กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 405 : ลั่นกลองศึกเหยียนหวง
“ข้าตัดสินใจแล้ว” ในที่สุด อู่ อวี้ ก็ตัดสินใจได้
เนื่องจากเป็นการประลองเพียงไม่กี่ครั้ง ทั้งยังไม่ได้
กินเวลาอะไรมากมายนัก นี่คือการแข่งขันระหว่าง
หัวหน้ากองร้อยที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุด คาด
ว่าการเก็บเกี่ยวในครั้งนี้จะต้องไม่ด้อยกว่า การ
เก็บเกี่ยวที่ได้มาจากมารขาว และ มารดำ
หรือไม่ก็อาจจะมากยิ่งกว่านั้น
อีกทั้งหัวหน้ากองร้อยทั้ง 32 คนที่ลำดับสูงที่สุด
จะต้องมีฝีมือสูงส่งกว่ามารขาว และ มารดำ อย่าง
แน่นอน
มันคือการต่อสู้ขับเคี่ยวกับระดับผู้บัญชาการหลาย
คน
คาดว่าสำหรับ ฉิน ฝูเหยา ซึ่งมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ใน
ระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 2 แล้ว คงมิใช่
เรื่องง่ายเลยนางที่จะเอาชนะนางได้ อย่างไรก็ตาม
การต่อสู้ครั้งนี้ หาได้พิจารณาจากความเป็น
อัจฉริยะ แต่วัดกันที่พลังฝีมือการต่อสู้ ฉะนั้นต่อให้
เป็นหัวหน้ากองร้อยที่มีอายุกว่า 200 ปี ก็ยัง
สามารถที่จะเข้าร่วมการแข่งขันนี้ได้ ซึ่งก็แน่นอน
ว่าฝีมือการต่อสู้ของพวกเขาย่อมไม่ด้อยกว่า ฉิน ฝู
เหยา เป็นแน่
สงครามเหยียนมีข้อจำกัดอยู่ว่า ผู้ที่มีพื้นฐานฝึก
ตนที่สูงกว่าระดับตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 4
นั่นก็คือตั้งแต่ขั้นที่ 5 เป็นต้นไปจะไม่สามารถร่วม
การแข่งขันได้ ทำได้แค่มีส่วนร่วมในการต่อสู้ของ
สงครามหวงได้เท่านั้น
ระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต ตั้งแต่ขั้นที่ 4 – 5
และ 7 – 8 หากให้เปรียบเทียบผู้มีฝีมือทั้งหมด
ภายในนคร ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างสูงมาก ด้วย
เพราะเป็นระดับที่ผู้ฝึกตนค่อนข้างจะเข้าถึงยาก
ซึ่งนี่ถือเป็นรูปแบบจัดการของ นครจักรพรรดิ
เพลิง ทั้งยังเป็นเหตุผลว่าทำไม นิกายเซียนซูซัน
จึงได้มีการจัดแบ่งผู้ที่อยู่ในระดับตำหนักม่วงทะเล
มรกตเป็น 3 อาณาเขตใหญ่
โดยเริ่มจาก สาวกกระบี่โลกา กระบี่สวรรค์ และ
จอมกระบี่แห่งซูซัน
ซึ่งถ้าเป็นของ นครจักรพรรดิเพลิง ก็จะมีการจัด
แบ่งเป็นหัวหน้าร้อย หัวหน้ากองพัน และ ขุนพล
ถ้าสามารถอยู่ในคฤหาสน์เจ้านครได้ถึงครึ่งปี โดย
ไม่กล่าวถึงเรื่องที่เจ้านครจะคอยให้คำชี้แนะในการ
ฝึกฝนบำเพ็ญตน เพียงแค่ได้เข้าไปก็นับเป็น
ประโยชน์อย่างมหาศาลไร้สิ้นสุด ผู้คนส่วนใหญ่
ปรารถนาที่จะได้เห็นแม้แต้เขตเมืองชั้นในของ
นครจักรพรรดิเพลิง ก็ยังแทบเป็นไปไม่ได้
เจ้านครจักรพรรดิเพลิง เป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า!
“ข้าจะเข้าร่วมการปะลองในครั้งนี้ด้วย ว่าแต่
จะต้องทำอย่างไรถึงจะเป็น 1 ใน 32 คนที่ถูก
คัดเลือก?”
เนื่องจากที่นี่มีหัวหน้ากองร้อยอยู่หลายคน ฉะนั้น
วิธีการที่จะทำให้กลายเป็นหนึ่งใน 32 คนผู้ถูก
คัดเลือก จึงเป็นปัญหาใหญ่อย่างยิ่ง
เจียง เสวี่ยชวน กล่าวว่า ” มันขึ้นอยู่กับพื้นฐาน
ฝึกตนของเจ้า ข้าเองก็ยังไม่แน่ใจเช่นกันว่าเจ้ามี
คุณสมบัติครบถ้วนเพียงพอหรือไม่ จากที่เห็นเจ้า
สังหารมา 3 คนต่อเนื่องล่าสุดก็เป็นมารดำ ข้าคิด
ว่ายังไม่น่าเพียงพอ เอาเป็นว่าติดตามข้าไปที่
พระราชวังเหยียนก็แล้วกัน ไม่ว่าผู้ใดที่จะเข้าร่วม
‘สงครามเหยียน’ หรือ ‘สงครามหวง’ จะต้องไปลง
สมัครที่พระราชวังเหยียน ที่นั่นจะมีผู้ประเมิน
คุณสมบัติอยู่ 3 คน ทั้งสามที่ว่านี้ก็คือ ‘ขุนพลฉิน’
‘ขุนพลกู่’ และ ‘ขุนพลมู่หรง’ เจ้าจะต้องพิชิตคน
ทั้งสามให้จงได้ จากนั้นทั้งสามก็จะให้คะแนนเจ้า
หากคะแนนของเจ้าติดอยู่ใน 32 อันดับ เจ้าก็จะ
ได้รับคัดเลือก ”
เมื่อได้ยินดังนั้น อู่ อวี้ ก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก
กล่าวกันว่า ขุนพลมู่หรง เป็นผู้กุมคะแนนคัดเลือก
ไว้ในมือถึง 40 คะแนน ส่วนอีกขุพลอีกสองคนที่
เหลือก็แบ่งกันไปคนละ 30 คะแนน รวมกันเป็น
100 คะแนน ทุกคนจะได้รับการประเมินจาก
ขุนพลทั้ง 3 จากนั้นก็สรุปออกมาเป็นผลคะแนน
สุดท้าย หลังจากประกาศผลสรุปคะแนน แล้วหาก
ได้คะแนนสูงก็จะมีสิทธิ์ถูกคัดเลือกเข้าไปใน 32
ตำแหน่ง แต่ถ้าหากคะแนนเท่ากันและทั้งสองคนมี
อันดับสูงกว่า 30 ขึ้นไป ก็จะต้องทำการประลอง
เพื่อเฟั้นหาผู้ที่จะได้เข้าสู่สงครามเหยียนอย่าง
แท้จริง
“ข้าจะพาเจ้าไปยังพระราชวังเหยียน สองวันวันนี้
ที่พระราชวังเหยียนคึกคักเป็นอย่างยิ่ง ” เมื่อ อู่ อวี้
ตัดสินใจเข้าร่วมแข่งขัน เจียง เสวี่ยชวน ก็รู้สึกพอ
อกพอใจเป็นอย่างมาก
ทั้งสองเดินทางออกจาก ค่ายเทียมฟั้า ไปสู่
พระราชวังเหยียน ทันทีที่ใกล้อาณาเขตพระราชวัง
เหยียน ก็ได้ยินเสียงของผู้คนดังเซ็งแซ่ขึ้น สถานที่
แห่งนี่ถูกรายล้อมไปด้วยไพร่พลจาก กองทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิง ดูสนุกสนานรื่นรมย์กันอย่างยิ่ง
เรียกได้ว่าไม่เป็นอันทำงานทำการกันเลยทีเดียว
ไพร่พลจาก กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง เข้า ๆ
ออก ๆ ที่นี่นับหมื่นคน
โชคดีที่พวกเขาไม่ได้เกะกะขวางทาง ต้องเป็น
หัวหน้ากองร้อยที่เข้ามาสมัครเท่านั้น ถึงจะได้รับ
อนุญาตให้เข้ามาได้ เมื่อ อู่ อวี้ มาถึง เขาก็แลเห็น
ว่าเบื้องหน้ามีหัวหน้ากองร้อยระดับสูงอยู่หลายคน
ยืนอยู่ พวกเขาเหล่านี้ต่างมีพื้นฐานฝึกตนอยู่ที่
ระดับตำหนักม่วงทะเลมรกตด้วยกันทั้งสิ้น กล่าว
ได้ว่าตรงส่วนหัวแถว คือตำแหน่งที่ได้รับความ
สนใจจากผู้คนนับหมื่น และ คึกคักมีชีวิตชีวาเป็น
อย่างยิ่ง จึงทำให้มีหัวหน้ากองพันจำนวนมากทำ
หน้าที่เฝั้าระวังภัยรักษาความสงบอยู่โดยรอบ ส่วน
ชายชราทั้ง 3 นั่งอยู่บนแท่นยกสูง ทั้งสามนี้ไม่ใช่
ใครอื่นคาดว่าน่าจะเป็น ‘ขุนพลฉิน’ ‘ขุนพลกู่’ และ
‘ขุนพลมู่หรง’
” เจ้าต่อคิวตรงนี้ ” เมื่อ เจียง เสวี่ยชวน พาเขามา
ที่นี่แล้ว ตัวเขาก็เตรียมที่จะเข้าไปด้านใน
อู่ อวี้ จับจ้องไปยังแท่นเวที ปรากฎคนรู้จักเฉกเช่น
ขุนพลกู่ เนื่องจากเคยได้พบพานกันก่อนหน้านี้
แล้ว ส่วนขุนพลฉินยังดูอ่อนเยาว์กว่าเล็กน้อย เส้น
ผมยาวของเขาดำขลับเรียบสลวยอย่างยิ่ง มีเส้น
ผมสีขาวแซมสองเส้นตรงกลาง ใบหน้าของเขา
ประดุจดั่งพญานกอินทรี ไร้ซึ่งโทสะ แต่กลับดู
เปียมล้นไปด้วยความสง่าแลพลังอำนาจ อู่ อวี้
หวนรำลึกถึงสิ่งที่เขาได้ยินในครั้งก่อน ถ้าเขาจำไม่
ผิดแล้วล่ะก็คนผู้นี้คือบิดาบุญธรรมของ ฉิน ฝูเหยา
ส่วนอีกคนก็คือขุนพลมู่หรงนั่งอยู่ตรงกลาง ซึ่งเห็น
ได้ชัดว่าเขาคือคนแข็งแกร่งมากที่สุด เขาคือชาย
ชรา ผมสีขาวโพลน บนใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย
เหี่ยวย่น ทำให้ดูแก่ชราเป็นอย่างมาก แต่ทว่า
ดวงตาทั้งคู่ดูเย็นชาเข้มงวดอย่างยิ่ง ต่อให้ตอนนี้มี
ให้คนในกองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงอยู่นับหมื่น
แต่ก็ไม่มีผู้ใดหาญกล้าสร้างปัญหาใด ๆ
หลังจาก อู่ อวี้ มาเข้าร่วมต่อแถวเรียงคิว ก็พบว่า
ยังมีหัวหน้ากองร้อยอีกหลายคนเข้ามาร่วมต่อแถว
ด้วย ซึ่งในเวลานี้หลายคนได้สังเกตเห็นเขาแล้ว
” นั่น อู่ อวี้”
” เขามาเข้าร่วมสงครามเหยียนด้วย!”
“ไอ๋หยา ได้ข่าวว่าเขาสังหารผู้ฝึกตนนอกรีตซึ่งมี
พื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต
ขั้นที่ 4 สองคนติดต่อกัน นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเขานั้น
ฝีมือร้ายกาจเป็นอย่างยิ่ง การที่เขามาเข้าร่วม
สงครามเหยียนด้วยเช่นนี้ อาจมีสิทธิ์ติดโผก็เป็นได้
”
” ช่างเป็นคู่แข่ง ที่เคี้ยวยากเคี้ยวเย็นเสียจริง ๆ ”
หลาย ๆ คนล่วงรู้ในกิตติศักดิ์ของเขาเป็นอย่างดี
อีกทั้งยังเสวนาออกความเห็นกันอย่างดุเดือดเผ็ด
มัน แบบที่เรียกว่าระยะเผาขน
ถึงเขาจะได้ยินคำพูดเหล่านี้ ทว่า อู่ อวี้ ก็ยังคง
สงบนิ่งจิตใจไม่สั่นคลอนแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือก ขึ้นมา
จากด้านหลัง หมิงซวงแอมไอแห้ง ๆ ขึ้นมาสอง
สามครั้งเสมือนเป็นการเตือนอะไรบางอย่าง อู่ อวี้
จึงรีบหันกลับไปมองด้านหลังอย่างรวดเร็ว เขา
เห็นผู้คนมากมายอยู่ที่นี่ และฉับพลัน ลั่วผิน ก็
ปรากฏตัวขึ้น นางยังคงดูน่าสงสัยเหมือนเช่นเคย
สวมใส่หมวกปิดบังหน้าตา สายตาของทั้งสองสาด
ผสานกันและกัน ทำให้พริบตา อู่ อวี้ จมถลำลงสู่
ห้วงภวังค์ในทันที ประดุจดั่งว่ากำลังอยู่ในห้วง
มหาสมุทรอันเงียบสงบ
” นางก็มาหรือนี่?” อู่ อวี้ ตื่นตระหนกเป็นอย่าง
มาก
การที่เห็นนางมายืนรออยู่ในแถวด้วย ก็แสดงให้
เห็นว่านางจะต้องเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ด้วย
เช่นกัน
ด้วยความแข็งแกร่งทางด้านพลังฝีมือที่นางเคย
แสดงออกมาให้เห็นนั้น บ่งบอกว่าพื้นฐานฝึกตน
ของนางอยู่ในระดับ ตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่
3
หมิงซวง กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงหดหู่ว่า ” คนผู้นี้
พยายามปิดซ่อนตัวตน และ ความแข็งแกร่ง ข้า
ล่ะสงสัยจริง ๆ นางไม่กลัวว่าเจ้านครจะแลเห็น
นางบ้างหรือไร? ไฉนนางถึงกล้าจะเข้าไปใน
คฤหาสน์เจ้านคร ? ”
การที่ หมิงซวง กล่าวเช่นนี้ทั้งหมดทั้งมวลก็
เพราะว่าที่นี่คือ นครจักรพรรดิเพลิง หรือจะให้
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือคนทั้งสองอย่าง เจ้านคร กับ
จอมจักรพรรดิ์ สามารถมองผ่านร่างจำแลงแล้ว
เห็นร่างที่แท้จริงของนางได้อย่างง่ายดาย ซึ่งถ้า
นางยังอยากนอนเสวยสุขอยู่ภายใน นครจักรพรรดิ
เพลิง ต่อไป นางก็ควรอยู่ห่างคนทั้งสองนี้เอาไว้ให้
มาก
” เข้าร่วมเพื่อความสนุกเช่นนั้นหรือ ? ” อู่ อวี้ คิด
เนื่องจากว่ากลุ่มคนที่อยู่รอบ ๆ ตัวเขา มีเพียงไม่กี่
คนเท่านั้น ที่มีพื้นฐานฝึกตนอยู่ในตำหนักม่วงทะเล
มรกตขั้นที่ 4 เห็นได้ชัดว่าผู้คนส่วนใหญ่ตัดสินใจ
เข้าร่วมเพื่อความสนุกครื้นเครง คงต้องมาดูกันว่า
พวกเขาจะทำคะแนนกันได้สักเท่าไหร่
” ด้วยอุปนิสัยแลอัตลักษณ์ของนาง คงไม่ทำอะไร
น่าเบื่อเช่นนี้หรอก ถึงแม้ข้าจะไม่รู้ว่าทำไม แต่ข้า
มั่นใจว่าแม่มังกรน้อยผู้นี้ต้องการเข้าไปใน
คฤหาสน์เจ้านคร ” หมิงซวง กล่าวขึ้นอย่างมั่นอก
มั่นใจ
ด้วยเพราะเหตุนี้ อู่ อวี้ จึงคิดจะให้ผู้คนที่อยู่
เบื้องหลังของเขาสองสามคนขึ้นมาแถวหน้าแทน
ซึ่งในยามนี้เขาไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวสัตว์สวรรค์ตนนี้
แม้แต่น้อย เมื่อมาอยู่เบื้องหน้า ลั่วผิน เขาก็เอ่ย
ถามนางขึ้นมาด้วยท่าทางสง่าผ่าเผยว่า ” ผู้
บัญชาการลั่ว ท่านปรารถนาจะเข้าร่วมการปะลอง
ด้วยงั้นรึ? ”
ลั่วผิน เหลือบสายตามามองเขา จากนั้นนางก็
กล่าวว่า ” ข้าไม่มีอะไรทำ เลยอยากมาลองลง
สมัครดู ”
“ เช่นนี้เอง ” อู่ อวี้ พยักหน้า คาดเอาไว้แล้วว่า
นางคงไม่ต้องการจะบอกความจริงกับเขา
สตรีนางนี้มีความลับอยู่มากมาย
ในเวลานี้เอง เจียง เสวี่ยชวน กับสหายหัวหน้า
กองพันซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่ง ก็แสดงท่าทางประหลาด
ใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อแลเห็นว่า ลั่วผิน ยืน
ต่อแถวอยู่ จากนั้นเขาก็เดินเข้ามา พร้อมกับเอ่ย
ถามขึ้นว่า ” ลั่วผิน เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
เนื่องด้วยรู้จักคุ้นเคยกับ ลั่วผิน ในระดับหนึ่ง เขา
จึงรู้ว่านางมิได้มีความแข็งแกร่งมากพอที่จะเข้า
ร่วมประลอง ทั้งยังไม่ใช่คนที่จะมาทำอะไรแบบนี้
เพียงเพราะความสนุกสนานอีกด้วย
” เพื่อความท้าทาย ” ลั่นผิน กล่าวตอบกลับไป
อย่างไม่ยินดียินร้าย
อู่ อวี้ มองไปยังผมยาวสยาย ขาวบริสุทธิ์ราวหิมะ
บนบ่าของนาง เขาก็รู้สึกว่ามันยังคงงดงามกระจ่าง
ใสบริสุทธิ์เหมือนเช่นเคย
” ตกลง ข้ารอชมผลงานของพวกเจ้าทั้งคู่อยู่นะ ”
เมื่อ เจียง เสวี่ยชวน เห็นว่าตนไม่สามารถบีบ
บังคับนางได้ มันก็ยิ้มขึ้น จากนั้นก็เดินกลับไปยัง
ตำแหน่งของตนเอง
เมื่อเห็นว่านางแสดงสีหน้าเฉยเมย อย่างไม่เต็มใจ
จะกล่าวอันใดอีก อู่ อวี้ จึงกล่าวทักทายนางสอง
สามคำ จากนั้นก็ให้ความสนใจไปที่การทดสอบ
ด้านหน้า โดยไม่คิดจะพูดคุยกับนางอีกต่อไป
” ชิช้ะ! คิดจะจีบนางล่ะซิ๊ หนอยยย… ริอาจจะเล่น
ของสูงรึ”
อู่ อวี้ เกลียดคร้านเกินไปที่จะสนใจนาง ที่เอาแต่
พูดจาไร้สาระไปวัน ๆ …
ตึงตึงตึง!!
เสียงตีกลองด้านหน้าดังใกล้เข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ
แล้วในที่สุด อู่ อวี้ ก็แลเห็นขุนพลทั้ง 3 คน และ
กลองศึกที่วางอยู่เบื้องหน้าอย่างชัดเจน กลองศึกนี้
มีสีทองกับสีดำสลับอยู่ 2 สี ให้ความรู้สึกดุดัน
รุนแรง ทั้งยังมีวงเวทศาสตราเต๋าประทับอยู่นับพัน
ช่างดูแข็งแกร่งทรงพลังยิ่ง
ผู้ท้าชิงแต่ละคนต้องใช้ศาสตราเต๋าของตนเอง
โจมตีเข้าใส่กลองศึกนี้ จากนั้นขุนพลทั้ง 3 จะ
ตรวจสอบการสั่นไหวของกลอง แล้วให้ผู้ช่วยที่อยู่
ด้านข้างจดบันทึกคะแนน
” นี่คือกลองศึกเหยียนหวง ถือเป็นหนึ่งในศาสตรา
เต๋าที่ทรงพลังอย่างยิ่ง กลองศึกนี้สามารถใช้งาน
ควบคู่ไปกับเรือรบจักรพรรดิเพลิงได้ ล่ำลือกันว่า
การตีกลองศึกแต่ละครั้ง จะมีผลในการบดขยี้ขวัญ
กำลังใจของศัตรู ซึ่งนี่ก็ถือเป็นการโจมตีรูปแบบ
หนึ่งเช่นเดียวกัน ”
แน่นอนว่าหัวหน้ากองร้อยทุกคนไม่เคยเป็น
เจ้าของควบคุมกลองสึกเหยียนหวงนี้ได้ อีกทั้งการ
ตีกลองศึกในแต่ละครั้งก็ยังมิได้มีพลังโจมตีอยู่ด้วย
มิเช่นนั้น เหล่าทหารจาก กองทัพเซียนจักรพรรดิ
เพลิง ซึ่งเกาะกลุ่มห้อมล้อมอยู่มากมาย อาจได้รับ
ผลกระทบจากเสียงของกลองจนตกตายไป กล่าว
ได้ว่าการปล่อยให้กลองศึกเหยียนหวง ปลดปล่อย
พลังออกมาได้อย่างอิสระ ถือเป็นอันตรายอย่าง
ใหญ่หลวง
แน่นอนว่า การทำให้เสียงของกลองศึกดังขึ้นนั้น
มิใช่เรื่องง่ายเลย ผู้ท้าชิงที่ขึ้นไปแต่ละคน ส่วน
ใหญ่แล้วทำให้กลองศึกบังเกิดเสียงดังขึ้นได้เพียง
เล็กน้อยเท่านั้น หลังจากนั้น ‘ขุนพลมู่หรง’ ก็จะ
ประกาศผลคะแนนที่ได้รับ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว
คะแนนนั้นต่ำกว่า 60 คะแนน
อู่ อวี้ จ้องมองดูอย่างพินิจพิเคราะห์
ทุกครั้งที่มีการประกาศผลคะแนน ก็จะมีเสียง
เซ็งแซ่ดังขึ้น
การเปลี่ยนความแข็งแกร่งเป็นตัวเลขนี้ ช่าง
โหดร้ายไร้ความปราณีอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ถือ
ได้ว่านี่คือผลการประเมินที่แม่นยำแลเที่ยงธรรม
อย่างยิ่ง สำหรับเหล่าหัวหน้ากองร้อยเองแล้ว ด้วย
วิธีนี้ทำให้พวกเขารู้ซึ้งถึงระดับความแข็งแกร่งของ
ตนเอง
ดังนั้น อู่ อวี้ จึงรู้สึกสงสัยใคร่รู้อย่างยิ่ง ว่าใน
ท้ายสุดแล้วตนจะได้กี่คะแนนกันแน่?
ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้น อันที่จริงแล้วแม้แต่ผู้คนที่
กำลังต่อแถวเข้าคิวรออยู่นี้ ต่างรู้สึกหวั่นวิตก
เช่นเดียวกัน คล้ายคลึงกับการเรียนรู้
ประวัติศาสตร์ของพระราชวังในวัยเด็กของเขาอยู่
บางส่วน เสมือนดั่งการทดสอบความรู้ในด้านการ
ปกครอง และ หลักนิติศาสตร์ ในเวลานั้น อู่ อวี้ มี
เพียงพรสวรรค์ในด้านการทหาร จึงทำให้เขาสอบ
ตกในด้านอื่น ๆ แทบทั้งหมด…
ทันใดนั้น อู่ อวี้ ก็แลเห็น ฉิน ฝูเหยา ซึ่งยืนอยู่
ด้านหน้าของหัวแถว
ในระหว่างก่อนหน้าเขาไม่ได้สังเกตเห็นนางเลย
แม้แต่น้อย
ฉิน ฝูเหยา สวมใส่อาภรณ์ต้องสะท้อนแสงแวว
วาว ด้วยความงดงามของนาง แน่นอนว่าย่อม
กลายเป็นจุดดึงดูดสายตาของทุกผู้คน เมื่อใดที่นาง
หันหน้ามา ก็จะบังเกิดเสียงดังเซ็งแซ่ขึ้นทันที แต่
เนื่องจากการปรากฏตัวของเหล่าขุนพล จึงทำให้
ไม่กล้าส่งเสียงเห่าหอนดังนัก อย่างไรก็ตามเวลานี้
พวกมันไม่สามารถอดทนเอาไว้ได้อีกต่อไป
” มีผู้คนจับตาเฝั้าดูมากมายเช่นนี้ มันทำให้ข้า
ตื่นเต้นนา…. ” จากนั้น ฉิน ฝูเหยา ก็หันหน้าไป
ทางฝูงชนพร้อมกับหว่านเสน่ห์ ส่งผลให้ไพร่พล
ของ กองทัพเซียนจักรพรรดิ อ่อนระทวยขึ้นมาใน
บัดดล
” ฝูเหยา อย่าได้สร้างปัญหา เอาจริงเอาจังหน่อย
” ขุนพลฉิน กระแอมไอห้ามปรามบุตรสาวบุญ
ธรรม พร้อมทั้งแสดงสีหน้ากระอักกระอ่วนออกมา
เล็กน้อย
” ดี ท่านพ่อท่านต้องให้ข้า 30 คะแนน มิเช่นนั้น
ข้าจะไม่สนใจท่านอีก ” ฉิน ฝูเหยา แย้มร้อยยิ้มขึ้น
อย่างเบาบาง คำพูดของนางทำให้ ขุนพลฉิน กระ
อัดกระอ่วนใจมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้สหายทั้งสองที่
ยืนอยู่ด้านข้าง เปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่าง
อย่างช่วยไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ฉิน ฝูเหยา มิได้ทำให้ขุนพลฉินต้อง
ผิดหวัง
ฉับพลันแส้ยาวในมือของนางก็ถูกตวัดฟาดออกไป
พร้อมทั้งอัดกระแทกลงไปบนกลองศึกเหยียนหวง
ทันใดนั้นก็บังเกิดสุรเสียงดังกึกก้องรุนแรงขึ้น
จากนั้นวงเวทส่วนใหญ่ก็ทำงานขึ้นอย่าง
กระทันหัน สาดประกายลำแสงหลากทะยานขึ้นสูง
ท้องเวหา ส่งผลให้เมฆวายุเกิดความปันปั่วน
สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง บังเกิดเป็นคลื่นความตื่น
ตะลึงแผ่ขยายออกไป
” ใช่แล้ว ถึงแม้ยามนี้พื้นฐานฝึกตนของนางอยู่ใน
ระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 3 แต่ทว่าแก่น
แท้ตำหนักม่วงของนาง สูงเกินกว่าระดับตำหนัก
ม่วงขั้นที่ 4 ไปแล้ว ” ขุนพลมู่หรง ยกย่องชมเชย
เป็นคนแรก
จากนั้นคะแนนก็ออกมา ขุนพลมู่หรง ให้ 38
คะแนน ขุนพลกู่ 29 คะแนน ส่วนขุนพลฉินเพื่อ
หลีกเลี่ยงคำครหาเขาจึงให้นาง อยู่ที่ 27 คะแนน
ฉะนั้นยอดรวมทั้งหมดจึงสูงถึง 94 คะแนน!
อู่ อวี้ ไม่ทราบสถานการณ์ก่อนเข้าจะเดินทาง
มาถึง แต่การที่คะแนนของนางสูงถึง 94 คะแนน
นั้น ถือว่ามากพอที่จะเบียดเข้าสู 32 อันดับแรก
ซึ่งกล่าวได้ว่าเวลานี้ ฉิน ฝูเหยา คือผู้มีรายชื่อติด
โผอยู่ใน 3 อันดับแรกของสงครามเหยียน!
หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็ถึงตาของ อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน
เมื่อถึงครา อู่ อวี้ ก้าวขึ้นไปบนเวที สายตานับหมื่น
คู่ก็จับจ้องมาที่เขาด้วยความคาดหวังรอคอยอย่าง
ยาวนาน
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ