กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 418 : สัตวกิเลนกลไก
เมื่อขุนพลมู่หรงยังไม่ประกาศเริ่มการต่อสู้ เจียง
จือซุน จึงไม่สามารถอดทนรอได้อีกต่อไป
เจียง จือซุน คือผู้เชี่ยวชาญในการใช้งานอุปกรณ์
กลไก มันหยิบถุงจักรวาลของตนเองออกมาพร้อม
กับเปิดออก ทันใดนั้นเสียงของสัตว์อสูรตนหนึ่ง
คำรามขึ้น เสียงนี้ดังสะเทือนเลือนลั่นไปทั่วทุก
สารทิศ ซึ่งในช่วงเวลานี้เองสามารถแลเห็นได้ว่ามี
อุปกรณ์กลไกตนหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากถุง
จักรวาล สัตว์อสูรตนนี้เทียบได้กับปีศาจขนาดยักษ์
เพียงแต่ทั่วทั้งร่างของมันถูกสร้างขึ้นมาจากเนื้อไม้
ซึ่งเป็นวัสดุพิเศษ ไม้ขนาดเล็กขนาดใหญ่จำนวน
นับไม่ถ้วนพุ่งทะยานเข้ามาผสานเข้าด้วยกัน
ควบคู่ไปกับการแกะสลัก ในท้ายที่สุดแล้วมันก็ก่อ
รูปเป็นสัตว์อสูรขนาดยักษ์ซึ่งดูราวกับว่ามีชีวิตจริง
ๆ !
สัตว์อสูรที่อยู่เบื้องหน้านี้ แผ่กลิ่นอายแห่งพลังชีวิต
ออกมาอย่างเข้มข้น มันมีหัวเหมือนกับมังกร และ
มีร่างกายเหมือนกับอาชา ทั่วทั้งร่างลุกท่วมไปด้วย
เปลวเพลิง ท่ามกลางเปลวเพลิงนี้ มีวงเวทย์กลไก
ถูกวาดประทับเอาไว้บนร่างของสัตว์อสูรกลไกอยู่
นับไม่ถ้วน! ด้วยวงเวทกลไกนับหมื่นนับพันนี้ ทำ
ให้สิ่งของที่ไม่มีชีวิต ดูเสมือนดั่งมีชีวิตขึ้นมาได้ นี่
คือความลึกล้ำมหัศจรรย์ของเคล็ดวิชากลไก!
เมื่อดูจากลักษณะที่ปรากฏขึ้นบนสัตว์อสูรตนนี้ มัน
มีรูปลักษณ์เหมือนดั่ง กิเลน ในตำนาน! แน่นอนว่า
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่า แท้จริงแล้วกิเลนนั้น มีอยู่ในโลก
จริง ๆ หรือไม่ แต่กิเลนกลไกที่ปรากฏขึ้น ดูยิ่งใหญ่
น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง! อู่ อวี้ มีประสบการณ์
เคยพบเห็นกิเลนเพลิงกลไกมาก่อน ในศึกก่อนหน้า
นี้ เจียง จื่อซุน ได้อาศัยกิเลนเพลิงกลไก บดขยี้
ทำลายศัตรูคู่ต่อสู้ของมันไปตลอดทาง ถึงแม้สัตว์
กลไกจะได้รับความเสียหาย แต่ตัวของมันนั้นหา
ได้รับบาดเจ็บใด ๆ แม้แต่น้อย
ล่ำลือลือกันว่า เจียง จื่อซุน ได้ไปยังซากโบราณ
ของ ‘นักพรตเต๋าแก่นแท้เวท’ และได้รับสัตว์กลไก
ตนนี้มาครอบครอง
บางคนเพิ่งเคยได้เห็นสัตว์กลไกเป็นครั้งแรก เมื่อ
มองดูสัตว์กลไกซึ่งดูเสมือนกับปีศาจ ก็อดทอดถอน
หายใจด้วยความสรรเสริญออกมาอย่างช่วยไม่ได้!
ไม่คาดคิดว่าในวินาทีต่อมา จะมีสัตว์กลไกตัวอื่น
พุ่งออกมาจากถุงจักรวาลอีก มันทะยานมายืนอยู่
เคียงข้างกิเลนเพลิงกลไก ซึ่งสัตว์กลไกตัวนี้มี
รูปลักษณ์ และ ขนาดคล้ายคลึงกับกิเลนเพลิง
กลไก อย่างไรก็ตามวงเวทส่วนใหญ่บนร่างของมัน
เป็นสีเขียวเข้ม มีละอองม่านหมอกวารีปกคลุมไป
ทั่วทั้งร่างของมัน เกล็ดน้ำแข็งอันลี้ลับรอยพริ้วไสว
ไปตามสายลมทุกแห่งหน ไอความเย็นแผ่กระจาย
ปกคลุมไปทั่วทั้งเวหา มันคือกิเลนวารีกลไก!
แค่กิเลนเพลิงต่อสู้ผสานงานกับ เจียง จื่อซุน ตัว
เดียว ก็น่าสะพรึงกลัวมากพอแล้ว ไม่คาดคิดว่าจะ
มีเพิ่มขึ้นมาอีกตัว ส่งผลให้พลังรบของ เจียง จื่อ
ซุน พุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างน่าสะพรึงกลัว มันแสยะ
ยิ้มขึ้น พร้อมแสดงท่าทางหยิ่งทะนงภาคภูมิใจใน
ตนเองอย่างยิ่ง มันจับจ้องไปยัง ลั่วผิน จากนั้นก็
กล่าวเยาะเย้ยนางว่า ” ไม่ว่าเจ้าจะงดงามหรือเป็น
สตรีหน้าตาอัปลักษณ์ ในวันนี้ข้าจะถอดหมวก
เกราะของเจ้าให้จงได้ ทุกคนจะได้รู้ว่าเหตุใดเจ้าจึง
ต้องทำตัวลึกลับเช่นนี้ ทุกท่านเห็นด้วยกับข้า
หรือไม่? ”
เจียง จื่อซุน หัวเราะขึ้นอย่างบ้าคลั่ง เมื่อผู้คนได้
ยินเช่นนั้น ฝูงชนก็รู้สึกอยากรู้ตัวตนที่แท้จริงของ
ลั่วผิน เช่นกัน จึงทำให้เวลานี้ พวกมันพากันส่ง
เสียงโห่ร้องสนับสนุนความคิดของ เจียง จื่อซุน
แต่มันไม่ทราบว่า มันได้ไปกระตุ้นต่อมโทสะของ
มังกรเทวะเข้าแล้ว
หลังจาก เจียง จื่อซุน กล่าวจบ มันก็เข้ามายืนอยู่
ด้านหลังระหว่างกิเลนกลไกทั้งสอง ซึ่งในเวลานี้
มันมิได้ยั้งมือแม้แต่น้อย เจียง จื่อซุน ควบคุมสัตว์
กลไกขนาดยักษ์พุ่งโจมตีเข้าใส่ ลั่วผิน ทันที บน
ร่างของสัตว์กลไกทั้งสอง นอกจากมีวงเวทโจมตี
ประทับอยู่แล้ว ยังมีวงเวทชนิดอื่น ๆ ซึ่งช่วยให้
สัตว์กลไกเคลื่อนไหวได้อย่างสมบูรณ์แบบ จึงทำ
ให้พวกมันดูไม่ต่างอะไรไปจากปีศาจจริง ๆ ซึ่ง
สัตว์กลไกทั้งสองต้นนี้ก็เป็นคู่ต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัว
อย่างยิ่ง กล่าวได้ว่า เจียง จื่อซุน นั้นได้ถูก
กำหนดให้เข้าสู่ 3 อันดับแรกอย่างแน่นอนแล้ว!
ฮี้ฮี้??!!
กิเลนกลไกทั้ง 2 ตัวห้อทะยานเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
พร้อมทั้งปลดปล่อยการโจมตีอันลี้ลับออกแทบทุก
ชนิด การโจทตีแผ่ขยายปกคลุมท้องนภาปิดซ่อน
ไปทั่วผืนปฐพี ทันใดนั้นเองการโจมตีด้วยอัคคีและ
วารีจากสัตว์กลไกทั้งสอง ก็พุ่งทะยานม้วนกวาด
เข้าใส้เบื้องหน้าสายตาของ ลั่วผิน ส่วน เจียง จื่อ
ซุน ก็ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังสัตว์กลไก มิได้ออกมา
เผชิญหน้ากับ ลั่วผิน อย่างตรงไปตรงมา อีกทั้งมัน
ยังรอสบโอกาสโจมตีปิดฉากใส่ ลั่วผิน ในทันทีอีก
ด้วย
อย่างไรก็ตามตั้งแต่ต้นจนจบ ดูเหมือนว่า ลั่วผิน
จะมิได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวใด ๆ แม้แต่น้อย
ขณะนี้เองสงครามได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง ด้วยร่างกาย
ของนาง เมื่อเทียบกับกิเลนกลไกทั้งสองแล้ว ทำให้
ดูเล็กลงไปถนัดตาเลยทีเดียว ซึ่งมันได้บดบังร่าง
ของนางลงไปในชั่วพริบตา
เจียง จื่อซุน เปล่งเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นอย่าง
ช่วยไม่ได้ จากนั้นมันก็กล่าวว่า ” แค่การโจมตี
เพียงครั้งคงทนไม่ได้แล้วกระมั้ง ”
มันรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่บัดนี้ตำแหน่ง 3
อันดับแรกได้ถูกกำหนดเอาไว้เพื่อมันแล้ว ทำให้
มันรู้สึกอารมณ์อย่างถึงดีที่สุด
ทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ 4 มหาจตุร
เทพ จะต้องเข้าสู่รอบ 4 คนสุดท้ายอย่างลอยลำไม่
ผิดโผเป็นแน่! ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดหน้าไหนสุดท้าย
แล้วก็ต้องถูกเขี่ยตกออกไป หากให้กล่าวในแง่มุม
ความจริงแลความสามารถของมันแล้ว มันมิได้
เกรงกลัว หลี่ ขู่ไห่ แม้แต่น้อย
ผู้คนส่วนใหญ่ต่างสั่นสะท้านไปตาม ๆ กัน ด้าน
หนึ่งก็รู้สึกกังวลว่า ลั่วผิน จะถูกโจมตีจนได้รับ
บาดเจ็บสาหัส อีกด้านหนึ่งก็ปรารถนาจะเห็น
ใบหน้าที่แท้จริงของนาง
ชั่วขณะที่จิตใจของผู้คน กำลังเต้นกระหน่ำอย่าง
รุนแรง บัดนี้การโจมตีจากสัตว์กลไกทั้งสอง ได้แผ่
ขยายปกคลุมไปทั่วทุกทิศทาง ช่วงเวลาแห่งวิกฤต
นี้เอง ดูเหมือนว่ามีความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
เกิดขึ้นกับ ลั่วผิน เล็กน้อย ท่ามกลางความเลือน
ราง สามารถแลเห็นได้ว่าดวงตาของนางได้บังเกิด
เป็นม่านหมอกอันหนาวเหน็บแผ่ขยายออกมา
ดวงตาคู่สีฟั้าครามส่องประกายเจิดจ้า ราวกับว่ามี
บางสิ่งบางอย่างพุ่งทะยานออกมาจากดวงตาของ
นาง ต่อมา อู่ อวี้ คาดการณ์ว่าลั่วผินได้ใช้มหาวิถี
เชื่อมสวรรค์ของตนเองแล้ว ตั้งแต่ที่เริ่มสงครามมา
อันที่จริงแล้ว ลั่วผิน ยังไม่เคยใช้มหาวิถีเชื่อม
สวรรค์ออกมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ชั่วพริบตานี้เอง!
ภาพที่แลเห็นในยามนี้ทำให้ อู่ อวี้ ตกตะลึงไปทั่ว
ทั้งสรรพางค์กาย ระหว่างที่ เจียง จื่อซุน หัวเราะ
ออกมาอย่างรื่นรมย์ฮึกเหิมอยู่นั้น ร่างของมันได้ถูก
น้ำแข็งแผ่ขยายปกคลุมทันที แปรเปลี่ยนกลายเป็น
ประติมากรรมน้ำแข็งไปในชั่วพริบตา ร่วงหล่นลง
มาจากฟากฟั้า ตามมาด้วยเสียงดังสนั่น
ประติมากรรมน้ำแข็งอันแหลมคม ร่วงหล่นอัด
กระแทกเข้าใส่ก้อนศิลาจนแตกเป็นเสี่ยง ๆ !
ไม่เพียงแต่ เจียง จื่อซุน แม้กระทั่งกิเลนกลไกทั้ง 2
ตัว ก็ถูกแช่แข็งจนกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็ง
ไปในชั่วพริบตา เดิมทีมันกำลังพุ่งโจมตีเข้ามา
อย่างบ้าคลั่ง ซึ่งในชั่วขณะนี้เองมันนิ่งค้างอยู่ใน
ท่าทางแยกเขี้ยวแผ่ขยายกลมเล็บ แม้กระทั่งวง
เวทศาสตราเต๋าบนร่างของมันยังหยุดการเผา
ผลาญ จนกระทั่งมอดดับลงอย่างสมบูรณ์ สัตว์
กลไกทั้งสองค่อย ๆ มืดสลัวอ่อนแอลง ไม่ใช่ว่ามัน
ไม่อยากต่อสู้ดิ้นรนขัดขืน แต่มันไม่สามารถทำได้
แม้กระทั่ง เจียง จื่อซุน ก็อยู่ในสภาพเช่นเดียวกัน
มันยังคงแข็งค้างอยู่ในสภาพหัวเราะ เสมือนราว
กับว่าได้ตกตายไปแล้ว
การต่อสู้ทั้งหมดหยุดลงในทันที
ด้วยภาพนี้ทำให้ทั่วทั้งสนามรบโบราณ เงียบกริบ
ราวกับความตาย ฝูงชนต่างหันมามองหน้ากันด้วย
ท่าทางตกตะลึงเหลอหลา ถึงแม้เวลาจะผ่านพ้นไป
แต่พวกมันก็ยังไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นอยู่ดี พวก
มันต่างคิดกันว่า เจียง จื่อซุน จะสามารถทำลาย
น้ำแข็งออกมาได้เร็วๆนี้ แต่จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มี
อะไรเกิดขึ้น ซึ่งนี้สามารถอธิบายได้เพียงอย่าง
เดียวว่า ลั่วผิน ใช้มหาวิถีเชื่อมสวรรค์อันลี้ลับ บด
ขยี้ เจียง จื่อซุน จนพ่ายแพ้…
นี่มันเป็นไปได้เช่นนั้นหรือ?
จนกระทั่ง ลั่วผิน กล่าวกับขุนพลมู่หรงขึ้นว่า ” ถ้า
ท่านไม่รีบประกาศผลผู้แพ้ชนะ เกรงว่าจะไม่
สามารถยื้อชีวิตของเขาเอาไว้ได้ ไม่เช่นนั้นเขาจะ
ตกตายไปอย่างสมบูรณ์จริง ๆ ”
ฟังจากน้ำเสียงของนางแล้ว หาใช่เป็นคำพูดหยอก
เย้าแม้แต่ประการใด ในขณะที่นางกำลังกล่าว
คำพูดเหล่านี้อยู่นั้น สภาพของ เจียง จื่อซุน และ
สัตว์กลไกของมัน อยู่ในสภาพไม่ต่างอะไรจากติด
บ่วง ซึ่งไม่อาจขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายได้
อย่างสิ้นเชิง
ทันใดนั้น อู่ อวี้ ก็เข้าใจในทุกอย่าง อันที่จริงแล้ว
ลั่วผิน ยังคงขุ่นเคืองมีโทสะ เจียง จื่อซุน อยู่ ด้วย
เพราะมันก่อกวนสร้างความรำคาญใจให้นางเป็น
อย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้นนางคงไม่ลงมือด้วยวิธีนี้ มังกร
เทวะ อืมมมม? มังกรเทวะ เวลามีโทสะช่างน่า
สะพรึงกลัวเสียจริง ๆ
ขุนพลมู่หรง ยังคงนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้นโดยไม่ขยับ
เขยื้อนเคลื่อนไหวไปไหน เมื่อเห็นสถานการณ์เป็น
เช่นนี้ ขุนพลอวี้กู่ ก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าของ
เจียง จื่อซุน เขามองไปที่รูปปันน้ำแข็งอย่างสับสน
ไม่อยากจะเชื่อสายตา เขาพยายามทดลองละลาย
น้ำแข็งดู ผลปรากฏว่าไม่สามารถละลายเอามัน
ออกได้ ในเวลานี้ฝูงชนต่างของเสียงโห่ร้องกึกก้อง
ทักษะยุทธของ ลั่วผิน ทำให้ทุกผู้คนตะลึง เลื่อมใส
ในตัวนางอย่างสิ้นเชิง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นไป
ตามที่ อู่ อวี้ ได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ว่าม้ามืดมา
แรงแซงทางโค้งหาใช่ใครอื่นนอกเสียจาก ลั่วผิน
ฝั่ายตรงข้ามของนางเริ่มล้มหายตายจากไปทีละคน
ๆ มันทำให้เขารู้สึกกังวลขึ้นมาอย่างทันควัน ด้วย
หนทางข้างหน้าช่างเริ่มมืดสลัวเต็มที
“ปล่อยเขาซะ” ขุนพลอวี้กู่ กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียง
เยือกเย็นเด็ดขาด เขามอง ลั่วผิน ด้วยสายตาไม่
แยแส เพราะนี่คือศิษย์ที่เขาโปรดปรานมากที่สุด
อีกทั้งยังได้ถูกวางตัวไว้ให้เป็นผู้สืบทอดในอนาคต
ลั่วผิน ตอบกลับไปว่า ” ผลแพ้ชนะยังไม่ถูกตัดสิน
ด้วยเพราะท่านขุนพลมู่หรง ยังไม่ยอมประกาศผล
ชี้ชัด ”
ทุกผู้คนประจักษ์แก่สายตาของตนเอง อย่าง
ชัดเจนแจ่มแจ้งว่าบัดนี้ เจียง จื่อซุน กำลังตกอยู่
ในสภาพเป็นตายเท่ากัน ชีวิตของมันได้อยู่ในกำมือ
ของ ลั่วผิน อย่างสมบูรณ์ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วว่า
ฝั่ายใดเป็นผู้ชนะ
โดยทั่วไปแล้วขุนพลมู่หรง ทำหน้าที่ในการ
ประกาศผลการประลอง แต่เนื่องจากตอนนี้เขา
กำลังอยู่ในอาการตกตะลึงพรึงเพริดอย่างที่สุด
แม้กระทั่งยามนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วลั่วผินใช้
วิชาอะไรกันแน่! ผลแพ้ชนะเห็นได้อย่างเด่นชัดว่า
เจียง จื่อซุน พ่ายแพ้อย่างราบคาบให้แก่นาง ด้วย
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน ทำให้
เวลานี้ทุกผู้คนต่างรู้สึกอึดอัดระคนไม่พอใจ ด้วย
เพราะภายในใจลึก ๆ ของทุกคนยังคงคาดหวังว่า
4 มหาจตุรเทพ จะได้เข้ารอบ 4 คนสุดท้ายอย่าง
ลอยลำ
” การประลองในรอบนี้ ลั่วผิน เป็นฝั่ายชัยชนะ ”
ในที่สุด ขุนพลมู่หรง ก็ประกาศผล มันเห็นว่า
เจียง จื่อซุน ตกอยู่ในสภาพที่ไม่อาจหลบเลี่ยงหนี
ความปราชัยในครั้งนี้ไปได้ มันจึงจำใจประกาศผล
อย่างอ้ำๆอึ้งๆ
อันที่จริง ลั่วผิน เองก็ไม่อยากวุ่นวายพัวพัน
เกี่ยวข้อง หลังจากการประกาศผลนางก็ยอมปล่อย
เจียง จื่อซุน แต่โดยดี ในเวลานี้ เจียง จื่อซุน และ
สัตว์กลไกทั้งสองของมันเริ่มรู้สึกตัวกลับมาอีกครั้ง
เสมือนดั่งสัตว์ปั่าได้ถูกปลดปล่อยจากบ่วง
พันธนาการ ร่างของสัตว์กลไกอ่อนยวบทรุดตัวลง
บนพื้น สีหน้าของ เจียง จื่อซุน ยังคงซีดเผือด ด้วย
เพราะทั่วทั้งสรรพางค์กายของมันถูกแช่แข็ง
หลังจากมันพยายามดิ้นรนอยู่เป็นเวลานาน ใน
ที่สุดมันก็เริ่มเคลื่อนไหวได้ ในทันทีที่มันขยับได้มัน
ก็ควบคุมสัตว์กลไกให้ลุกขึ้น ให้พุ่งเข้าโจมตีใส่ ลั่ว
ผิน อีกครั้ง
“หยุดเหลวไหลได้แล้ว!” ขุนพลอวี้กู่ ยืนอยู่เบื้อง
หน้าตวาดใส่มันเสียงดัง พร้อมกับตบลงไปบน
ใบหน้าของ เจียง จื่อซุน ฉาดใหญ่! ด้วยเพราะใน
วันนี้ศิษย์รักของมันได้พ่ายแพ้อย่างหมดรูป
จากนั้นมันก็คว้าร่างสาวกของตนเองกลับไป พวก
มันทั้งสองมุ่งกลับไปยังทิศทางนครชั้นใน โดยไม่
หันหลังกลับมามองที่นี่อีก
” ข้าไม่ยอม ข้ายังไม่พ่ายแพ้ ข้าจะต้องเอาชนะ
นางให้จงได้! ท่านอาจารย์ข้าจะกลับไป ข้าจะขึ้น
ไปอยู่ใน 3 อันดับแรก! อ๊ากกกก!!! ” เจียง จื่อซุน
ยังไม่อาจยอมรับ และ ไม่อยากจะเชื่อว่าการ
ประลองของมันต้องมาจบสิ้นลงในวันนี้ ขณะที่มัน
จากไปมันก็ร้องตะโกนออกมาด้วยโทสะอันเกรี้ยว
กราด ยิ่งมันกรีดร้องตีอกชกตัวมากเท่าใด ทุกผู้คน
ก็ยิ่งรู้ว่าผู้ที่ถูกขึ้นชื่อว่าอัจฉริยะ แท้จริงแล้วหัวใจ
ของมันหาได้องอาจแข็งแกร่งไม่ เนื่องจากคนผู้ไม่
เคยพ่ายแพ้ จึงมิอาจทำใจยอมรับความจริงได้
ช่วงเวลานี้ผู้คนต่างเงียบกริบ เฝั้ามองดู ลั่วผิน
ด้วยสีหน้าหมองคล้ำ โดยไม่รู้ว่าจะเอื้อนเอ่ย
ถ้อยคำใดออกมา ด้วยเพราะต่างไม่เคยคาดคิดว่าผู้
ที่สามารถเข้าสู่รอบ 4 คนสุดท้ายเป็นคนแรกได้หา
ใช่ 4 มหาจตุรเทพ แต่เป็นผู้อื่นไร้ซึ่งชื่อเสียงเรียง
นาม ทั้งยังไม่ใช่อัจฉริยะแม้แต่น้อย กลับเป็นสตรี
ลึกลับ ผู้ไม่ยอมเปิดเผยใบหน้าให้ผู้ใดได้พบเห็น
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ลั่วผิน ก็กลับไปยังตำแหน่ง
ของตนเองโดยไม่เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดออกมา นาง
เพียงเหลือบมองไปยัง อู่ อวี้ ด้วยสายตาที่ค่อนข้าง
อ่อนโยน
เมื่อ ลั่วผิน แสดงศักยภาพออกมาให้เห็นถึงเพียงนี้
ทำให้ ฉิน ฝูเหยา มองนางอย่างจริงจังรุนแรงมาก
ยิ่งขึ้น นางกับอัจฉริยะอีก 2 คนใน 4 มหาจตุรเทพ
ยืนมอง อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน อย่างเงียบ ๆ ด้วยเพราะ
พวกเขาไม่เคยคิดว่า สหายในกลุ่มของตนเอง
จะต้องมาพ่ายแพ้กับการประลองเช่นนี้ โดยเฉพาะ
หลี่ ขู่ไห่ เกรงว่าความเกลียดชังที่มันมีต่อเขาจะ
ทวีคูณมากยิ่งขึ้น
ขุนพลมู่หรง ปฎิบัติงานให้ดำเนินหน้าต่อไป ด้วย
การประกาศเริ่มการประลองในรอบต่อไป ฉิน ฝู
เหยา ขึ้นไปรอต่อสู้กับชายชราบนเวทีประลอง ถ้า
ให้กล่าวถึงการประลอง อันที่จริงตัวนาง กับ มู่หรง
ซวี่ นั้นมีฝีมือแข็งแกร่งล้ำเลิศอยู่แล้ว ฉะนั้นตลอด
การประลองในแต่ละรอบ พวกนางจึงผ่านมาได้
อย่างฉลุย ไร้ซึ่งความวิตกกังวล
ในความเป็นจริงการที่ ฉิน ฝูเหยา กับ มู่หรง ซวี่
สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้มาได้ เป็นเพราะว่าฝั่ายตรง
ข้ามได้รับบาดเจ็บบางอย่างทางร่างกาย ซึ่งทำให้
การต่อสู้ของพวกเขาในรอบนี้จบลงได้อย่าง
ง่ายดายกว่ารอบล่าสุดที่ผ่านมา ในเวลานี้มีผู้
เข้ารอบ 4 คนสุดท้ายมี 3 คนแล้วนั่นก็คือ ลั่วผิน ,
ฉิน ฝูเหยา และ มู่หรง ซวี่
ส่วนคนสุดท้ายต้องรอศึกตัดสิน อู่ อวี้ กับ หลี่ ขู่ไห่
ให้จบลงเสียก่อน
ซึ่ง อู่ อวี้ ก็ได้คาดการณ์เรื่องนี้เอาไว้แล้วเช่นกัน
หากเขาสามารถเอาชนะ หลี่ ขู่ไห่ ในรอบต่อไปเขา
ต้องเจอกับ มู่หรง ซวี่ ส่วน ฉิน ฝูเหยา ต้องเจอกับ
ลั่วผิน ซึ่งเป็นการต่อสู้ในรอบ 4 คนสุดท้าย หาก
ผู้ใดพ่ายแพ้ใน 2 รอบการประลองติดต่อกันผู้นั้นก็
จะถูกคัดออก
ถึงกระนั้นเขาก็มีโอกาสที่จะตกรอบสูงเช่นกัน
เนื่องจากคนทั้ง 3 ไม่ว่าจะเป็น มู่หรง ซวี่ ,ลั่วผิน ,
ฉิน ฝูเหยา ล้วนเป็นผู้มีฝีมือล้ำเลิศแข็งแกร่งมาก
ที่สุดในการประลองครั้งนี้
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ลำดับแรกเขาจำเป็นต้อง
เอาชนะ หลี่ ขู่ไห่ ให้ได้เสียก่อน ซึ่งเขาไม่ใช่ ลั่วผิน
จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะคว้าชัยชนะง่ายๆมาจาก หลี่ ขู่
ไห่ อย่างสิ้นเชิง!
ในช่วงเวลานั้นเอง ขุนพลมู่หรง ก็ประกาศขึ้นว่า ”
การประลองในรอบนี้คือ อู่ อวี้ และ หลี่ ขู่ไห่ ซึ่งจะ
ประลองในรอบตัดเชือก ผู้ชนะจะเข้าสู่รอบ 4 คน
สุดท้าย พวกเราคงต้องมาลองดูกันว่าผู้ใดกันแน่
จะเป็นผู้คว้าชัยชนะในรอบนี้ไปได้ ชัยชนะในครั้งนี้
จะเป็นของ หลี่ ขู่ไห่ หรือ อู่ อวี้ ผู้แสดงผลงานได้
อย่างยอดเยี่ยม ท่านทั้งหลายโปรดรับชมแล้วลุ้น
ระทึกไปด้วยกัน! ”
ลั่วผิน คิดว่าถ้าหาก อู่ อวี้ สามารถเอาชนะ หลี่ ขู่
ไห่ มาได้ เขาคงจะถูกยอมรับจากผู้คนที่คอยเฝั้า
ชมการประลองครั้งนี้ …
อู่ อวี้ และ หลี่ ขู่ไห่ ต่างมองหน้ากันอย่างรวดเร็ว
หลี่ ขู่ไห่ กระโดดเข้าสู่สนามรบโบราณส่วน อู่ อวี้
ก็กระโดดตามไปติด ๆ ทันใดนั้นโลกทั้งใบก็ดู
เหมือนจะสั่นสะเทือนแปรปรวน บังเกิดเป็นแรง
กดดันมหาศาลกดทับบีบอัดลงมาจากฟากฟั้าอย่าง
ฉับพลัน ผู้ฝึกตนทั้งมวลต่างถูกสะกดข่มยากจะ
ต้านทานจนเข่าต้องทรุดลงกับพื้น ชั่วพริบตา
ต่อมาหยาดพิรุณก็พร่างพรมลงมาจากฟากฟั้า ตก
กระทบเข้าใส่ร่างของผู้ฝึกตนทุกผู้คน ภาพที่เห็น
ประหนึ่งวันโลกาวินาศ วันอวสานของโลก!
เมื่อ อู่ อวี้ แหงนมองขึ้นไปบนฟากฟั้า ก็พบว่า
บัดนี้เมฆาก้อนมหึมาสีดำทะมึน แผ่ขยายทอดยาว
ออกไปไกลอย่างไรสิ้นสุด ปกคลุมอยู่เหนือ นคร
จักรพรรดิเพลิง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ