กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 403 : เริ่มตนเสนทางแหงเตาใหมอีกครั้ง
เมื่อมีเวลา และ อู่ หยู๋ ไปทำการบ่มเพาะด้วย
ตนเอง ในตอนนี้ อู่ อวี้ ได้เตรียมวัสดุต่างเสร็จสิ้น
เป็นที่เรียบร้อย จากนั้นเขาได้วางค่ายกลล้านกระบี่
จนปกคลุมไปทั่วทั้งอาณาจักรบูรพาเยว่อู่
ค่ายกลล้านกระบี่นี้ เป็นมหาเวทย์ฟั้าดินที่ดีที่สุดที่
อู่ อวี้ สามารถจัดตั้งได้ ซึ่งปกติแล้วย่อมไม่อาจที่
จะสังเกตุเห็นถึงร่องรอยของค่ายกลนี้ แต่เมื่อใดที่
ถูกกระตุ้นจากการโจมตีภายนอก ก็จะมีปราณ
กระบี่นับล้านพวยพุ่งออกมา ทำให้บุคคลภายนอก
ไม่อาจเข้ามาได้
เมื่อเทียบ ค่ายกลล้านกระบี่กับค่ายกลหมื่นกระบี่
ของนิกายกระบี่สวรรค์แล้ว ย่อมไม่สามารถนำมา
วัดค่าได้แม้เพียงเสี้ยว
นี่นับเป็นครั้งแรกที่ อู่ อวี้ ก่อตั้งค่ายกลล้านกระบี่
วัสดุที่จำเป็นต่อการวางค่ายกลนี้มีทั้ง สมบัติล้ำค่า
วิญญาณเซียน ซึ่งตัวเขาได้เตรียมมาเป็นที่
เรียบร้อยแล้ว ภายในค่ายกลเขาได้วาดวงเวทย์ลง
ไปอีก ซึ่งในตอนนี้ถือว่าเขาทำได้อย่างคล่องแคล่ว
ทีเดียว ถึงแม้ว่านี้จะเป็นครั้งแรก แต่ด้วยภายใต้
การควบคุมอย่างละเอียดรอบครอบ เขาก็ยังคงทำ
ได้เสร็จตรงตามเวลาที่คาดการณ์เอาไว้
เมื่อมันถูกเปิดใช้งานขึ้น อาณาจักรบูรพาเยว่อู่ก็จะ
อยู่ภายใต้การปั้องกันจากค่ายกลล้านกระบี่ซึ่ง
นับว่ามีความปลอดภัยอย่างยิ่ง
หลังจากผ่านพ้นไปเป็นเวลา 1 เดือน
ค่ายกลล้านกระบี่ถูกติดตั้งเป็นที่เรียบร้อย ส่วน อู่
หยู๋ ได้ทะลวงขึ้นมาอยู่ในขอบเขตหลอมรวม
ลมปราณแล้ว ด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ ในตอนนี้นางจึง
สามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาเต๋าได้แล้ว
ในอนาคต การบ่มเพาะด้วยตัวนางเองย่อมมี
ความก้าวหน้าขึ้น
หลังจากที่จัดการทุกสิ่งทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ถึง
เวลาที่ อู่ อวี้ จะต้องจากไปแล้ว
ก่อนที่ตัวเขาจะจากไป เขาได้มอบแผ่นยันต์
ช่วยชีวิตจำนวนมากพร้อมกับแผ่นยันต์สื่อสารที่
สามารถติดต่อกับเขาให้ อู่ หยู๋ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
แผ่นยันต์สื่อสาร เขาได้มอบมันไว้ให้นางติดตัวถึง
100 แผ่น
“หากมีเรื่องอันใด หรือว่าคิดถึงข้า ท่านสามารถ
ติดต่อข้าได้ทันที ” อู่ อวี้ เอ่ยบอกนาง
“เจ้าเป็นคนที่รอบคอบจริงๆ”
อู่ อวี้ นั้นได้ใช้กำลังความคิดอย่างหนักหน่วงเพื่อ
ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง
ในความเป็นจริง ถ้าหากไม่ใช่เพราะอุปสรรคใน
เรื่องระยะทางของเขากับร่างอวตาร และหากว่า
มันไม่ห่างมากจนเกินไป เขายินดีที่จะทิ้งกองกำลัง
ร่างแยกทั้งหมด ให้อยู่เฝั้าปกปั้องที่นี่ตลอดไป
ในตอนนี้เรื่องระยะทางเขาไม่ค่อยมั่นใจนัก แต่เขา
ได้ค้นพบว่า พลังการต่อสู้ของร่างอวตารได้ถูก
ยกระดับขึ้น และระยะห่างในการทิ้งร่างแยกเอาไว้
ก็ไกลยิ่งขึ้น
“ยังมีของบางสิ่ง ที่ข้าจะนำไปฝากไว้ที่ท่าน
อาจารย์ของข้า ถ้าหากว่าท่านมีความก้าวหน้าขึ้น
เขาจะส่งมาให้ท่านเอง” อู่ อวี้ เอ่ยกำชับนาง
อู่ หยู๋ รู้ดีว่าเขาไม่เต็มใจที่จะจากที่นี่ไปอย่างนี้
ดังนั้นใบหน้าของนางจึงยกยิ้มตลอดเวลา พร้อม
ทั้งกล่าวว่า “ชายชาตรี ไม่หวนกลับหลัง ไปเถอะ
เมื่อมียันต์สื่อสารเหล่านี้ ย่อมไม่ได้เป็นเหมือนกับ
เมื่อก่อนแล้ว ข้าเข้าใจถึงสถานการณ์ของเจ้า
เช่นนั้นข้าจะรอเจ้าอยู่ที่นี่”
“โปรดรอข้า”
อู่ อวี้ เอ่ยออกมาด้วยความจริงจัง
ไม่ใช่รอเขากลับมาในครั้งหน้า แต่เป็นรอให้เขา
กลับมาเพื่อเปลี่ยนแปลงนาง
เขาอยากให้ตนเองพา อู่ หยู๋ ไปได้สูงยิ่งกว่านี้
ไม่ใช่เพียงแค่ระดับหลอมรวมลมปราณ
“ได้”
สำหรับค่ายกลล้านกระบี่ ในตอนนี้ อู่ หยู๋ ยังไม่
สามารถควบคุมมันได้ ซึ่งเรื่องนี้ อู่ อวี้ จะฝากไว้
ให้กับ เฟิง ซัวหยา จากนั้นเขาจะให้อาณาจักร
บูรพาเยว่อู่เป็นเหมือนกับฐานทัพแห่งที่สองของ
นิกายกระบี่สวรรค์
เขาบินทะลุชั้นเมฆขึ้นไป พริบตาเดียวก็หายไปจาก
น่านฟั้าของอาณาจักรบูรพาเยว่อู่ภายใต้การจ้อง
มองอย่างอบอุ่นของ อู่ หยู๋
อู่ หยู๋ จ้องมองไปยังทิศทางที่ อู่ อวี้ ได้หายไปเป็น
เวลานาน จนกระทั่งดวงตะวันตกลับ
ตั้งแต่ที่เขาออกมาจากอาณาจักรบูรพาเยว่อู่ อู่ อวี้
ก็ได้มุ่งหน้าไปยังนิกายเซียนกระบี่สวรรค์ทันที
ในตอนนี้ นิกายกระบี่สวรรค์แห่งนี้ยังไม่รู้ว่า อู่ อวี้
ได้กลับมายังอาณาจักรบูรพาเยว่อู่
ภายในชั่วพริบตา เขามาปรากฏตัวอยู่บนนภากาศ
ของเทือกเขาคราม
เขาไปปรากฏตัวอยู่ที่สุสานของ เสิ่น อู่เต้า เป็นที่
แรก แต่ทว่าสถานที่แห่งนี้ถูกน้ำพุพลังฟั้าดินขึ้นมา
แทนที่ไปแล้ว น้ำพุพลังฟั้าดินยังคงพวยพุ่งออกมา
อย่างต่อเนื่อง กลิ่นอายของพลังฟั้าดินในตอนนี้ยัง
มากกว่าเมื่อก่อนอยู่นิดหน่อย
“ท่านลุงเสิ่น”
เมื่อ อู่ อวี้ มาอยู่เบื้องหน้าสุสานแห่งนี้ เขาคุกเข่า
และคำนับลงไป
“กลับมาแล้วรึ” เฟิง ซัวหยา มาปรากฏตัวอยู่ที่
เบื้องหลังของเขา เขาเอนกายพิงต้นไม้ น้ำตาอุ่นๆ
คลออยู่ที่เบ้าตา
“ท่านอาจารย์” อู่ อวี้ ยันกายขึ้นมา จากนั้น
คุกเข่าลงไปที่เบื้องหน้า เฟิง ซัวหยา ในไม่กี่ปีมานี้
นอกจาก เฟิง ซัวหยา แล้ว เขาไม่ได้คำนับใครเป็น
อาจารย์คนที่ 2 เลย
เฟิง ซัวหยา ได้ฝึกตนมาจนถึงขั้นสร้างแกนนภา
ระดับที่ 3 มีความก้าวหน้าขึ้นมาเล็กน้อย แน่นอน
ว่าเมื่อเทียบกับ อู่ อวี้ แล้ว ระยะห่างระหว่างพวก
เขาค่อนข้างไกล
เฟิง ซัวหยา เป็นคนที่ช่วยชีวิตตนเองไว้ และเป็น
คนที่พาเขาเข้ามาอยู่ในโลกแห่งเซียน ถึงแม้ว่าจะ
ไม่แข็งแกร่ง แต่เขาเป็นคนที่ อู่ อวี้ นับถือมาก
ที่สุด
นัยน์ตาของ เฟิง ซัวหยา แดงก่ำ เขาตรงเข้าไป
ประคองและจ้องมองไปที่ อู่ อวี้ พยักหน้าชื่นชม
อย่างต่อเนื่อง ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอยู่
เล็กน้อย
“หลาน ฮั้วหยุน มีโอกาสได้ไปที่นิกายเซียนและได้
ยินถึงข่าวคราวของเจ้า ข้าเคยได้ไปที่เมืองตงหวง
จึงได้สอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์ของเจ้าในนิกาย
เซียนซูซัน และหลังจากนั้นก็ไปที่นครจักรพรรดิ
เพลิง จนได้รู้เรื่องของเจ้าหมดแล้ว” เฟิง ซัวหยา
เอ่ยด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น
“ท่านอาจารย์ ข้าขอโทษด้วย ข้าถูกขับไล่ออกมา
จากนิกายเซียนซูซัน ทำให้ท่านต้องผิดหวัง…….”
อย่างไรก็ตามเรื่องที่เขาออกจากนิกายเซียนซู
ซันมา ในหัวใจของก็ยังรู้สึกมีความเสียใจ
เฟิง ซัวหยา ส่ายหัวแล้วกล่าวว่า “เจ้าไม่จำเป็นที่
จะต้องมาขอโทษขอโพยข้า ข้าแค่ต้องการให้เจ้า
ได้มีอนาคตที่กว้างไกล สำหรับข้าแล้วความคิด
เกี่ยวการที่เป็นผู้ถูกขับไล่ออกมา ไม่อาจที่จะส่งผล
กระทบกับเจ้าได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับตัวเจ้าข้า
ไม่คู่ควรที่จะเป็นอาจารย์คอยให้คำแนะนำกับเจ้า
ได้แล้ว บอกได้เพียงแค่ นิกายเซียนซูซันนั้นไม่
เหมาะกับพวกเรา”
เฟิง ซัวหยา เกิดความรู้สึกสะเทือนใจเมื่อมองไปที่
เขา พร้อมกล่าวออกมาตามอารมณ์ “ในตอนแรก
ข้าได้ช่วยเจ้าออกมาจากเงื้อมมือของปีศาจ
อสรพิษ ไม่คาดคิดเลยว่า เดิมทีคิดว่าเจ้าเป็นศิษย์
คนหนึ่งที่มีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยม เป็นลูกศิษย์ที่น่า
ทึ่งที่สุดที่ข้าเคยเจอมาในชีวิตนี้ ข้าไม่เคยคิดมา
ก่อน ว่าเจ้าจะสามารถกลายเป็นบุคคลสำคัญยิ่ง
บนทวีปแห่งทวยเทพ อู่ อวี้ เจ้าในตอนนี้ได้
กลายเป็นบุคคลอันดับต้นๆที่สามารถเปลี่ยนแปลง
สถานการณ์ต่างๆบนทวีปแห่งทวยเทพได้แล้ว
……”
ตอนที่เขาได้ยินเรื่องของ อู่ อวี้ จากในเมืองตงหวง
เขาแม้กระทั่งคิดว่า อู่ อวี้ ที่ผู้คนเล่าลือกันนั่นไม่ใช่
อู่ อวี้ ที่เป็นศิษย์ของเขา กระทั่งก่อนหน้านี้เขายังมี
ข้อสงสัยอยู่ จนกระทั่งในตอนที่เขาได้มาพบกับ อู่
อวี้ ในเวลานี้
เพราะว่า อู่ อวี้ สวมใส่เกราะเซียนเหยียนหวงอัน
องอาจ
เมื่อข่าวนี้แพร่กระจายมาจนถึงนิกายกระบี่สวรรค์
ทุกคนรู้สึกตกใจไปตามๆกัน มีคนถึง 9 ใน 10
ส่วนไม่กล้าที่จะเชื่อได้ หลาน ฮั้วหยุน ก็ได้ไป
ตรวจสอบหลายครั้ง และไม่คาดคิดว่ายิ่ง
ตรวจสอบหาหลักฐานเพิ่มเติมมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะ
ยิ่งรู้สึกตกใจมากยิ่งขึ้น
“ทำไมถึงกลับมาอย่างกะทันหันเช่นนี้ เจ้าจะต้อง
คอยหมั่นเพียรบ่มเพาะพลัง อย่าให้พวกนิกาย
เซียนซูซันมาดูถูกเอาได้” เฟิง ซัวหยา จ้องมอง
เขาด้วยความเจ็บปวดใจ
ในตอนนี้ เขายืนอยู่ข้างกาย อู่ อวี้
“ข้ากลับมาเยี่ยมเยียน หลังจากผ่านไปสักพักข้าก็
จากไปแล้ว” อู่ อวี้ ตอบกลับ
คืนนี้ เขาได้พูดคุยกับ เฟิง ซัวหยา ตลอดทั้งคืน
จนกระทั่งฟั้าสาง เฟิง ซัวหยา ได้เรียกทุกคนมา
ประชุมกัน หลังจากนั้นก็ประกาศว่า อู่ อวี้ ได้กลับ
มาแล้ว
อู่ อวี้ มองเห็นหลายคนที่คุ้นเคย
ทั้ง ซู หยานหลี่ , โม่ ซื่อซู ,หวันเทียน หยู๋เซวีย ,
หลาน หลิวหลี่ , หลาน สุ่ยเยว่ และชิงหมิง………
ในวันนี้ อู่ อวี้ อยู่ในระดับที่สูงล้ำจนมิอาจเอื้อม
ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกเก้ๆกังๆอยู่นิดหน่อย
“อู่ อวี้ คนที่อยู่ในข่าวลือ เป็นเจ้าใช่หรือไม่?” ซู
หยานหลี่ นางได้ก้าวมาอยู่ในระดับสร้างแกนนภา
แล้ว ใบหน้าของนางซีดขาว ไม่กล้าที่จะมองหน้า
อู่ อวี้ ตรงๆ
“ศิษย์พี่ซู” อู่ อวี้ ยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย
เมื่อได้ยินเสียงเรียกนี้ ทำให้ ซู หยานหลี่ รู้ได้ทันที
ว่าข่าวลือไม่ใช่เรื่องโกหก
เมื่อหันไปมองคนอื่นๆ
พวกเขามองมาที่ตนเองด้วยความตื่นเต้น กระทั่ง
หลาน สุ่ยเยว่ ก็ไม่ได้ติดใจความหลังอะไรอีก บัดนี้
นางประสานสายตากับเขา ในแววตามีเพียงแต่
ความเคารพและเลื่อมใสเท่านั้น
“ศิษย์น้อง รอบกายของพวกเราสามารถมีคนเช่น
เจ้าได้ สำหรับพวกข้าแล้วมันราวกับเป็นความฝัน
ยิ่ง การที่ทุกคนจะมีท่าทีเช่นนี้ เจ้าก็อย่าได้ไป
ตำหนิพวกเขาเลย” มีเพียง หวันเทียน หยู๋เสวี่ย ผู้
เป็นศิษย์พี่เท่านั้นที่ยังคงรักษาตัวตนเอาไว้ได้
ในอดีตตอนที่ จาง ฝูถู มาถึง เป็น อู่ อวี้ ทำให้และ
หลาน หลิวหลี่ สมหวังกันได้
หลังจากนั้นทุกคนต่างหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
ในขณะที่กำลังหัวเราะ ช่องว่างของแต่ละคนก็เริ่ม
เขยิบเข้ามาใกล้ขึ้น
“ทุกท่าน การกลับมาในครั้งนี้ อู่ อวี้ ไม่อาจที่จะอยู่
ได้นานนัก อย่างไรก็ตาม ข้าก็ได้ไปสรรหา
ของขวัญ มามอบให้กับทุกท่าน”
เขาได้เตรียมการมาก่อนหน้านี้แล้ว
ภายในถุงจักรวาลใบหนึ่ง มีศาสตราเต๋า เม็ดยา
เคล็ดวิชา ยันต์เวทย์ วิญญาณเซียน และ สมบัติ
จำนวนมาก เขาได้ส่งมอบทรัพสมบัติจำนวน
มหาศาลให้กับนิกายกระบี่สวรรค์
ถ้าหากมีถุงจักรวาลใบนี้ ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี
ความแข็งแกร่งของนิกายกระบี่สวรรค์จะต้อง
ยกระดับขึ้นอย่างแน่นอน เช่น เฟิง ซัวหยา เขา
อาจจะมีโอกาสแม้กระทั่งไต่ไปถึงขอบเขตสุดท้าย
ของขั้นสร้างแกนนภา ด้วยความแข็งแกร่งเช่นนี้ก็
นับได้ว่าในบริเวณใกล้เคียงเขาย่อมเป็นตัวตนที่ไร้
เทียมทานแล้ว
แน่นอนว่า อู่ อวี้ ได้วางค่ายกลล้านกระบี่ไว้ที่
นิกายกระบี่สวรรค์ด้วยเช่นกัน
เมื่อถูกควบคุมโดย เฟิง ซัวหยา และเปิดใช้งาน
ค่ายกลล้านกระบี่ ถึงแม้ว่าจะปรากฏคนในขั้น
ตำหนักม่วงทะเลมรกต ก็ไม่สามารถบุกทะลวง
โจมตีเข้ามาได้
อู่ อวี้ ใช้ความสามารถของตนเองทั้งหมด
ยกระดับให้กับทุกคนในนิกายกระบี่สวรรค์
ด้วยทรัพยากรเหล่านี้ มีประโยชน์ต่อนิกายและ
สาวกทุกคน
ในครั้งนี้ความเร็วของการก่อตั้งค่ายกลล้านกระบี่
เพิ่มขึ้น ใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งเดือนก็สามารถวางได้
สำเร็จ ความจริงแล้วผ่านไปแล้ว3เดือนครึ่ง แต่ก็
นับว่าใกล้ถึงเวลานัดหมายกับ เปั่ย ซานม่อ เข้าไป
ทุกขณะ
ในเวลา 3 ปี ได้ผ่านไปแล้ว 1 ใน 10 ส่วน
ในช่วงเวลานี้ อู่ อวี้ ไม่ได้มีความคืบหน้าใดๆ แต่
เขาใช้เวลาทั้งหมดมาทุ่มเทช่วย อู่ หยู๋ และ นิกาย
กระบี่สวรรค์ แทน ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงไม่รีบร้อน
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ถึงเวลาที่เขาจะต้อง
บอกลาทุกคนแล้ว
ในไม่กี่วันมานี้ พวก เฟิง ซัวหยา และ ซู หยานหลี่
มักจะอยู่ข้างกายของ อู่ อวี้ เสมอๆ
“ท่านอาจารย์” อู่ อวี้ ยืนอยู่ที่ด้านนอกประตูหมื่น
กระบี่ หันกลับมากล่าวขอบคุณเขาอีกครั้ง
“บุญคุณในครั้งนี้ข้าจะไม่มีวันลืม ถ้าหากนิกาย
กระบี่สวรรค์พบกับปัญหา ท่านสามารถส่งยันต์
สื่อสารมาหาข้าได้ตลอดเวลา”
“ในชีวิตนี้ ไม่ว่า อู่ อวี้ จะไปที่ไหน ข้าก็ยังเป็นคน
ของนิกายกระบี่สวรรค์ เป็นลูกศิษย์ของท่าน และ
เป็นศิษย์น้องของทุกๆคนตลอดไป”
การกลับมาในครั้งนี้ ได้เกิดการเปลี่ยนแปลง
บางอย่างในจิตใจของ อู่ อวี้
“ลุกขึ้นมาเถิดๆ” เฟิง ซัวหยา รีบไปประคองเขา
ขึ้นมา
ดวงตาของเขากลายเป็นแดงก่ำ พร้อมกล่าวว่า
“ในชีวิตนี้ข้าสามารถพาเจ้าเข้ามาสู่โลกแห่งเซียน
ได้ ก็ถือเป็นวาสนาครั้งยิ่งใหญ่ของข้าแล้ว เจ้า
ไม่ได้ติดค้างอะไรข้า สิ่งที่เจ้าได้กระทำมาทั้งหมด
ถือว่าได้ทดแทนแล้ว หลังจากนี้ เจ้าจงไล่ตามไป
บนเส้นทางแห่งเซียนของเจ้าอย่างกล้าหาญ
ถึงแม้ว่าพวกเราจะก้าวไปอย่างช้าๆ แต่ในเรื่อง
ของการฝึกฝนบ่มเพาะ พวกเราจะไม่มีทางที่จะ
ยอมแพ้อย่างเด็ดขาด!”
“อืม” อู่ อวี้ พยักหน้า
เขามองไปที่เหล่าสหายของตนเป็นครั้งสุดท้าย
ซู หยานหลี่ นางยังคงเต็มไปด้วยความสุขุมเยือก
เย็น ยากที่จะเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของนาง แต่ว่า
ในตอนนี้นัยน์ตาของนางเปียกชื้นด้วยคราบน้ำตา
ยังคงจดจำได้ถึงในครั้งแรกที่ได้เห็นนางขี่นก
กระเรียนสวรรค์ ราวกับเป็นเซียนที่บินอยู่บน
สวรรค์
นั่นคือภาพที่สวยที่สุดภาพหนึ่งในจิตใจของ อู่ อวี้
“ในตอนนี้เจ้าเป็นเหมือนกับเทพเซียน ส่วนตัวข้า
เป็นเพียงแค่ปุถุชนคนธรรมดา แต่ว่าข้าไม่ยอมแพ้
หรอก ศิษย์น้อง” ซู หยานหลี่ พยายามที่จะยกยิ้ม
ขึ้นมา
“ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะไปรอพวกท่านอยู่ที่
ปลายทาง เช่นนั้นข้าต้องขอตัวลา”
“ขอให้เจ้าประสบความสำเร็จ!” ทุกคนของนิกาย
กระบี่สวรรค์ เปล่งเสียงออกมาอย่างพร้อมเพรียง
กัน
อู่ อวี้ บินขึ้นไปบนนภากาศ มองไปยังเทือกเขา
ครามที่อยู่ใต้ฝั่าเท้า หันกลับไปมองพวกเขาอีกครั้ง
ภายในจิตใจเกิดการยกระดับขึ้นมาอย่างฉับพลัน
ในเวลานี้เขากู่ร้องคำรามออกมาด้วยเสียงที่ดังก้อง
ทำให้ภูเขาและแม่น้ำในรัศมีหมื่นลี้ต้องสั่นสะท้าน
เต๋า เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถไล่ล่าได้
เขาคอยย้ำเตือนตนเอง ว่าในตอนนี้ตนเองจะต้อง
เดินหน้าให้เร็วขึ้นยิ่งกว่าเดิม
หลังจากที่กลับมา ในใจของเขารู้สึกสงบลงขึ้นมาก
เมื่อหันกลับไปมองเส้นทางที่อยู่ด้านหน้า จิตใจ
ปรากฎเป็นความรู้สึกกระตือรือร้นและเต็มไปด้วย
จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นบน
ร่างของเขาอาบไล้แสงตะวัน เปรียบเสมือนดวง
อาทิตย์อันร้อนแรงแผดเผาทุกสิ่งที่ย่างกรายเข้ามา
คนเร่งพุ่งทะลุชั้นเมฆ ข้ามผ่านภูเขาและแม่น้ำนับ
หมื่นลี้ มุ่งหน้าไปยังนครจักรพรรดิเพลิงอาณาจักร
ลอยฟั้า!
เขากลับมาแล้ว!
“ขากลับไปยังนครจักรพรรดิเพลิง เห็นทีคงต้อง
ออกแรงสุดตัวแล้ว!”
“พวกเขาคงจะกลับไปที่ถ้ำกำเนิดใหม่ และจะต้อง
ยกระดับขึ้นอีก ตอนนี้ข้าเกือบจะตามพวกเขาได้
ทันแล้ว สามปีนี้ ข้าไม่อาจที่จะโดนทิ้งห่างและ
พ่ายแพ้ให้กับพวกเขาได้อย่างเด็ดขาด!”
นครจักรพรรดิเพลิง ม่านหมอกหนาทึบ ราวกับ
เป็นดินแดนสวรรค์ที่ตั้งอยู่บนท้องฟั้า
เขามองไปยังนครจักรพรรดิเพลิงด้วยความ
ภาคภูมิใจ จิตวิญญาณของการต่อสู้เริ่มเร่าร้อนขึ้น
หลังจากที่กลับไปสงบใจอยู่พักหนึ่ง บัดนี้เขาได้เขา
ระเบิดพลังแห่งการต่อสู้ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง!
ยามที่กลับมาถึง เขาพบว่าตนเองได้กลายเป็นคน
สำคัญของนครจักรพรรดิเพลิงไปแล้ว บัดนี้ไม่มี
ใครต่างไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของ อู่ อวี้!
การต่อสู้ที่ทะเลตงไห่ วันนัดหมายศึกชี้ชะตาในอีก
3 ปี ได้เลื่องลือไปทั่วทุกหนแห่ง!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ