กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 412 : เข็มสีเงินอันนาสะพรึง
ไม่รู้ว่า ลั่วผิน ไปสรรค์สร้างมวลน้ำมหาศาลเช่นนี้
มาจากที่ใด เพียงแค่ชั่วพริบตา ภายในสนามรบ
โบราณ ในส่วนของวงแหวนแห่งเทือกเขา ได้
เปลี่ยนกลายเป็นมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไป
เรียบร้อยแล้ว
แม้กระทั่งหมู่เมฆบนท้องฟั้าก็รวมตัวเข้าด้วยกัน
ก่อให้เกิดสายฝนกระหน่ำ บดบังทัศนวิสัย
ภายในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่และสายฝนที่โหม
กระหน้ำ มองเห็นได้เพียงแค่ภายใต้ท้องมหาสมุทร
สีคราม เกิดเป็นคลื่นน้ำวน ราวกับมีสัตว์ยักษ์กำลัง
พุ่งห้อทะยานออกมา
ฉากเหล่านี้ ไม่มีใครสามารถเห็นการต่อสู้กันของ
ทั้ง 2 คนที่อยู่ภายในได้ ซึ่ง อู่ อวี้ คาดเดาได้อยู่
แล้วว่าจะต้องเกิดเช่นนี้ขึ้น
ลั่วผิน จะต้องไม่เปิดโอกาสที่จะเปิดเผยตัวตนของ
ตนเองออกมาแม้แต่น้อยนิด
แต่ในเมื่อนางสามารถสร้างฉากที่ยิ่งใหญ่นี้ขึ้นมาได้
ย่อมทำให้ผู้ชมจำนวนนับไม่ถ้วนต้องรู้สึกสั่น
สะท้านแล้ว เนื่องจากว่านางมักจะไม่ค่อยเปิดเผย
ความสามารถใดๆในนครจักรพรรดิเพลิงมากนัก
จึงไม่ค่อยมีชื่อเสียงอะไร ดังนั้นเหล่าทัพเซียน
จักรพรรดิเพลิงจำนวนมากจึงไม่เคยเห็นนาง
สำแดงพลังออกมาเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาตนเอง
เช่นนี้
ในตอนนี้ กล่าวได้ว่านางได้ทำให้ทั่วทั้งสนาม
ประลองเกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเหล่าผู้ฝึกตนที่อยู่บน
ทวีปแห่งทวยเทพ พลังศักดิ์สิทธิ์ที่งดงามและ
มหึมาเช่นนี้ของ ลั่วผิ่น นี้ มันเป็นเหมือนกับเทพ
เซียนที่อยู่ในความคิดของพวกเขาก็มิปาน
“เป็นเรื่องธรรมดาที่มังกรจะสามารถเรียกลมเรียก
ฝนได้เช่นนี้ ” หมิงซวง ไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด
บางครั้ง อู่ อวี้ ต้องการที่จะเห็นร่างที่แท้จริงของ
ลั่วผิน เมื่ออยู่ในพระราชวังจักรพรรดิ เขาค่อนข้าง
ที่จะมีความคุ้นเคยกับมังกร เนื่องจากปุถุชน มังกร
เป็นเหมือนกับตัวแทนขององค์จักรพรรดิ ดังนั้นจึง
มี เสื้อคลุมมังกร บัลลังค์มังกร และตราสัญลักษณ์
มังกร
เหล่าสาวกผู้เยาว์ของ นิกายเซียนซูซัน พรรคซ่าง
หยวน เผ่าเทียนอี้ ยอดเขานางเซียนกูซู นิกายทัพ
เซียนสวรรค์ และนิกายอื่นๆ ต่างถึงกับต้องอ้าปาก
ค้าง สำหรับการต่อสู้ในรอบแรกของสงครามเห
ยียนของนครจักรพรรดิเพลิง มันทำให้พวกเขารู้สึก
ทำใจเชื่อได้ยาก
เมื่อเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่ง เป็นธรรมดาที่พวก
เขาจะมองไปอย่างชื่นชม
รู้สึกเร้าใจ เร่าร้อน และทำให้พวกเขาได้รับการ
เก็บเกี่ยวบางอย่าง
ภายใต้สายฝนที่โหมกระหน่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง
ทำให้มองไม่เห็นถึงการต่อสู้นี้ได้ ดูเหมือนว่า
ท่ามกลางความรุนแรง ทันใดนั้นเสียงทุกอย่างก็
หยุดลง
ภายในเวลาสั้นๆ มหาสมุทรที่ท่วมทั่งทั้งแผ่นฟั้า
และผืนดิน ที่ศูนย์กลางของสนามรบโบราณ พลัน
ปรากฎเป็นเงาร่างของ ลั่วผิน ผู้คนเห็นว่าภายใน
ระยะเวลาสั้นมหาสมุทรขนาดยักษ์ถูกสูบกลืนเข้า
ไปอยู่ในร่างของคนผู้หนึ่ง พริบตานั้นเอง
แม้กระทั่งก้อนเมฆและสายฝนที่อยู่บนท้องฟั้าได้
จางหายไปทั้งหมด ทั่วทั้งสนามรบโบราณ กลับคืน
สู่สภาวะปกติ
ลั่วผิน ยืนอยู่บนมหาสมุทรที่เริ่มลดระดับลงด้วย
ท่าทีสงบ ผมสีขาวราวหิมะผัดปลิวไสว และเกราะ
เซียนจักรพรรดิเพลิงที่ขับให้นางดูน่าเกรงขามขึ้น
และเบื้องหน้าของนาง เป็นสตรีผู้หนึ่ง นอนอยู่บน
มหาสมุทร เสื้อผ้ากระจัดกระจายออกไป บนร่าง
ปรากฏเป็นรอยคราบโลหิต เมื่อมองไปที่ใบหน้า
ของนาง จะเห็นได้ว่าดูซีดเซียว ถึงแม้จะไม่รู้ว่า ลั่ว
ผิน ใช้วิธีการอะไร แต่ก็เห็นได้ชัดว่า ไห่อวี๋ ได้พ่าย
ไปแล้ว
ในเวลานี้ ทั่วทั้งสนามตกอยู่ในความเงียบราวกับ
ปั่าช้า
ตอนที่ ลั่วผิว ได้รับแต้มคะแนนมาถึง 91 แต้ม แต่
ก็ยังมีทัพเซียนจักรพรรดิเพลิงยังคงสงสัยเกี่ยวกับ
ฝีมือของนาง
เพราะว่านางเป็นคนที่ลึกลับอย่างมาก
จากนั้นก็มีเสียงปรบมือดังขึ้นกันอย่างเกรียวกราว
บางส่วนดังมาจากผู้ฝึกตนที่อยู่บนทวีปแห่งทวย
เทพ และยังมีบางคนในนครจักรพรรดิเพลิงที่ไม่
ยอมรับ เมื่อได้เห็นการต่อสู้ในครั้งแรก พวกเขาจึง
ต่างพากันยอมรับด้วยความจริงใจ
ขุนพลมู่หรงรู้สึกประหลาดใจ เขาพึมพำออกมา
เล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “ขอแสดงความยินดีด้วย
ลั่วผิน เจ้าเข้าสู้รอบ 16 คนแล้ว”
เมื่อได้ยินเสียงปั่าวประกาศ ลั่วผิน ก็อุ้ม ไห่อวี๋
ขึ้นมา นำไปส่งให้กับสหายของนางที่อยู่ด้านข้าง
อีกฝั่ายไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรง เพียงแค่สามารถ
ทำให้ ลั่วผิน ใช้ออกเคล็ดวิชาได้ ก็นับว่ามี
ความสามารถเพียงพอแล้ว
ภายใต้สายตาของคนนับหมื่นคน ลั่วผิน ได้เดิน
กลับไปอยู่ด้านข้างของ อู่ อวี้ นางเคลื่อนไหวอย่าง
แผ่วเบา หลังจากที่มองเห็น อู่ อวี้ แล้วจึงกล่าวว่า
“ขอให้ท่านโชคดีและได้รับชัยชนะ จงอย่าได้พ่าย
แพ้เด็ดขาด”
อู่ อวี้ ยิ้มออกมาเล็กน้อย นี่นับไม่ใช่โชคดีแล้ว
……..
คู่ต่อสู้คู่ถัดไปปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว การ
เผชิญหน้ากันบนสนามรบโบราณ จากนั้นการต่อสู้
ก็เริ่มขึ้นหลังจากที่ขุนพลมู่หรงปั่าวประกาศ ทุกคน
จึงเลิกให้ความสนใจกับ ลั่วผิน
อู่ อวี้ เองก็เช่นกัน
แน่นอนว่าผู้เข้าร่วมการประลองจะต้องมีมีความ
แข็งแกร่งอยู่ภายในตัว ซึ่งระหว่างทั้ง 2 ฝั่ายก็ไม่
แตกต่างกันมากนัก การต่อสู้ในครั้งถัดไป ไม่ได้ถูก
อำพรางเช่นเดียวกับ ลั่วผิน ทำให้พวกเขาได้เห็น
ถึงการต่อสู้กันอย่างดุเดือด ดังนั้นไม่ว่าใครก็
สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ผู้ที่เข้าร่วมสงคราม เรียกได้ว่ามีทุกเพศทุกวัย อู่
อวี้ และ ฉิน ฝูเหยา นับว่าเป็น 2 คนที่มีอายุน้อย
ที่สุด
ยกตัวอย่างการต่อสู้ในรอบที่2 เป็นบุรุษหนุ่มวัย
กลางคนผู้หนึ่งกับชายชราอีกคนหนึ่งที่เข้ามาทำ
การต่อสู้โรมรันกัน เคล็ดวิชาของทั้ง 2 คนปลิว
ว่อนไปทุกหนแห่ง พลังศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงพลัง การฝึก
ตนที่มีมานานหลายปี ประสบการณ์อันโชกโชน
บังเกิดเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือด เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้า
ดินโหมโรงเข้าใส่ มหาวิถีเชื่อมสวรรค์ต่างปะทะกัน
อย่างรุนแรง ผู้ฝึกตนชราพ่ายแพ้ให้แก่ผู้ฝึกตนวัย
กลางคน แต่ว่าผู้ฝึกตนวัยกลางคนก็ได้รับบาดเจ็บ
อย่างสาหัสเช่นกัน จนไม่สามารถยืนได้อย่างมั่นคง
อาจจะส่งผลกระทบต่อการต่อสู้กับ ลั่วผิน ในครั้ง
ต่อไปได้
เดิมทีแล้วจะเป็น ผู้ชนะจากรอบที่หนึ่งและผู้ชนะ
จากรอบที่สองมาทำการต่อสู้กันอีกรอบ เพื่อตัดสิน
ให้ผู้ชนะได้เข้าไปสู่รอบ 8 คน
ชายชราผู้นี้ได้รับการประเมิณคะแนนจาก 3
ขุนพลได้ถึง 95 แต้ม แต่ผู้ฝึกตนวัยกลางคนผู้นั้น
จริงๆแล้วก็ไม่ได้อ่อนแอ การที่ ลั่วผิน เจอกับคู่
ต่อสู้คนต่อสู้ซึ่งไม่สามารถต่อสู้ได้เต็มที่ รอบต่อไป
จึงไม่ค่อยน่าดูนัก
เนื่องจากสภาพของอีกฝั่ายดูทรุดโทรมราวกับจะ
ลงหลุมอยู่มะรอมมะร่อแล้ว เพื่อที่จะได้รับ
คำแนะนำจากเจ้านคร ถึงแม้จะเสียค่าตอบแทนสูง
ขนาดไหนเขาก็ยอมเสี่ยง
การต่อสู้ที่ดุเดือดและรุนแรงก็ยังคงดำเนินต่อไป!
วันนี้ ผู้ชมจากทั่วทุกหนแห่งบนทวีปแห่งทวยเทพ
ผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ของทุกพรรคนิกาย เรียกได้ว่ามอง
ไปที่การต่อสู้อย่างเพลิดเพลิน อย่างไรก็ตามพวก
เขาก็ได้รับความรู้และประสบการณ์ที่มากขึ้น ยิ่ง
ผ่านไปมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเจอการต่อสู้ที่แข็งแกร่ง
มากยิ่งขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้น่าตื่นเต้นจนดูได้
อย่างไม่เบื่อหน่าย
ไม่รู้ว่าใครที่สามารถไต่ขึ้นไปอยู่ใน 3 อันดับ
สุดท้ายได้ สิ่งนี้ทำให้ทุกคนต่างรอคอยกันอย่างใจ
จดใจจ่อ
เมื่อเวลาไหลผ่านไป สุดยอดหัวกระทิทั้ง 16
รายชื่อก็ถูกตัดสินออกมาแล้ว
ภายในนั้นมี เจียง จือซุน ฉิน ฝูเหยา มู่หรง ซวี่ กับ
หลี่ ขู่ไห่ ได้รับชัยชนะมาอย่างง่ายๆ อย่างน้อย มู่
หรง ซวี่ ก็ไม่ได้ใช้ศาสตราเต๋าวิถีแท้ของเขาแม้
เพียงครั้ง
อู่ อวี้ สามารถมองเห็นการต่อสู้ของผู้เข้าร่วมแต่ละ
คน ได้อย่างชัดเจน ถือว่าเป็นการเก็บข้อมูลได้
อย่างดียิ่ง คู่ต่อสู้แต่ละคนล้วนแข็งแกร่ง แน่นอน
ว่าพวกเขายังซุกซ่อนฝีมือที่แท้จริงเอาไว้ แต่บางคู่
เป็นเพราะว่าเกิดการต่อสู้อย่างพัวพันจนทำให้ไม่
อาจมองเคล็ดวิชาของพวกเขาได้ละเอียดนัก
“ทั้ง 4 คนนี้ เมื่อพบเจอแต่ละคนข้าจะต้องแสดง
ฝีมือทั้งหมด พยายามทุกวิถีทาง จึงจะสามารถ
ต่อกรกับพวกเขาได้ ยากยิ่งนักที่จะแย่งชิง 1
ตำแหน่งจากพวกเขาทั้ง 4 อีกทั้งข้าซึ่งมีอายุที่น้อย
กว่าพวกเขาทำให้ต่อกรได้ลำบากยากขึ้น หากอายุ
เท่ากันข้าก็ไม่ต่างกับพวกเขามากนัก”
กล่าวตามตรงแล้ว เมื่อดูจากความสามารถที่
สำแดงออกมาในตอนนี้ พวกเขาทั้ง 4 คนจะต้อง
เอาชนะคู่ต่อสู้และเข้าสู่รอบ 8 คนได้อย่างไม่ต้อง
สงสัย เนื่องจากคู่ต่อสู้รอบต่อไป ไม่มีใครที่จะ
สามารถสร้างความยากลำบากให้กับพวกเขาได้
เลย
แค่พริบตาก็มาถึงยามบ่ายแล้ว
เนื่องจากความแข็งแกร่งที่ค่อนข้างจะสูสีกัน
ดังนั้นการต่อสู้แต่ละครั้งจึงกินเวลานาน
อู่ อวี้ ทำการต่อสู้เป็นคู่สุดท้าย
ผู้ที่สามารถเอาชนะในการประลองนี้ได้จะเป็นคู่
ต่อสู้คนถัดไปของเขา
แน่นอน ก่อนหน้านั้นเขาจะต้องเอาชนะ หยาง
เสวี่ยเฟิง ให้ได้เสียก่อน ว่ากันว่า หยาง เสวี่ยเฟิง
ผู้นี้แข็งแกร่งจนมารคู่ขาวดำไม่อาจทัดเทียมได้
เมื่อถึงการต่อสู้ของสายที่ 2 ผู หยางอี ผู้ที่ฝึกตน
มานานกว่า 300 ปีได้ขึ้นสนามประลอง คนผู้นี้เป็น
ชายชราที่ผอมแห้ง เขาเปลี่ยนจากเกราะเซียน
จักรพรรดิเพลิงให้อยู่ในรูปแบบของเสื้อคลุมยาว
ตัวหลวมโครก คิ้วสีขาว ผมสีขาว มีลักษณ์ที่ทำให้
ผู้คนต้องให้ความสนใจ ผมยาวสีเงินของมันยาว
เป็นอย่างยิ่ง เรียกได้ว่ายาวจนถึงเท้า กล่าวตาม
ตรงชายชราที่ไว้เส้นผมที่ยาวขนาดนี้ ค่อนข้างจะดู
น่าเกลียดไปหน่อย แต่อย่างไรก็ตาม หากมองไป
อย่างละเอียดแล้วเส้นผมสีเงินทุกๆเส้นจะมี
บางอย่างที่ไม่เหมือนกันอยู่
อู่ อวี้ สามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว ผู หยางอี
จะต้องใช้เคล็ดวิชาบางอย่าง ที่ทำให้เส้นผมสีเงิน
มากมายบนหัว เปลี่ยนกลายเป็นอาวุธมีคมและ
รุนแรง พลังทะลุทะลวงเช่นดั่งหอก และสามารถ
จะเจาะทะลวงสมบัติวิเศษได้อย่างง่ายได้ หากมัน
กลายเป็นอ่อนยวบ ก็จะมีลักษณะคล้ายกับแส้ที่คม
กริบ สามารถผ่าร่างของคนให้แยกออกเป็น 2
ส่วนได้อย่างง่ายดาย ทำให้บนศรีษะของมันเป็นดั่ง
เข็มเงินที่มีความคมกริบ มีอยู่นับแสนเล่ม ทั้งยัง
สามารถขยายออกได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อ
กระจายตัวออกไป ทั่วทั้งสนามรบโบราณ ต่างก็
เต็มไปด้วยผมสีเงินของมัน
นอกจากนี้มันยังมีศาสตราเต๋าที่มีชื่อเรียกว่า
‘ประตูผนึกวิญญาณ’ ซึ่งมีความสามารถที่น่า
สยดสยอง
มันกำลังต่อสู้อยู่เบื้องหน้า อู่ อวี้ ดังนั้น อู่ อวี้ จึง
มองไปอย่างระมัดระวัง เมื่อ ผู หยางอี เอาชนะคู่
ต่อสู้ของมันได้ มันจึงเข้ามาอยู่ในรายชื่อ 16 คน อู่
อวี้ ยังมองความสามารถของมันไม่ค่อยชัดเจนนัก
จึงยังไม่อาจจะยืนยันได้ ว่าเขาจะสามารถเอาชนะ
ผู หยางอี ผู้นี้ได้หรือไม่
อู่ อวี้ ค่อนข้างรู้สึกกดดัน!
ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้น สงครามเหยียนที่อยู่เบื้อง
หน้า ไม่ว่าจะเป็น ฉิน ฝูเหยา หรือว่าพวก มู่หรง
ซวี่ ทุกคนต่างก็ต้องขมวดคิ้ว หากเมื่อต้อง
เผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่ง อย่างน้อยสำหรับ
พวกเขาแล้วยามเมื่อเผชิญหน้ากัน ไม่ว่ายังไงก็
ต้องแสดงพลังออกมาอย่างสุดความสามารถ
เพราะยังไงแล้ว ใน 4 คนนี้มีเพียง 3 คนที่จะได้
เป็นผู้ชนะ ส่วนอีก 1 คนจะต้องถูกทิ้งไป
“ข้ายังไม่ได้เอาชนะ หยาง เสวี่ยเฟิง เลย จะ
กลุ้มใจเกี่ยวกับ ผีเฒ่าเช่น ผู หยางอี ไปทำไม”
การที่ได้พบกับผู้ที่มีพลังศักดิ์สิทธิ์เป็นเส้นผมสีเงิน
ที่ชื่นชอบทารุณคู่ต่อสู้ ไม่ต้องกล่าวถึง อู่ อวี้
แม้แต่คนอื่นๆก็ยังรู้สึกอึดอัดใจเลย
เมื่อ ขุนพลมู่หรง ขานชื่อ อู่ อวี้ และ หยาง เสวี่ย
เฟิง ทันใดนั้นก็เกิดเป็นเสียงฮือฮาขึ้นทั่วทั้งสนาม
ความโด่งดังของ อู่ อวี้ แพร่กระจายไปทั่วทั้งนิกาย
เซียนซูซันและนครจักรพรรดิเพลิง กล่าวได้ว่าเขา
เป็นเหมือนกับยอดคน สงครามเหยียนของนคร
จักรพรรดิเพลิงในตอนนี้ พวกนิกายเซียนซูซันก็มา
ดูการต่อสู้ด้วยเช่นกัน เมื่อ อู่ อวี้ ก้าวเข้าสู่สนาม
พวกมันทั้งหมดเปลี่ยนเป็นมองมาอย่างตั้งใจ
ในเวลานี้สายตาที่มองไม่เห็นจำนวนมาก มา
รวมกันอยู่ที่ร่างของ อู่ อวี้
“นั่นคือเขาจริงๆ?”
“ซูซันคงคาดไม่ถึงว่า ทำไมเขาถึงเข้าร่วมกันนคร
จักรพรรดิเพลิงได้เร็วเช่นนี้”
“อู่ อวี้ ผู้นี้เป็นคนที่ทรยศและเนรคุณสินะ”
“แต่ก็ไม่อาจจะกล่าวเช่นนั้นได้ เป็นเพราะเขาถูก
ขับไล่ออกมา สำหรับนครจักรพรรดิเพลิงแล้ว เขา
ถูกเชื้อเชิญโดยหัวหน้ากองพันที่อยู่ด้านข้าง สิ่ง
เดียวที่คนคิดไม่ถึงก็คือ เขาจะกลายมาเป็นหนึ่งใน
ผู้เข้าร่วมสงครามเหยียนในครั้งนี้ด้วย”
“ได้ยินมาว่าเขาทำการต่อสู้ได้อย่างยอดเยี่ยมบน
ทะเลตงไห่”
“สิ่งที่ถกกันอย่างร้อนแรงในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของ
การต่อสู้ระหว่าง อู่ อวี้ กับ เปั่ยซาน ม่อ หรอก
หรือ? ในอีก 3 ปี เขาจะต้องเผชิญหน้ากับ เปั่ย
ซาน ม่อ เขาจะต้องเอาชนะการต่อสู้ในวันนี้ไปให้
ได้ มิฉะนั้นเขาก็ไม่มีคุณสมบัติแล้ว ”
“การต่อสู้ของสงครามเหยียนนั้นค่อนข้างจะ
ตรงไปตรงมา ไม่ว่าใครก็ย่อมไม่มั่นใจตนเองหรอ
กว่าจะไปถึง 3 อันดับแรกได้ ซึ่ง อู่ อวี้ ก็เช่นกัน
อันที่จริงแล้วคู่ต่อสู้ของเขาคือ หยาง เสวี่ยเฟิง ดู
เหมือนว่าคนจากภายนอกนครจะเดิมพันข้างเขา
นะไว้เยอะนะ”
เมื่อ อู่ อวี้ เดินเข้าไปอยู่ใจกลางสนามรบโบราณ ก็
กลายเป็นที่สะดุดตาของทุกคนอีกครั้ง เชื่อว่าผู้ที่มี
อารมณ์ซับซ้อนที่สุดก็น่าจะเป็นเหล่าสาวกนิกาย
เซียนซูซัน นอกจาก เฉิน ชิงเหยา ที่แววตาดูสงบ
นิ่งแล้ว คนอื่นๆในซูซันที่ได้ยินเสียงพูดรอบข้าง
ต่างพากันปรากฎสีหน้าไม่พอใจยิ่ง
“ถ้าข้ารู้มาก่อนข้าก็จะไม่มาที่นี่ เป็นเพราะ อู่ อวี้
ผู้นี้นับเป็นความอับอายของนิกายเซียนซูซันของ
พวกเราอย่างแท้จริง! ” เฉิน ฟูั่หยู ตะโกนด่าทอ
ขึ้น
จอมกระบี่ชื่ออิงกล่าวขึ้นว่า “พอแล้ว อดทนเอาไว้
ซะ หรือจะต้องให้ข้ากล่าวอีกรอบ ไม่สำคัญว่ามัน
จะเข้าร่วมหรือไม่ แต่หลังจากผ่านวันนี้ไปสงคราม
เหยียนจะต้องไม่มีมันอีก แต่ก่อนที่จะถึงเวลานั้น
พวกเราทำได้เพียงแค่สงบเสงี่ยมเท่านั้น เพื่อที่จะ
ลดข้อครหาจากการพูดคุยของคนภายนอก”
“อู่ อวี้ ผู้นี้ คือความอัปยศของนิกายเซียนซูซัน ถ้า
ข้าเป็นมัน ข้าย่อมอับอายจนไม่กล้าที่จะสู้หน้าใคร
แต่นี่เพียงแค่ในเวลาไม่ถึง 1 ปี ยังคิดที่จะ
หาญกล้าเข้าร่วมกับการต่อสู้อันมีเกียรติเช่นนี้อีก!
ทั้ง32คนนี้ หากไปต่อสู้บนรายนามกระบี่โลกาของ
พวกเราซูซัน ย่อมติด 10 ลำดับแรกอยู่แล้วไม่ใช่รึ
ยังไงกัน?”
เมื่อ เสี่ยว หวนซาน กล่าวจบ ผู้คนรอบข้างต่าง
พากันส่งเสียงเฮดังสนั่นขึ้นมา คู่ต่อสู้ของ อู่ อวี้ ใน
วันนี้ก็คือ หยาง เสวี่ยเฟิง บัดนี้มันเข้ามาสู่สนาม
ประลองด้วยที่ทีเยือกเย็น กลายเป็นลำแสงสีโลหิต
1 สาย พริบตาก็มาปรากฎตัวต่อหน้า อู่ อวี้ ที่อยู่
กลางสนามรบโบราณแล้ว
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ