กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 408 : สนามรบโบราณ
นี่คือการต่อสู้แข่งขัน หากพ่ายแพ้ก็จะถูกตัดออก
ทันที ยิ่งท่านเจอฝั่ายตรงข้าม ที่มีฝีมือความ
แข็งแกร่งมากขึ้นเท่าใดก็จะมีโอกาสถูกตัดออกจาก
การแข่งขันเร็วมากขึ้นเท่านั้น
ถึงแม้ว่าจะมี เมล็ดพันธุ์แห่งชัยชนะ ทำให้ผ่าน
เข้ารอบมาได้ แต่ก็ต้องหยุดอยู่ที่รอบ 16 คน
สุดท้าย
ดังนั้นเมื่อขุนพลประกาศ รายนามสงครามเหยียน
จึงทำให้กลายเป็นจุดสนใจในทันที ผู้ที่ได้คะแนน
สูงสุดสามอันดับแรก พวกเขาจะถูกจับจับแยกออก
จากกัน เพื่อปั้องกันการปะทะกันตั้งแต่รอบแรก ๆ
การประลองแบ่งเป็นรอบ 16 คนไปจนถึงรอบ 8
คน และคัดต่อจนเหลือเพียง 4 คนเท่านั้น ซึ่ง
ต่อจากนั้นก็จะเป็นการเฟั้นหาผู้ชนะเลิศ 3 อันดับ
แรกผู้เข้าแข่งขันต้องเผชิญหน้าห้ำหั่นกัน
นอกจากนี้รูปแบบการประลอง ยังมีการเผชิญหน้า
กันระหว่างผู้มาใหม่ กับ ผู้ที่เคยมีประสบการณ์มา
ก่อนแล้ว
ยกตัวอย่างเช่น การต่อสู้ครั้งแรกของ อู่ อวี้
สามารถทำให้ฝั่ายตรงข้ามพ่ายแพ้ เขาก็จะ
เข้ารอบ 16 คน จะถือว่าผ่านเข้าสู่ 3 รอบสุดท้าย
ซึ่งในรอบที่ 4 นี้ มีหัวหน้ากองร้อยที่ฝึกฝนบำเพ็ญ
ตนมานานกว่า 200 ปี อีกทั้งยังมีคะแนนสูงสุดถึง
96 คะแนน!
ท่ามกลางหัวหน้ากองร้อยใน 4 สายที่จะต้องมา
ประจบกันหลังจากเอาชนะในแต่ละรอบได้ อู่ อวี้
กับ ชายชรา ถือได้ว่าเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นเลิศ ซึ่ง
พวกเขาจะต้องต่อสู้กันอย่างดุเดือดระหว่างชนรุ่น
เก่า และ รุ่นใหม่ ผู้มีความสามารถจะได้ก้าวเข้าสู่
8 อันดับแรก!
ยังมีคู่แข่งอย่าง 3 นายน้อยจักรพรรดิเพลิง อาทิ
เช่น ฉิน ฝูเหยา เป็นต้น ซึ่งพวกเขามีความ
แข็งแกร่งมากพอที่จะก้าวเข้าสู่ 8 อันดับแรกได้
นอกจากนี้ยังมีการกล่าวขานถึงผู้ฝึกตนชรา และ
ผู้ฝึกตนวัยกลางที่ได้คะแนนสูงอีกด้วย
ซึ่งผู้ที่อยู่ด้านบน 3 อันดับแรก จะมีการทำ
เครื่องหมายเอาไว้ด้วย มู่หรง ซวี่ 98 คะแนน หลี่
ขู่ไห่ 96 คะแนน เจียง จือซุน 93 คะแนน ในหมู่
พวกเขา เจียง จือซุน มีความเชี่ยวชาญในวงเวท
กลไก ดังนั้นเสียงจากการโจมตีกลองศึกเหยียน
หวงจึงเบากว่าเล็กน้อย
แต่คะแนนที่เขาได้รับ ก็ถูกพิจารณาว่ามีศักยภาพ
แลความนิยมอยู่ใน 3 อันดับแรก!
ถึงแม้คะแนนของ อู่ อวี้ จะไม่สูงมากนัก แต่เพราะ
อวตารนอกวิถีจากซูซัน นอกจากนี้ด้วย
ความสามารถที่เขาแสดงให้เห็นในทะเลตงไห่
เหล่าขุนพลทั้ง 3 จึงตั้งใจจัดให้เขาอยู่ในผู้มี
ศักยภาพสุดยอดเช่นเดียวกัน แต่ อู่ อวี้ ลองมอง ๆ
ดูแล้ว หากว่า หลี่ ขู่ไห่ ซึ่งมีอันดับใกล้เคียงกับตัว
เขาและสามารถที่จะเข้าสู่ 8 อันดับได้ เกรงว่าใน
เวลานั้น อู่ อวี้ คงต้องแย่งตำแหน่ง 4 อันดับแรก
กับมันก่อนเสียแล้ว
ตราบใดที่เข้าสู่ 4 อันดับแรก และ มิได้ปราชัยใน
การประลอง 2 ครั้ง คนผู้นั้นจะมีคุณสมบัติในการ
เข้าสู่คฤหาสน์เจ้านคร
สิ่งสำคัญที่สุดคือการต่อสู้ 3 ครั้งแรก
อู่ อวี้ ครุ่นคิดอยู่ในจิตใจ คู่ต่อสู้คนแรกของเขาถูก
กำหนดมาให้พ่ายแพ้อยู่แล้ว แต่คู่ต่อสู้ในรอบที่ 2
น่าจะเป็นชายชราที่มีนามว่า ‘ ผู หยางอี ’ ขุนพล
ทั้ง 3 ถึงกับได้ประเมินคะแนนของเขาไว้ถึง 96
คะแนน แสดงให้เห็นว่าคนผู้นี้ต้องแข็งแกร่งอย่าง
แน่นอน หากประเมินจากความนิยมแล้ว เสียงของ
เขาน่าจะดังยิ่งกว่า อู่ อวี้
ส่วนคู่ต่อสู้รอบที่ 3 เขาไม่อยากจะให้เป็น หลี่ ขู่ไห่
มากที่สุด เนื่องจากท่ามกลาง 3 นายน้อย
จักรพรรดิเพลิง อู่ อวี้ รู้ข้อมูลของ หลี่ ขู่ไห่ ผู้นี้
น้อยมาก นอกจากนี้ชื่อของเขา ยังฟังดูแล้ว
ค่อนข้างแปลกประหลาดอีกด้วย
หลี่ ขู่ไห่ เป็นบุตรบุญธรรมของขุนพลจินหลวน ซึ่ง
ขุนพลจินหลวน คือขุนพลอันดับหนึ่งในนคร
จักรพรรดิเพลิง! ร่ำลือกันว่าขุนพลผู้นี้ได้ติดตาม
จอมจักรพรรดิมันเนิ่นนานหลายแรมปี
เขาจดจำ รายนามสงครามเหยียน ได้อย่างขึ้นใจ
เนื่องจากคู่ต่อสู้ในแต่ละรอบของทุกคนนั้นมีอยู่ไม่
เยอะเท่าไหร่ หลังจากที่ผละออกมา เขาก็พบว่า
ลั่วผิน กำลังยืนมองอยู่ด้านหลังของเขา สายตา
ของนางยังคงสงบเหมือนเช่นเคย เสมือนดั่งอัญ
มณี แลทะเลสาบนิ่งสงบ ไร้ระลอกคลื่น
” ช่างน่าเสียดายนัก ดูแล้วคงยากยิ่งที่ข้าจะได้พบ
เจอกับท่าน เว้นเสียแต่ว่าท่านกับข้าจะกลายแย่ง
ชิงอับดับ 1 อันดับ 2 กัน ” ลั่วผิน กล่าวขึ้นด้วย
น้ำเสียงราบเรียบ ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น มันก็ให้
ความรู้สึกเสมือนดั่งบุปผาในฤดูใบไม้ผลิที่บาน
สะพรั่งงดงาม
” เช่นนั้นก็มาพยายามทุ่มเทฝีมือทั้งหมดในการ
ต่อสู้กันเถอะ การที่ท่านกับข้าสามารถผ่านเข้าสู่ 8
อันดับแรกได้ ก็ถือว่าดีมากแล้ว เพราะอย่างไรแล้ว
ก็มีผู้แข็งแกร่งมากมายเข้าร่วมการต่อสู้ในครั้งนี้ ”
อู่ อวี้ กล่าวอย่างสุถาพ
ลั่วผินส่ายหัว แล้วกล่าวว่า ” ด้วยความแข็งแกร่ง
ของท่าน ข้ารู้ว่าท่านต้องขึ้นเป็น 4 อันดับแรก
อย่างแน่นอน หรือบางทีอาจเข้าสู่ 3 อันดับแรก
ด้วยซ้ำ ”
“ ผู้บัญชาการลั่วท่านสนใจข้าด้วยงั้นรึ? ” อู่ อวี้
มิกล้าแสดงท่าทางผิดปกติมากเกินไปนัก เนื่องด้วย
เกรงว่านางจะรู้ตัวว่าเขานั้นทราบตัวตนที่แท้จริง
ของนางแล้ว
อย่างไรก็ตาม ลั่วผิน มิได้พูดคุยซักไซ้หัวข้อนี้ต่อ
นางมองไปยังฝูงชนที่ส่งเสียงเฮฮาอยู่ด้านหน้า
จากนั้นก็กล่าวว่า ” ก่อนหน้านี้ที่ข้าเดินจากมา
ท่านทำท่าเหมือนจะไล่ตามข้า มีอะไรหรือไม่? ”
อู่ อวี้ ยิ้มขึ้นอย่างกระอักระอ่วน กล่าวตามตรงการ
พูดคุยกับสัตว์สวรรค์มังกรเทวะ ทำให้เขารู้สึก
กดดันและประหม่าเล็กน้อยอยู่บ้าง ทำให้คำถามที่
นางถามออกมาแต่ละครั้ง เขาไม่รู้ว่าจะตอบ
กลับไปเช่นไรดี
ลั่วผิน เห็นเขาหัวเราะแหะ ๆ นางจึงกล่าวขึ้นด้วย
น้ำเสียงอ่อนโยนว่า ” ที่นี่เสียงดังมากเกินไป
นอกจากนี้ยังเหลือเวลาอีกตั้ง 5 วันกว่าเราจะเข้าสู่
‘สนามรบโบราณ’ กลับด้วยกันไหม? ”
” อืม ไปกันเถอะ ” อู่ อวี้ เร่งความเร็วเดินตามไป
อยู่เคียงข้างนาง ดูเหมือนว่านางจะไม่ชอบสถานที่
ที่มีเสียงดังเอะอะโหวกเหวกมากเกินไป ดังนั้นคิ้ว
ของนางจึงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย การได้มาเดิน
เคียงข้างนาง ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความลึกล้ำอัน
กว้างใหญ่ไร้สิ้นสุด นอกจากนี้ยังมีความรู้สึกแปลก
ประหลาดบางอย่างผสมปนเปอยู่อีกด้วย
ด้วยขอบเขตอิทธิพลที่ขยายตัวขึ้นของสงครามเห
ยียน ซึ่งอันที่จริงแล้วสนามรบโบราณนั้นตั้งอยู่
‘ด้านนอก’ นครจักรพรรดิเพลิง แน่นอนว่าผู้ทรง
อิทธิพลมากมายจากทั่วทุกสารทิศได้เดินทางมายัง
นครจักรพรรดิเพลิง เพื่อเฝั้าชมสงครามครั้งนี้ ซึ่ง
แท้จริงแล้วนี่ก็ถือเป็นหนึ่งในวิธีที่แสดงให้เห็นถึง
ความแข็งแกร่งเกียงไกรของ นครจักรพรรดิเพลิง
หัวหน้ากองร้อยทั้ง 32 คนซึ่งแข็งแกร่งมากที่สุด
เข้าต่อสู้ห้ำหั่นกันอย่างรุนแรงดุเดือด เป็นการต่อสู้
ของผู้เยาว์และผู้อาวุโส นอกจากนี้ในทุก ๆ ครั้ง
สงครามเหยียนจะมีการต่อสู้ดุเดือดรุนแรงถึงขีดสุด
ทำให้เหล่าผู้รับชมได้รับความบันเทิงอย่างยิ่งยวด
ถือเป็นการปั่าวประกาศให้ยอดฝีมือทั่วทั้งทวีปแห่ง
ทวยเทพ ได้ประจักษ์แก่สายตาอย่างดีเยี่ยมเลย
ทีเดียว
กล่าวกันว่าแม้แต่ซูซันยังส่งตัวแทนมา เพื่อเฝั้าดู
ศึกในครั้งนี้
‘สนามรบโบราณ’ ร่ำลือกันว่าครั้งหนึ่งมันเคยเป็น
สนามรบมาก่อน มีหุบเขาขนาดใหญ่ และเขาเล็ก
เขาน้อยมากมายอยู่ กล่าวได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง
ภายในนั้น ได้รับการหล่อเลี้ยงจากพลังฟั้าดิน
บรรพกาล ผ่านคืนวันหลายแรมปีนับไม่ถ้วน พวก
มันทั้งหมดจึงนับเป็นสมบัติวิเศษที่หาได้ยากยิ่ง
หลังจากที่คนทั้งสองก้าวไปเบื้องหน้า ในระหว่างที่
อู่ อวี้ กำลังครุ่นคิดอะไรไปเรื่อยเปือยอยู่นั้น
ฉับพลันก็มีเสียงของใครบางคน ตะโกนร้อง
เรียกชื่อของเขาดังขึ้นมาจากท่ามกลางฝูงชน เป็น
เสียงที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกได้ถึงความอ่อนนุ่มละมุน
หากไล่ติดตามที่มาของเสียงนี้ไป จะรู้ว่าคนที่เรียก
เขาก็คือ ฉิน ฝูเหยา
ฝูงชนด้านหน้าเริ่มกระจายตัวกันออกไปทันที ด้วย
การแต่งกายของนางมากพอที่จะทำให้อาณาจักร
หนึ่งล่มสลายได้ ฉิน ฝูเหยา คือสตรีแสนงดงามซึ่ง
ยากจะหาผู้ใดเทียบเคียงได้ในใต้หล้านี้ นางเดินเข้า
มาหา อู่ อวี้ เรือนร่างอันงดงามส่ายไหวไปมา ทุก
อิริยาบถดูอ่อนช้อยงดงามเปียมไปด้วยเสน่ห์อันล้น
เหลือ เมื่อเทียบกับ ลั่วผิน แล้วนางให้ความรู้สึก
เร่าร้อน ดึงดูดใจกว่ามาก
” อู่ อวี้ มานี่ ข้าจะแนะนำสหายสองสามคนให้เจ้า
รู้จัก ” ฉิน ฝูเหยา กวักมือเรียกเขา
บางทีอาจเป็นเพราะความบาดหมางระหว่าง
ผู้หญิง นางจึงมิได้เรียก ลั่วผิน ให้เข้ามาด้วย
เป็นไปได้ว่านางอาจรู้สึกว่า ลั่วผิน นั้นไม่ได้อยู่ใน
ระดับเดียวกับตนเอง
ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มสังคมของนาง คือเหล่าสุดยอด
อัจฉริยะในใต้หล้า
เบื้องหลังของ ฉิน ฝูเหยา มีบุรุษสามคนติดตามมา
ด้วย ทั้งสามคนล้วนมีอัตลักษณ์โดดเด่นพิเศษ
เฉพาะตนเอง สองคนแรกสวมใส่ชุด เกราะเซียนเห
ยียนหวง ซึ่งเป็นไปได้ว่าพวกเขาตั้งใจสวมใส่
เกราะเซียนเหยียนหวง เพื่อปกปิดรูปลักษณ์ที่
แท้จริง ส่วนอีกคนหนึ่งมีรูปร่างลักษณะคล้ายคลึง
กับ อู่ อวี้ มีใบหน้าขาวนวล สง่างามสุภาพ
อ่อนโยน ดวงตาทั้งคู่ของเขาประดุจดั่งชลธี ราว
กับว่าคนผู้นี้มีความเข้าใจในกฏเกณฑ์แห่งโลก
อย่างลึกลับซับซ้อนยิ่ง เกราะเซียนเหยียนหวง ที่
เขาสวมอยู่ทำให้เขาสามารถปกปิดกลิ่นอายของ
วีรบุรุษทหารกล้าที่แผ่ออกมาอย่างรุนแรงได้ หาก
มองอย่างพินิจ จะสามารถแลเห็นได้ว่าภายใน
ดวงตาของเขามีประกายแสงอัสนีสีม่วงกระพริบ
วูบวาบอยู่ตลอดเวลา ช่างดูโดดเด่นอย่างยิ่ง ใน
คราบของความอ่อนน้อมแฝงไว้ด้วยความ
แข็งแกร่งดื้อรั้น เห็นได้ชัดว่าเขาคือ ‘ มู่หรง ซวี่ ‘
บุตรชายของ ขุนพลมู่หรง ใบหน้าของเขามีความ
คล้ายคลึงกับ ขุนพลมู่หรง เป็นอย่างมาก
คนผู้นี้คืออัจฉริยะแห่งนครจักรพรรดิเพลิง ผู้
ครอบครองศาสตราเต๋าวิถีแท้ที่มีชื่อว่า ‘ กระบี่เต๋า
ผสานอัสนี ‘
อีกผู้หนึ่งซึ่งสวมใส่ เกราะเซียนเหยียนหวง เช่นกัน
คนผู้นี้สวมใส่ชุด เกราะเซียนเหยียนหวง ที่มีขนาด
ใหญ่เป็นพิเศษ นั่นเป็นเพราะคนผู้นี้มีร่างกายสูง
ใหญ่อย่างยิ่ง ซึ่งเขาสูงมากกว่า อู่ อวี้ กว่าครึ่งฉื่อ
และร่างกายที่ใหญ่โตกว่าเขามาก หากแขนของคน
ธรรมดาความยาวจะอยู่ที่ระดับเอว แต่แขนของ
คนผู้นี้กลับยาวกว่านั้นมาก ราวกับแขนวานร
ขนาดยักษ์ก็มิปาน อีกทั้งกายเนื้อของเขายังมี
ความแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งกล่าวได้ว่า อู่ อวี้
ไม่เคยพบเห็นมนุษย์คนใดมีร่างกายแข็งแกร่งเช่นนี้
ราวกับว่าเนื้อหนังโลหิตถูกหลอมสร้างขึ้นมาจาก
ทองคำ นอกจากนี้ยังมีกลิ่นอายปีศาจแผ่ออกมา
อย่างแรงกล้า แต่กระนั้นก็ยังยากเกินจะ
จินตนาการได้ว่าจะมีผู้ใดที่มีกายเนื้อแข็งแกร่ง
เกือบจะเทียบเท่ากับ กายาสักการะราชันมณี
จันทราพุทธเจ้าทองคำ ของเขา
ดวงตาของผู้ชายผู้นี้เป็นสีทองเข้ม เป็นสายตาที่แผ่
แรงกดดันออกมาอย่างมหาศาล ดุร้ายเฉกเช่นดั่ง
สัตว์ปั่า ซึ่งหากนำมาเปรียบเทียบกับ มู่หรง ซวี่ ที่
อยู่ด้านข้างของเขา มันช่างดูราวกับสวรรค์แล
ปฐพี หนึ่งเป็นสวรรค์ ส่วนอีกหนึ่งเป็นปฐพี
นับตั้งแต่ที่พวกเขาปรากฏตัวเหล่าไพร่พลทหาร
ของ กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง ก็รีบดีดตัวออก
ห่าง โดยมิกล้าเสวนาพูดคุยกับพวกเขาแม้แต่น้อย
เขาคือบุตรบุญธรรมของ ขุนพลจินหลวน ซึ่งถูก
เก็บมาเลี้ยงจากภูเขาอัคคีตั้งแต่เด็กๆ นามว่า หลี่
ขู่ไห่
ชายคนที่สามรูปร่างเพรียวบางสง่างาม เขาเปลี่ยน
สี เกราะเซียนเหยียนหวง เป็นสีเขียวอ่อน
รูปลักษณ์สง่างาม ผมยาวสยายพลิ้วกระพือตาม
กระแสสายวาโย มีรอยยิ้มที่มุมปาก ให้ความรู้สึก
เช่นเดียวกับกระแสสายลมยามฤดูใบไม้ผลิ เสมือน
ดั่งบัณฑิตผู้รักอิสระ เพียงแค่มอง อู่ อวี้ ก็ล่วงรู้ได้
ในทันที ภายในต่างจากภายนอกที่เห็นอย่างสิ้นเชิง
จิตใจของเขาเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง และ
ภูมิใจในตนเองอย่างที่สุด ในยามนี้ ฉิน ฝูเหยา
กำลังร้องตะโกนเรียกเขา บุรุษสองคนจ้องมองมาที่
เขาอย่างสนใจ ส่วนอีกหนึ่งได้รับความสนใจอย่าง
ล้มหลาม ซึ่งมันกำลังพูดคุยกลั้วหัวเราะอยาก
สนุกสนานครื้นเครงกับเหล่าสตรีที่รายล้อมอยู่ริม
ถนน
“อู่ อวี้ พวกเขาอยากรู้จักเจ้า” ฉิน ฝูเหยา กวักมือ
เรียกโดยไม่รอให้ อู่ อวี้ เห็นด้วยหรือตอบตกลง
นางก็วิ่งเข้ามาดึงตัวเขาออกจาก ลั่วผิน ไปอยู่
เบื้องหน้า มู่หรง ซวี่ กับคนอื่น ๆ จากนั้นนางก็
กล่าวว่า ” บุรุษที่ดูดีผู้นี้คือน้องชายแสนดีของข้า
เอง ถ้ามีเขาอยู่เจ้าไม่มีทางรังแกข้าได้ ”
มู่หรง ซวี่ ยิ้มแล้วกล่าวว่า ” พวกเราไม่กล้า
กระตุ้นท่านหรอก ” หลังกล่าวจบ เขาก็หันมา อู่
อวี้ พร้อมกล่าวขึ้นอย่างสงบว่า ” ข้ามีนามว่า มู่
หรง ซวี่ ยินดีที่ได้พบ ข้าได้ยินชื่อเสียงของท่านมา
นานแล้ว”
” ยินดีที่ได้พบท่านเช่นกัน ” อู่ อวี้ เห็นว่า ลั่วผิน
ยังรอเขาทำความรู้จักกับ 3 คนนี้
เมื่อเห็นมีเหล่าคนดังพูดเปียมล้นไปด้วยอิทธิพลมา
รวมตัวกันอยู่ ทันใดนั้นเมื่อฝูงชนสังเกตเห็นพวก
เขา ก็ละสายตาจากรายนามสงครามเหยียน
เป็นมาให้ความสนใจ อู่ อวี้ และคนอื่น ๆ ที่อยู่
ด้านนี้แทน
“หลี่ ขู่ห่าย ” หลี่ ขู่ห่าย แนะนำตนเองด้วยคำพูด
สั้น ๆ แสนห้วน น้ำเสียงของมันดูหยาบกระด้าง
เป็นอย่างยิ่ง เขาไม่พูดอะไรนอกเหนือจากเอ่ยนาม
ของตนเอง ซึ่งนี่ก็ถือว่าเป็นการแนะนำตัว และ ทำ
ความรู้จักแล้ว
นี่คือการปะทะกันระหว่างกายเนื้อกับกายเนื้อ อันที่
จริงยามนี้ หลี่ ขู่ห่าย ก็รู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย ด้วย
เพราะถึงแม้เนื้อของมันจะเหนือกว่าทุกผู้คน แต่
เมื่อเทียบกับ อู่ อวี้ แล้วมันก็ยังด้อยกว่าเขามาก
แม้ว่าตัวมันจะยืนอยู่ข้าง ๆ อู่ อวี้ ทว่า อู่ อวี้ กลับ
ไม่รู้สึกถึงแรงกดดันจากกายเนื้อของมันแม้แต่น้อย
” ไอ้หย๋า บุรุษหนุ่มในตำนานของข้า ผู้สร้าง
ปรากฏการคลื่นความปันปั่วนเมื่อไม่นานมานี้ ยอด
อัจฉริยะผู้ถือกำเนิดใหม่ในนครจักรพรรดิเพลิงของ
เรา บุรุษผู้นี้ ท่านมีนามว่า อู่ อวี้ ใช่หรือไม่?” เจียง
จือซุน หันหน้ากลับมามอง พร้อมกับหัวเราะแล้ว
กล่าวขึ้น
” อย่าเหลวไหล ” ฉิน ฝูเหยา รีบกล่าวท้วงติง
ในทันที เนื่องจากนางต้องการชวน อู่ อวี้ ไปเล่น
ด้วย อย่างไรก็ตามในเวลานี้ อู่ อวี้ ได้สังเกตเห็นว่า
ลั่วผิน นั้นจากไปแล้ว เนื่องจากเขาสัญญากับนาง
ไว้ว่าจะกลับไปด้วยกัน ในเมื่อลั่นวาจาไปแล้วก็
ต้องทำตามสัญญา ขณะที่ ฉิน ฝูเหยา ยังไม่ได้พูด
อะไรออกมา อู่ อวี้ ก็รีบกล่าวขึ้นอย่างรวดเร็ว ”
ทุก ๆ ท่าน ข้ามีบางอย่างที่ยังต้องสะสาง วันนี้
ขอให้พวกท่านล่วงหน้าไปก่อน อีก 5 วันหลังจาก
นี้ค่อยพบกันในสนามรบโบราณ ”
เมื่อเขากล่าวจบก็รีบตาม ลั่วผิน ไปในทันที
ฉิน ฝูเหยา ยังไม่ทันได้กล่าวจบเขาก็รีบหนีไป
เสียก่อน แน่นอนนางย่อมรู้สึกไม่พอใจ แต่นางก็ทำ
แค่เพียงเม้มปากพร้อมกับกล่าวระคนกลัวหัวเราะ
ว่า ” อู่ อวี้ เนี่ยจริง ๆ เลยเชียวไม่ยอมไว้หน้าข้า
แม้แต่น้อย ถ้าเขาเป็นไปประเภทโอนอ่อนผ่อนตาม
ก็คงไม่ถูกซูซันขับไล่จนต้องระเห็จมาอยู่ที่นี่ ”
เจียง จื่อซุน หัวเราะแล้วกล่าวว่า ” ฮ่ะ ๆ ๆ ไม่
จำเป็นต้องไปสนใจเขาหรอก เห็นได้ชัดว่าเขาดูถูก
เราสามพี่น้อง ผู้มาใหม่เช่นนี้ก็แค่ต้องการแสดง
อำนาจบาตรใหญ่ต่อหน้าเราเล็กน้อยเท่านั้น บางที
เด็กหนุ่มผู้นี้คงจะคิดว่าสามารถเอาชนะเราใน
สงครามเหยียน จากนั้นก็ชิงตำแหน่งไปครองได้
ง่ายๆกระมั้ง มู่หรง ซวี่ เจ้าคิดเช่นไร? ”
มู่หรง ซวี่ ยิ้มแต่ไม่ได้กล่าวอันใดออกมา
เจียง จื่อซุน จึงหันไปหา หลี่ ขู่ห่าย
หลี่ ขู่ห่าย จ้องมอง อู่ อวี้ นับตั้งแต่ที่เขาจากไป
มันได้เหลือบมองไปที่ รายนามสนามครามเหยียน
อีกครั้ง พร้อมกับกล่าวขึ้นว่า ” ข้าหวังว่าเขาจะรีบ
ไต่ขึ้นมาถึงอันดับ 8 ไว ๆ แม้ว่าเขาจะมิได้แตะ
สัมผัสอันดับสูงกว่านี้ของสงครามเหยียน แต่ข้าก็
อยากจะทดสอบกายเนื้อของเขา ข้าอยากจะรู้นัก
ว่ากายเนื้อของเจ้านั่นแข็งแกร่งมากเพียงใด? ”
ถ้อยคำเหล่านี้ แฝงไปด้วยความเร่าร้อนคละคลุ้ง
ออกมาบางส่วน
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ