กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 411 : ตรีศูล
การที่สัตว์สวรรค์มังกรเทวะลดตัวลงมายังทวีป
ทวยเทพแห่งนี้ เกรงว่าคงจะมีจุดมุ่งหมาย
บางอย่างในนครจักรพรรดิ อีกทั้งนางยังดู
เหมือนว่ายังสนใจเรื่องราวอดีตของตนเช่นนี้อีก
ด้วย
ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกปราบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง
ถึงแม้คำถามของนางจะไม่ได้จริงจังอันใดก็ตามที
ทั้งสองเดินผ่านฝูงชนที่จับจ้องมองอย่างจดจ่อ เข้า
สู่เส้นทางของ กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง เพื่อ
มุ่งตรงไปยัง ‘สนามรบโบราณ’ ทันที
เพียงไม่นาน ด้านหน้าก็ท่วมท้นไปด้วยเสียงของ
ผู้คนดังอื้ออึงเซ็งแซ่ ประดุจดั่งทะเลมนุษย์ ไม่ว่า
จะเป็นสวรรค์หรือปฐพีก็ล้วนอัดแน่นท่วมท้นไป
ด้วยผู้คน
ถึงแม้ผู้คนจะมากมาย แต่ก็ยังสามารถมองเห็นไพร่
พลของ กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง ได้อย่าง
รวดเร็วชัดเจน ซึ่งอันที่จริงแล้วไพร่พลของ
กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง นั้นมีไม่มาก เท่ากับ
ผู้คนที่มาจากพรรคนิกายอื่น ๆ ซึ่งมาจากทั่วทุก
สารทิศของทวีปแห่งทวยเทพ
กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง ซึ่งเป็นนายทวาร
รักษาประตู ได้รับคำสั่งว่าต้องดูแลต้อนรับขับสู้
แขกสำคัญ ๆ เป็นพิเศษ
อู่ อวี้ เพิ่งเคยเข้ามาใน สนามรบโบราณ แห่งนี้เป็น
ครั้งแรก ในเวลานี้เขาอยู่บนยอดปล่องภูเขาไฟ
ลาวา ซึ่งโอบล้อมรอบ สนามรบโบราณ ส่วนสนาม
รบโบราณอยู่ภายในหุบเขาด้านล่าง ท่ามกลางยอด
เขาอันสูงตระหง่าน ถูกแทรกแซมไปด้วยสายนที
น้อยใหญ่ ระลอกคลื่นชลธีกลิ้งเกลือกม้วนกวาด
ตามกระแสสายวาโยโชยพัด สายอัสนีฟาดผ่าวูบ
วาบ ว่ากันว่าทุกสรรพสิ่งภายในนั้น เฉกเช่นดั่ง
การปรับแต่งร่างกาย แม้แต่ก้อนศิลาทั่ว ๆ ก็ยัง
แข็งแกร่งเป็นพิเศษ
กองทัพเซียนจักรพรรดิเพลิง ยืนเฝั้าอารักขาอยู่
รอบอาณาเขตวงกลม คอยต้อนรับแขกเหรื่อคน
สำคัญที่มาจากพรรคนิกายต่าง ๆ ขุนพลทั้ง 5 ซึ่ง
เป็นคณะกรรมการผู้ตัดสินตัวเองก็อยู่ที่นี่แล้ว
นอกจากขุนพลฉิน ,ขุนพลมู่หรง ,ขุนพลกู่ ก็ยังมี
ขุนพลจินหลวน ซึ่งเป็นบิดาบุญธรรมของ หลี่ ขู่ไห่
และ ขุนพลอวี้กู่ อาจารย์ของ เจียง จือซุน คนทั้ง
สองก็อยู่ที่นี่ด้วย
บางพรรคนิกายที่อยู่ในชั้น3หรือ4 ย่อมสามารถ
สามารถรับชมได้จากภายนอกเท่านั้น
เทือกเขาวงแหวนจัดเป็นตำแหน่งดีที่สุด ว่ากันว่า
มันเป็นสถานที่พิเศษของ นิกายเซียนซูซัน พรรค
ซ่างหยวน ก็ถูกจัดให้นั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ คาดว่า
น่าจะได้รับคำเชิญพิเศษของ นครจักรพรรดิเพลิง
นอกจากสองพรรคนิกายมหาอำนาจ ยังมีสอง
ตระกูลยักษ์ใหญ่ แลตระกูลที่มาจากดินแดนรอบ
นอกอย่างตระกูลเทียนอี อีกทั้งยังมีเหล่าพรรค
นิกายอันดับ 2 อีกจำนวนมาก ซึ่งมีความแข็งแกร่ง
ใกล้เคียงกับนิกายเซียนซูซัน เช่น ‘ยอดเขานาง
เซียนกูซู’ ‘นิกายทัพเซียนสวรรค์’ ‘ตระกูลวายุ
เหมันต์’ ‘วังอัสนีบาตทลายสวรรค์’ และอื่น ๆ
อันที่จริงแล้ว เจ้านิกาย กับ ประมุข ของพรรค
นิกายชั้นนำเหล่านี้ มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง
ซึ่งความแข็งแกร่งของพวกมันเหล่านี้ ก็เทียบเคียง
ได้กับเซียนกระบี่กุ้ยหยางแห่งซูซันเลยทีเดียว
นอกจากนี้ยังมีสายลับของพวกปีศาจมากมายแฝง
ตัวอยู่ท่ามกลางผู้คนเหล่านี้ด้วย
เมื่อ อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน เดินทางมาถึง เขาก็พบว่า
ผู้คนมากมายซึ่งอยู่บนที่พำนัก มีคนจากนิกาย
เซียนซูซันอยู่เป็นจำนวนมาก ท่ามกลางผู้คนกว่า
20 คน มีจอมกระบี่อยู่ 2 คน ตามมาด้วยสาวก
หนุ่มสาว คาดว่าพวกมันน่าจะถูกพามาด้วยเพื่อ
สังเกต และ เรียนรู้หาประสบการณ์เพิ่มเติม เช่น
เฉิน ฟูั่หยู , เสี่ยว หวนซาน และคนอื่น ๆ
ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น เสี่ยว หวนซาน ได้ฝึกตน
เข้าสู่อาณาจักรตำหนักม่วงทะเลมรกตแล้ว หาก มู่
หลิงเช่อ ยังไม่ตกตายไป นางก็คงจะอยู่ที่นี่ด้วย
เช่นกัน
ผู้เยาว์หนุ่มสาวเหล่านี้ได้รับมอบหมายภารกิจ
พิเศษจากซูซัน โดยการส่งมาเรียนรู้หา
ประสบการณ์ในสงครามครั้งนี้ เนื่องจากการมาถึง
อู่ อวี้ ทำให้ในเวลานี้ฝูงชนเริ่มพากันแตกฮือ
บังเกิดเป็นเสียงดังเซ็งแซ่ขึ้น จึงทำให้ผู้เยาว์
เหล่านี้สังเกตเห็น อู่ อวี้ นอกจากนี้ เฉิน ฟูั่หยู คือ
หัวหน้ากลุ่มในครั้งนี้ ด้วยความเกลียดชังในตัว อู่
อวี้ มันจึงใช้สายตามาดร้ายจับจ้องมายังเขา
ถ้าไม่ใช่เพราะ 1 ใน 2 จอมกระบี่คือ เฉิน ชิงเหยา
แล้วละก็ อู่ อวี้ คงมิได้แยแสพวกมันแม้แต่น้อย
ส่วนอีกคนก็คือ จอมกระบี่ชื่ออิง ซึ่งเป็นบิดาของ
เฉิน ฟูั่หยู
หากกล่าวตามเหตุผลแล้ว ความตายของ มู่ หลิง
เช่อ ถือเป็นความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงของของ
จอมกระบี่ชื่ออิง เนื่องจากเขา มิได้ปกปั้องเหล่า
อัจฉริยะให้ดีที่สุด
เมื่อเห็น เฉิน ชิงเหยา มาถึง อู่ อวี้ ก็หันไปกล่าว
กับ ลั่วผิน เพื่อขอตัวไปหา เฉิน ชิงเหยา
” พี่สาวเฉินมิได้มาด้วยหรือ? ” อู่ อวี้ หันไปมอง
รอบ ๆ แต่ก็ไม่เห็นเงาของ เฉิน ชิงหยู๋
เฉิน ชิงเหยา กล่าวว่า ” หลังจากรู้ว่าเจ้าไล่ตามมา
ทันแล้ว ในที่สุดนางก็ยินยอมฝึกฝนบำเพ็ญตน
อย่างหนักเสียที ข้าจึงปล่อยให้นางปิดด่าน มิได้พา
นางมาด้วย ”
เหล่าสาวกหนุ่มสาวได้รวมตัวกันอยู่ เบื้องหลังของ
เฉิน ชิงเหยา ถึงแม้จะไม่ได้เอื้อนเอ่ยวาจาใด ๆ แต่
ความเกลียดชังอันลึกล้ำที่อยู่ในสายตาของพวกมัน
คือสิ่งที่ไม่สามารถปิดซ่อนเอาไว้ได้
แต่ทันใดนั้นเองจอมกระบี่ชื่ออิงก็กล่าวขึ้นว่า ”
เหตุใดจอมกระบี่ชิงเหอจึงต้องไปคุยกับคนทรยศซู
ซันให้มากความ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปมัน
จะไม่ดีเอา ”
เฉิน ชิงเหยา หาได้แยแสมันไม่ จากนั้นเขาก็กล่าว
กับ อู่ อวี้ ต่อว่า ” หากเจ้าได้รับคำชี้แนะจากเจ้า
นคร คงถือเป็นโชคสนาของเจ้าไม่น้อย ข้าได้ยินว่า
เจ้าเข้าร่วมสงครามแย่งชิงผู้มีคุณสมบัติในครั้งนี้
ด้วย เช่นนั้นจงก้าวข้ามผ่านอุปสรรค แล้วคว้า
โอกาสนี้เอาไว้ให้ได้ ”
อู่ อวี้ พยักหน้า
ปัจจุบันมีผู้คนมากมายใน ซูซัน คิดว่าเขาเป็นผู้
ทรยศ แต่ เฉิน ชิงเหยา ก็ยังคงปฏิบัติกับเขาดั่ง
เช่นเก่าก่อน ในซูซัน อู่ อวี้ นั้นมีสหายน้อยมาก
และ เฉิน ชิงเหยา ก็เป็นหนึ่งในสหายที่ดีที่สุดของ
เขา
” จงกลับไปเตรียมตัวให้พร้อม ที่นี่สะดุดตามาก
เกินไป ถึงแม้จะมีอุปสรรคขวากหนามมากมาย
เพียงใด แต่จงอย่าได้หลงลืมเจตจำนงของตน
เด็ดขาด ” เฉิน ชิงเหยา ตบไหล่ ของ อู่ อวี้ พร้อม
กล่าวขึ้น
” ท่านมั่นใจได้เลย อย่างน้อย ๆ ผู้คนเหล่านี้ ข้าก็
หาได้แยแสมันไม่ ” อู่ อวี้ ยิ้ม จากนั้นก็มองเลยไป
ด้านหลังของ เฉิน ชิงเหยา บัดนี้สายตาของ อู่ อวี้
ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิง ซึ่งพวกที่ทำเป็นเก่งก่อน
หน้านี้อย่าง เสี่ยว หวนซาน ก็ทำได้เพียงหลบเลี่ยง
สายตาของเขาเท่านั้น ไม่กล้าหันมามองแม้แต่น้อย
” เช่นนั้นข้าขอลา ” อู่ อวี้ ประสานมือคารวะ
หลังจากกล่าวเสร็จสิ้น อู่ อวี้ พละออกจาก เฉิน
ชิงเหยา จากนั้นก็เดินกลับมายืนอยู่ข้างกาย ลั่วผิน
เมื่อ อู่ อวี้ เดินจากไป เฉิน ฟูั่หยู ก็กล่าวขึ้นว่า ” ดู
เจ้าตัวบัดซบนั่นสิ! ซูซันยอมปล่อยชีวิตเยี่ยงสุนัข
ของมันไป แต่กลับไม่รู้จักสำเหนียกบุญคุณ คงต้อง
ปล่อยเรื่องนี้ให้ เปั่ย ซานม่อ จัดการ หลังจากนี้อีก
3 ปีเมื่อมันกลับมายังซูซันอีกครั้ง มันคงไม่มีโอกาส
ได้มีชีวิตกลับไปง่าย ๆ อย่างแน่นอน! ”
“ ตอนนี้เรื่องนี้ได้แพร่กระจายออกไปทั่วแล้ว หาก
มันไม่กล้ามาตามนัด ชื่อเสียงของมันก็จะถูกบดขยี้
จนเป็นปั่นปี อยากรู้นักว่า เมื่อเวลานั้นมาถึง มัน
จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนในนครจักรพรรดิเพลิง ”
“ หึ คิดว่าตัวเองได้รับความสนใจจากนคร
จักรพรรดิเพลิงมากรึยังไง คนทรยศเช่นนี้จะไปมี
ใครเห็นหัวได้ยังไงกัน? ไอพวกทำนาบนหลังคน
เมื่อไม่นานมานี้มันพึ่งทรยศซูซัน เช่นนั้นหลังจากนี้
มันย่อมมีโอกาสทรยศนครจักรพรรดิเพลิงอย่าง
ง่ายดายมากยิ่งขึ้น จากนั้นตระกูลของมันจะ
กลายเป็นทาส 3 ชั่วโคตร! ”
เฉิน ฟูั่หยู พูดจาสามหาวกล่าวคำนินทา คำพูดแต่
ละคำที่หลุดออกมาจากปากของมัน ช่างชั่วร้าย
เน่าเหม็นเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อคนอื่นได้ยินเช่นนั้น
พวกมันก็พากันพยักหน้าตอบรับกันครั้งแล้วครั้ง
เล่า
เสี่ยว หวนซานกล่าวว่า ” หัวหน้ากองร้อยในนคร
จักรพรรดิเพลิง แต่ละคนล้วนแข็งแกร่งเป็นอย่าง
ยิ่ง พวกเขาเป็นเช่นดั่งเมฆา มาดูกันว่าวันนี้ อู่ อวี้
จะได้รับความอัปยศมากเพียงใด ข้าไปสืบมาแล้วคู่
ต่อสู้ของมันก็คือ หยาง เสวี่ยเฟิง คนผู้นี้น่า
สะพรึงกลัวอย่างยิ่ง วันนี้ อู่ อวี้ ต้องพ่ายแพ้อย่าง
แน่นอน ไม่เชื่อก็ลองดู ”
” เอาล่ะพอได้แล้ว เดี๋ยวคนอื่นได้ยินเข้าจะคิดว่า
นิกายเซียนซูซันของเรา เป็นพวกปากมากไม่รู้จัก
อดทน ” จอมกระบี่ชื่ออิงโบกมือ จากนั้นก็หันไป
มอง เฉิน ชิงเหยา ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
อย่างไรก็ตาม เฉิน ชิงเหยา หาได้แยแสสิ่งที่ผู้เยาว์
เหล่านี้กล่าวอย่างสิ้นเชิง ภายในดวงตาของเขา
ส่องประกายดุจดั่งดวงดารา จากนั้นก็จ้องมองไป
ยังสนามรบโบราณ โดยมิได้เคลื่อนไหวใด ๆ
หลังจากผ่านไปประมาณ 1 ชั่วยาม ผู้เข้าร่วม
สงครามทั้งหมดก็เริ่มปรากฏการณ์กายแล้ว ผู้ท้า
ชิงทั้ง 32 คน ได้ถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่ม
หนึ่งถูกแบ่งไปทางทิศเหนือของเทือกเขาวงแหวน
อีกกลุ่มหนึ่งถูกแบ่งไปทางทิศใต้ของเทือกเขาวง
แหวน ทางฝังของ อู่ อวี้ มีอยู่ทั้งหมด 16 คน และ
ลั่วผิน ไม่ได้อยู่ทางฝังนี้ด้วย กลับกันคนที่อยู่ทาง
ฝังนี้คือ มู่หรง ซวี่ กับ เจียง จือซุน แทน พวกมัน
สองคนมายืนอยู่ด้วยกันพร้อมทั้งพูดคุยหัวเราะ
อย่างรื่นเริง ซึ่งแน่นอนว่าคนนอกไม่มีสิทธิ์เข้าไป
ยุ่มย่ามกับพวกมัน
การต่อสู้แต่ละครั้ง ฝังทิศเหนือและทิศใต้จะต้องมี
คนถูกคัดออกรอบละ 1 คน
หลังจบรอบนี้เริ่มการต่อสู้รอบต่อไป เหล่าผู้ท้าชิง
ทั้ง 16 คนจะถูกแบ่งออกเป็นฝังทิศเหนือ และ ทิศ
ใต้ ซึ่งจะต้องยืนรออยู่บนเวทีเพื่อเตรียมความ
พร้อมสำหรับการต่อสู้
เมื่อมองไปรอบ ๆ จากตำแหน่งที่ยืนอยู่นี้ จะ
สามารถแลเห็นได้ว่ามีฝูงชนมารวมตัวกันอยู่นับ
ล้าน ๆ คน ซึ่งมากกว่านิกายเซียนซูซันเสียอีก
ตลอดชั่วชีวิตไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่คือการต่อสู้ครั้ง
สำคัญมากที่สุด
ซึ่งนี้แสดงให้เห็นว่า นครจักรพรรดิเพลิงนั้น ทรง
พลังและเปียมล้นไปด้วยเกียรติยศอันสูงส่งยิ่งกว่า
ซูซัน
” ยินดีต้อนรับผู้มาเยือนจาก 4 สมุทร 8 ทิศ ทุก ๆ
ท่านคือแขกของนครจักรพรรดิเพลิง ข้า มู่หรง ถิง
ยินดีต้อนรับทุกท่าน”
ด้านนอกสนามรบโบราณ มีชายคนหนึ่งปรากฏ
กายขึ้นบนอากาศ คนผู้นี้มีชื่อเสียงเลื่องลืออยู่ใน
นครจักรพรรดิเพลิงเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือ ขุนพลมู่
หรง
เมื่อได้ยินขุนพลมู่หรงกล่าวเช่นนี้ เหล่าผู้คนนับ
หมื่นนับแสน ก็พากันโห่ร้องออกมาอย่างยินดี
บรรยากาศในยามนี้ดูคึกคักมีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่ง
ขุนพลมู่หรง กล่าวขึ้นอีกครั้งว่า ” แน่นอนว่าต้อง
ขอขอบคุณ จอมกระบี่ชื่ออิง กับ จอมกระบี่ชิงเหอ
แห่งซูซัน ขอบคุณอรหันต์เสินชิงแห่งพรรคซ่าง
หยวน ผู้นำจิน ฉงเทียน แห่งตระกูลเทียนอี้ ที่
มาร่วมรับชมในครั้งนี้ ”
มีเหล่าผู้ฝึกตน ซึ่งมีความแข็งแกร่งเทียบเคียงได้
กับจอมกระบี่แห่งซูซันกว่า 20 คนมารวมตัวกันอยู่
ในที่แห่งนี้ ซึ่งขุนพลมู่หรง ก็กล่าวแนะนำเพียงสั้น
ๆ เท่านั้น
ในท้ายสุดเขาก็กล่าวว่า ” เช่นนั้น ก็อย่าปล่อยให้
เวลาล่าช้าไปมากกว่านี้เลย ข้าขอประกาศเริ่ม
สงครามเหยียนนับแต่บัดนี้ ผู้ประลองคู่แรกคือ ลั่ว
ผิน กับ ไห่ อวี๋ ก้าวออกมาได้ ”
แท้จริงแล้ว ลั่วผิน คือผู้ประลองคู่แรกของวันนี้!
หากนางสามารถเอาชนะผ่านความยากลำบากได้
ทั้งหมด ในแต่ละครั้งนางจะถือเป็นผู้มีคุณสมบัติ
อันดับ 1
คู่ต่อสู้ของนางก็เป็นเช่นเดียวกับ อู่ อวี้ นั่นก็คือ
ยากที่จะเอาชนะได้ เพื่อเป็นการตัดสินชี้ชะตาหาผู้
แพ้ชนะทั้งสองฝั่ายจะต้องปรากฏตัวขึ้นที่นี่ ซึ่งใน
เวลานี้ ลั่วผิน กำลังรออยู่บนเวทีเตรียมพร้อม
ประลองทางฝังเหนือแล้ว เมื่อถูกประกาศชื่อ นาง
ก็ทะยานลงสู่ใจกลางของสนามรบโบราณอันกว้าง
ใหญ่ทันที
หากมองดูแล้วจะแลเห็นได้ว่า นางเป็นเสมือนดั่ง
สตรีผู้หนึ่ง เป็นคนที่ชอบความงดงาม ยามนี้ชุด
เกราะเหยียนหวงของนางได้ แปรเปลี่ยนเป็นชุด
คลุมกระโปรงยาวสีทะเลคราม ทั้งยังมีไข่มุก แล
เพชรนิลจินดาประดับตกแต่งอยู่มากมาย ดูแล้ว
เสมือนดั่งเทพธิดาแห่งมหาสมุทร เมื่อนางลงมา
สายชลธีขนาดใหญ่ในสนามรบโบราณก็พุ่งพล่าน
ปันปั่วนทันที
อู่ อวี้ นึกขึ้นได้ว่าตนนั้นหลงลืมสอบถามข้อมูล ไห่
อวี๋ ซึ่งคู่ต่อสู้ของลั่วผิน
แน่นอนว่าต่อให้เขาถามไป มันก็ไม่ได้มีความหมาย
อะไร เนื่องจากไม่มีทางที่ ลั่วผิน นั้นจะพ่ายแพ้
ลั่วผิน ลุกขึ้นยืน พร้อมกับทะยานลงจากเวที
เตรียมประลอง เข้าสู่สนามรบโบราณอย่างรวดเร็ว
ร่างของนางแปรเปลี่ยนกลายเป็นภาพติดตา
จากนั้นก็เข้าไปไกล้ ไห่ อวี๋ มากขึ้นเรื่อย ๆ
เนื่องจากสนามรบโบราณมีขนาดใหญ่มาก ดังนั้น
การที่ทั้งสองฝั่ายจะพุ่งเข้าปะทะห้ำหั่นกัน จึง
จำเป็นต้องใช้อยู่เวลาบางส่วน
นางทะยานข้ามผ่านหมู่มวลพงไพร ซึ่งนี่ก็แสดงให้
เห็นว่าสรีระร่างกายของนางนั้น แท้จริงแล้วมี
ความแข็งแกร่งเป็นอย่างนี้
เมื่อสงครามครั้งแรกเริ่มต้นขึ้น จึงทำให้ฝูงชนให้
ความสนใจการประลองครั้งนี้เป็นพิเศษ ในช่วง
วินาทีนี้ทุกคนแทบจะกลั้นลมหายใจของตัวเอง
เอาไว้ หันเหความสนใจทั้งหมดไปที่การต่อสู้อย่าง
สิ้นเชิง! จับจ้องไปยังสตรีทั้งสองแห่งนคร
จักรพรรดิเพลิง
ไห้ อวี๋ เป็นสตรีผู้งดงามซึ่งสวมใส่อาภรณ์สีฉูดฉาด
แน่นอนว่านางย่อมดึงดูดสายตามากกว่า ลั่วผิน
ตูม!
ทั้งสองได้เผชิญหน้ากันที่ทะเลสาบขนาดใหญ่
กระแสวารีทะยานขึ้นสู่ฟากฟั้า มันกลายเป็นคลื่น
ขนาดยักษ์ของซัดสาดลงมา
ในสงครามครั้งนี้ แม้แต่ อู่ อวี้ ก็ยังกลั้นลมหายใจ
เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็น ลั่วผิน ต่อสู้
ซึ่งเขาสังเกตเห็นว่า ศาสตราเต๋าที่ ลั่วผิน ใช้มี
ความงดงามเป็นอย่างยิ่ง ทั่วทั้งตัวศาสตราเป็นสี
ครามมหาสมุทร ซึ่งดูเหมือนดั่งอัญมณีแห่งท้อง
ทะเลลึก ผลึกส่องแสงเรืองรอง เปล่งประกาย
ระยิบระยับดั่งเช่นแสงสว่างจากดวงดารา ราวกับ
ผลงานศิลปะชิ้นเอก
นั่นคือตรีศูล
โดยทั่วไปแล้ว หากสตรีตัดสินใจใช้ศาสตราตเต๋านี้
คนผู้นั้นจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ตรีศูลที่ดู
เสมือนดั่งอัญมณีสีคราม มันยาวใกล้เคียงกับความ
สูงของนางเลยทีเดียว แต่นางกลับสามารถใช้งาน
มันได้อย่างคล่องแคล่วยิ่ง ระดับความเชี่ยวชาญ
ของนางนั้น ถือได้ว่าสูงส่งมากกว่าการใช้พลอง อู่
อวี้ เสียอีก
” นั่นมัน ศาสตราเต๋าวิถีแท้ นางจงใจซ่อนมัน
เอาไว้ ”
” เจ้าแน่ใจเช่นนั้นหรือ? ”
” ผายลม จงรู้ไว้สายตาท่านย่าผู้นี้ น่าสะพรึงกลัว
เป็นอย่างยิ่ง ” หมิงซวงกล่าวขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
หลังจากกล่าวจบ ดูเหมือนนว่า ลั่วผิน จะ
ปลดปล่อยเคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดินออกมาแล้ว ซึ่ง
ในเวลานี้เมฆดำเริ่มก่อตัวขึ้น พร้อมทั้งห่าฝนที่เท
กระหน่ำลงมาอย่างไม่หยุดยั้ง มันกลายเป็นพายุ
ฝนฟั้าคะนองสาย กระแสสานวารีท่วมท้นไปทั่วทั้ง
สนามประลองโบราณ
ห่าฝนขนาดใหญ่แปรเปลี่ยนกลายเป็นน้ำปริมาณ
มาก ม้วนกวาดผ่านบังเกิดเป็นมังกรพิโรธ ซึ่งกำลัง
ค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ชั่วพริบตานั้นเอง
มังกรพิโรธวารีขนาดยักษ์ดุจมหาสมุทรคลั่งได้ดิ่ง
พสุธาลงมาอย่างโกรธเกรี้ยว
ตูม!
ในเวลานี้ สายตาของเหล่าผู้ชมที่เฝั้ามองอยู่บนวง
แหวน ได้แลเห็นสนามรบโบราณแปรเปลี่ยน
กลายเป็นมหาสมุทรแทบทั้งหมด
การโจมตีครั้งนี้ได้สร้างความประทับใจ และ ความ
ตกตะลึงให้แก่ผู้ชมทุกผู้คน
นอกจากนี้ ฝูงชนยังยากจะแลเห็น การต่อสู้ที่
แท้จริงอย่างชัดเจน
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ