กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 4 ในเวลาเช่นนี้ !"
“เป็นไปไม่ได้ ผู้อยู่ในสละร่างขั้นที่ 4 จะมีพลังเพิ่มขึ้น
เพียงแค่ 20 ม้าศึกเท่านั้น แต่มันผู้นี้มีพลังอย่างน้อย
ถึง 120 ม้าศึก! ”
“มหัศจรรย์! สวรรค์∼ มหัศจรรย์ยิ่งนัก! ”
เมื่ออู่ อวี้ ได้ท าการเปลี่ยนถ่ายโลหิตขณะต่อสู้ ได้
สร้างความสั่นสะท้านตื่นตะลึง แก่สายตาของเหล่า
ศิษย์ที่อยู่บนยอดเขาหมิงเทียนกว่า 30 ชีวิต
จะไม่ให้ตกตะลึงได้อย่างไร เพราะในตอนนี้สละร่าง
ขั้น 4 ก าลังท าการต่อสู้กับ สละร่างขั้นที่ 7 อย่างสูสี!
ภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏ ได้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่
ผู้พบเห็นราวกับโดนค้อนทุบ ในเวลานี้สมองของทุก
ผู้คนนั้นว่างเปล่า ภาพเดียวที่ปรากฏในสมองของทุก
ผู้คนตอนนี้ก็คือ ภาพของอู่ อวี้ ก าลังเปลี่ยนถ่าย
โลหิต
นี่คือการเปลี่ยนถ่ายโลหิตครั้งที่สองของเขา
เขาผ่านเหตุการณ์ ความยากล าบากมาแล้วหลาย
ร้อยครั้ง เขาจึงเรียนรู้เทคนิค และ ได้เตรียมความ
พร้อม เพื่อรับมือกับความยากล าบากนี้มาเป็นอย่างดี
จากการค านวณอย่างแม่นย าทั้งเวลา และ สถานที่
ทุกอย่างช่างพอเหมาะพอเจาะในการเปลี่ยนถ่าย
โลหิต ซึ่งรวมถึงประการสุดท้ายก็คือ การปรารถนาที่
จะดับลมหายใจของซือตู๋ คัง ข้อนี้เองที่เป็นแรง
ขับเคลื่อนอันยิ่งใหญ่ของการเพิ่มศักยภาพของเขา
ในตอนนี้
สีหน้าของซือตู๋ คังเปลี่ยนไปเล็กน้อย ทางด้านซือตู๋
จินที่มุ่งหมายจะตัดศีรษะ ด้วยความตื่นตะลึงเมื่อ
เห็นปรากฏการณ์ดังกล่าว ก็ท าให้มันต้องร่นถอย
หลังออกไปถึงสามก้าว จากนั้นมันก็กล่าวขึ้นว่า ”
แม้ว่ามันจะอยู่ในวัยสิบห้าปีแล้วก็ตาม แต่มันกลับ
ฝืนชะตาได้อย่างน่าหวาดกลัว ท่านพี่ใหญ่เราต้องตัด
ไฟเสียแต่ต้นลม เราจะต้องฆ่ามัน! ”
“หุบปากซะ! ”
แม้แต่ซือตู๋ คังเอง ก็ตะหนักถึงความจริงในข้อนี้เป็น
อย่างดี ถึงแม้อู่ อวี้จะอยู่ในระดับสละร่างขั้น 4 แต่
ความแข็งแกร่งของ อู่ อวี้ นั้นกลับแข็งแกร่งมากกว่า
ตน หากปล่อยคนผู้นี้ไป ในภายภาคหน้าครั้นมันเติบ
ใหญ่ มันจะต้องเป็นศัตรูที่น่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง
กระบี่มรณะ พุ่งแทงไปยังล าคอของอู่ อวี้อย่าง
รุนแรง
* ตูมมมมม! *
เมื่อการปลูกถ่ายโลหิตส าเร็จเสร็จสิ้น อู่ อวี้ ก็เข้าสู่
การสละร่างขั้นที่ 5 อย่างสมบูรณ์
หลอมรวมกล้ามเนื้อ บดขยี้เส้นเอ็น ชะล้างกระดูก
เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้อวัยวะภายใน !
ณ เวลานี้ อู่อวี้ ได้กลับมาอยู่ระดับขั้นเดิม ก่อนตัว
เขาจะกลืนกินผงพรากวิญญาณลงไป แต่ครั้งนี้เขา
กลับแข็งแกร่งกว่าในช่วงเวลานั้นอย่างเทียบไม่ติด
ก่อนที่คมกระบี่เฉียดใกล้ล าคอ ทันใดนั้นเองเปลือก
ตาของอู่ อวี้ก็ลืมขึ้น ก่อนตัวเขาจะถูกสังหาร
ช่วงเวลาวิกฤต!
อู่ อวี้ ยิ้มเยาะขึ้นที่มุมปาก ดวงตาของเขาคมกริบ
ราวกับเหยี่ยว ทันใดนั้นเขาก็เอื้อมมือ ออกไปจับคม
กระบี่เอาไว้ได้อย่างรวดเร็ว ซือตู๋ คังแสดงสีหน้า
ประหลาดใจ นั่นเป็นเพราะว่ามันไม่สามารถขยับ
เขยื้อนกระบี่ของตนเองได้ ฝ่ามือแข็งแกร่งราวกับ
เหล็กกล้า ก าลังจับแน่นอยู่บนใบกระบี่หนาของซือตู๋
คัง ด้วยความแข็งแกร่งนี้ท าให้มัน ไม่สามารถขยับ
เขยื้อนได้แม้แต่น้อย!
“อะไรกัน!”
เหล่าศิษย์ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ ต่างตกตะลึงกับภาพที่
เห็น
แม้เด็กชายจะไร้ซึ่งอาวุธ แล้วใช้เพียงแค่ปลายนิ้วมือ
จับลงบนคมกระบี่ ก็สามารถสยบข่มคมกระบี่ ซึ่งมุ่ง
หมายปลิดชีพตนเอาไว้ได้
ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ท าให้ซือตู๋ จิน ราวกับถูก
ฟ้าผ่าตอนกลางวันแสก ๆ
สีหน้าของซือตู๋ คัง แปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดลง
ในทันที มันสัมผัสได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่ ที่แผ่ออกมา
จากร่างกายของอู่ อวี้ อู่ อวี้ใช้เพียงแค่ปลายนิ้วจับ ก็
สามารถหยุดการเคลื่อนไหวของคมกระบี่ลงได้อย่าง
สมบูรณ์ แล้วตัวมันก็ไม่สามารถขยับเขยื้อน
เคลื่อนไหวไปไหนได้
ใช่แล้ว หลังจากอู่ อวี้เปลี่ยนถ่ายโลหิตเสร็จสมบูรณ์
พลังม้าศึกภายในกายของเขาก็พุ่งทะยานกลายเป็น
300 ม้าศึก ส่วนพลังของซือตู๋ คังมีเพียงแค่ร้อยกว่า
ม้าศึกเท่านั้น
“น้องสอง ไปเรียกซือตู๋ หมิงหลางมาเร็ว! ” ขณะที่
ซือตู๋ คังก าลังอยู่ในอาการตกตะลึง มันก็นึกขึ้นมาได้
ถึงน้องชายคนเล็ก มันมั่นใจอย่างยิ่งว่าน้องชายคน
เล็ก จะต้องมาช่วยเหลือมันอย่างแน่นอน
แต่เสียงของมันก็หยุดชะงักลงอย่างฉับพลัน
เพราะมือข้างหนึ่งของอู่ อวี้จะหยุดคมกระบี่เอาไว้
แต่มืออีกข้างของเขาก็ยังเหลือก าปั้นลุ่นๆอยู่ ทันใด
นั้นเองเขาก็เหวี่ยงก าปั้นอัดลงไปตรงส่วนหน้าอกของ
ซือตู๋ คังอย่างจัง ปังงงงง!!! เมื่อแรงอัดมหาศาลบด
ขยี้งลงบนชุดเกราะ ชุดเกราะของซือตู๋ คังแตก
กระจัดกระจายล่วงลงสู่พื้นดินในทันที
” อั่คคคคค!!!! ”
มือข้างที่จับด้ามกระบี่ของซือตู๋ คัง ต้องหลุดออก
เพราะแรงบดอัดนั้น ดวงตาของมันเบิกโพลง โลหิตสี
แดงสดกระอักออกมาจากปากพุ่งกระจายลงสู่พื้น
อวัยวะภายในร่างของมันแหลกละเอียด โลหิตสีด า
ไหลซึมออกมา
“พี่ใหญ่∼∼∼! ”
ใบหน้าซือตู๋ จินซีดเผือดไร้สีโลหิต เข่าของมันทรุดลง
กับพื้นดินทันที เมื่อเห็นภาพดังกล่าว
มันคาดหวังจะเห็นพี่ชายของมันซือตู๋ คังคว้าชัยชนะ
แต่มันไม่ได้คาดหวังจะได้เห็นภาพฉากการตายของ
ซือตู๋ คังแต่ประการใด
บัดนี้ทายาทของตระกูลซือตู๋ได้หมดสิ้นแล้ว
ภาพฉากการตายที่เกิดขึ้น ได้ท าให้บรรยากาศ
โดยรอบนั้นเงียบสนิท ส่งผลให้เหล่าฝูงชนผู้เฝ้าดู
เหตุการณ์ ต่างก้าวถอยหลังออกไปอย่างไม่รู้ตัว
ดวงตาของพวกมันเจิดจ้าเมื่อจ้องมองไปยังอู่ อวี้
ความหวาดกลัวแล่นผ่านจิตใจของพวกมัน ราวกับว่า
พวกมันก าลังอยู่ในฝันร้าย
แม้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะอยู่ในระดับชั้นฟ้า สละร่างขั้นที่
5 ซึ่งอาจจะเทียบเท่ากับใครหลายคนก็ตามที แต่เด็ก
หนุ่มกลับมีพลังที่เหนือกว่า และ แข็งแกร่งกว่าพวก
มันมาก
“ข้าจะไม่ยอมให้เจ้ามีโอกาสอีก ต่อให้มันจะน้อยนิดก็
ตามที”
ใบหน้าอู่ อวี้ไร้ซึ่งความแยแส ถึงแม้ว่าตัวเขาจะ
สังหารไปแล้วถึง 4 คนก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าชีวิตของ
คนทั้ง 4 จะไม่สามารถท าให้ความเคียดแค้นชิงชัง ที่
อัดอั้นอยู่ภายในจิตใจของเขาลดทอนลงแม้แต่
น้อย เพราะบุคคลที่มันเคียดแค้นชิงชังมากที่สุดก็
คือ ซือตู๋ จิน ใช่แล้ว…เขาเกลียดชังมันผู้นี้ ซือตู๋ จิน
เขาพุ่งตัวไปเก็บกระบี่ปราบมาร จากนั้นก็เดินก้าว
เท้าไปข้างหน้า 2-3 ก้าวอย่างช้า ๆ เพื่อมุ่งไปหาซือตู๋
จินซึ่งก าลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น สภาพของมันเสมือน
กับคนไร้ซึ่งจิตวิญญาณ นับตั้งแต่ที่มันทรุดเข่าลง
“เงยหน้าขึ้น ” อู่ อวี้ชี้ปลายกระบี่ปราบมารไปที่มัน
พร้อมกับจ้องมอง
“อะ… อู่ อวี้ น้องชายคนเล็กของข้า ซือตู๋ หมิงหลาง
… ”
ซือตู๋ จินเพ่งมองอย่างยากล าบาก เนื่องจากในเวลานี้
ดวงตาของมันท่วมท้นไปด้วยโลหิต ความอัปยศ อัด
อั้น เคียดแค้น ท าให้มันต้องหลั่งน้ าตาออกมาเป็น
สายโลหิต มันจ้องมองไปทางอู่ อวี้ ด้วยดวงตาที่เต็ม
ไปด้วยโลหิต หากมองลึกลงไปภายในแววตาของมัน
นั้น กลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ปะปนไปด้วย
ความรู้สึกเศร้าเสียใจ
“ท่านลุงเสิ่นเคยกล่าวเอาไว้ว่า มนุษย์ปถุชนธรรมดา
มิอาจต่อสู้กับเทพเซียนอมตะได้ แต่ค ากล่าวนั้นผิด!
เพราะเหตุใดน่ะหรือ ก็เพราะว่าตราบใดที่มนุษย์
สามารถเป็นเซียนอมตะได้ เขาผู้นั้นก็จะสามารถ
จัดการกับเซียนอมตะได้เช่นกัน เจ้าก็เห็นแล้วใช่
หรือไม่ซือตู๋ จิน” อู่ อวี้ จ้องมองไปที่ซือตู๋ จิน ด้วย
ดวงตาที่เต็มไปด้วยเพลิงแค้น
” ชะ..ใช่ ” ซือตู๋ จิน รีบพยักหน้าอย่างตื่นตระหนก
ขณะนี้ผู้เฝ้าดูเหตุการณ์ ต่างเริ่มหายใจหายคอกันไม่
ออก
อู่ อวี้ แหงนหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟ้า ราวกับว่าได้
เห็นเสิ่น อู๋เต้า อยู่ในเมฆหมอกนับไม่ถ้วนที่ก าลัง
ล่องลอยอยู่บนท้องนภานั้น ราวกับว่าชายชรา
สามารถรับรู้ สามารถเป็นสักขีพยานต่อสิ่งที่เขาได้
กระท าลงไป
” ท่านลุงเสิ่นคอยปกป้องข้า โดยไม่ค านึงถึงภัยพิบัติ
ใดๆ ที่จะเกิดขึ้นกับตน ข้า อู่ อวี้ จะมิยอมให้ท่าน
ต้องตายเปล่า ข้ายอมตายเสียยังดีกว่าต้องอดทนก้ม
หน้ากับความอัปยศ ขอบคุณท่านมากที่ท าให้ข้าได้
เกิดใหม่เช่นนี้ จงหลับให้สบายเถิด! ”
* ฉัวะ!!! *
เมื่อสิ้นค าพูดนั้น กระบี่ปราบมารก็ตัดลงไปบนล าคอ
ของซือตู๋ จิน ศีรษะของซือตู๋จินพุ่งกระเด็นออกจาก
คอ จากนั้นก็แล่นออกไปอย่างไร้ทิศทาง และ ล่วงลง
สู่พื้นดินบนยอดเขาหมิงเทียนในที่สุด
แต่ส าหรับอู่ อวี้แล้ว จิตวิญญาณของเขาก าลังพลุ่ง
พล่าน
“นี่คือวิถีแห่งเซียนอมตะ”
แม้นวิธีการจะโหดร้าย แต่เป็นเพราะว่าทุกก้าวย่างที่
อยู่บนเส้นทางของผู้ฝึกตน นั้นเต็มไปด้วยการแข่งขัน
ผู้ฝึกตนนั้นต้องต่อสู้กับสวรรค์ ต้องต่อสู้กับปฐพี ต้อง
ต่อสู้กับผู้คน และ ต้องต่อสู้กับมารปีศาจ !
ในสนามรบอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ ต้องเป็นผู้ที่แข็งแกร่ง
เท่านั้นถึงจะสามารถยืนหยัดอยู่ได้
” ผู้ฝึกตนคือ การปล้นชิง ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะ
สามารถยืนหยัดต่อเจตจ านงของตนเองได้”
ประโยคนี้คือการปฏิบัติตน ในขั้นพื้นฐานของผู้ฝึกตน
หลังจากซือตู๋ จินได้ตกตายไป ความโกรธแค้นที่อัด
แน่นอยู่ภายในหัวใจของอู่ อวี้ ก็สลายหายไปจนหมด
สิ้น เขาแหงนหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟ้าเหมือนกับ
มนุษย์คนหนึ่ง เพราะขณะนี้ประกายสีทองอันงดงาม
เจิดจ้า ซึ่งเคยแผ่ออกมาจากทั่วร่างของเขาได้หายไป
แล้วเช่นกัน ราวกับว่าเหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้นมา
ก่อน
ศิษย์ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ต่อสู้ก าลังเฝ้าดูเขาอย่างเงียบ
งัน
บัดนี้ภาพของอู่ อวี้ได้กลายเป็นฝันร้าย ตราตรึงฝัง
แน่นอยู่ภายในจิตใจของพวกเขาไปเสียแล้ว แต่ทว่า
การสังหารศิษย์ร่วมส านักไปถึง 5 คน เป็นเรื่องยากที่
จะปกปิด และ ตัวเขาจะยังสามารถปลอดภัยอยู่ได้
เพราะที่นี่คือยอดเขาหมิงเทียน
” พี่ใหญ่ พี่รอง ”
ในทันทีที่ศีรษะของซือตู๋ จินหลุดจากล าคอ และ
กระเด็นออกไปไม่ไกลนัก มีบุรุษหลายคนพร้อมกับ
สตรีได้ปรากฏตัวอยู่ด้านหลัง พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้ขี่
นกกระเรียนสวรรค์ แต่พวกเขาเหล่านี้กลับขี่วิหค
ยักษ์ตัวสีขาวบริสุทธิ์ ซึ่งพวกมันมีความเร็วในการ
เคลื่อนตัวมากกว่านกกระเรียนเป็นอย่างมาก กลุ่ม
บุรุษหนุ่ม และ หญิงสาว กระโดดลงมาจากวิหคยักษ์
คนเหล่านี้เปรียบได้กับดวงตะวันอันเจิดจ้า เป็นเหล่า
ผู้ฝึกตนซึ่งมุ่งหมายไปสู่ชั้นเซียน ความสุขุม และ
ความเยือกเย็น ที่คนเหล่านี้แสดงออกมา บ่งบอกได้
ว่าพวกเขาล้วนเป็นศิษย์หลัก
พวกเขามีความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง อีกทั้งยังมีวร
ยุทธเหนือกว่าอู่ อวี้ คนเหล่านี้ต่างอยู่ในเส้นทางแห่ง
เซียนที่แท้จริง!
ภายในกลุ่มของบุคคลเหล่านั้น มีเด็กชายผู้หนึ่ง ซึ่งมี
วัย 13 ปี ร่างกายของมันยังไม่สูงเต็มที่ มันมี
ทรวดทรงอรชรอ้อนแอ้น และ รูปโฉมราวกับอิสตรี
เส้นผมสีเงินยาวสยายราวกับเส้นไหม ดวงตาสีฟ้า
สว่างสดใส มันจัดเป็นบุรุษที่มีรูปสมบัติทั้ง 5 เป็น
ทรัพย์สมบัติอย่างแท้จริง ภายใต้ความเร่งรีบของ
ศิษย์หลัก พวกมันรีบปรี่เข้าไปห้อมล้อมร่างของอู่ อวี้
ไว้ เนื่องจากพวกมันได้เห็นภาพฉากการตายของ
ซือตู๋ คัง และ ซือตู๋ จิน แก่ประจักษ์สายตาของตน
และเด็กชายผู้ วัย 13 ปี ซึ่งมีรูปลักษณ์คล้ายกับ
เด็กหญิงผู้นี้ ก็คือ ซือตู๋ หมิงหลาง นั่นเอง
…………………………………..
♡(⺣◡⺣)♡* เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ