กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 417 : สงครามไมวารี
เข้าสู่รอบ 8 คนอย่างง่ายดายและรวดเร็ว!
ในตอนนี้ อู่ อวี้ เหยียบอยู่บนร่างของ ผู หยางอี
ปักเสาเหยียนหวงเบิกฟั้าลงบนพื้นอย่างองอาจ
ทอดสายตามองไปทั่วหล้า ทำให้ทุกสิ่งใต้ฟั้าต้อง
สั่นสะท้าน!
โดยทั่วไปเมื่อสามารถเข้าสู่รอบ 8 คนได้แล้ว พวก
เขาเป็นเหมือนกับสัญลักษณ์ของผู้แข็งแกร่งซึ่งอยู่
ในระดับสูง ทั้ง 32 คนต่างก็เป็นผู้แข็งแกร่ง ดังนั้น
ในทุกๆการประลองจึงต้องต่อสู้กันอย่างเอาเป็น
เอาตาย
เหล่าสหายหลายคนของ ผู หยางอี มานำร่างของ
มันไป พร้อมทั้งมองไปที่ อู่ อวี้ ด้วยสายตาอันดุ
ร้าย พร้อมกล่าวสาปแช่งออกไป “ทำไมถึงลงมือ
ได้โหดเหี้ยมเท่านี้ ผู หยางอี เป็นเพียงผู้ชราคน
หนึ่ง จะสามารถรับมือการโจมตีของเจ้าไหวได้เช่น
ไร?”
“ข้าได้ยั้งมือแล้ว เขาเพียงแค่ใช้เวลาสักพักหนึ่งจึง
จะฟืนฟูจนกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดั่งเดิม
เท่านั้น”
“เจ้ามันช่างโหดเหี้ยม ที่ทำลายความหวังสุดท้าย
ของผีเฒ่าผู้นี้”
อู่ อวี้ รู้ว่าสิ่งที่เรียกว่าความหวังสุดท้ายมันคือสิ่ง
ใด อายุของ ผู หยางอี เหลืออีกไม่มากแล้ว จึง
ต้องการที่จะเข้าไปคฤหาสน์เจ้านคร ดูว่าท่านเจ้า
นครจะสามารถชี้แนะเขาได้หรือไม่ ไม่แน่ว่าอาจจะ
ช่วยให้เขาฝั่าทะลวงขีดจำกัดและทำให้มีชีวิตอยู่
ได้ยาวนานขึ้นอีกหลายปี
แต่โลกนี้ช่างโหดร้าย ผู้ที่ไม่ได้ฝึกตน เพียงแค่อยู่ให้
เกิน 100 ปีก็นับได้ว่าเป็นเรื่องที่ยากเย็นแล้ว
ถึงแม้ อู่ อวี้ จะหยุดมันไม่ได้ แต่หลังจากนั้นมันก็
ต้องไปเจอกับ หลี่ ขู่ไห่ อยู่ดี และจุดจบของมัน
ย่อมไม่ถึงฝังฝันอย่างแน่นอนแล้ว
เมื่อคิดไปถึง หลี่ ขู่ไห่ อู่ อวี้ รู้สึกได้ว่ามีสายตาอัน
ร้อนแรงกำลังจับจ้องมาที่ตัวเขาอยู่ ซึ่งทิศทางได้
หันเหมาจากสนามประลองทางทิศเหนือ แน่นอน
ว่านั่นย่อมเป็น หลี่ ขู่ไห่ สายตาของมันลุกโชนขึ้น
ภายในสายตาคู่นั่นแฝงเอาไว้ด้วยความดุร้ายยิ่ง
มันเป็นเจตนาที่มุ่งร้ายและเต็มไปด้วยความเกลียด
ชัง อู่ อวี้ รับรู้ถึงความรู้สึกของมันดี มันไม่ได้โกรธ
หรือเกลียดชัง อู่ อวี้ เพียงแต่มองว่า อู่ อวี้ เป็น
ศัตรูที่มันจำเป็นจะต้องเอาชนะให้ได้
ในตอนนี้ เนื่องจาก 8 รายชื่อผู้แข็งแกร่งได้ถูก
ประกาศออกมาแล้ว ดังนั้นขุนพลจึงมารวมตัวกัน
มากมาย ขุนพลมู่หรง ขุนพลฉิน ขุนพลกู่ ขุนพล
จินหลวน ขุนพลอวี้กู่ ทั้งหมดต่างปรากฏตัว
ออกมา ตัวตนของพวกเขาแต่ละคนเปรียบได้
เหมือนกับจอมกระบี่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์แห่งซูซัน
เป็นกลุ่มคนชั้นสูงบนทวีปแห่งทวยเทพ
ขุนพลมู่หรง ยิ้มยกขึ้นและหันไปกล่าวกับผู้ฝึกตน
ทั้งหมด “สงครามเหยียนแห่งนครจักรพรรดิเพลิง
ของพวกเรา ได้ตัดสินผู้แข็งแกร่งทั้ง 8 คนออกมา
แล้ว ทุกท่านรู้สึกว่าการแข่งขันหลายสิบสนาม
ก่อนหน้านี้ ยอดเยี่ยมหรือไม่?”
แน่นอนว่าทุกคนย่อมโอนเอนดั่งสายน้ำ สงคราม
เหยียนที่รุนแรง ในความเป็นจริงมีเพียงแค่นคร
จักรพรรดิเพลิง จึงทำให้มีระดับการต่อสู้ที่ยอด
เยี่ยมเช่นนี้ได้
“ทุกคนขึ้นมาเถอะ”
ภายใต้คำสั่งของขุนพลมู่หรง อู่ อวี้ และคนอื่นๆที่
สามารถเข้าสู่รอบ 8 คนสุดท้าย ได้เหินเวหาเหาะ
ขึ้นมาตามเคล็ดวิชาของตน มาปรากฏอยู่ต่อหน้า
ขุนพลจักรพเพลิงทั้ง 5 คน สำหรับขุนพลทั้ง 5
คนแล้ว นอกจาก อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน ที่เป็นหน้าใหม่
คนอื่นๆล้วนแต่เป็นคนที่พวกเขาคุ้นเคยทั้งสิ้น
ในตอนนี้ ทั้ง 8 คนมารวมตัวกัน จึงเป็นธรรมดาที่
จะเป็นที่ดึงดูดสายตาของทุกคน
ฉิน ฝูเหยา บิดเอาที่ทรงเสน่ห์ของนาง บิดไปมา
ราวกับเป็นงูเลื้อยไปหา อู่ อวี้ เหยียดนิ้วออกไป
แตะที่ไหล่ของ อู่ อวี้ เขาจึงมองไปที่นางอย่างช่วย
ไม่ได้ และจากนั้นนางได้กล่าวด้วยเสียงอันพราว
เสน่ห์ “เด็กบ้า~ ทำไมถึงก้าวหน้าได้รวดเร็วเช่นนี้
น่ารำคาญยิ่งนักที่ต้องมาถูกไล่ตามอย่างรวดเร็ว
เช่นนี้…“
ท่าทางอันพริ้วไหวของนาง สุ้มเสียงที่นุ่มนวล
กล่าวได้ว่ามันสามารถยั่วยวนเสน่ห์ผู้คนจนถึงกับ
วิญญาณหลุดลอยได้ก็มิปาน
“ฝูเหยา อย่าสร้างความวุ่นวาย สำรวมหน่อย”
ขุนพลมู่หรงหน้าบิดหน้าเขียว ไม่รู้จะทำยังไงกับ
เด็กผู้นี้ดี เขารู้สึกจนปัญญาเป็นอย่างยิ่ง
อู่ อวี้ หันไปมองดูนาง นอกจาก 6 คนที่เขาเดา
เอาไว้แล้ว ยังมีอีก 2 คนที่ผิดคาดหลุดเข้ารอบมา
1 คนเป็นชายชรา ส่วนอีกคนเป็นชายวัยกลางคน
อู่ อวี้ เคยเห็นการต่อสู้ของพวกเขา พลังของเขา
สูสีกับเหล่าคู่ต่อสู้ก่อนหน้านี้ของพวก ฉิน ฝูเหยา
และสำหรับในรอบ 16 คนสุดท้าย พวกเขาทั้ง 2
คนต่างก็ต้องแลกมาด้วยทุกสิ่งอย่างจนหมดสิ้น
แล้ว ทำให้ในตอนนี้ใบหน้าของพวกเขาทั้ง 2
กลายเป็นซีดเผือด ในตอนนี้พวกเขาทั่งคู่ต่างก็
ต้องการเวลาฟืนฟู การต่อสู้จะถูกเว้นระยะห่าง 1
วัน หากว่าในวันพรุ่งนี้เขาฟืนตัวไม่ทัน ก็ยากที่จะ
เป็นคู่ต่อสู้กับ ฉิน ฝูเหยา กับ มู่หรง ซวี่ ได้
สำหรับขุนพลมู่หรงแล้วพวกเขาเหล่านี้ยังคงเป็นที่
น่าพอใจ อย่างน้อยส่วนใหญ่ก็เป็นเหล่าผู้เยาว์ที่
ได้รับชัยชนะมา ถ้าหากเจ้านครได้เห็นเข้าจะต้องดี
ใจเป็นอย่างมากแน่นอนที่เหล่าหนุ่มสาวมี
ความสามารถมหาศาลได้เช่นนี้ หากเข้ามาได้รับ
คำแนะนำจากเจ้านครพวกเขาเหล่านี้ย่อมจะต้องมี
ความคืบหน้าอย่างผิดหูผิดตาทีเดียว
สายตาของคนนับไม่ถ้วนต่างเต็มไปด้วยความ
เคารพ เลื่อมใสศรัทธา และอิจฉา ขุนพลมู่หรง
เผชิญหน้ากับทั้ง 8 พร้อมกล่าวออกมาอย่างจริงใจ
“ขอแสดงความยินดีกับทั้ง 8 คนด้วย! หลังจากที่
มาถึงขั้นนี้แล้ว ทุกท่านล้วนได้รับแต้มผลงานแล้ว
500,000 แต้ม แน่นอนข้ารู้ว่าความทะเยอทะยาน
ของพวกเจ้าทุกคนไม่ได้อยู่เพียงแค่นี้อย่างแน่นอน
ทุกคนต้องการต่อสู้ให้ติดอยู่ใน 3 อันดับแรก นั่น
คือเปั้าหมายสำคัญที่สุดของพวกเจ้า หลังจากนี้
พวกเจ้าจะต้องประสบความสำเร็จในภายภาคหน้า
ซึ่งเมื่อดูในยามนี้ก็เป็นสิ่งการันตีแล้วว่าในอนาคต
พวกเจ้าจะรุ่นโรจน์เพียงใด”
ถึงกระนั้นใบหน้าของทุกคนในตอนนี้ไม่ได้สบายใจ
มากนัก เพราะพวกเขาต่างต้องเผชิญหน้าตาต่อตา
ฟันต่อฟัน ในเวลานี้พวกเขามองหน้ากันและกัน
แต่ละคนเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความต้องการ
ต่อสู้ โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากันระหว่าง อู่ อวี้
กับ หลี่ ขู่ไห่
3 นายน้อยแห่งจักรพรรดิเพลิงมีความสัมพันธ์
ฉันท์พี่น้องดังนั้นในตอนนี้ พวกเขาทั้งหมดจึงอยู่
ด้านข้างของ หลี่ ขู่ไห่
“หลังจากนี้ คู่ต่อสู้ของแต่ละคนจะเป็นใคร พวก
เจ้าคงรู้แล้ว หากคนอื่นไม่มีเรื่องอันใดแล้ว ก็แยก
ย้ายกันได้”
หลังจากนี้จะมีการต่อสู้อย่างดุเดือดถึง 4 สนาม ใน
หมู่พวกเขา คู่ต่อสู้ของ ฉิน ฝูเหยา กับ มู่หรง ซวี่
ดูเหมือนว่าเป็นการยากที่จะฟืนคืนสภาพได้อย่าง
สมบูรณ์ หากต้องเจอกับอัจฉริยะผู้เยาว์ทั้ง 2 คนนี้
ไม่แน่ว่าถึงแม้พวกเขาทั้งคู่จะใช้พลังทั้งหมดก็ไม่
อาจที่จะชนะได้ ดังนั้นโอกาสที่ ฉิน ฝูเหยา จะเข้า
ไปสู่รอบ 4 คนสุดท้ายจึงมีค่อนข้างมาก
ปัญหาก็คือ อู่ อวี้ และ ลั่วผิน คู่ต่อสู้ของพวกเขา
จะเป็น 4 มหาจุตรเทพอีก 2 คนที่เหลือ ซึ่งก็คือ
หลี่ ขู่ไห่ เจียง จือซุน ทั้ง 2 คนนี้มีทรัพยากร
มหาศาล และมีความสามารถสูงล้ำ กล่าวได้ว่าไม่
ต่างชั้นกับ เปั่ยซาน ม่อ และ หนานกง เหว่ย แห่ง
นิกายเซียนซูซัน
อู่ อวี้ กำลังเผชิญหน้ากับพวกมันในตอนนี้ ซึ่งถ้า
นำมาเทียบกับ เปั่ยซาน ม่อ แล้ว ก็เห็นได้ชัดว่าไม่
แตกต่างกันมาก!
การต่อสู้ครั้งถัดไปของเขา กับ ลั่วผิน เรียกได้ว่า
จะต้องมีคนนับไม่ถ้วนที่ให้ความสนใจ! แม้กระทั่ง
คนมากมายที่เพิ่งจะเข้ามา พวกเขาก็สามารถเป็น
พยานในการต่อสู้นี้ด้วยตาของตนเอง
ระหว่าง ลั่วผิน กับ เจียง จือซุน อู่ อวี้ มั่นใจได้เลย
ว่า คนจำนวนมากจะต้องเดิมพันข้าง เจียง จือซุน
และคิดว่า ลั่วผิน ไม่มีความสามารถมากพอที่จะ
เข้าสู่รอบ 4 คนสุดท้ายได้
สำหรับเขาแล้ว ตอนนี้จดจ่อเพียงอย่างเดียว
เท่านั้นคือการต่อสู้กับ หลี่ ขู่ไห่ ที่กำลังใกล้เข้ามา
บางทีเพื่อที่กระตุ้นความต้องการต่อสู้ของแต่ละคน
ขุนพลมู่หรงจึงให้พวกเขาทั้ง 8 คน มารวมอยู่ที่
สนามประลองทางทิศใต้ด้วยกันทั้งหมด และไม่
สามารถออกไปไหนได้ตามใจตนเอง เมื่อพวกเขา
ทั้ง 8 คนมาอยู่ในสนามรบอันว่างเปล่า ทุกคนมอง
หน้ากันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่ต่อสู้ของ
ตนเอง จริงๆแล้วการกระทำเช่นนี้มันจะทำให้เกิด
การจุดประกายความต้องการต่อสู้ได้อย่างมหาศาล
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ กับ หลี่ ขู่ไห่ ก็ยังคงอยู่กัน
อย่างเงียบๆไม่เกิดการยั่วยุใดๆทั้งสิ้น ซึ่งในตอนนี้
หลี่ ขู่ไห่ ได้อยู่กับ มู่หรง เสวี่ย และ เจียง จือซุน
ส่วน อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน อยู่ด้วยกัน ทั้ง 2 ได้ยืนอยู่
ในตำแหน่งชายขอบของสนามรบตามลำพัง
และอีก 2 คน ที่เหลือก็รวมกันเป็นกลุ่มเล็กๆอีก 1
กลุ่ม
ในตอนที่กำลังเหินเวลาลงไปยังเบื้องล่าง เจียง
จือซวี่ มองมายังฝังของ อู่ อวี้ หลังจากนั้นก็ได้
ทอดสายตามองไปที่ร่างของ ลั่วผิน ใบหน้ามันเต็ม
ไปด้วยรอยยิ้ม ผสานสายตากับ ลั่วผิน พร้อม
กล่าวว่า “ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ว่าเจ้ามาจากที่ไหน
อย่างไรก็ตามข้าขอเตือนเจ้าเอาไว้อย่างหนึ่ง หาก
ตั้งตนเป็นศัตรูกับข้า ก็จะไม่มีอะไรดีอย่างแน่นอน
ในวันพรุ่งนี้ตอนเริ่มการต่อสู้ เจ้าจะรู้ว่าเองว่าเป็น
การยากที่จะหวนกลับ อย่าบังคับให้ข้าต้องทำให้
เจ้าอยู่ในสภาพจนตรอก เข้าใจหรือไม่?”
การการต่อสู้ในครั้งนี้ ตัวมันไม่ได้มองข้าม ลั่วผิน
แต่อย่างใด แต่กระนั้นเมื่อมองจากมุมมองของ
เหล่าอัจฉริยะ กลับให้ความรู้สึกว่าพวกมันไม่ได้
มอง ลั่วผิน อยู่ในระดับเดียวกันอยู่ดี
ลั่วผิน มานั่งขัดสมาธิกรรมฐานอยู่บนเบาะนั่งข้าง
กายของ อู่ อวี้ เพื่อทำการฟืนฟูร่างกาย แต่ทันใด
นั้นก็ได้ยินเสียงแปลกๆดังขึ้น นางค่อยๆยกศีรษะ
ของตนเอง และสบสายตากับ เจียง จือซุน กล่าว
ว่า “ต้องการที่จะซื้อตัวข้า หรือเพียงเพราะข่มขู่
คิดจะทำให้ข้าต้องยอมแพ้ให้เจ้าเช่นนั้น?”
ถึงแม้ว่านางจะกล่าวออกมาด้วยท่าทีนุ่มนวล แต่
ไม่ได้ปกปิดใดๆ ดังนั้นทุกคนจึงได้ยินคำกล่าวของ
นางอย่างชัดเจน บทสนทนาเช่นนี้เมื่อเผยแพร่
ออกไปแล้ว ถือว่าเป็นการฉีกหน้า เจียง จือซุน
อย่างยิ่งยวด เมื่อเกิดการโต้แย้งขึ้นมา มันจึงรู้สึก
เกิดโทสะ พร้อมถลึงตาจ้องมองไปที่ ลั่วผิน และ
กล่าวด้วยน้ำเสียงอันเย็นชาว่า “ข้าแค่อยากให้เจ้า
ระวังตัวเอาไว้ และยอมรับความพ่ายแพ้ได้อย่าง
ทันท่วงที อย่าเอาชีวิตตัวเองไปทิ้งเปล่าๆก็
เท่านั้น”
แต่ ลั่วผิน ก็ไม่ได้สนใจมันแต่อย่างใด
เจียง จือซุน ถูกคนจำนวนมากมองมา ดังนั้นมันจึง
รู้สึกเหมือนกับถูกหักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความจริง
แล้วมันรู้สึกเสียหน้าอยู่เล็กน้อย สำหรับผู้ฝึกตน
เช่น ลั่วผิน โดยทั่วไปจะต้องกล่าวกับมันด้วยท่าที
เคารพเลื่อมใส หากไม่เกิดเรื่องที่ผิดวิสัยอันใด
เจียง จือซุน ย่อมก้าวหน้าเหนือผู้อื่นไปอย่าง
มหาศาล และพวกมันจะต้องเร่งรีบเข้ามาประจบ
เอาใจ เจียง จือซุน ถึงจะถูก
มู่หรง ซวี่ ที่อยู่ด้านข้างกล่าวแทรกขึ้น “พอได้แล้ว
เมื่อถึงเวลานั้นค่อยว่ากันก็แล้วกัน…….”
ถึงแม้ว่า มู่หรง ซวี่ จะกล่าวเช่นนี้ แต่ว่า เจียง จือ
จุน ก็ยังคงรู้สึกไม่พอใจอยู่ จึงเกิดแรงกระตุ้น
บางอย่าง มันจึงหันไปหัวเราะด้วยเสียงอันเย็นยะ
เยือก พร้อมกล่าวกับ ลั่วผิน ว่า ”ต่อหน้าผู้คน
มากมายในนครจักรพรรดิเพลิง เจ้าอย่าได้หลอก
ตัวเองไปเลยว่าตัวเจ้านั้นสูงส่ง ใครจะรู้ว่าภายใต้
หน้ากากของเจ้าจะอัปลักษณ์เพียงใด มิฉะนั้นเจ้า
คงที่จะไม่ปกปิดผู้อื่นเช่นนี้หรอกใช่หรือไม่? ”
นี่เป็นคำพูดที่ค่อนข้างรุนแรง แม้แต่ อู่ อวี้ ได้ยิน
แล้วก็รู้สึกหนังศีรษะด้านช้า ดูเหมือนว่า เจียง จือ
ซุน จะกลายเป็นสติหลุดไปเสียแล้ว ยามสิ้นเสียง อู่
อวี้ สังเกตุเห็น ลั่วผิน เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น
เล็กน้อย ดวงตาสีฟั้าของนางฉับพลันเกิดเป็นจิต
สังหารแผ่ขยายออกมา ยากที่จะได้เห็นว่านางก็มี
ด้านที่ดุร้ายเช่นนี้ด้วย ถึงแม้ว่ามันจะเกิดเพียงแค่
ชั่วครู่เดียว แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้จิตใจผู้ที่ได้พบ
เห็นต้องสั่นสะท้าน
“อย่า” เมื่อเห็น ลั่วผิน จิตใต้สำนึกของ อู่ อวี้ สั่ง
ให้ตัวเขาร้องตะโกนขึ้น
แต่ดูเหมือนว่ามันเป็นเพราะคำพูดของเขา ลั่วผิน
จึงเก็บคืนจิตสังหารของนางลงไป จิตสังหารของ
นางไม่ได้ปล่อยให้คนนอกสัมผัสได้ จึงมีเพียง อู่ อวี้
เท่านั้นที่รู้ถึงจิตสัมผัสนี้
“เมื่อถึงเวลาเราค่อยไปจัดการสั่งสอนมันก็ยังไม่
สาย” เห็นว่า ลั่วผิน กำลังมองมาที่ตัวเขา อู่ อวี้
จึงฝืนยิ้มและกล่าวขึ้น นี่เป็นมังกรเทวะ การ
จะต้องพูดคุยกับนาง จำเป็นที่จะต้องระมัดระวังสัก
หน่อย ในชั่วพริบตา อู่ อวี้ ได้ประสบกับ
บรรยากาศอันน่าหวาดกลัวจาก ลั่วผิน ด้วยตัว
ของตนเอง
“หึ น่าเบื่อสิ้นดี” สุดท้าย เจียง จือซุน มองมาที่
พวกเขาด้วยสายตาที่เย็นชา จากนั้นจึงกลับไป
รวมกลุ่มกับพวก มู่หรง ซวี่ ทั้ง 3 คนแอบ
ปรึกษาหารือกันไม่รู้ว่าพูดคุยกันถึงเรื่องอะไร ฉิน
ฝูเหยา กำลังเตรียมที่จะทำการต่อสู้ในรอบต่อไป
ถึงแม้ว่าจะเป็นนางเองก็ตาม ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะ
สามารถคว้าตำแหน่ง 3 อันดับแรกมาครองได้
ดังนั้นบรรยากาศของสนามรบโบราณในตอนนี้จึง
ยิ่งมายิ่งตึงเครียด คนจำนวนมากไม่ต้องการที่จะ
ออกไปจากเหตุการณ์สำคัญต่อจากนี้ และผู้คนที่
เข้ามาใหม่ก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นตามกาลเวลา
ในใจของ อู่ อวี้ สงบนิ่งดุจสายน้ำ เขาพบว่า
วิธีการต่อสู้ของตนนั้นดูเหมือนจะเปิดเผยออกมา
จนหมดแล้ว จำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาบางอย่าง
มิฉะนั้นจะเป็นการยากที่จะต่อกรกับ หลี่ ขู่ไห่ ได้
ถึงแม้ว่าจะมีเวลาเพียงแค่ 1 วัน แต่ตัวเขายังคง
จมดิ่งสู่ห้วงความคิดเพื่อคิดเกี่ยวกับ กระบี่จอม
ราชัน และ กระบี่มหาจักรพรรดิ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังมีวงเวทย์ศาสตราหลักทั้ง 2
แบบ ที่เขาจะต้องศึกษาให้มากขึ้น การต่อสู้ที่
รุนแรงในไม่กี่วันนี้ ทำให้เขาเก็บเกี่ยวมาได้ไม่น้อย
ในตอนนี้สายตาที่พุ่งเข้ามากดดันนับหมื่นคู่ ภายใต้
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ตัวเขารู้สึกกดดันมาก
ยิ่งขึ้น!
เพียงแค่พริบตาเดียว การต่อสู้ในรอบ 8 คน ก็
มาถึง!
ทุกคนต่างรอคอยการต่อสู้อย่างใจจดใจจ่อ! เริ่มต้น
จากความขัดแย้งเล็กๆน้อยๆระหว่าง ลั่วผิน แล
เจียง จือซุน ที่ได้แผ่ขยายออกไป! หลังจากที่
ขุนพลมู่หรงประกาศ ทั้ง 2 คนจึงเดินเข้าไปอยู่ใจ
กลางสนามรบโบราณ ในเวลาสั้นๆทำให้คนนับ
ล้านถึงกับกู่ร้องขึ้นด้วยความตื่นเต้น ทำให้ฉากนี้
เต็มไปด้วยความคึกคัก! เจียง จือซุน เป็นตัวเต็งใน
สามอันดับแรก และ ลั่วผิน คือผู้เป็นม้ามืดของการ
แข่งขัน ทั้ง 2 คนจะเผชิญหน้ากันแล้ว การต่อสู้ใน
ครั้งนี้จะต้องทำให้เกิดเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดและ
รุนแรงมากที่สุดอย่างแน่นอน!
คาดว่าคนจำนวนมากย่อมคิดว่า เจียง จือซุน จะมี
ชัยเหนือ ลั่วผิน อัตราเดิมพันจึงอยู่ใน 4 ต่อ 1 ! ดู
ไปแล้วทุกคนคงจะเชื่อมั่นในตัวของ 4 มหาจุตร
เทพแห่งนครจักรพรรดิเพลิง เนื่องจากการได้พบ
กับตัวตนที่เป็นดั่งอัจฉริยะเช่นพวกเขา คนอื่น
ทั้งหมดจะต้องถูกบดขยี้ลงไปเพียงเท่านั้น ซึ่งการ
ต่อสู้นี้ถูกจัดขึ้นเพื่อ 4 มหาจตุรเทพได้ปลดปล่อย
ศักยภาพให้ทั้งโลกหล้าได้ประจักษ์!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ