนิดที่เขาถ่ายพลังเข้าไปไม่ถือว่า
แข็งแกร่งเกินไป แต่ว่าเป็นเพราะพลังกายเนื้อของ
อู่ อวี้ ทำให้ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้น่า
สยดสยองเป็นอย่างมาก! ดังนั้นพลองที่เปล่งแสงสี
ทองออกมา ไม่ได้แตกต่างจากก่อนหน้านี้มากนัก
เพียงแต่ที่กล่าวมาคือการมองจากเพียงผิวเผิน
เท่านั้น!
แต่ทว่าพลังในการโจมตีกลับแตกต่างราวฟั้ากับ
ดิน!
“เคล็ดวิชากระบี่เงาทมิฬทะลวงใจ!”
มารดำสงบลง ในตอนที่ อู่ อวี้ ทำลายพลังปราณ
กระบี่ของมันแล้วพุ่งเขามา มันก็ได้สำแดงเคล็ด
วิชาแก่นแท้ฟั้าดินออกมาอีกหนึ่งวิชา!
ตูม!
ทุกคนมองเห็นได้อย่างชัดเจน พลองนั้นของ อู่ อวี้
พุ่งผ่านอุปสรรคต่างๆด้วยความเร็วที่น่าหวาดกลัว
ราวกับม้าทะยาน ในตอนที่มารดำกำลังตกอยู่ใน
ความตื่นตะลึง พลองเล่มหนึ่งได้ฝั่าเข้าไปจนไม่ทัน
ตั้งตัว พริบตาพลองนั้นก็ได้กระแทกเข้าไปที่ศีรษะ
ของมันอย่างจัง
ฟิวววว ตู้มมมม!
ภายใต้การโจมตีนั้น สีหน้าของมารดำกลายเป็น
ว่างเปล่า ทุกคนหยุดการเคลื่อนไหว ชั่วพริบตานั้น
กายเนื้อมันระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ!
ร่างกายและจิตวิญญาณแตกกระเจิงออกไป!
อันตธารหายไปจนสิ้น!
แน่นอนว่าสมบัติของมันยังเหลืออยู่ เพื่อให้ อู่ อวี้
เข้าไปเก็บเกี่ยว
เขาบุกเข้าไปตรงๆอย่างดิบเถื่อน สังหารมารดำไป
ด้วยพลังที่เหนือกว่าอย่างมิอาจต้านทานไหว!
มารดำถูกพลองของ อู่ อวี้ กระแทกฟาดเข้าไปที่
ศีรษะ ร่างกายของมันระเบิดกลายเป็นขี้เถ้า
ในทันที เรียกได้ว่าทำให้คนที่ได้ประสบกับ
เหตุการณ์ครั้งนี้จำต้องสั่นสะท้านและจดจำไป
อย่างไม่มีวันลืม
เดิมทีพวกเขาคิดว่านี่จะเป็นสงครามที่ทำให้ฟั้า
ถล่มดินทลาย แต่ทว่ามันกลับจบลงภายในชั่ว
พริบตา ก่อนหน้านี้พวกเขาต่างก็คิดว่ามารดำจะ
เป็นฝั่ายที่บดขยี้ อู่ อวี้ ลงไป ไม่เคยคิดมาก่อนว่า
อู่ อวี้ ฟาดไปเพียงครั้ง จะสามารถสังหารมารดำ
ไปได้ในทันที มารดำไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะตอบโต้
กลับไป
แม้กระทั่งในตอนที่มันตกตายลงไป ตัวมันเองก็ยัง
รู้สึกมึนงง คาดไม่ถึงว่ามันจะต้องตกตายลงไป
เช่นนี้
นี่ถือว่าเป็นการตายโดยที่มันไม่ได้ตั้งตัว……..
ฮวางฝูั่ โพ่จุน ที่กำลังใช้พลังทั้งหมดต่อสู้กับ ชาง
เสวี่ย ชิงเฟิง ฉับพลันที่ทางฝัง อู่ อวี้ เกิดเรื่อง
เช่นนี้ขึ้น ตัวเขาเองและ ชางเสวี่ย ชิงเฟิง ต่างรู้สึก
อึ้งไปในทันที……..
“อู่ อวี้……… ” ฮวางฝูั่ ชิงเฟิง กลืนน้ำลาย จริงๆ
แล้วไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่อาจจะเชื่อสายตาตนเอง
ได้ กลับเชื่อว่ามารดำอาจจะใช้เคล็ดวิชาบางอย่าง
หลบซ่อนตัวเองเอาไว้ แล้วทำให้เกิดเป็นภาพลวง
ตาขึ้นว่าตัวเองตกตายไปแล้ว……..
เขากำลังที่จะเตือนให้ อู่ อวี้ รีบกลับเข้ามา……….
ทันใดนั้น ชางเสวี่ย ชิงเฟิง กรีดร้อง แล้วทำการ
หลบหนีจากไป!
ไม่ผิด นางเข้าใจเป็นอย่างดี และรู้ว่ามารดำไม่ได้
ใช้เคล็ดวิชาใดๆ ถึงแม้ว่าจะมีเคล็ดวิชาในการ
แกล้งตายก็ตาม แต่มันไม่ได้สำแดงออกมาใน
รูปแบบเช่นนี้อย่างแน่นอน
ความจริงแล้วคนที่เชื่อว่ามันตกตายจริงๆมีอยู่ไม่
มาก!
อย่างไรก็ตามเมื่อพวกเขามองเห็น ชางเสวี่ย ชิง
เฟิง เร่งรีบหลบหนีจากไป ถึงแม้ว่าในใจพวกเขา
จะไม่อยากจะเชื่อก็ต้องเชื่อ การกลับมาของ อู่ อวี้
ในครั้งนี้ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
……
โอ้ววว!
เมื่อ ชางเสวี่ย ชิงเฟิง หลบหนีจากไปแล้ว อู่ อวี้
ไม่พูดพร่ำทำเพลง โบกสะบัดเสาเหยียนหวงเบิก
ฟั้าและทำการไล่ล่ามันไป
“เคล็ดวิชามังกรทรราชผนึกสวรรค์!”
มือซ้ายของเขาขยับมือร่ายเวทเพื่อสำแดงเคล็ด
วิชา เพียงแค่พลิกมือ พริบตาที่เท้าของ ชางเสวี่ย
ชิงเฟิง พลันปรากฏเป็นระลอกคลื่นมังกรทมิฬ
ระลอกคลื่นมังกรทมิฬได้เกิดการขยายตัว ต่อมาก็
มีมังกร 8 ตัวพุ่งออกมาทะยานขึ้นสู่ฟากฟั้า แค่
เสี้ยวอึดใจ ชางเสวี่ย ชิงเฟิง ได้ถูกพันธนาการ
ร่างกายจนขยับไม่ได้
“อู่ อวี้ ปล่อยข้าไปเถอะ เจ้าและข้าไม่ได้มีความ
เป็นปรปักษ์ต่อกัน ในตอนนี้ข้าจะไปแล้ว ข้า
ขอร้องเจ้าได้โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!”
“ข้าเข้าใจผิดไปแล้ว ที่จริงการเป็นศัตรูกับเจ้า มัน
ช่างเป็นเรื่องที่โง่เง่าสิ้นดี! ข้าขอสัญญากับเจ้า จาก
นี้เป็นต้นไปจะอยู่เพียงแค่ในเขาอัคคีกลืนวิญญาณ
ไม่กล้าออกมาให้เจ้าได้เห็นหน้าอีก!” ชางเสวี่ย ชิง
เฟิง รู้อย่างชัดเจนว่า กายเนื้อของ อู่ อวี้ ได้ถูก
ยกระดับขึ้นแล้ว!
เกี่ยวกับว่ายกระดับไปจนถึงขั้นไหน นางไม่รู้แน่ชัด
แต่อย่างน้อยนางก็รู้ว่า ถ้าหากนางไม่ยอมก้มหัวให้
วันนี้นางจะต้องตกตายไปอย่างไม่ต้องสงสัย!
จนถึงตอนนี้ ฮวางฝูั่ โพ่จุน และทัพเซียนจักรพรรดิ
เพลิง รวมทั้งเหล่าผู้ฝึกตนนอกรีตที่กำลังเฝั้าดูฉาก
เหตุการณ์นี้อย่างตกตะลึง มีเพียงเหล่าผู้ฝึกตน
นอกรีตที่หัวไว รู้ว่าเวลานี้พวกมันควรจะหลบหนี
จากไปให้ไกลที่สุด………………
ในตอนที่เคล็ดวิชามังกรทรราชผนึกสวรรค์กำลัง
ทำการพันธนาการ ชางเสวี่ย ชิงเฟิง อยู่นี้ อู่ อวี้
ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้า ชางเสวี่ย ชิงเฟิง พร้อม
กล่าวออกมาว่า “ต้องขอโทษด้วย เขาอัคคีกลืน
วิญญาณไม่มีต่อไปอีกแล้ว”
“เจ้า….ว่าอย่างไรนะ?” ชางเสวี่ย ชิงเฟิง ตกตะลึง
“ข้าได้กลืนเขาอัคคีกลืนวิญญาณเข้ามาอยู่ในร่าง
ของข้าแล้ว” อู่ อวี้ กล่าวด้วยน้ำเสียงอันเย็นชา
“เป็นไปได้อย่างไร!” ใบหน้า ชางเสวี่ย ชิงเฟิง
กลายเป็นซีดขาว เต็มไปด้วยความโศกเศร้า นาง
ได้หลุดพ้นจากพันธนาการของเคล็ดวิชามังกร
ทรราชผนึกสวรรค์ มังกรทมิฬทั้ง 8 ถูกฉีกกระชาก
ออกไป ภายในเวลาสั้นๆ ร่างกายส่วนบนของสตรี
นางนั้นได้กลายเป็นราชสีห์ และขยายขนาดใหญ่
ขึ้น กลายมาเป็นราชสีห์ขนาดใหญ่โตมโหฬาร
คำรามออกมาด้วยความโกรธ ภายใต้ความโกรธ
นั้น ก็ปรากฏเป็นดวงอาทิตย์ทรงกลมขนาดใหญ่
อยู่ภายในปากของมัน คลื่นพลังรอบตัวของมันซัด
กวาดออกไปโดยรอบอย่างรุนแรง ซึ่งพลังนี้มีความ
ร้อนที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับ อู่ อวี้ !
นี่ก็คือเคล็ดแก่นแท้พลังศักดิ์สิทธิ์ของร่างปีศาจที่
แท้จริงของมัน
อย่างไรก็ตามเมื่ออยู่ต่อหน้า อู่ อวี้ ที่กำลังคร่ากุม
เสาอยู่ในมือ!
“วงเวทย์จักรพรรดิเหยียนแหวกฟั้า!”
ภายในชั่วพริบตานั้น เพลิงพิโรธพวยพุ่งขึ้นมา ใน
ชั่วพริบตาที่กวาดเสาเหยียนหวงเบิกฟั้าไป เพียง
แค่เวลาสั้นๆ ดวงตะวันที่อยู่กลางปากของราชสีห์
พลันระเบิดออก ทำให้ร่างของ ชางเสวี่ย ชิงเฟิง
ระเบิดออกเป็นชิ้นๆ จมอยู่ภายใต้เปลวเพลิงสีทอง
ชางเสวี่ย ชิงเฟิง ที่ถูกพลองของ อู่ อวี้ ฟาดไป
เพียงครั้ง ก็ตกตายไปเช่นเดียวกับมารดำ
ในเวลานี้ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบไร้ซึ่งซุ่มเสียง
ใดๆ
จนกระทั่งเปลวเพลิงที่อยู่บนร่างของ อู่ อวี้ ดับไป
เขาจึงเก็บเสาเหยียนหวงเบิกฟั้าเข้าสู่ถุงจักรวาล
ดังเดิม บนร่างที่สวมใส่เกราะเซียนจักรพรรดิเพลิง
ได้ร่อนลงมาอยู่ด้านข้างของ ฮวางฝูั่ โพ่จุน ต่อมา
รอบด้านจึงเกิดเป็นเสียงดังเซ็งแซ่ขึ้น
ในใจของเหล่าผู้ฝึกตนนอกรีตทั้งหลายสั่นสะท้าน
เรียกได้ว่าตกตะลึงอย่างถึงที่สุด เพียงแค่ชั่ว
ระยะเวลาสั้นๆพวกมันได้ทำการกระจายตัวออกไป
ราวกับผึ้งแตกรัง ในครั้งนี้ พวกมันจะต้องหลบหนี
ออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่พวกมันจะทำได้
คาดว่าหลังจากนี้พวกมันย่อมไม่กล้าที่จะกลับมา
อีก และจะหลบหนีออกไปจากที่นี่ตลอดไป
พวกมันได้พบกับตัวตนที่น่ามหัศจรรย์และ
หวาดกลัวเข้าให้แล้ว
เมื่อผู้ฝึกตนนอกรีตทั้งหมดจากไปแล้ว ที่แห่งนี้ก็
หลงเหลือเพียงแค่ ฮวางฝูั่ โพ่จุน กับ อู่ อวี้ และยัง
มีเรือรบจักรพรรดิเพลิง
“อู่ อวี้ นี่เป็นเรื่องที่……ข้าไม่เคยคาดคิดมาก่อน
อย่างสิ้นเชิง” ฮวางฝูั่ โพ่จุน ยอมรับความจริงใน
ข้อนี้ เขาประสานสายตากับ อู่ อวี้ รู้สึกสั่นสะท้าน
อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และในใจยังเต็มไปด้วย
ความรู้สึกชื่นชม
อู่ อวี้ ได้เอาชนะคู่ต่อสู้และแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้ง
ยังสามารถเก็บเกี่ยวได้อย่างมหาศาล เขาจึงเอ่ย
ปากออกมาอย่างโล่งใจ “ในตอนที่อยู่ภายในเขา
อัคคีกลืนวิญญาณ ทำให้เก็บเกี่ยวบางสิ่งที่พิเศษได้
จึงสามารถจัดการพวกมันทั้ง 2 คนนี้ลงได้อย่าง
ง่ายดาย ในเมื่อพวกมันตกตายไปแล้ว ข้าว่า
หลังจากนี้ก็ไม่มีใครที่จะมาสร้างปัญหาให้กับพวก
เราได้อีก”
“สำหรับการต่อสู้ในระดับนี้กับภารกิจเหมืองแร่
ทองคำวิญญาณครามนับว่าไม่คุ้มค่าเลยจริงๆ”
ยามนี้ฮวางฝูั่ โพ่จุน รู้สึกมีความสุขปลาบปลื้มเป็น
อย่างยิ่ง เขาคิดว่าตนเองจะต้องตกตายไปเสียแล้ว
แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่คิดจะยอมแพ้ เพราะความ
จริงแล้วตัวเขาเองและมารดำมีฝีมือเท่าเทียมกัน
จึงทำให้ต่อสู้กันได้อย่างสูสี
แต่ในตอนนี้พวกเขาเป็นฝั่ายที่ได้รับชัยชนะ!
เขาเปิดเรือรบจักรพรรดิเพลิงพร้อมปล่อยให้เหล่า
ทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงที่ได้หลบซ่อนมาเป็น
เวลานานได้ออกมาทีละคน แน่นอนว่าพลังจากที่
พวกเขาออกมาทั้งหมดแล้ว ทุกคนก็มองไปยัง อู่
อวี้ ราวกับว่ากำลังมองไปยังเทพเซียน บัดนี้พวก
เขาอยู่ในอาการตกตะลึงไปโดยสิ้นเชิง!
“ผู้บัญชาการอู่!”
ทุกคนในค่ายเทียมฟั้าต่างรีบพุ่งเข้าไป โอบล้อม อู่
อวี้ เอาไว้
พวกเขาทุกคนต่างก็เต็มไปด้วยความเลื่อมใส
ศรัทธาในตัว อู่ อวี้ !
ผู้ที่ก่อนหน้านี้คิดที่จะหลบหนีจากไปต่างพากัน
รู้สึกอับอายในความขลาดเขลาของคนเอง ซึ่งเมื่อ
เทียบกับ อู่ อวี้ แล้ว พวกเขาขาดสิ่งที่สำคัญอย่าง
ยิ่งไปอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือความกล้าหาญ!
ฮวางฝูั่ โพ่จุน ประกาศขึ้นว่า “ต่อไปจงทำตาม
คำสั่งของข้า พวกเรายังจะต้องเฝั้าอยู่ที่นี่ต่อ
หลังจากที่ผ่านไปอีก 2 เดือน ภารกิจของพวกเรา
จึงจะเสร็จสิ้น หากไม่มีคำสั่งจากข้า ห้ามไม่ให้ผู้ใด
ละทิ้งภารกิจนี้ไป!”
“ขอรับ!”
ความตั้งใจในการต่อสู้ของเหล่าทหารหาญเพิ่มขึ้น
จนอยู่ในระดับสูงสุด
แน่นอนว่าหลังจากนี้น่าจะไม่มีผู้ฝึกตนนอกรีตอีก
ต่อไปแล้ว หากกล้าที่จะมาท้าทายกองทัพแห่งนคร
จักรพรรดิเพลิง พวกมันจะต้องพบเจอกับตัวตนที่
เก่งกาจราวกับเทพเซียน
ภายใต้การจัดการของ ฮวางฝูั่ โพ่จุน เหล่าทหาร
แห่งทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงจึงตั้งกองบัญชาการ
อยู่ในที่แห่งนี้
อู่ อวี้ รับผิดชอบทางด้านตะวันตก ส่วนเขา
รับผิดชอบทางด้านตะวันออก
หลังจากจัดแจงทุกอย่างเสร็จสิ้น
ฮวางฝูั่ โพ่จุน กล่าวขึ้นว่า “อันที่จริงการที่เจ้าได้
สังหารยอดฝีมือไปถึง 3 คน เช่นนั้นผลเก็บเกี่ยวที่
ได้รับจะต้องไปไกลเกินกว่าภารกิจในครั้งนี้
แน่นอน”
เมื่อรวมๆไปแล้วคาดว่าน่าจะมีมูลค่าใกล้เคียงกับ
เม็ดยาปราณมรกตถึง 3,000 เม็ด! แน่นอนว่ายัง
มีทรัพสมบัติประเภทอื่นๆอยู่ รวมถึงศาสตราเต๋า
อีกด้วย
อู่ อวี้ ยิ้มแล้วยิ้มอีก จริงๆแล้วครั้งนี้นับได้ว่าเขา
เก็บเกี่ยวได้อย่างมหาศาล
ทันใดนั้นเขาก็เห็นว่าในทิศที่ห่างไกลมีแสงกระบี่
สองสายอันคุ้นเคยพุ่งตรงมา ยามที่ปรากฎตัว
ขึ้นมาจึงรู้ได้อย่างชัดเจนว่านี่ย่อมเป็นคนจาก
นิกายเซียนซูซันอย่างแน่นอน
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ