กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 414 : จักรพรรดินี
นับเป็นชัยชนะที่ได้มาอย่างรวดเร็ว เรียกว่าเร็ว
มากจนเกินไปเสียด้วยซ้ำ
การเผชิญหน้ากับ หยาง เสวี่ยเฟิง จัดเป็นการต่อสู้
ที่ยากลำบาก ทั้งสองฝั่ายต่างงัดฝีไม้ลายมือของ
ตนเองออกมาใช้ ฉะนั้นการที่ อู่ อวี้ สามารถ
เอาชนะ หยาง เสวี่ยเฟิง ได้นั้นหาใช่ว่ามันอ่อนแอ
แต่เป็นเพราะ อู่ อวี้ นั้นแข็งแกร่งมากเกินไป
ต่างหาก!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกายาเพชรอมตะของเขา
หลังจากประสบความสำเร็จใน กายาสักการะ
ราชันตะวันฟั้าพุทธเจ้าทองคำ กายเนื้อของเขาก็
แข็งแกร่งทรงพลังอย่างยิ่ง!
ด้วยผลลัพธ์ที่บังเกิดเป็นไปได้ว่า เพราะร่างกาย
ของเขาดูดซับลาวาปรับแต่งกลั่นสกัดมาจาก เขา
อัคคีกลืนวิญญาณ ซึ่งน่าจะสามารถจินตนการได้
ว่ามันจะแข็งแกร่งมากเพียงใด
การต่อสู้ครั้งนี้ อู่ อวี้ ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ
ทางกายเนื้ออันล้ำเลิศ รวมถึงพรสวรรค์แล
ความสามารถทางฝีไม้ลายฝีมืออันแข็งแกร่ง ทำให้
ผู้รับชมต้องประหลาดใจอึ้งทึ่งไปตาม ๆ กัน!
แม้แต่สาวกใน นิกายเซียนซูซัน ก็ไม่อยากจะเชื่อ
สายตาว่าคนผู้นี้ คือผู้ที่ถูกนิกายขับไล่อย่างไม่อาจ
ย้อนหวนคืนกลับมาได้ ไร้ที่พักพิงจนต้องโซซัด
โซเซมาพึ่งใบบุญของ นครจักรพรรดิเพลิง แทนที่
ความก้าวหน้าของมันจะลดน้อยถอยถด แต่กลับ
ตรงกันข้ามความก้าวหน้าของมัน กลับพุ่งทะยาน
สูงขึ้นจนน่าเหลือเชื่อ
ความสามารถ กอปรกับศักยภาพที่แสดงให้เห็นใน
วันนี้ สามารถอธิบายได้เพียงว่า มันช่างน่าทึ่งแล
ตื่นตาตื่นใจเสียเหลือเกิน
ถึงแม้ หยาง เสวี่ยเฟิง จะแสดงความสามารถ
ออกมาเต็มที่ อย่างชนิดที่เรียกได้ว่าหืดขึ้นคอเลย
ทีเดียว ถึงกระนั้นมันก็ยังถูก อู่ อวี้ สยบลงได้อย่าง
ราบคาบสมบูรณ์
ความเงียบสงัดปกคลุมอยู่ชั่วครู่ หลังจากนั้นก็
บังเกิดสุรเสียงโห่ร้องดังกึกก้องของผู้ชม ดังขึ้นกัน
อย่างพร้อมเพรียง การประลองในครั้งนี้ ทำให้ผู้คน
จำนวนมากต่างให้ความเคารพเลื่อมใสต่อ อู่ อวี้
เป็นอย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้เหล่าสาวกของ นิกายเซียนซูซัน ได้
พูดจาดูถูกเหยียดหยามเขาอย่างโจ่งแจ้ง แต่เมื่อ
ความสามารถของ อู่ อวี้ ส่องประกายเจิดจ้าเป็นที่
ประจักษ์ พวกมันเหล่านั้นก็หลบซ่อนอยู่ในมุม
เงียบ ๆ พูดจาซุบซิบนินทากันอย่างแผ่วเบา
เท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้พวกมันดูต่ำต้อยด้อยค่า
ลงอย่างฉับพลัน พวกมันต่างปิดปากเงียบกริบ สี
หน้าหมองคล้ำสลดหดหู่ ไม่กล้าแม้แต่จะปริปาก
เอื้อนเอยถ้อยใดออกมา
ยกตัวอย่างเช่นว่า เฉิน ฟูั่หยู ในเวลานี้มันก้มหน้า
งุด สีหน้าของมันสลดลงอย่างเห็นได้ชัด มันรู้สึก
ราวกับว่ากำลังโดนตบหน้าเข้าฉาดใหญ่
เฉิน ชิงเหยา ซึ่งนั่งอยู่บนที่นั่งรับรองของ นิกาย
เซียนซูซัน ยิ้มขึ้นเล็กน้อย อู่ อวี้ มองไปที่เขาแล้ว
พยักหน้าให้ ส่วนคนอื่น ๆ อู่ อวี้ จงใจที่จะไม่
แยแส
การต่อสู้ในรอบแรกสิ้นสุดลง ด้วยความตื่นเต้น
ดุเดือดเลือดพล่าน! บัดนี้เขาได้เข้าสู่รอบ 16 คน
เป็นการต่อสู้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันของทั้งสอง
ฝั่าย แน่นอนว่าการจะคว้าชัยชนะมาจากอีกฝั่าย
นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับแขกเหรื่อ และ ผู้ชม
หลายล้าน ซึ่งยอมดั้นด้นเดินทางมาจากสถานที่
ห่างไกล นี่คืองานเฉลิมฉลองที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่าง
แท้จริง!
” นครจักรพรรดิเพลิง แข็งแกร่งยิ่งนัก ”
ภายในใจของผู้คนต่างรู้สึกลึก ๆ เช่นนี้
เปั้าหมายการจัดงานครั้งนี้ของ นครจักรพรรดิ
เพลิง คือการส่งสัญญาณเตือนไปทั่วทั้ง ทวีปแห่ง
ทวยเทพ
” อย่าเพิ่งรีบด่วนตัดสิน รับรองว่าการประลองใน
รอบต่อไปไม่ง่ายดายเช่นนี้แน่” เมื่อ จอมกระบี่ชื่อ
อิง แลเห็นสีหน้าของคนหนุ่มสาวเศร้าสลดหดหู่ไป
ตาม ๆ กัน มันก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวออกมาอย่างอึด
อัดกระดากใจ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉิน ฟูั่หยู ก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง
เล็กน้อย จากนั้นมันก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวขึ้น ด้วยสี
หน้าอันน่าเกลียดดุร้ายว่า ” ถูกต้อง เท่าที่ข้ารู้คู่
ต่อสู้ในรอบต่อไป มันเป็นเสมือนปีศาจเฒ่าเจ้าเล่ห์
เข็มเงินของมันช่างร้ายกาจน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
”
มันต้องการขึ้นเป็น 3 อันดับแรก ? ถือเป็นเรื่อง
ยากเย็นแสนเข็ญที่มันจะทำได้!
อู่ อวี้ กลับมาหา ลั่วผิน นางกระซิบกล่าวกับเขา
ด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่า ” ดูเหมือนว่าภารกิจที่
ทะเลตงไห่ ท่านคงเก็บเกี่ยวความมั่งคั่งมาได้ไม่
น้อย ด้วยความสามารถที่ท่านแสดงออกมาการที่
จะขึ้นเป็นอันดับ 8 หาใช่ปัญหาใหญ่แต่อย่างใด”
อู่ อวี้ ส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า ” เกรงว่าจะไม่ง่าย
เช่นนั้น ข้าเห็นการโจมตีของชายชราผู้นั้นแล้ว จน
ปั่านนี้ข้ายังไร้ซึ่งหนทางรับมือกับเขา”
เข็มเงินบินว่อนปลกคลุมไปทั่วทั้งเวหา ภาพที่
ปรากฏช่างน่าตื่นตาตื่นใจ ทั้งน่าสะพรึงกลัวใน
เวลาเดียวกัน ไม่ใช่แค่ นิกายเซียนซูซัน เท่านั้น ที่
พยายามมองในแง่ดีเข้าข้างตนเอง แม้กระทั่ง อู่
อวี้ ก็รู้สึกสะพรึงกลัวกับความสามารถของคนผู้นี้
เช่นกัน โดยไม่ต้องพูดถึงว่าจะขึ้นไปสู่ 3 อันดับ
แรก เมื่อฝั่ายตรงข้ามมีฝีมือแข็งแกร่งเทียบเท่ากับ
หลี่ ขู่ไห่ เช่นนี้ อย่างน้อย ๆ เขาควรจะเข้าสู่
อันดับที่ 8 ให้ได้เสียก่อน
หลังจากนี้จะเป็นเวลาหยุดพักฟืน 1 วัน เมื่อเข้าสู่
วันที่ 3 การต่อสู้ครั้งต่อไปก็จะเริ่มขึ้น !
ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้ในรอบแรก
จำเป็นต้องใช้ช่วงเวลาที่เหลือนี้ พักฟืนตัวเองให้
เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ถึงแม้จะมีผู้คนหลายล้านชมการต่อสู้อยู่รอบ ๆ
ทว่าพวกเขาเหล่านี้ ก็ยังสามารถหาตำแหน่ง
เหมาะสมต่อการรับชมให้แก่ตนเองได้ในที่สุด ซึ่ง
แน่นอนว่าพวกเขาไม่กล้าขยับเขยื้อนออกจาก
ตำแหน่งที่ตนเองยืนอยู่ ด้วยเพราะมีอีกหลายคน
ยังอยู่ด้านนอก นครจักรพรรดิเพลิง ซึ่งยังเข้ามาไม่
ถึง เท่ากับว่าจำนวนของผู้มารับชมการประลองจะ
เพิ่มสูงขึ้น!
หลังจากการประลองคู่ของ อู่ อวี้ สิ้นสุดลง ก็
ตามมาด้วยคนที่สอง และ คนที่สามตามลำดับ
หากให้กล่าวถึงการต่อสู้ในรอบถัดไปนี้ คงต้องบอก
ว่าแต่ละคนต่างแสดงฝีมือของตนเองออกมาอย่าง
เต็มที่ ส่วนผู้ที่ได้รับคำกล่าวขานมากที่สุดก็คงหนี
ไม่พ้น อู่ อวี้ กับ มหาจตุรเทพทั้งสี่ การต่อสู้ของ
พวกมันเกือบทำให้ผู้ชม หลงลืมความตื่นตาตื่นใจ
การต่อสู้ในรอบแรกของ ลั่วผิน ไปเสียจนสิ้น
สุรเสียงของผู้คนนับล้านดังเซ็งแซ่กึกก้อง ประดุจ
ดั่งภมรจำนวนนับไม่ถ้วนบินกระพืออยู่ข้างหู อู่ อวี้
นั่งกรรมฐานอยู่บนพื้น เป็นเรื่องยากที่เขาจะ
แสวงหาความสงบ เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้
” จากการต่อสู้ในรอบแรก ผู้ที่ดูเหมือนผ่อนคลาย
มากที่สุดก็คงไม่พ้น 4 มหาจตุรเทพ พวกเขา
จะต้องเข้าสู่ 4 อันดับแรกได้อย่างแน่นอนที่สุด
เพียงแค่ไม่รู้ว่าผู้ใดจะเป็นอันดับที่ 4 ก็เท่านั้น”
” กล่าวตามตรงการต่อสู้ในรอบที่ 3 และรอบที่ 4
นี้ เมื่อเทียบกับรอบ 1 และรอบ 2 ข้ารู้สึกตื่นเต้น
เดือดพล่านกว่ามาก ”
” ฉิน ฝูเหยา ช่างงดงามเสียจริง ว่ากันว่าทั้งสาม
กำลังแข่งขันเกี้ยวพานาง ติดตามนางต้อย ๆ ๆ ข้า
เองก็ไม่รู้ว่าผู้ใดจะมีคุณสมบัติเพียงพอได้อิงแอบ
แนบชิดนาง? ถึงแม้พวกเขาจะมีฉายาว่า 3 นาย
น้อยแห่งจักรพรรดิเพลิง ทว่าอันที่จริงพวกเขาทั้ง
สามต่างต่อสู้แข่งขันกันเอง ”
” ด้วยฝีมือแลความสามารถของพวกเขาทั้งสาม มี
คุณสมบัติเพียงพอที่จะกลายเป็นสหายเต๋าเคียงคู่
ของ ฉิน ฝูเหยา ”
” อย่าลืม อู่ อวี้ ไม่เห็นหรือว่าเขามีผลงานโดดเด่น
เพียงใด? ”
” ดูจากหน่วยก้านเขาก็ไม่เลวทีเดียว อู่ อวี้ ก็
นับว่ามีหวังอีกคน แต่ก็มีแนวโน้มว่าเขาจะถูกคู่
ต่อสู้ในรอบต่อไปเขี่ยจนตกรอบ คิดว่าในรอบ
ต่อไปเขามีโอกาสชนะเช่นนั้นหรือ ? ”
” ในความเป็นจริงกายเนื้อของ อู่ อวี้ นั้นทรงพลัง
จนน่ากลัว แต่หลังจากนี้หากต้องพบเจอคู่ต่อสู้ที่
แข็งแกร่งมากขึ้น กายเนื้อก็จะยิ่งไร้ประโยชน์ลงไป
เรื่อย ๆ อนาคตนับจากนี้เขาอาจไม่ใช่อัจฉริยะอีก
ต่อไป ”
” ถึงแม้จะแข็งแกร่ง แต่ดูเหมือนว่าในแง่ความ
ประพฤติจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ถ้าเป็นข้าถูกผู้
อาวุโสขับออกจากนิกายเช่นนี้ แล้วเข้าร่วมกับ
พรรคนิกายอื่น ทั้งที่เพิ่งถูกขับไล่มาหมาด ๆ การ
กระทำเช่นนี้ จะไม่ถูกครหาว่าเป็นคนเนรคุณ
เช่นนั้นหรือ ? ”
ถ้อยคำกล่าวแสดงความคิดเห็นนับพันนับหมื่น มัน
ช่างรบกวนบั่นทอนกำลังใจของเขาจนเหลือคณา
ภายใต้ความเห็นความสนใจของคนจำนวนมาก
มันช่างกดทับหัวใจของเขาเสียเหลือเกิน อีกทั้งยัง
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสลัดมันออกจากหัวใจ
” อู่ อวี้ ท่านรู้แจ้งในเต๋าเพิ่มขึ้นบ้างหรือไม่? ” ลั่ว
ผิน ซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ โน้มศีรษะก้มมองมาที่เขาแล้ว
ไต่ถาม
“อืม”
ลั่วผิน กล่าวอย่างต่อเนื่องว่า ” ผู้คนที่อยู่โดยรอบ
แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับท่านกันไปต่าง ๆ นานา
ในเรื่องที่พวกเขาเข้าใจผิด ท่านมีความคิดเห็นเช่น
ไร? ”
” ตราบใดที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่บนโลก ข้าก็จะต้อง
ยึดมั่นในเจตจำนงค์ ไม่ทรยศต่อจิตใจของตนเอง ”
อู่ อวี้ ตอบนางอีกทั้งยังบอกตัวเองไปด้วย
” ต่อให้เป็นปราชญ์คนใด ก็ไม่สามารถหยุดยั้งปาก
หอยปากปูคำครหาของทุกชีวิตบนโลกนี้ได้”
อู่ อวี้ ลืมตาขึ้นแล้วมองไปที่นาง แม้ว่านางจะดู
ธรรมดาหาได้โดดเด่นเป็นพิเศษ แต่ในความเป็น
จริงแล้วนางนั้นมีความเพียรพยายาม แลความ
เข้าใจในทุกสรรพสิ่งอย่างถ่องแท้ สมแล้วที่นาง
เป็นมังกรเทวะ
สำหรับ อู่ อวี้ นางเป็นเสมือนดั่งบรรพชน ซึ่งอันที่
จริงแล้วหากนางให้คำชี้แนะแก่เขา มันก็เป็นเฉก
เช่นดั่งคำชี้แนะของเจ้านครจักรพรรดิเพลิงเลย
ทีเดียว เขาถามขึ้นว่า ” เนื่องจากข้ากับปีศาจเป็น
สหายกัน ซึ่งเป็นการฝืนลิขิตแห่งเผ่าพันธุ์ จึงเป็น
เหตุให้ข้าถูกขับไล่ออกจากซูซัน หลังจากนั้นข้าจึง
ตัดสินใจเข้าร่วมกับ นครจักรพรรดิเพลิง คิดว่าข้า
ผิดหรือไม่?”
สายตาของ ลั่วผิน อ่อนโยนลง ดวงตาสีฟั้าคราม
ของนางเปียมล้นไปด้วยความลึกล้ำไร้สิ้นสุด นาง
ค่อย ๆ ยกนิ้วขึ้นจากนั้นก็ชี้ไปที่หัวใจของ อู่ อวี้
พร้อมกับกล่าวว่า “ มหาวิถีแห่งโลกานั้นกว้าง
ใหญ่ไพศาลไร้สิ้นสุด เส้นทางแห่งเต๋าของตนเอง
แปลกประหลาดลึกล้ำพิสดารยากแท้จะหยั่งถึง ไม่
ว่าท่านจะกระทำการอันใด คำตอบนั้นก็อยู่ภายใน
ใจของท่านเสมอ ถึงแม้จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงจาก
คำติฉินนินทาในใต้หล้านี้ได้ แต่วันหนึ่ง ท่านจะ
สามารถแหวกเปิดหมู่เมฆา เผยให้เห็นตะวัน
จันทราส่องสว่างเรืองรองไปทั่วทั้งโลกหล้านี้ เฉก
เช่นเดียวกับคำถามและคำตอบที่ท่านเพิ่งไต่ถาม
ข้า หากชีวิตยังคงอยู่ อย่าได้ทรยศต่อเจตจำนงค์
แห่งเต๋าของตนเองเด็ดขาด ”
“ ถึงแม้ผู้คนทั่วทั้งโลกหล้าจะต่อต้านท่าน แต่ท่าน
ก็ห้ามละทิ้งเส้นทางของตนเอง แน่นอนว่าการยึด
มั่นในเต๋านั้นมีโอกาสทั้งถูก และ ผิด ถ้าหาก
เส้นทางนั้นถูกต้อง ท่านก็จะรู้แจ้งกลายเป็นเซียน
อมตะ แต่ถ้าผิดพลาด ท่านก็จักพังพินาศไปตราบ
ชั่วนิรันดร์ แต่ถ้าท่านปล่อยให้เสียงของผู้อื่นมา
สั่นคลอนบงการจิตใจ ท่านก็จะไม่ใช่ตัวท่านอีก
ต่อไป จากนั้นท่านก็จะก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งเต๋าที่
ผิดพลาด ทั้งยังไม่มีทางกลายเป็นเซียนอมตะได้
ตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้ที่กลายเป็นเซียน
อมตะได้นั้น ล้วนเป็นพวกที่ดื้อรั้นดันทุรังอย่างน่า
สะพรึงกลัว ”
น้ำเสียงของนางอ่อนโยนนุ่มนวล จังหวะจะโคนไม่
เร็วหรือช้าจนเกินไป นอกจากนี้ยังหนักแน่นมั่นคง
หาได้สั่นคลอนแม้แต่น้อย มันคือความมั่นใจของผู้
เคยผันผ่านประสบการณ์ ลองผิดลองถูกมาแล้ว
นับครั้งไม่ถ้วน ถึงจะสามารถกล่าวตอบออกมา
อย่างหนักแน่นมั่นคงได้เช่นนี้ ซึ่งในความจริงแล้ว
ลั่วผิน มิได้บอก อู่ อวี้ แต่มันคือการเตือนสติของ
ตัวนางเอง
” นางกล่าวถูกต้องแล้ว ” จู่ ๆ หมิงซวง ที่เงียบมา
ตลอดก็พูดสอดขึ้น
หมิงซวง ก็เคยผันผ่านประสบการณ์เช่นนี้มาแล้ว
กล่าวตามตรงสตรีทั้งสองนาง ได้ฝึกตนบรรลุเข้าสู่
อาณาจักรที่สูงส่งเป็นอย่างยิ่ง อู่ อวี้ รู้สึกเชื่อมั่นใน
สิ่งที่พวกนางกล่าวอย่างไร้ซึ่งข้อกังขาใด ๆ
เขาหลับตาลง
” หมิงซวง ลั่วผิน ได้ฝึกฝนบรรลุในมหาแห่งเต๋า
สิ่งที่พวกนางทำกับข้า คือการช่วยเหลือสนับสนุน
อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะ วิสัยทัศน์อันกว้างไกลของห
มิงซวง และ การตัดสินใจของนางที่คอยช่วยเหลือ
สนับสนุนข้า ไม่เคยผิดพลาดใด ๆ แม้แต่น้อย คาด
ว่าท่ามกลางฝูงชนนับหมื่นนับล้านคนนี้ คงมี
จำนวนไม่น้อยติดอยู่ในปัญหาเช่นเดียวกับข้า ซึ่งนี่
อาจเป็นเหตุผลว่าเพราะเหตุใด พวกมันถึงมิได้
แข็งแกร่งดังเช่นหมิงซวง และ ลั่วผิน ”
การฝึกฝนบำเพ็ญตน ไม่ควรก้าวเดินไปตามกระแส
และ ถูกชักจูงโดยผู้อื่น!
ทันใดนั้น ม่านหมอกที่เคยบดบังอยู่เบื้องหน้า
ดวงตาของ อู่ อวี้ ได้สูญสลายหายไปจนสิ้น บัดนี้
เขาซื่อสัตย์ต่อจิตใจตนเอง แหงนหน้าเย้ยฟั้าท้า
ชะตามหาวิถีแห่งเต๋า! ในช่วงเวลานี้ อู่ อวี้ รู้สึก
ราวกับว่า ตนเองได้หลุดพ้นออกจากบ่วง
พันธนาการ เห็นได้ชัดว่าคำกล่าวของ ลั่วผิน ช่วย
ส่งเสริมยกระดับจิตใจของเขาให้สูงขึ้นมาก เกรง
ว่าเส้นทางของสร้างแกนนภา ขั้นที่ 10 ของเขา
ใกล้จะบรรลุสู่ด่านสุดท้ายแล้ว
” ขอบคุณ ” อู่ อวี้ กล่าวคารวะขอบคุณลั่วผิน
” นี่เป็นโชควาสนาของท่าน มิได้เกี่ยวข้องอันใดกับ
ข้า หากท่านรู้แจ้งในมหาวิธีแห่งเต๋า ก็จงขอบคุณ
ตัวเองเสียเถิด ” น้ำเสียง ลั่วผิน อ่อนโยนดั่งเช่น
สายวารี ซึ่งแผ่ซ่านโอบอุ้มสรรพางค์กายของเขา
เพียงชั่วพริบตา เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่วันที่ 3 แล้ว!
ซึ่ง ลั่วผิน ต้องเตรียมตัวสำหรับการประลองอีก
ครั้ง
อู่ อวี้ ลืมตาขึ้น แลเห็นว่านางปรากฏกายขึ้นอีก
ครั้ง พร้อมมุ่งหน้าไปยังสนามรบโบราณ
กล่าวตามตรง สำหรับการประลองของนางนั้น อู่
อวี้ มิได้รู้สึกห่วงกังวลแม้แต่น้อย ทุกผู้คนอาจไม่
เคยจินตนาการคาดคิดว่า ลั่วผิน ผู้นี้ จักเป็นคนที่
ผ่านเข้าสู่ 3 อันดับแรกอย่างแน่นอน ซึ่งทั้งหมดก็
ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนาง ว่าต้องการจะเป็น
อันดับ 1 อันดับ 2 หรือ 3 กันแน่
อู่ อวี้ หลับตาลง จากนั้นก็มุ่งมั่นฝึกฝนบำเพ็ญตน
ต่อไป ท่ามกลางการประกาศขานชื่อของขุนพลมู่
หรง ลั่วผิน กับ ชายชราอีกผู้หนึ่ง เริ่มการประลอง
ต่อสู้กันอย่างดุเดือดอีกครั้ง ภาพที่อยู่เบื้องหน้า
ยังคงยิ่งใหญ่เสมือนเช่นเคย เพียงแค่รุนแรงมาก
ขึ้นกว่าเดิม หลายครั้งที่เสียงของฝูงชนดังเซ็งแซ่
อื้ออึงขึ้น แต่ อู่ อวี้ ก็จมดิ่งลงสู่ห้วงภวังค์แห่ง
ความรู้แจ้งของตนอย่างสิ้นเชิง หลังจากเวลาผัน
ผ่านไปประมาณ 1 ก้านธูป เสียงประกาศอันน่าตื่น
ตะลึงของขุนพลมู่หรงก็ดังขึ้นอีกครา ” ผู้ชนะ
ได้แก่ ลั่วผิน ขอแสดงความยินดีกับเจ้าด้วยที่ผ่าน
เข้าสู่รอบ 8 คนสุดท้าย เป็นผู้มีโอกาสมากทีเดียว
ที่กลายเป็น 3 อันดับแรก ”
หลังจากการประกาศผล ก็บังเกิดสุรเสียงดังกึกก้อง
ขึ้นท่ามกลางฝูงชนในทันที การประลองของ ลั่ว
ผิน กลายเป็นระเบิดลูกใหญ่มากที่สุดในสงคราม
ครั้งนี้ หลังจากเอาชนะคู่ต่อสู้มาได้ ผู้คนก็ต่างมอง
นางเป็นเสมือนม้ามืดในสงครามครั้งนี้ทันที!
อู่ อวี้ ลืมตาขึ้นมอง แลเห็นว่า ลั่วผิน แสดงท่าทาง
อึดอัดใจเล็กน้อย ถึงแม้จะมีหยดโลหิตที่สาด
กระเซ็นอยู่บนเกราะเซียนหวงของนาง แต่ดวงตา
ของนางก็ยังคงนิ่งสงบเสมือนเช่นเคย มิได้สั่นไหว
แม้แต่น้อย นางทะยานกลับไปยังตำแหน่งของ
ตัวเอง ท่ามกลางสายตา ซึ่งเปียมล้นไปด้วยความ
ตื่นตะลึงจากผู้คนนับล้าน
” สตรีผู้นี้เป็นใครกันแน่!? ข้าไม่เคยได้ยินชื่อเสียง
ของนางมาก่อน! ”
” นางได้เข้ารอบ 8 คน! ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก
เหมาะสมยิ่งแล้ว ข้าคาดเดาผู้ที่เข้าสู่รอบ 8 คน
สุดท้ายผิด เม็ดยาปราณมรกต 50 เม็ดของข้าได้
สูญหายไปสิ้นแล้ว ”
” ดูเหมือนว่ามีคนเรียกนามของนางว่า ลั่วผิน ข้า
ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของนางมาก่อน ข้า
ฝึกฝนบำเพ็ญตนมานานกว่า 70 ปี ไม่ว่าจะ
อัจฉริยะหรือตัวตนแบบใด แต่การประลองสองครั้ง
นี้ ช่วยเปิดโลกให้ข้าอย่างแท้จริง! ”
อย่างที่ ลั่วผิน นั้นได้เคยกล่าวไว้ เมื่อถึงการ
ประลองของตนเอง มักจะถูกผู้อื่นประเมิน
วิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ
สิ่งที่ถูกต้องที่สุดก็คือ ไม่ต้องแยแสต่อการประเมิน
วิพากษ์วิจารณ์ทั้งหมด
ท่ามกลางสายตาฝูงชนนับล้าน อู่ อวี้ กำลังสบตา
อยู่กับนาง ไร้ซึ่งถ้อยคำเอื้อนเอ่ย ไร้ซึ่งความลังเล
ในขณะนั้นเขารู้สึกว่าสตรีผู้นี้เป็นราชันย์มาแต่
กำเนิด! เป็นเสมือนดั่งวีรชนผู้ปกครองใต้หล้า ไร้
ซึ่งข้อกังขาใด ๆ สตรีผู้นี้คือจักรพรรดินีอย่าง
แท้จริง
ถึงกระนั้นนางก็มิได้เหี้ยมโหด แต่นางกลับเปียมล้น
ไปด้วยความสงบนิ่งอันเก่าแก่โบราณ ไร้ซึ่งระลอก
คลื่นใด ๆ ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะในเส้นทางของ
นาง ทำให้ในเวลานี้ อู่ อวี้ ถูกดึงดูดเข้าไปใน
เส้นทางแห่งความอลังการอันสงบนิ่งไม่แยแสต่อ
สิ่งใดของนาง
เนื่องจากนางสวมใส่ชุด เกราะเซียนเหยียนหวง
ทำให้ไม่อาจเห็นรูปโฉมของนางได้
ทว่าเพียงแค่ดวงเนตรทั้งคู่ของนางก็สามารถทำให้
อู่ อวี้ ดำดิ่งลงสู่ห้วงภวังค์แห่งจิตใจได้แล้ว
เขารู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย จึงทำให้เขามิได้เฝั้าดูการ
ต่อสู้ครั้งนี้อย่างละเอียด
นี่คือการต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกตนหน้าใหม่ กับ ผู้มาก
ประสบการณ์!
จนกระทั่งถึงรอบการประลองของ ฉิน ฝูเหยา อีก
ครั้ง คู่ต่อสู้ของนางก็คือชายชราผู้มีนามว่า ผู
หยางอี ซึ่งมีชื่อเสียงเลื่องลือเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุ
นี้ อู่ อวี้ จึงเข้าสู่ห้วงภวังค์แห่งความรู้แจ้งอีกครั้ง
” มังกรเทวะ ช่างแตกต่างยิ่ง” เขาเงยหน้าขึ้น
จากนั้นก็เหลือบมอง ลั่วผิน อย่างรวดเร็ว
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ