กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 410 : กงลอกระบี่จักรพรรดิสวรรค
เมื่อทราบว่า อู่ อวี้ กำลังปิดด่าน เพื่อปรับแต่ง
ศาสตราเต๋า เหล่าไพร่พลจาก ค่ายเทียมฟั้า ก็มิได้
เข้ามาวุ่นวายรบกวนเขา
นอกจากนี้พวกเขายังคอยไปตรวจสอบ ดูลาดเลา
ความเคลื่อนไหวของ สนามประลองแย่งชิงผู้มี
คุณสมบัติ อยู่ทุกวี่วัน จากนั้นก็จดบันทึก
รายละเอียดต่าง ๆ เอาไว้ เพื่อให้ อู่ อวี้ ทำความ
เข้าใจเตรียมความพร้อมให้ก่อนเริ่มการต่อสู้
ด้วยสงครามแย่งชิงผู้มีคุณสมบัตินี้ จึงทำให้มีผู้คน
หลั่งไหลเข้ามาใน นครจักรพรรดิ์เพลิง อย่างไม่
ขาดสาย เหตุนี้เองผู้คนในเขตนครชั้นนอกจึง
เพิ่มขึ้นถึงสองเท่า
อีกทั้งเหล่าพรรคนิกายสี่สมุทร ยังเดินทางมายังที่
แห่งนี้เพื่อแสวงหาเรียนรู้หาประสบการณ์ ว่า
อัจฉริยะที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร
ว่ากันว่ามีหลายคนจาก นิกายเซียนซูซัน ได้
เดินทางมาถึงนครจักรพรรดิเพลิงแล้ว
หากสงครามหวงไม่ได้จัดขึ้นที่เมืองชั้นนอก แต่จัด
ขึ้นที่นอกเมืองก็จะยิ่งทำให้ สงครามหวง ดูคึกคัก
มากกว่านี้เป็นแน่แท้
กล่าวกันว่าบัดนี้ในเขตเมืองชั้นนอกหนาแน่นไป
ด้วยผู้คน ถ้าไม่ใช่เพราะอัตลักษณ์ของ กองทัพ
เซียนจักรพรรดิเพลิง แล้วละก็ การที่สามารถทำให้
ผู้คนอยากจะให้เข้าไปใน ‘สนามรบโบราณ’ ก็มิใช่
เรื่องง่ายเลย
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ หาได้แยแสเรื่องนี้ไม่ จิตใจ
ของเขายังคงสงบเยือกเย็น หลังจากกลับมาถึง
ค่ายเทียมฟั้า เขาก็ปิดด่านฝึกตนทันที อู่ อวี้ ถือ
‘กระบี่มหาจักรพรรดิ’ ไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีก
ข้างคร่ากุม ‘กระบี่จอมราชัน’ เอาไว้ พร้อมกับใช้
หนึ่งใจแบ่งเป็นสอง เพื่อทำพันธสัญญากับ
ศาสตราเต๋าสถิตวิญญาณทั้งสองในเวลาเดียวกัน !
” ข้าจะบอกความจริงให้เจ้าฟังสักอย่างก็แล้วกัน
ด้วยเพราะกระบี่ทั้งสองเล่มนี้เก่าแก่โบราณอย่าง
ยิ่ง จึงทำให้วงเวทหลายวงเสื่อมสลายลงไปแล้ว มิ
เช่นนั้นความแข็งแกร่งของมันคงใกล้เคียงเกี่ยวกับ
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ หรือไม่มันก็อาจจะเคยเป็น
ศาสตราเต๋าวิถีแท้มาก่อน เพียงแค่โครงสร้าง
บางส่วนของมันถูกทำลายลงไปก็เท่านั้น ” หมิ
งซวงกอดอก พร้อมทั้งแสดงท่าทางราวกับผู้ทรง
ภูมิ
” เป็นไปได้หรือไม่ที่จะซ่อมแซมมันกลับคืนสู่สภาพ
เดิม?” อู่ อวี้ ไต่ถาม
” ไม่น่าจะเป็นไปได้ เว้นเสียแต่ว่า ผู้หลอมสร้าง
พวกมันจะเป็นผู้ลงมือซ่อมแซมแก้ไขวงเวทเหล่านี้
ใหม่ ต่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการหลอมสร้าง ซึ่งมี
ความชำนาญอยู่ในระดับเดียวกัน ก็แทบเป็นไป
ไม่ได้เลยที่จะซ่อมแซมมัน เนื่องจากความแตกต่าง
ระหว่างวงเวทโบราณ และ วงเวทสมัยใหม่ ข้าคิด
ว่าเราไม่น่าจะทำอันใดกับมันได้อีก ”
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า กระบี่ทั้งสองเล่มนี้กับกระบี่
เล่มอื่น ๆ ในพระราชวังกระบี่ มิได้มีความแตกต่าง
กันเท่าใดนัก
” แต่ก็ยังพอมีข้อดีอยู่บ้าง เช่นวัสดุที่ใช้หลอมสร้าง
กระบี่ทั้ง 2 เล่มนี้ เป็นสมบัติวิเศษที่มีเส้นวิญญาณ
ถึง 6 เส้น ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้สำหรับการหลอม
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ นอกจากนี้ยังช่วยเสริมพลัง
โจมตีอีกด้วย การที่เจ้าสามารถหาซื้อมันได้ใน
ราคาเท่านี้ ถือว่าคุ้มมากแล้ว ”
เมื่อได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ อู่ อวี้ ก็รู้สึกเบาใจ
จากนั้น เขาก็ดำดิ่งเข้าสู่ห้วงภวังค์แห่งจิตของ
กระบี่ทั้งสอง
ศาสตราสถิตวิญญาณทั้งสองนี้ ให้ความรู้สึกถึง
ความเก่าแก่โบราณของประวัติศาสตร์ แลความ
ผันผวนแห่งอดีตกาลอย่างเข้มข้น
บางทีอาจเป็นเพราะไม่มีผู้ใช้งานมานาน เมื่อ อู่
อวี้ เริ่มทำพันธสัญญา กระบี่ทั้งสองก็ดูเหมือนว่า
จะตื่นเต้นเล็กน้อย พวกมันเป็นเสมือนดั่งสัตว์ร้าย
โบราณที่ค่อย ๆ ตื่นขึ้นอย่างช้า ๆ และเหตุที่ทำให้
พวกมันตื่นขึ้น ก็สืบเนื่องมาจาก อู่ อวี้ ได้ทำพันธ
สัญญากับพวกมัน
อู่ อวี้ เข้าสู่โลกแห่งจิตของศาสตราทั้งสอง
โลกหนึ่ง เต็มไปด้วยทรายสีเหลืองทองอร่ามอันไร้
สิ้นสุด พายุทรายม้วนกวาดผ่านอยู่ทั่วทุกแห่งหน
อย่างไรก็ตามเม็ดทรายสีเหลืองทองเหล่านี้ แท้จริง
แล้วคือทองคำทั้งหมด
ส่วนอีกโลกหนึ่ง คือ มหาสมุทรเปลวเพลิงสีดำ
ทมิฬ มหาสมุทรเปลวเพลิง อันลุกโชนโหม
กระหน่ำอย่างบ้าคลั่งเกรี้ยวกราด ท่ามกลางเปลว
เพลิงมีอสูรกายขนาดยักษ์ซ่อนเร้นอยู่ มัน
เคลื่อนไหวปราดเปรียวอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง
บังเกิดเป็นคลื่นอัคคีสีชาดลุกโชนโหมกระหน่ำขึ้น
อย่างรุนแรง
อาจเป็นเพราะเขานั้น ได้ทำพันธสัญญากับ
ศาสตราทั้งสองเล่มพร้อม ๆ กัน จึงมิได้ยากลำบาก
เท่าใดนัก ทั้งยังมิได้พบเจออุปสรรคหรือปัญหาใด
ๆ ในระหว่างการเผชิญหน้า อู่ อวี้ เพียงแค่ใช้ภาพ
จำแลงหัวใจวานร ศาสตราเต๋าทั้งสองก็ยอมสยบ
ให้แก่เขา
ตูม!
อู่ อวี้ ค่อย ๆ ศึกษาไตร่ตรองวงเวทศาสตราทีละ
วง ๆ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความเข้าใจรู้แจ้งในศาสตรา
เต๋าทั้ง 2 เล่มนี้อย่างสมบูรณ์
” เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ เวทผนึกบนศาสตรานี้
แตกต่างไปจากที่ใช้กันในปัจจุบัน ”
ยกตัวอย่างเช่น บนกระบี่มหาจักรพรรดิ และ
กระบี่จอมราชัน มีวงเวทศาสตราอยู่ทั้งหมด 999
วง ซึ่งคล้ายคลึงกับ เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า อย่างไร
ก็ตามวงเวทแกนหลักของมัน ไม่ใช่วงเวทที่หนุน
เสริมสร้างความสมดุลให้แก่วงเวทอื่น ๆ แต่มันคือ
เวทศาสตราโจมตีโดยตรง
มีเวทศาสตราโจมตีเป็นแกนหลัก ซึ่งศาสตราเต๋า
ในปัจจุบันมิได้เป็นเช่นนี้ พูดแล้วเหมือนง่าย แต่
แท้จริงแล้ว รูปแบบการจัดเรียง และ วาดตรา
ประทับเช่นนี้ไร้ซึ่งเสถียรภาพ กล่าวได้ว่าการขึ้น
รูปของมันนั้นยากเย็นแสนเข็ญอย่างยิ่ง มีเพียงผู้
ฝึกตนซึ่งมีความเชี่ยวชาญในระดับสุดยอดเท่านั้น
ถึงจะสามารถขึ้นรูปสร้างตราผนึกนี้ได้อย่าง
สมบูรณ์
วงเวทแกนหลัก ถือเป็นวงเวทโจมตีอย่างสิ้นเชิงนี้
ส่วนวงเวทศาสตราอื่น ๆ ทั้งหมดคือวงเวท
สนับสนุน
” วงเวทกงล้อกระบี่จักรพรรดิสวรรค์ ”
เมื่อ วงเวทกงล้อกระบี่จักรพรรดิสวรรค์ ทำงาน
จะสามารถปลดปล่อยวิชาโจมตีลับ ‘กงล้อกระบี่
จักรพรรดิสวรรค์’ ออกไปได้
อีกทั้งวงเวท ‘กงล้อกระบี่จักรพรรดิสวรรค์’ ยังถือ
เป็นวงเวทหลัก เป็นไปได้ว่าการโจมตีที่ปลดปล่อย
ออกไป อาจทรงพลังเสียยิ่งกว่า เสาเหยียนหวง
เบิกฟั้า
นอกจากนี้บริเวณรอบ ๆ ของ วงเวทย์กงล้อกระบี่
จักรพรรดิสวรรค์ ยังถูกล้อมรอบไปด้วยตราผนึก
10 วงที่คล้ายกัน ซึ่งถูกเรียกว่า ‘เวทปราณกระบี่
มหาจักรพรรดิ’ ซึ่งการใช้งานของมันนั้น อู่ อวี้
เพียงแค่โคจรพลังจากแกนกำเนิดส่งเข้าไปในวง
เวท กระบี่มหาจักรพรรดิจะปลดปล่อย ‘ ปราณ
กระบี่มหาจักรพรรดิ ‘ ออกไป เพื่อบดขยี้ทำลาย
ศัตรูทันที
ด้วยเหตุผลเดียวกัน อย่างไรก็ตามวงเวทแกนหลัก
ของกระบี่จอมราชัน คือ ‘วงเวทกระบี่เพลิง
วิญญาณกลืนใจ’ มิได้ดุดันอหังการดั่งเช่น กงล้อ
กระบี่จักรพรรดิสวรรค์ แต่กลับโหดเหี้ยมอำมหิต ดุ
ร้าย ไร้ปราณี ช่างน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
นอกจากนี้บริเวณรอบ ๆ ยังมี ‘วงเวทปราณกระบี่
จอมราชัน’ วาดประทับอยู่ 10 วง เพียงตวัดมือ ก็
สามารถปลดปล่อยปราณกระบี่จอมราชันย์ออกไป
ได้
ปราณกระบี่มหาจักรพรรดิ มีลักษณะเป็นแสงสี
ทองเจิดจ้าเรืองรองคมกล้าหาใดเปรียบ เป็น
อำนาจทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวยิ่ง นี่คือ
รูปแบบการโจมตี ที่บุกทะลวงบดขยี้ศัตรูอย่าง
สิ้นเชิง เพียงแค่ตวัดมือ ก็สามารถปลดปล่อย
ปราณกระบี่มหาจักรพรรดิ วิถีทะลุทะลวงออกไป
ได้ อีกทั้งความเร็วของมันยังน่าสะพรึงกลัวอย่าง
ยิ่ง
ส่วนปราณกระบี่จอมราชันย์ก็มิได้ด้อยไปกว่ากัน
ลักษณะของมันคือปราณกระบี่เพลิงทมิฬลุกโชน
เผาผลาญอย่างร้อนแรง ถึงแม้ความเร็วของมันจะ
ไม่สูงมากนัก ทว่าว่าแค่แทงออกไปเพียงครั้ง เปลว
เพลิงอันร้อนแรงก็จักเผาผลาญแพร่กระจายไปทั่ว
ทั้งร่างของศัตรู ลุกโหมกระหน่ำบดขยี้ทำลายจนไม่
เหลือซาก
เมื่อมีกระบี่ทั้งสองนี้ อู่ อวี้ รู้ได้ทันทีว่า หลังจากนี้
เขาจะมีการโจมตีหลากหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น
หากรวมกับ เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า เขาก็จะมี
รูปแบบการทำลายล้างบดขยี้ศัตรูที่เพิ่มมากขึ้น
เช่นเดียวกัน ซึ่งมันทำให้ศัตรูของเขายากที่จะ
เตรียมการรับมือได้
อย่างไรก็ตาม เขาจำเป็นต้องทำความคุ้นเคยกับ
‘วงเวทกงล้อกระบี่จักรพรรดิสวรรค์’ กับ ‘วงเวท
กระบี่เพลิงวิญญาณกลืนใจ’ ให้ได้โดยเร็วที่สุด
คราแรกนั้น เขายังต้องใช้เวลาในการไตร่ตรองทำ
ความคุ้นเคย ‘วงเวทจักรพรรดิเหยียนแหวกฟั้า’
กับ ‘วงเวทจักรพรรดิหวงผ่าปฐพี’ อยู่นานโข ซึ่ง
ในเวลานี้เขาเหลือเวลาอยู่ไม่มากแล้ว ดังนั้น อู่ อวี้
จึงคาดการณ์ไว้ว่าในการต่อสู้ครั้งแรกนี้ เขาไม่
น่าจะใช้งานกระบี่ทั้งสองเล่มนี้ได้ทัน
ในช่วงเวลา 5 วันนี้ เขาทำความเข้าใจรูปแบบการ
ใช้งานพื้นฐานของ ‘วงเวทกงล้อกระบี่จักรพรรดิ
สวรรค์’ กับ ‘วงเวทกระบี่เพลิงวิญญาณกลืนใจ’
ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น การโจมตีคือวิธีที่ง่ายมาก
ที่สุดสำหรับการเรียนรู้เวทศาสตราโจมตี ง่ายดาย
เสียยิ่งกว่าเคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดิน เพียงแค่ไม่ได้มี
ความหลากหลายดั่งเช่นเคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดิน
ด้วยความแข็งแกร่งของมันหากฝืนใช้ปลดปล่อย
การโจมตี โดยที่ยังไม่เข้าใจมันอย่างสมบูรณ์ จึง
อาจทำให้เกิดความสับสนขึ้นบางส่วน
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ จะต้องออกไปด้านนอก เพราะ
เวลาในเวลานี้การประลองต่อสู้ในรอบแรกของ
สงครามเหยียน ได้มาถึงกำหนดแล้ว
รุ่งอรุณในวันนี้สว่างเจิดจ้ากว่าทุกวัน นับตั้งแต่
อดีตมาจนปัจจุบันเมืองชั้นนอกของ นครจักรพรรดิ์
เพลิง ยังไม่เคยเดือดระอุเช่นนี้มาก่อน
เมื่อ อู่ อวี้ ก้าวออกมา เขาก็แลเห็นว่าเหล่าพี่น้อง
ของ ค่ายเทียมฟั้า ทั้งหมดต่างอยู่ที่นี่ ทุกคนต่าง
จับจ้องมองไปที่ อู่ อวี้ อย่างตื่นเต้น
” ผู้บัญชาการอู่ คู่ต่อสู้ที่ท่านจะต้องจัดการในรอบ
นี้ ก็คือ หยาง เสวี่ยเฟิง! ”
” ท่านฟังข้านะ หยาง เสวี่ยเฟิง ไม่ใช่คนที่จะโค่น
ได้ง่าย ๆ พื้นเพชาติกำเนิดของมันนั้นต่ำต้อย เป็น
คนธรรมดาในตระกูลนักล่าที่อยู่ในอาณาจักร
มนุษย์เซียนเหริน บิดามารดาของมันต่างก็เป็นนัก
ล่าเช่นเดียวกัน แต่ขณะที่ทั้งสองกำลังปฏิบัติ
ภารกิจไล่ล่า บังเอิญไปพบเจอกับปีศาจเข้า และ
ถูกมันสังหารจนตกตาย หลังจากนั้นมันก็ถูกเลี้ยงดู
มาโดยสัตว์ปั่า มันจึงกลายเป็นคนดุร้ายมาก ๆ แต่
มันบังเอิญมีโชควาสนาสอดคล้องสัมพันธ์กับ
เส้นทางแห่งแซียน สุดท้ายสวรรค์ก็ให้โอกาสมันได้
เข้าร่วม กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง ที่สำคัญว่า
กันว่าเขามีนิสัยดุร้ายอย่างยิ่ง ท่ามกลาง กองทัพ
เซียนจักรพรรดิเพลิง มันก็ยังเป็นผู้ที่สังหารคนมาก
ที่สุดเวลาออกไปปฏิบัติภารกิจ นอกจากจะดุร้าย
แล้วก็ยังไร้ความปราณีอย่างที่สุด ปัจจุบันเขา
ฝึกฝนบำเพ็ญตนมาได้ห้าสิบปีแล้ว อีกทั้งยังมี
พื้นฐานฝึกตนอยู่ในระดับตำหนักม่วงทะเลมรกต
ขั้นที่ 4 ซึ่งถือได้ว่าเขาอยู่ในระดับอัจฉริยะทีเดียว
”
หลังจากได้ฟัง ฟาง เชาฉวิน กล่าวถึงความเป็นมา
เป็นไปของ หยาง เสวี่ยเฟิง ทำให้เขานึกภาพออก
ทุกอย่างออกจนชัดเจน
มันเป็นเพียงนักล่าธรรมดา แต่กลับสามารถมาไกล
ได้ถึงเพียงนี้ นับว่าไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ
แต่ถ้านับในฐานะมนุษย์ปุถุชนธรรมดา
ความก้าวหน้าของมันยังถือได้ว่าไม่ดีเท่ากับ อู่ อวี้
คนผู้นี้สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้มาแล้ว 2 ครั้งติด
ด้วยความสามารถในการต่อสู้ของมัน เห็นได้ชัดว่า
ในตอนนี้อันดับของมันสูงกว่าตัวเขา ซึ่งเขารู้สึก
หมดหวังมากกว่าที่คิดเอาไว้ ด้วยเพราะการต่อสู้
ในรอบนี้คงไม่หมูเสียแล้ว
เมื่อถึงเวลากำหนดก็เริ่มออกเดินทางกัน
เนื่องจากว่าเขาได้นัดหมายกับ ลั่วผิน เอาไว้
ล่วงหน้าก่อนแล้ว ดังนั้น อู่ อวี้ จึงบอกให้ไพร่พล
ทุกคนใน ค่ายเทียมฟั้า ไปสนามรบโบราณก่อน
ส่วนตัวเขาก็มุ่งไปยัง ค่ายมังกรคราม ภายใน ค่าย
มังกรคราม ค่อนข้างสะอาดสะอ้านเป็นอย่างมาก
เมื่อ อู่ อวี้ ผ่านประตูเข้าไปก็แลเห็น ลั่วผิน กำลัง
เดินเข้ามายังทิศทางนี้เพียงลำพัง เส้นผมสีขาว
ยาวสยายประบนแผ่นหลังของนาง แม้นางจะอยู่
ภายใต้ชุด เกราะเซียนเหยียนหวง ก็ยังไม่อาจ
ปกปิดสรีระอันงดงามของนางได้ แต่พอนึกขึ้นได้
ว่านางเป็นมังกร อู่ อวี้ ก็ไม่หาญกล้าที่จะมองนาง
ไปมากกว่านี้
“ไปเถอะ” ลั่วผิน กล่าวด้วยน้ำเสียงสงบราบเรียบ
หลังจากนางกล่าวออกมาเพียงแค่สองคำ อู่ อวี้ ก็
รีบเดินตามนางไปติด ๆ เฉกเช่นดั่งองครักษ์หนุ่ม
ผู้ติดตาม
” ข้าพูดคุยไม่ค่อยเก่งเช่นนี้ ท่านอยู่กับข้าอาจจะ
ทำให้ท่านเบื่อเอาได้ ” ลั่วผิน เอียงศีรษะจ้องมอง
ไปที่ อู่ อวี้ ดวงตาทั้งคู่ของนางงดงามประดุจอัญ
มณี
” เมื่อไม่นานมานี้ ข้าเองก็ไม่ชอบพูดคุยมากเกินไป
เช่นกัน ” อู่ อวี้ ยิ้ม
หลังจากนั้น ลั่วผิน ก็คิดบางอย่างขึ้นมาได้ แล้ว
นางก็เริ่มซักถามขึ้น ” ข้าได้ยินมาว่าคู่ต่อสู้ของ
ท่านในวันนี้ มีนามว่า หยาง เสวี่ยเฟิง ข้าเคยเจอ
ชายผู้นี้มาก่อน มันเป็นพวกบ้าคลั่งอย่างน่า
เหลือเชื่อ ท่านจงระวังตัวเอาไว้ให้ด้วย”
นางยังคงใส่ใจเป็นห่วงในตัวเขา…
อันที่จริงแล้วนางหาใช่คนที่ไม่แยแสต่อสิ่งใดซะ
ทีเดียว เพียงแค่นางเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ช่างเจรจาก็
เท่านั้น แต่หากได้พูดคุยเสวนากับนางเข้าจริง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงหรือหรือสายตา ทั้งหมดล้วน
อ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง
” ผู้บัญชาการลั่วท่านมั่นใจว่าวันนี้จะเข้าสู่รอบ 16
คนใช่หรือไม่ ? ” อู่ อวี้ ไต่ถาม
ลั่วผิน พยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า ” เมื่อไม่
นานมานี้ข้าได้เรียนรู้หลายๆอย่าง จึงคิดว่าเป็นไป
ได้ ”
เมื่อนางคุยถึงเรื่องนี้ อู่ อวี้ จึงกล่าวหยั่งเชิงด้วย
ท่าทีสบายๆว่า ” ใช่แล้ว ท่านเจ้านครเหยียนหวง
ถือเป็นหนึ่งในใต้หล้าของทวีปแห่งทวยเทพ หาก
ได้รับคำชี้แนะจากเขาเป็นเวลานานถึงครึ่งปี นับว่า
โชคดีอย่างใหญ่หลวง สำหรับการประลองในครั้งนี้
ข้าก็หวังว่าพวกเราจะได้มีโอกาสเข้าไปภายใน
คฤหาสน์เจ้านคร”
เขาอยากจะรู้ว่าวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของนางคือ
อะไร ?
ยามนี้พวกเขาเดินทางออกจากเมืองชั้นใน กล่าว
ได้ว่าในวันนี้ผู้คนจำนวนมากต่างจับตาเฝั้ามองดู
พวกเขาทั้งสอง หรือไม่ก็พูดคุยเสวนากัน
ในเวลานี้สายตานับพันต่างจ้องมองแลพูดคุย โดย
มีพวกเขาหัวข้อสนทนา ทว่าสิ่งเหล่านี้หาได้สร้าง
ผลกระทบใด ๆ ให้แก่ ลั่วผิน ไม่ ต่อมานางก็กล่าว
ว่า ” สำหรับข้าคิดว่าค่อนข้างจะยาก ด้วยเพราะ
วัตถุประสงค์หลักในการสงครามครั้งนี้ คือการ
ควานหาผู้มีพรสวรรค์จำนวนมาก ให้มาต่อสู้
ประลองฝีมือ ส่วนเรื่องคฤหาสน์เจ้านคร ปล่อยให้
เป็นไปตามธรรมชาติก็แล้วกัน ”
” แต่ถ้าหากท่าน สามารถเข้าไปในคฤหาสน์เจ้า
นครได้จริง ๆ ผู้บัญชาการลั่วก็คงจะเตรียมตัว
พร้อมเอาไว้แล้ว คาดว่ายามนั้นพื้นฐานฝึกตนของ
ท่านคงเข้าสู่ระดับ ตำหนักม่วงทะเลมรกต ขั้นที่ 5
แล้วใช่หรือไม่ ? เมื่อถึงเวลานั้นเกรงว่าท่านคงได้
เลื่อนยศขึ้นเป็นหัวหน้ากองพัน ” อู่ อวี้ กล่าว
” เรื่องนี้นี่… เราพูดคุยกันภายหลังเถิด ข้าคิดว่ามัน
คงไม่ราบรื่นง่ายดายถึงเพียงนั้นหรอก ” ดู
เหมือนว่า ลั่วผิน พยายามจะหลีกเลี่ยง
รายละเอียดปลีดย่อย เรื่องเข้าไปในคฤหาสน์เจ้า
นคร
” การปิดซ่อนตนเองในวันนี้ของนาง แนบเนียน
อย่างที่สุด ข้าคิดว่าไม่มีผู้ใดในทวีปแห่งทวยเทพ
จะดูนางออกว่านางเป็นสัตว์สวรรค์ เห็นได้ชัดว่า
นางเตรียมตัวมาเพื่อการนี้เป็นอย่างดี บางทีนาง
อาจจะเตรียมพร้อมมาเป็นเวลาเนิ่นนานแล้ว เพื่อ
รอคอยที่จะเข้าร่วมต่อสู้ในสงครามเหยียนครั้งนี้ ”
หมิงซวงกล่าว
อู่ อวี้ ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่นาง
หาใช่ศัตรูไม่ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น แล้วจุดประสงค์ที่
แท้จริงของนางนั้นคืออันใดกันแน่ อันที่จริง
ความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองก็มิได้ดีมากนัก
ฉะนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องห่วงกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้
หลังจากออกมาถึงเมืองชั้นนอก เขาก็เดินผ่าน
ช่องทางของผู้ผู้เข้าร่วมสงครามต่อสู้ไปสู่ ‘สนาม
รบโบราณ’ ซึ่งในส่วนนี้จะไม่ถูกรบกวนจากผู้
รับชม
แต่เมื่อเขาก้าวออกไป นครจักรพรรดิเพลิง ก็
ปรากฎภาพซึ่งดูคึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นมาก กลาง
เวหาผู้ฝึกตนต่างกำลังบินว่อนไปว่อนมา ไม่กี่วัน
มานี้การค้าขายตามร้านรวงของเมืองชั้นนอก
คึกคักเฟืองฟูเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะโรงเตี้ยม
ทะยานเซียน
” ดูนั่นสิ นั่นมัน อู่ อวี้ ผู้ถูกขับไล่จากซูซันนี่ แถม
ข้างกายของเขายังมีสตรีติดตามมาด้วย”
” เจ้าคนสารเลวผู้นี้ มันเคยอยู่ในซูซันของพวกเรา
มาก่อน หนานกง เหว่ย บุตรีของเซียนกระบี่กุ้ย
หยาง รักมันอย่างล้ำลึกเรียกว่าหัวปักหัวปาเลยก็
ว่าได้ นางหวังว่าจะได้เป็นสหายเต๋าเคียงคู่กับมัน!
แต่ข้าไม่คิดเลยว่า นอกจากมันจะเนรคุณซูซัน
ด้วยการเข้าร่วมนครจักรพรรดิเพลิง แต่มันยังมี
จิตใจโหดเหี้ยมเยี่ยงสุนัขหมาปั่า ใกล้ชิดกับสตรีอื่น
เช่นนี้ นับว่าวันนี้ข้าได้เปิดหูเปิดตายิ่งแล้ว เพราะ
เพิ่งเคยพบเจอคนไร้ยางอายถึงเพียงนี้เป็นครั้งแรก!
ข้าหวังว่าอีกสองหรือสามปีข้างหน้าข้า เปั่ยซาน
ม่อ จะสังหารคนเนรคุณซูซันอย่างมัน คนหน้า
ด้านไร้ยางอายเช่นนี้ต้องสังหารเสียให้สิ้น เพื่อลบ
ล้างความอัปยศให้แก่บรรพชนแห่งซูซัน! ”
อู่ อวี้ หวนนึกถึงอดีตที่ผ่านมา ถ้าให้กล่าวระดับ
ของคนผู้นี้เป็นเพียงแค่สาวกแกนสามัญเท่านั้น
ดูเหมือนว่าภาพลักษณ์สุดท้ายตอนออกจากซูซัน
ทำให้ผู้คนจำนวนมากใน นิกายเซียนซูซัน ต่าง
มองเขาในแง่ร้าย
ความคิดเห็นของผู้คน เริ่มกระจายลุกลามไปทั่วทั้ง
ดินแดน ซึ่งคำพูดวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ อู่ อวี้ ไม่
สามารถไปบังคับพวกมันได้
สิ่งที่เขาปรารถนาคือการพิสูจน์ตัวตน เขาจะก้าว
ไปข้างหน้าอย่างอาญหาญ แล้วสักวันหนึ่งจะไม่มี
ผู้ใดกล้าเอ่ยถ้อยคำอันใดออกมาอีก
ลั่วผิน ก็ได้ยินสิ่งที่พวกมันพูดคุย
” ท่านยังรักใคร่ชอบพอ หนานกง เหว่ย อยู่อีก
หรือไม่?” อยู่ ๆ นางก็ไต่ถามขึ้นมาอย่างฉับพลัน
อู่ อวี้ ไม่คาดคิดว่านางจะไต่ถาม คำถามที่พวก
จมูกยื่นจมูกยาวซุบซิบนินทาเช่นนี้ …
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบกลับไปว่า ” เส้นทาง
ของพวกเราทั้งสองนั้นแตกต่างกัน ข้าไม่มี
คุณสมบัติมากพอที่จะพูดคำว่าชอบพอ 2 คำนี้ได้”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ