กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 406 : รายนามสงครามเหยียน
การตัดสินด้วยคะแนนเช่นนี้ เป็นการตัดสินที่
ค่อนข้างง่ายและตรงไปตรงมา อีกทั้งยังทำให้ผู้คน
เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
และนี่ไม่ใช่การตัดสินจากด้านของขอบเขต แต่วัด
จากระดับของพลังการโจมตี
อย่างไรก็ตามในความเป็นจริง คะแนนเช่นนี้ไม่ได้
สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถการต่อสู้ มันเป็น
เพียงแค่การประเมิณในเบื้องต้นเท่านั้น ตั้งแต่อดีต
จนถึงตอนนี้ คนที่มีคะแนนต่ำก็สามารถเอาชนะคน
ที่มีคะแนนสูงได้เช่นกัน
ไม่ว่าจะยังไง เมื่อ อู่ อวี้ ก้าวเดินไปก้าวแรก ทัพ
เซียนจักรพรรดิเพลิงทั้งหลายต่างก็จับจ้องมาที่เขา
เป็นสายตาเดียว
“เจ้าว่าเขาสามารถทำได้กี่คะแนน?”
“ข้าว่าน่าจะประมาณ 80 หรืออาจจะสูงกว่า”
“ข้ายังไม่เคยเห็นการต่อสู้บนทะเลตงไห่ น่าจะเป็น
พวกบริวารของเขาที่คุยโมโอ้อวดมากเกินไป อู่ อวี้
สามารถจัดการสังหารผู้ฝึกตนนอกรีตได้ถึง 2 คน
อาจจะเป็นเพราะว่าผู้ฝึกตนนอกรีตทั้ง 2 คนนั้น
ไม่ได้เก่งกาจมากมายนัก”
รอบด้านเกิดเป็นการถกเถียงต่างๆนานา
ฉิน ฝูเหยา ยังไม่ได้จากไป ในเวลานี้นางได้มายืน
อยู่ด้านข้าง พร้อมยักคิ้วหลิ่วตาให้ อู่ อวี้ แล้ว
กล่าวว่า “น้องชายอู่ เจ้าจะต้องแสดงฝีมือที่
แท้จริงออกมาให้เต็มที่นะ”
ด้วยเสน่ห์ที่ยั่วยวนเช่นนั้น ราวกับเป็นทิวทัศน์ที่
สวยงามที่สุดด้านนอกของพระราชวังเหยียนเลย
ทีเดียว
สายตาของขุนพลทั้ง 3 คนจับจ้องไปอยู่บนร่าง
ของ อู่ อวี้ ภายในหมู่ขุนพลทั้ 3 ‘ขุนพลกู่’ เป็นคน
ที่ อู่ อวี้ คุ้นเคยมากที่สุด ก่อนหน้านี้ในวันที่ อู่ อวี้
เข้ามาอยู่ในอาณาเขตเมืองชั้นใน ก็เป็นเขาที่
จัดการเรื่องราวต่างๆให้
และเมื่อไม่กี่วันมานี้เขาก็ได้ยินถึงวีรกรรมของเจ้า
เด็กหนุ่มผู้นี้ ในใจเกิดเป็นความอยากรู้อยากเห็น
จึงเอ่ยออกไปว่า “อู่ อวี้ เจ้าแน่ใจแล้วหรือ?”
“ข้าจะขอลองดู” อู่ อวี้ สูดลมหายใจเข้าไปหนึ่ง
เฮือกใหญ่ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เขาจะต้องเข้า
ไปอยู่ในรายชื่อ 32 คนแรกให้ได้เสียก่อน มิฉะนั้นก็
ไม่ต้องพูดถึง 3 อันดับแรกเลย
เขาหยิบเสาเหยียนหวงเบิกฟั้าออกมา ถืออยู่ในมือ
“ฉิน ฝูเหยา ยังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดที่มี เช่นนั้นข้า
ก็จะใช้พลังในยามปกติของข้า จะไม่ใช้ออกร่าง
จำแลงเซียนวานรและเคล็ดระเบิดพลังคลั่ง หากยัง
ไม่สามารถผ่านนางไปได้ ก็กล่าวได้เลยว่า ข้าไม่
อาจที่จะเข้าร่วมในการต่อสู้ครั้งนี้ได้อย่างแน่นอน”
ตำแหน่ง 32 คนต่อสู้กันอย่างดุเดือด จนท้ายที่สุด
เหลือเพียง 3 คน! เรียกได้ว่าโอกาสที่จะได้รับชัย
ชนะคือ 1 ใน 10
ในเวลานี้เขาชูเสาเหยียนหวงเบิกฟั้าขึ้น ฉับพลัน
เสาเหยียนหวงเบิกฟั้าสั่นเทิ้มขึ้นอย่างรุนแรง ทำ
ให้เกิดเป็นเสียงแผดร้องคำราม ตัวเขาและเสาเห
ยียนหวงเบิกฟั้า ลุกโชนขึ้นด้วยเปลวเพลิงสีทอง
ในเวลานี้ ทุกคนที่มารวมตัวกันอยู่ต่างก็จับจ้อง
มองเขาเป็นตาเดียว
ขาของ อู่ อวี้ เหยียดออกอย่างมั่นคง พร้อมกับ
เคลื่อนไหวไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
ชั่วพริบตา กระทั่งแผ่นดินในเขตเมืองชั้นในปรากฎ
การสั่นไหวขึ้นจนสัมผัสได้
“ดูเหมือนว่าพลังของกายเนื้อของเขาแข็งแกร่ง
เป็นอย่างมาก! กระทั่งอยู่เหนือกว่าปีศาจเสียอีก”
ขุนพลทั้ง 3 คน จ้องมองไปด้วยความตกตะลึง
ตูม!
เสาเหยียนหวงเบิกฟั้าฟาดไปที่ ‘กลองศึกเหยียน
หวง’ เกิดเป็นเสียงที่ดังก้องกังวานน่าเกรงขามยิ่ง
วงเวทย์บนกลองศึกเปล่งแสงพุ่งขึ้นถึงชั้นฟั้า
ภายใต้การโจมตีด้วยพละกำลังอันมหาศาลของ
กายเนื้อของ อู่ อวี้ เสียงที่ดังออกมาในครั้งนี้
เกือบจะเทียบเท่าได้กับครั้งของ ฉิน ฝูเหยา ที่เพิ่ง
จะทำการตีไป!
ถ้าหากเป็นเช่นนี้ นั่นก็เท่ากับว่าพลังกายเนื้อของ
เขาและกับความบริสุทธิ์ของแก่นแท้ตำหนักม่วง
ของอีกฝั่ายเกือบจะเท่ากัน
เสียงของกลองศึก ผ่านไปเป็นเวลานานก็ยังไม่
หายไป
ทุกคนซึ่งมองไปที่การโจมตีในครั้งนี้ ต่างก็รู้สึก
ประหลาดใจจนใบหน้ากลายเป็นซีดขาว และหัน
กลับไปมองที่พลองยาวที่อยู่ในมือของเด็กหนุ่มผู้
ซึ่งดูเงียบขรึม กล้าหาญ และเฉียบขาด รู้สึกว่าใน
แต่ละการเคลื่อนไหว เต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาคู่นั้นที่ลุกโชนไปด้วย
เปลวเพลิง เหล่าผู้คนที่อยู่ในบริเวณนี้ต่างยากจะ
สบตบตาตรงๆ!
“ยอดเยี่ยม!” ขุนพลกู่ อดที่จะชื่นชมไม่ได้
เมื่อไม่นานมานี้ อู่ อวี้ ได้ต่อสู้กับหลานชาย กู่ซวน
ของเขา ยามนั้น อู่ อวี้ ไม่ได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อู่ อวี้ มีความก้าวหน้าถึง
เพียงใด ทั้งยังก้าวหน้าขึ้นมามากในเวลาอันสั้น
บนเส้นทางแห่งการฝึกตน การแข่งขันไล่ตาม
เปั้าหมายนั้น ย่อมมีโอกาสที่จะก้าวหน้าเหนือกว่า
คนอื่นไปได้อย่างรวดเร็ว
แววตาของ ขุนพลฉิน และ ขุนพลมู่หรง เปล่ง
ประกายขึ้น จากนั้นขุนพลฉิน กล่าวขึ้น “สมควร
แล้วที่เซียนกระบี่เทียนจีต้องการที่จะรับเขาเข้าไป
เป็นศิษย์”
ไม่เพียงแต่พวกเขาเท่านั้น เหล่าทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิงจำนวนมากที่อยู่ในสนามนี้ มีหลาย
คนเพิ่งจะได้เห็นถึงฝีมือของ อู่ อวี้ เป็นครั้งแรก
ทันใดนั้นพวกเขาต้องกลืนคำพูดต่างๆที่นินทา
เอาไว้ก่อนหน้านี้ และอดไม่ได้ที่จะมองไปยังคนผู้นี้
ที่ถูกนิกายเซียนซูซันขับไล่ไสส่งด้วยสายตาที่
เคารพชื่นชม
ในท้ายที่สุดขุนพลทั้ง 3 ได้ลงตัดสินคะแนนของ
เขา ออกมาเป็น 91 แต้ม
แม้ว่าจะไม่สูงเท่ากับ ฉิน ฝูเหยา แต่เท่านี้ อู่ อวี้ ก็
พึงพอใจแล้ว เขาอาศัยเพียงแค่แกนกำเนิด เสาเห
ยียนหวงเบิกฟั้า และ กายาเพชรอมตะ 3 อย่าง
เพียงเท่านั้น ยังไม่ได้แม้แต่จะสำแดงเคล็ดแก่นแท้
ฟั้าดินโจมตีออกมา
ตามการณ์คาดเดาของเขา หากว่าใช้ ร่างกายา
เซียนวานร เคล็ดระเบิดพลังคลั่งและทวีคูณขึ้นไป
อีกด้วยวงเวทย์ศาสตราเต๋าของเสาเหยียนหวงเบิก
ฟั้า ซึ่งถ้าเขาระเบิดพลังออกมาทั้งหมด เกรงว่า
อาจจะได้แต้มคะแนนที่สูงกว่า ฉิน ฝูเหยา เสียอีก
แน่นอน คะแนนทั่วๆไปแล้วมากกว่า 90 คะแนน
คาดว่าหลายคนที่ยังไม่ได้ใช้พลังแท้จริงปลดปล่อย
ออกมา อาจจะกล่าวได้ว่า พวกเขาต้องการที่จะ
เก็บงำพลังเอาไว้ไปใช้ในการประลอง
ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ คนที่ทำได้ถึง 90 แต้ม
ก็ปรากฏออกมาสิบกว่าคนแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังทำ
การประเมินไม่เสร็จสิ้น แต่ อู่ อวี้ ก็คิดว่าไม่น่าจะ
เป็นปัญหาอะไร
“ยินดีด้วย ข้าขอแสดงความยินดีด้วย!” เจียง
เสวี่ยชวน มีทหารในสังกัดที่เป็นหัวหน้ากองร้อยที่
เก่งกาจเช่นนี้ บนใบหน้าของเขาจึงเต็มไปด้วย
ความเปล่งประกาย ทั้งมีสหายหลากหลายคนมา
แสดงความยินดีกับเขา ซึ่งเขาสมควรที่จะได้รับมัน
แล้ว เนื่องจากว่ายามที่เขาได้พา อู่ อวี้ เข้าร่วมกับ
นครจักรพรรดิเพลิง ก็ได้ให้ อู่ อวี้ เข้ามาเป็นทหาร
ในสังกัดในกองพันของเขาในเขตเมืองชั้นใน
“ด้วยแต้มคะแนนเช่นนี้ ข้ากล้าพูดได้เลยว่า เจ้า
จะต้องได้เข้าร่วมในสงครามเหยียนได้อย่าง
แน่นอน” เจียง เสวี่ยชวน กล่าวด้วยความมั่นใจ
หัวหน้ากองพัน 2-3 คนที่อยู่ด้านข้างหัวเราะขึ้น
แล้วกล่าว “ถ้าหากได้ 91 แต้มแล้วยังไม่อาจจะ
เข้าร่วมได้ เช่นนั้นจะเป็นใครหล่ะที่จะเข้า? ข้าว่า
คนที่ได้แต้ม 80 แต้ม ก็อาจจะมีโอกาส แต่ก่อน
หน้านั้นคงจะต้องเข้ารวมการต่อสู้ทดสอบ
คุณสมบัติก่อน 1 – 2 สนามจึงจะได้เข้าร่วม ”
ในคำพูดของพวกเขา เต็มไปด้วยคำกล่าวเชยชม
อู่ อวี้ ต่อมาเขาได้หันไปเห็น ลั่วผิน ที่ยืนอยู่ใน
ตำแหน่งของเขาซึ่งพึ่งจะจากมา ช่วยไม่ได้ที่เขา
จะต้องให้ความสนใจ และเพ่งความสนใจทั้งหมด
ไปอยู่ที่ร่างของนาง ตัวนางเต็มไปด้วยความลึกลับ
ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกอยากรู้อยากเห็นอย่างมาก
“นางต้องการจะทำสิ่งใดกันกันแน่นะ?” ด้วยนิสัย
ของนางแล้ว การมาปรากฏตัวที่นี่ คาดว่าเป็น
เพราะนางต้องการที่จะแย่งชิง 1 ใน 3 ตำแหน่งนี้
หัวหน้ากองพันผู้หนึ่งที่อยู่ด้านข้าง เจียง เสวี่ยชวน
เอ่ยถามขึ้น “เจียง เสวี่ยชวน สตรีผู้นี้ ดูเหมือนว่า
จะเป็นหัวหน้ากองร้อยภายใต้สังกัดของเจ้า ทำไม
ถึงดูไม่เหมือนกับคนปกติทั่วไป? เมื่อมองไปที่
ดวงตาและเส้นผมของนางแล้ว เห็นได้ชัดว่าพบ
เจอได้ยากยิ่ง ”
เจียง เสวี่ยชวน อดไม่ได้ที่กล่าวตอบไป “นี่เป็น
ความตั้งใจของ ลั่วผิน เอง ข้าก็ไม่อาจจะไปก้าว
ก่ายได้”
ในตอนที่พวกเขากำลังสนทนากันอยู่ ลั่วผิน ก็ได้
ทำการเตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว อู่ อวี้ เคยได้เห็น
ข้อมูลของนางมาก่อนแล้ว ได้มีการบันทึกว่านาง
ได้ฝึกตนมานานกว่า 60 ปีแล้ว ในนครจักรพรรดิ
เพลิงฝึกฝนมา 60 กว่าปี อยู่ในขั้นตำหนักม่วง
ทะเลมรกตระดับที่ 3 ไม่นับว่าเป็นอัจฉริยะ ดังนั้น
จึงไม่ค่อยมีคนมาสนใจ ลั่วผิน มากเท่ากับ อู่ อวี้
ถึงแม้ว่าจะมีคนให้ความสนใจอยู่ แต่ว่าก็
รู้สึกสังสัยว่าทำไมนางถึงปกปิดใบหน้าเช่นนี้
ทันใดนั้นเอง!
ลั่วผิน ได้ไปปรากฎอยู่เบื้องหน้า ‘กลองศึกเหยียน
หวง’ ต่อมาค่อยๆยกหมัดขึ้นมาอย่างแช่มช้า
พร้อมต่อยไปที่กลองศึก หมัดของนางดูอ่อนแอ
และไร้เรี่ยวแรง แต่เมื่อได้กระทบเข้ากับกลองศึก ก็
ก่อให้เกิดเป็นเสียงดังกึกก้องสนั่นหวั่นไหว เสียงที่
ดังขึ้นนี้ ดูเหมือนว่าแทบจะเทียบเท่าได้กับเสียงที่
อู่ อวี้ ทำการลั่นกลองเมื่อครู่ไม่มีผิด อู่ อวี้ คาดเดา
ว่านางกำลังควบคุมพลังของตนเอาไว้ให้อยู่ใน
ระดับเดียวกับ อู่ อวี้
“จบเห่ แม่มังกรน้องตัวนี้ขนาดได้รับบาดเจ็บ
สาหัส แต่ก็ยังปกปิดพลังเอาไว้ หากเจ้าคิดที่จะทำ
ให้นางยอมศิโรราบ ย่อมไม่มีทางเสียแล้ว” หมิ
งซวง เอ่ยด้วยความโศกเศร้า
ความเป็นจริงถ้าหากนางแสดงความสามารถที่
แท้จริงออกมา ระดับพลังของนางย่อมอยู่
เหนือกว่าขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 3 ไป
อย่างมหาศาล
กล่าวได้ว่า ในตอนนี้ฝีมือที่ ลั่วผิน แสดงออกมา
มันยากที่จะเชื่อยิ่งกว่าตอนของ อู่ อวี้ เสียอีก บัดนี้
ทุกคนจ้องมองนางด้วยสีหน้าที่ว่างเปล่า
จนกระทั่งนางเก็บหมัดลง ต่อมา เจียง เสวี่ยชือ ก็
ได้กล่าวขึ้นด้วยความงงงวย “พลังฝึกตนของเจ้า
ได้มาอยู่ถึงขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 4
แล้วใช่หรือไม่?”
จากมุมมองของเขา ขอบเขตของ ลั่วผิน ค่อนข้าง
ที่จะคลุมเครือ ประมาณว่าน่าจะอยู่ในระดับที่ 3
ถึงระดับที่ 4 ส่วนองค์ประกอบอื่นๆได้ตัดสินจาก
แรงกดดันที่แพร่กระจายออกมาจากแก่นแท้
ตำหนักม่วง จึงคิดได้ว่านางควรจะอยู่ในขั้น
ตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 4
“อืม” ลั่วผิน กล่าวตอบพร้อมพยักหน้า จากนั้น
ก้าวถอยกลับไป
สุดท้ายพวกขุนพลมู่หรงได้ตัดสินให้คะแนนออกมา
เช่นเดียวกับ อู่ อวี้ นั่นก็คือ 91 แต้ม
หลังจากที่ได้รับคะแนนมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ลั่ว
ผิน ก็ไม่ได้หยุดชะงัก คนรีบเร่งมุ่งสู่ฟากฟั้าพร้อม
ลับหายไป
“เจียง เสวี่ยชวน เจ้าสามารถมีหัวหน้ากองร้อย
ภายใต้สังกัดถึง 2 คน ที่สามารถเข้าร่วมกับ
สงครามเหยียนได้ นับว่าได้หน้าไปไม่น้อย”
หัวหน้ากองพันคนอื่นๆรู้สึกอิจฉฉา เจียง เสวี่ย
ชวน ยิ่งนัก
“อู่ อวี้ 2 วันหลังจากนี้ การประลองรายนาม
สงครามเหยียน จะถูกจัดขึ้นที่นี่ เมื่อถึงเวลานั้นเจ้า
จะต้องมาดูตารางการต่อสู้”
“ไม่มีปัญหา” อู่ อวี้ กลับไปเตรียมตัว กลับไปที่
ค่ายเทียมฟั้า ไม่หันกลับมามองสิ่งใดอีก
เขาเดินฝั่าออกมาจากฝูงชน กลับไม่เห็นเงาของ
ลั่วผิน แล้ว เขาจึงเร่งความเร็วขึ้นกลับไปที่ค่าย
ของเขา คาดว่านางจะต้องเร็วมากอย่างยิ่ง กระทั่ง
อู่ อวี้ กลับมาถึงค่ายเทียมฟั้า จึงกว่าจะไล่ตามนาง
ได้ทัน แต่ทว่านางได้กลับเข้าไปในค่ายมังกรคราม
ของนางแล้ว
“นางต้องการที่จะเข้าไปในคฤหาสน์เจ้านคร ไม่แน่
ว่าคฤหาสน์เจ้านครจะมีสิ่งของบางอย่างที่ดึงดูด
นาง ทำให้นางต้องการที่จะเข้าไปโดยไม่สนใจ
อันตราย” หมิงซวง เอ่ยออกมาอย่างเงียบๆ
“มีเหตุผล” อู่ อวี้ พยักหน้า
“เจ้าจะต้องพยายามเพื่อให้ได้รับตำแหน่งนี้มาสัก
หนึ่งตำแหน่ง ไม่แน่ว่ามันอาจจะสนุกก็ได้นะ นี่
จะต้องเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
กับนาง ” หมิงซวง กล่าวพร้อมกับเหลือกตามอง
บน
“ข้าจะไปทำอันใดกับนางได้? นางเป็นถึงมังกรเท
วะ ถ้าหากว่าข้าล่วงเกินนางเข้า……..”
“มังกรเทวะไม่ใช่มังกรประกายแสง นางจะไป
สังหารผู้บริสุทธิ์ได้ยังไงเล่า? วางใจเถอะ ถ้าหาก
เจ้าช่วยเหลือนางในเวลาที่ยากลำบาก จะทำให้
ได้รับผลประโยชน์ในอนาคต อย่างน้อยตัวตนอย่าง
พวกมันย่อมไม่ยินดีที่จะติดหนี้ค้างผู้อื่น”
“ลืมมันไปซะเถอะ ปล่อยมันไป ข้าไม่ต้องการให้
นางมาติดหนี้บุญคุณข้า และในตอนนี้เปั้าหมาย
ของข้าคือจะต้องแข็งแกร่งให้ได้เท่ากับนาง ” อู่
อวี้ ส่ายหน้า
“เจ้านี่มันช่างโง่จริงๆ โอกาสที่ดีเช่นนี้ ภายภาค
หน้าเจ้าจะได้ขี่มังกรโบยบินขึ้นไปสู่ท้องนภา เจ้า
ไม่ต้องการหรือ?”
“ขี่หัวเจ้าหน่ะสิ”
หมิงซวง ผู้นี้ตัวเล็กนิดเดียว แต่ภายในใจกลับเต็ม
ไปด้วยความคิดชั่วร้ายมากมาย
“เฮ้ เจ้าหลานชาย ท่านย่าผู้นี้กำลังทำเพื่อเจ้าอยู่
นะ…..” ในตอนที่ หมิงซวง พูดจาด่าทอไป อู่ อวี้
ก็กลับเข้าไปในค่ายเทียมฟั้าแล้ว ภายในเวลาสั้นๆ
เหล่านายสิบของค่ายเทียมฟั้าต่างเข้ามารุมล้อม
เพื่อถามสถานการณ์ของ อู่ อวี้ เมื่อเขาบอกว่า
เขาได้แต้มคะแนน 91 แต้ม ทุกคนรอบด้านถึงกับ
อึ้งค้างพร้อมกับปรบมือส่งเสียงตะโกนแสดงความ
ยินดี
“จากวันนี้เป็นต้นไป พวกเราค่ายเทียมฟั้าทุกคน
จะรวมใจเป็นหนึ่ง! พวกเราจะสนับสนุนทุกสิ่ง
เพื่อให้ผู้บัญชาการอู่ได้รับชัยชนะ!”
“เช่นนั้นในเดือนนี้ พวกเราจะไม่ทำการฝึกตน แต่
จะทุ่มเทส่งกำลังใจทั้งหมดให้กับผู้บัญชาการอู่
แทน! ” อู่ เทียนยี่ เอ่ยพร้อมหัวเราะ
“ข้าก็ด้วย!”
กระทั่ง เจินหยู๋ ก็ต้องการที่จะสนับสนุน อู่ อวี้
เต็มที่เช่นกัน
สำหรับสงครามเหยียนหวงแล้วพวกเขามีความ
มุ่งหวังอย่างแรงกล้า ดังนั้นเมื่อได้รู้ว่า อู่ อวี้ ได้
สิทธิ์ในการเข้าร่วม ทุกคนจึงกระโดดโลดเต้นด้วย
ความดีใจ ทั้งยังตื่นเต้นมากเสียยิ่งกว่า อู่ อวี้ อีก
“อีก 2 วันหลังจากนี้ รายนามสงครามเหยียนจะ
เริ่มแล้ว จึงจะรู้ว่าคู่ต่อสู้คือใคร!”
“คนที่อยู่บนรายนามสงครามเหยียน ทุกคนต่างก็
เป็นหัวหน้ากองร้อยที่แข็งแกร่งที่สุด แม้กระทั่งมี
บางคนได้ฝึกตนมาแล้วสองร้อยกว่าปี มีเคล็ดวิชา
มากมาย แต่แน่นอนว่ามีเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่มี
ชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วทั้งนครจักรพรรดิเพลิง!”
พวกเขาเข้ามารุมล้อม อู่ อวี้ พร้อมออกความเห็น
กันอย่างออกรสออกชาติ
“เหล่าคนที่ฝึกฝนมานาน ได้ยินมาว่าจะเป็นพวกที่
เจ้าเล่ห์ ไม่รู้ว่าจะซ่อนฝีมือเอาไว้มากเท่าไหร่ แต่
อย่างไรก็ตาม ข้ารู้สึกว่าผู้บัญชาการอู่ย่อมต้องไม่
อ่อนแอกว่าพวกมัน เพราะถึงแม้ว่าจะเปรียบเทียบ
กับเหล่าอัจริยะหลายคนแล้ว ผู้บัญชาการอู่ของ
เราก็ไม่ด้อยไปกว่าเลย! ถึงแม้ก่อนที่จะเข้าร่วมการ
ประลอง ฉิน ฝูเหยา จะไต่เต้าไปขั้นตำหนักม่วง
ทะเลมรกตระดับที่ 3 ไปแล้วก็เถอะ แต่ว่าก่อน
หน้านี้ผู้บัญชาการอู่ของพวกเรา สามารถสังหารได้
แม้คนที่อยู่ในตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้นที่ 4
มาแล้วถึง 2 คน และผู้บัญชาการอู่เพิ่งจะฝึกตนมา
ได้ไม่กี่ปีเท่านั้น จึงไม่น่าที่จะอ่อนด้อยไปกว่า ฉิน ฝู
เหยา ผู้นี้”
ผู้ที่อยู่ในขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 4 ใน
นครจักรพรรดิเพลิงก็มีอยู่ไม่น้อย แต่ว่าด้วยอายุ
เพียงเท่านี้ของ อู่ อวี้ กลับมีพลังการต่อสู้เทียบเท่า
กับขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 4 ได้
แน่นอนว่าย่อมมีจำนวนเพียงแค่น้อยนิด
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ