กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 407 : 4 จตุรเทพ
อู่ อวี้ ได้ไตร่ตรองแล้วว่าจะตัดสินใจเข้าร่วมกัน
แข่งขันครั้งนี้ ซึ่งเขาจะต้องใช้ความคิดและพุ่ง
ความสนใจทั้งหมดให้อยู่ที่สงครามเหยียน
หลังจากผ่านไป 2 วันก็จะเริ่มทำการเปิดม่านการ
ต่อสู้รายนามสงครามเหยียนขึ้น จากนั้นจะใช้เวลา
5 วันเพื่อต่อสู้ในสงครามแย่งชิงผู้มีคุณสมบัติ หาก
เป็นผู้ที่ไม่ต้องเข้าร่วมสงครามแย่งชิงผู้มีคุณสมบัติ
เพียงแค่รออีก 7 วันก็จะสามารถเริ่มการต่อสู้ได้
โดยทันที โดยทั่วไปแล้วการต่อสู้ 1 ครั้งจะจัดทุกๆ
2 วัน กินเวลาประมาณครึ่งเดือน ก็จะสามารถ
ค้นหา 3 อันดับแรกของสงครามเหยียนและ
สงครามหวงได้แล้ว
เวลาและเหตุการณ์ค่อนข้างที่จะเกิดขึ้นเร็ว ภายใน
ระยะเวลาครึ่งเดือน หากปิดด่านปรับแต่งแกนนภา
พริบตาเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วแล้ว
เป็นเพราะว่าเวลาค่อนข้างที่จะกระชั้นชิด ทำให้
เรื่องของคู่ต่อสู้ ตัวเขาจึงไม่รู้อะไรเลยแม้แต่นิด
เขาและเหล่าพี่น้องในค่ายเทียมฟั้าทุกคนต่างมา
รวมตัวด้วยกันโดยมี อู่ อวี้ เป็นจุดศูนย์กลาง ส่วน
คนอื่นๆนั่งอยู่บนพื้นห่างออกไปเพียงแค่ไม่กี่ก้าว อู่
อวี้ คิดแล้วคิดอีก จึงถามขึ้นมาว่า “ในหมู่หัวหน้า
กองร้อย อัจฉริยะของนครจักรพรรดิเพลิง
เช่นเดียวกับ ฉิน ฝูเหยา ยังมีอยู่อีกกี่คน?”
ในเรื่องนี้ทหารทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงที่อยู่มา
นานกว่าย่อมมีความรู้ที่มากกว่า หนึ่งในนั้นก็คือ
เมิ่งเหยา เป็นหนึ่งในผู้ฝึกตนขั้นตำหนักม่วงทะเล
มรกตของค่ายเทียมฟั้า เขาอยู่ในนครจักรพรรดิ
เพลิงมาค่อนข้างที่จะนาน เพียงแต่ว่าเพิ่งจะเข้า
ร่วมกับทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงมาได้ใม่นานนัก
แต่ว่าสำหรับเรื่องราวต่างๆในเขตเมืองชั้นในของ
นครจักรพรรดิเพลิงแล้วเขาล่วงรู้เป็นอย่างดี
เขากล่าวว่า “ในหมู่หัวหน้ากองร้อย คนที่สะดุดตา
ที่สุด จะได้รับขนานนามว่า ‘4 มหาจตุรเทพ’ ซึ่ง
คนที่มีความแข็งแกร่งเทียบได้กับ ฉิน ฝูเหยา ยังมี
อีก 3 คน อีกทั้ง ฉิน ฝูเหยา ก็เป็นหนึ่งใน 4 มหา
จตุรเทพด้วยเช่นกัน ทั้ง 4 คนนี้ น่าจะเข้าร่วมใน
สงครามเหยียนได้ทั้งหมด ว่ากันว่าเพื่อที่จะเข้า
ร่วมกันสงครามเหยียนแล้ว พวกเขาได้เตรียมการ
มาเป็นเวลานาน ก่อนที่จะการจัดสงครามเหยียน
ขึ้นจะต้องขึ้นมาอยู่ในขอบเขตตำหนักม่วงทะเล
มรกตขั้นที่ 3 ให้ได้ เนื่องจากพวกเขาต่างก็มี
พรสวรรค์และภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่ โดยทั่วไปแล้วย่อม
สามารถดับทำลายเหล่าหัวหน้ากองร้อยได้
ทั้งหมด”
อู่ อวี้ ได้ยินแล้วก็รู้สึกตกใจ เขารู้ว่า ฉิน ฝูเหยา
ได้รับสืบทอดมรดกของ ‘เทพธิดาวายุ’ ในด้าน
ของคุณสมบัติ และ ทรัพยากร ก็แทบจะไม่ต่างกับ
หนานกง เหว่ย เลยแม้แต่น้อย ไม่คาดว่านางจะ
เป็นดวงดาวที่โดดเด่นอยู่ท่ามกลางหัวหน้า
กองร้อยของนครจักรพรรดิเพลิง ทั้งยังถึงมีอีกถึง
3 คนที่สามารถเทียบชั้นได้กับนาง
ยังไม่ต้องกล่าวถึงหัวหน้ากองร้อยที่ได้ฝึกมานาน
หลายร้อยปี พวกคนระดับเดียวกับ ฉิน ฝูเหยา ทั้ง
4 คนนี้ จะต้องรับมือได้ยากอย่างแน่นอน และยังมี
ลั่วผิน ที่แน่นอนว่าจะได้รับมา 1 ตำแหน่งอย่าง
แน่นอนแล้ว อู่ อวี้ ตระหนักได้ว่า สงครามเหยียน
ในครั้งนี้ไม่ได้ราบรื่นเหมือนที่ตัวเองได้คิดเอาไว้
“บอกข้าเกี่ยวกับคนที่เหลืออีก 3 คนมา ข้าจะได้
ไปเตรียมตัวให้ถูกทาง ” อู่ อวี้ เอ่ยออกมาพร้อม
กับยกยิ้ม
“ผู้บัญชาการอู่อย่าได้กังวลไป คนที่เหลืออีก 3 คน
ทุกคนต่างก็มีอายุมากกว่า 30 ปีแล้ว ข้าว่า
พรสวรรค์ของพวกเขาก็ไม่อาจจะเทียบกับท่านได้”
อู่ เทียนยี่ กล่าว
อายุของพวกเขามากกว่า 30 ปี ด้วยอายุ 20
ขวบปี ความจริงแล้วก็ไม่ได้มีความแตกต่างอันใด
กับอายุ 30 ปีมากนัก…………
และที่สำคัญคือพวกเขาเพียงแค่รอช่วงเวลาในการ
ฝึกฝนไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆเท่านั้น หากรอให้พวก
เขาฝึกตนได้นานถึง 100 ปี เมื่อถึงเวลานั้นก็จะถึง
ขอบเขตที่แท้จริง ซึ่งน่าจะอยู่ในตัวตนเช่นเดียวกับ
เจ็ดเซียนแห่งซูซัน และเจ้านครจักรพรรดิเพลิง
ในตอนนี้
ไม่ว่าพวกเขาจะมีอายุเท่าไหร่ แต่การที่อยู่ในขั้น
ตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่ 3 กลับสามารถ
เอาชนะผู้ที่อยู่ในขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตระดับที่
4 ได้ พวกเขาทั้งหมดต่างก็ไม่ใช่ตัวตนที่ธรรมดาๆ
ทั่วไปแล้ว
เมิ่งเหยา กล่าวต่อว่า “นอกจาก ฉิน ฝูเหยา ที่เป็น
สตรีแล้ว คนอื่นๆอีก 3 คนล้วนเป็นบุรุษด้วยกัน
ทั้งสิ้น ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้ง 3 ค่อนข้างที่
จะสนิทสนมกัน และเรียกขานตนเองว่าเป็น ‘3
นายน้อยจักรพรรดิเพลิง ’ พวกเขามักจะออกไป
ข้างนอกเมืองสร้างวีรกรรมอยู่เป็นประจำ ดังนั้น
ชื่อเสียงที่อยู่ด้านนอกจึงค่อนข้างจะโด่งดังกว่า ฉิน
ฝูเหยา เสียอีก พวกเขาทุกคนต่างเป็นคนหนุ่มที่
เต็มเปียมไปด้วยพลัง เนื่องจากว่าแต่ละคนต้องก็มี
ภูมิหลังที่ทรงอำนาจ ทั้ง 3 คนจึงให้ความสำคัญซึ่ง
กันและกัน อีกทั้งเวลาส่วนใหญ่พวกเขาก็มักจะอยู่
ด้วยกัน”
อู่ อวี้ ตั้งใจฟังที่ เมิ่งเหยา เล่าอย่างจดจ่อ
“คนแรก เขาเป็นบุตรชายของขุนพลมู่หรง เขา
เกิดตอนที่ขุนพลมู่หรงมีอายุมากแล้ว ดังนั้น
ทรัพยากรและทุกสิ่งทุกอย่างที่ขุนพลมู่หรงมีใน
ชีวิตนี้ จึงมอบให้กับบุตรชายผู้นี้จนหมด แต่
อย่างไรก็ตามบุตรชายของขุนพลมู่หรงเป็นคนที่
เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานมุมานะ ตัวข้าเคย
เห็นเขาเพียงแค่ไม่กี่ครั้ง ซึ่งคนผู้นี้มีการศึกษาที่ดี
ยิ่ง มีบุคลิกที่สง่างามสุภาพ แทบจะไม่เคยได้ยินว่า
เขาบันดาลโทสะเลยสักครั้ง ส่วนด้านอื่นๆล้วนอยู่
ในระดับที่สูงเช่นกัน เพราะยังไงแล้วก็เป็นขุนพลมู่
หรงที่สั่งสอนเขาด้วยความเข้มงวด ไม่ปล่อยให้เขา
ก่อความวุ่นวาย บนทวีปแห่งทวยเทพ เขาจึงเป็น
คนที่มีชื่อเสียงค่อนข้างดี กล่าวได้ว่าเขาเป็น
เหมือนกับตัวแทนคนรุ่นหลังของนครจักรพรรดิ
เพลิง”
ผู้ฝึกตนทั่วทั้งทวีปแห่งทวยเทพจะถูกแบ่งเป็น 3
รุ่นด้วยกัน
ถ้าหากว่าแบ่งตามระดับของการฝึกตน ผู้ที่ฝึกตน
มาน้อยกว่า 50 ปี นับเป็น 1 รุ่น ซึ่งจะถูกเรียกว่า
รุ่นเยาว์ และ อู่ อวี้ หนานกง เหว่ย ฉิน ฝูเหยา ก็
ถูกจัดอยู่ในยุคนี้
ผู้ที่ฝึกตนมาแล้ว 50 ถึง 100 ปี ก็เป็นอีก 1 ยุค
เช่นยุคของพวก เฉิน ชิงเหยา
และรุ่นสุดท้ายตั้งแต่ 100 ปีขึ้นไป ผู้ฝึกตนเหล่านี้
ล้วนยากที่จะทลายขอบเขตต่อไปได้ เช่น เจียง
เสวี่ยชวน หรือว่า จอมกระบี่ชั่วฮวาและแม่ทัพ
หลายคนของนครจักรพรรดิเพลิง แน่นอนว่าถ้า
หากพวกเขาทลายขอบเขตได้ ก็ยังสามารถ
ความก้าวหน้าขึ้นได้อีก แต่ก็ยังยากที่จะก้าวหน้า
ไปได้ไกลจากที่เป็นอยู่
หลังจากที่กล่าวจบ เมิ่งเหยา ก็กล่าวว่า บุตรของ
ขุนพลมู่หรง มีนามว่า มู่หรง ซวี่
“ก่อนหน้านี้ประมาณ 2-3 ปี ขุนพลมู่หรงได้เข้าไป
ในซากปรักหักพังโบราณ ได้พบเจอกับมรดกของผู้
ฝึกตนโบราณผู้หนึ่งชื่อ ‘คนแท้เทพอัสนี’ เขารู้ว่า
อายุของเขามากแล้ว ดังนั้นจึงส่งมอบมรดกนี้ไป
ให้กับ มู่หรง ซวี่ ซึ่งครอบครองศาสตราเต๋าวิถีแท้
‘กระบี่เต๋าอัสนีคลั่ง’ของเทพสายฟั้าผู้ยิ่งใหญ่อยู่
ว่ากันว่าเขาสำแดงออกมาเพียงแค่ครั้งสองครั้ง
เท่านั้น กล่าวกันตามจริงแล้ว ในหมู่หัวหน้า
กองร้อย คาดว่า ฉิน ฝูเหยา ก็ยังไม่ใช่คู่สู้ของเขา”
ขุนพลมู่หรงช่างใจกว้างกับ บุตรชายของตนเสีย
จริง
อู่ อวี้ รู้ว่า เปั่ยซาน ม่อ ก็มีศาสตราเต๋าวิถีแท้
เช่นกัน แต่ว่ามันยังไม่เคยได้สำแดงออกมาให้เห็น
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ เป็นสิ่งของระดับเจ็ดเซียนแห่ง
ซูซัน จึงจะมีของล้ำค่าเช่นนี้ได้ อำนาจของมัน
แน่นอนว่าย่อมอยู่เหนือยิ่งกว่าศาสตราสถิต
วิญญาณอยู่หลายเท่าตัว ถึงแม้จะเป็นศาสตาสถิต
วิญญาณก็ตามที แต่เมื่อเทียบกับศาสตราเต๋าวิถี
แท้ก็มีช่องว่างราวฟั้ากับเหว
ถ้าหากว่าอีกฝั่ายสามารถควบคุมและใช้ออก
‘กระบี่เต๋าอัสนีคลั่ง’ ได้อย่างอิสระ อู่ อวี้ ก็ไม่
แน่ใจว่าตนเองจะสามารถเผชิญหน้ากับอีกฝั่ายได้
หรือไม่
ถึงแม้ว่า มู่งหรง ซวี่ จะมีอายุมากกว่าเขา แต่ถ้า
หากว่าให้เวลา อู่ อวี้ อีกสัก 2-3 ปี เขาจะต้อง
แข็งแกร่งยิ่งกว่า มู่หรง ซวี่ ในตอนนี้มากอย่าง
แน่นอน แต่ว่าในโลกของผู้ฝึกตนนี้ แข็งแกร่งก็คือ
แข็งแกร่ง อ่อนแอก็คืออ่อนแอ การต่อสู้ของทั้ง 2
ฝั่าย ใครจะสนใจว่ามีอายุเท่าไหร่?
“ที่เรียกว่า 3 นายน้อยจักรพรรดิเพลิง มู่หรง ซวี่
ผู้นี้นี่แหล่ะที่เป็นหัวหน้า”
คาดว่าเขาน่าจะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด ส่วนอีก 2
คนที่เหลือน่าจะธรรมดากว่าเล็กน้อย
เมิ่งเหยา กล่าวต่ออีกว่า “คนที่สอง มีนามว่า เจียง
จือซุน เจียง ซือซุน ไม่ได้เป็นบุตรของขุนพลคนใด
แต่เขาเกิดบนทะเลเหนือ เป็นอัจฉริยะที่คนทั่วไป
ไม่อาจจะเทียบได้ ว่ากันว่าตอนที่เขาเกิดออกมา ก็
เกิดภาพนิมิตรขึ้นในฟั้าดิน ในเวลานั้นมีทหารแห่ง
ทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงกำลังไปปฎิบัติภารกิจอยู่
ในบริเวณนั้น ทารกผู้นี้จึงถูกนำตัวกลับไปที่นคร
จักรพรรดิเพลิง 30 ปีต่อมา ในตอนนี้ เจียง จือซุน
ได้กลายเป็นตำนานของที่นี่ไปแล้ว เขาไม่เพียงแต่
ถูก ขุนพลอวี้กู่ ผู้ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญอันดับ 1 ใน
ด้านค่ายกลนครจักรพรรดิเพลิงรับเป็นลูกศิษย์ ได้
ยินมาว่าเขาได้รับสืบทอดมรดก ‘นักพรตเต๋าแก่น
แท้เวทย์’ ซึ่งมรดกนี้ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด ได้ยิน
มาว่าในตอนที่มารดาของเขากำลังตั้งครรภ์ นางได้
ออกไปตกปลาที่ข้างนอก ซึ่งนางได้กินไข่มุกทะเล
เข้าไปหนึ่งเม็ด ภายในมุกนั้นคาดว่าน่าจะเป็น
มรดก นักพรตเต๋าแก่นแท้เวทย์ ทำให้สิ่งที่ เจียง
จือซุน เชี่ยวชาญมากที่สุดก็คือเรื่องของสัญลักษณ์
เวทย์ ก่อนหน้านี้เขาได้ก่อตั้งค่ายกลมาแล้ว
มากมาย เพื่อที่จะเข้าร่วมกับสงครามเหยียน ดู
เหมือนว่าเขาจะออกไปข้างนอกเพื่อมองหาสถานที่
ฝึกฝนมรดก ‘นักพรตเต๋าแก่นแท้เวทย์’ การ
กลับมาในครั้งนี้น่าจะได้รับการเก็บเกี่ยวมาไม่
น้อย”
เดิมที อู่ อวี้ คิดว่าคนที่เหลืออีก 2 คนจะเป็นเพียง
แค่คนปกติสามัญทั่วไป แต่เมื่อได้ฟังแล้ว เจียง จือ
ซุน ก็ถือเป็นศัตรูที่แข็งแกร่งอย่างไม่ต้องสงสัย!
เมื่อกล่าวมาเช่นนี้ คนสุดท้ายที่สามารถอยู่กับพวก
เขาได้ แน่นอนว่าจะต้องไม่เป็นเพียงแค่คน
ธรรมดา!
ในเวลานี้การแข่งขันของเหล่าผู้เยาว์ทั้งหลาย ต่าง
ก็มี ลั่วผิน ฉิน ฝูเหยา มู่หรง ซวี่ เจียง จือซุนและ
คนสุดท้ายอีกหนึ่งคน
ในตอนนี้มีอยู่ทั้งหมด 6 คนแล้วที่ถือเป็นศัตรูตัว
ฉกาจ
“คนสุดท้ายมีนามว่า หลี่ ชู่ไห่ เขาถูก ‘ขุนพล
จินหลวน’ รับมาเป็นบุตรบุญธรรม ว่ากันว่าเขา
พบเจออยู่ที่ลาวาใต้พิภพ เขาเป็นคนที่มีอารมณ์
ร้อน แต่ก็ปกปิดซ่อนพลังเอาไว้ได้ดี ในตอนนี้จึงไม่
มีใครรู้ถึงพลังที่แท้จริงของเขา ข้าก็ยังไม่รู้ว่าเขา
ได้รับสืบทอดมรดกอะไรมา ถึงอย่างไรก็ตามอีก 2
คนก็เต็มใจที่จะอยู่ร่วมกับเขา แน่นอนว่าเขา
จะต้องมีความสามารถที่ไม่เลว!”
3 นายน้อยจักรพรรดิเพลิง 4 มหาจตุรเทพ!
ไม่น่าแปลกใจที่นครจักรพรรดิเพลิงเป็นเมือง
อันดับ 1 ของทวีปแห่งทวยเทพ อู่ อวี้ กลับได้อยู่
ในยุคเดียวกับเหล่าผู้มีอัจฉริยะภาพรายล้อมเสีย
แล้ว
ศัตรูคู่ฉกาจมีทั้งหัวหน้ากองร้อย หัวหน้ากองพัน
แล้วยังจะมีอะไรอีกล่ะเนี่ย…
แน่นอน ถ้าหาก อู่ อวี้ ไม่ถูกขับไล่ออกจากนิกาย
เซียนซูซัน นิกายเซียนซูซันก็จะมียอดอัจฉริยะถึง
3 คน ก็คือ หนานกง เหว่ย เปั่ยซาน ม่อ และเขา
นอนกจากนี้ก็ยังมีรุ่นของ เฉิน ซิงเหยา
อู่ อวี้ ปล่อยให้ เมิ่งเหยา กล่าวถึงข้อมูลของ
หัวหน้ากองร้อยคนอื่นๆ และกล่าวถึงผู้ฝึกตนที่ฝึก
มานานกว่า 100 ปี ถึงยังไงพวกเขาก็ไม่อาจที่จะ
เป็นคู่ต่อสู้กับ 4 มหาจตุรเทพได้ กล่าวได้ว่า การ
กลายเป็น 1 ใน 32 รายชื่อ พลังรบของทุกคน
จะต้องอยู่ในจุดสูงสุดขั้นตำหนักม่วงทะเลมรกตขั้น
ที่ 4 หรือแม้กระทั่งเหนือกว่า การต่อสู้ในครั้งนี้
จะต้องดุเดือดเป็นอย่างมากแน่นอน
สำหรับรายชื่อ 3 อันดับแรก เพื่อที่จะได้คำแนะนำ
จากเจ้านคร คาดว่าแม้กระทั่ง 3 นายน้อย
จักรพรรดิเพลิงก็ต้องการที่จะไขว่คว้ามันมา ดังนั้น
ต่อให้ต้องตายเขาก็จะไม่มีความเมตตาให้เห็น ได้
ชัดว่าสำหรับสงครามเหยียนแล้วทุกคนได้มีการ
เตรียมตัวมาอย่างดีจนน่าหวาดกลัว
เช่น ฉิน ฝูเหยา หลังจากที่เสร็จสิ้นภารกิจในเมือง
เมฆาแรกอรุณแล้ว นางก็กลับมาปิดด่านฝึกตน
ในทันที อีกทั้งอัจฉริยะ 2 ใน 4 จตุรเทพยังได้
ปรากฎตัวขึ้นแล้ว
เจียง จือซุน ที่ออกไปมองหาสถานที่ฝึกตน
ภายนอก ก็กลับมาเมื่อเร็วๆนี้
การต่อสู้ของอัจฉริยะและผู้แข็งแกร่ง จะต้องระอุ
ดั่งเปลวเพลิงอย่างแน่นอน!
ในหมู่พวกเขา ดูเหมือนว่าคนที่น่ากลัวสำหรับ อู่
อวี้ มากที่สุด นั่นก็คือ ลั่วผิน ซึ่งหนึ่งใน 32 คน
จะต้องมีนางแล้วแน่ๆหนึ่งคน หาก อู่ อวี้ จะต้อง
พบเจอกับ ลั่วผิน ก่อนในรอบแรก เขาจะต้อง
สูญเสียโอกาสนี้ไปอย่างแน่นอน เขาเข้าใจเป็น
อย่างดี ถ้าหากว่าใครพบกับ ลั่วผิน คนผู้นั้นน
จะต้องพ่ายแพ้ไปอย่างไม่ต้องสงสัย
หลังจากเปิดม่าน2ไปวัน ทั้ง 32 อันดับจะถูก
แบ่งเป็นสองสาย สายละ 16 จากนั้นจะทำการเฟั้น
หาผู้ชนะในแต่ละฝังไปเรื่อยๆ จาก 16 คน จน
เหลือ 8 คน และสุดท้ายเหลือเพียง 4 คนเพื่อ
ตัดสินอันดับที่ 1 2 และ 3 4
อันดับที่ 3 และ 4 จะทำการต่อสู้กันเพื่อทำให้
เหลือเพียง 1 คน ส่วนอันดับที่ 1 และ อันดับที่ 2
จะต้องต่อสู้ห้ำหั่นอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อแย่งชิง
ชื่อเสียงกับแต้มผลงาน 2 ล้านแต้ม
เพราะยังไงแล้ว อันดับที่ 1 ย่อมได้รับชื่อเสียงและ
แต้มผลงานมากกว่า อันดับที่ 2 อย่างเทียบกันไม่
ติด
ด้วยวิธีการเช่นนี้ หากว่าเขากับ ลั่วผิน สามารถ
ผ่านอุปสรรคต่างๆได้ อัตราที่จะพบกันในรอบ 8
คนมีถึง 4 ส่วนซึ่งถือว่าค่อนข้างที่จะมากทีเดียว
ในการต่อสู้นี้คนที่ อู่ อวี้ กลัวมากที่สุดก็คือ ลั่วผิน
จากค่ายมังกรครามที่เป็นบ้านใกล้เรือนเคียง
ตัวนางอาจจะมีระดับทัดเทียมกับของเจ้านคร หรือ
แม้กระทั่งแข็งแกร่งกว่า เพราะยังไงแล้วนางก็
ไม่ใช่คนของทวีปแห่งทวยเทพ
เวลา 2 วันผ่านไปในชั่วพริบตา
ในตอนนี้ อู่ อวี้ อยู่เบื้องหน้าพระราชวังเหยียน
ราวกับว่าเป็นการรวมตัวของอัจฉริยะในรายนาม
สงครามเหยียน ในใจเกิดเป็นความกังวลยิ่ง
ที่ด้านหน้ารายนามสงครามเหยียน ผู้คนรวมตัวกัน
อย่างหนาแน่น เสียงผู้คนพูดคุยกันอย่างจอแจ ใน
วันนี้มีทหารแห่งทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงมารวมตัว
กันนับหมื่นคนอยู่ในสถานที่แห่งนี้
อู่ อวี้ ยืนอยู่เบื้องหลังของฝูงชนอย่างสุขุม
ด้วยคะแนน 91 แต้ม จึงไม่ต้องเข้าร่วมกับสงคราม
แย่งชิงผู้มีคุณสมบัติ
เนื่องจากก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ ได้ยินมา มี 12 รายชื่อ
ซึ่งมีคะแนน 86 ถึง 88 แต้ม พวกเขาเหล่านั้น
จะต้องเข้าร่วมสงครามแย่งชิงผู้มีคุณสมบัติ เพื่อ
ตัดสินออกมา 3 คน ให้เป็น 1 ใน 32 รายชื่อ
กล่าวก็คือ คู่ต่อสู้ของเขาคนแรกที่อยู่ในสายที่ 1
จะต้องเอาชนะถึง 2 การประลอง จึงจะมี
คุณสมบัติสามารถมาต่อสู้กับเขาในตัวแทน 32
หัวหน้ากองร้อยผู้แข็งแกร่งได้
เมื่อเขาลองมองไป ก็พบว่าใน 32 อันดับ ตนอยู่ใน
2 ตำแหน่งรั้งท้าย
ต่อมาเขาก็ได้พบกับรายชื่อของ มู่หรง ซวี่ เจียง
จือซุน หลี่ ขู่ไห่ และ ฉิน ฝูเหยา ด้วย
ความสามารถที่สูงล้ำของพวกเขาจนเกินผู้อื่นจึง
ทำให้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้แข็งแกร่ง เกรงว่าผู้คนคง
หวังว่าจะไม่ต้องเจอกับพวกเขาในรอบแรกๆ
จากนั้นก็มองเห็นรายชื่อของ ลั่วผิน
นางอยู่ ในสายที่ 2
ซึ่งคู่ต่อสู้ของนาง ก็จะต้องทำการต่อสู้อีก 2 สนาม
ถึงจะได้มาเจอนางเช่นกัน
รายนามสงครามเหยียนทั้งหมดในตอนนี้ค่อนข้างที่
จะสมดุลย์กันแล้ว อู่ อวี้ และนางไม่ได้อยู่ในสาย
เดียวกัน
อู่ อวี้ ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก อย่างน้อยใน
ช่วงแรกเขาก็ยังไม่ต้องเผชิญหน้ากับ ลั่วผิน
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ