กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 419 : จอมจักรพรรดิเพลิง
อู่ อวี้ ยังมิทันได้ตัดสินแพ้ชนะกับ หลี่ ขู่ไห่ แต่แล้ว
เรื่องไม่คาดคิดก็บังเกิดขึ้น ทำให้สถานการณ์
เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน!
ผู้ฝึกตนทั้งหลาย ต่างทนทุกข์ทรมานจากการที่
ร่างกายถูกกดทับบีบอัดจากแรงกดดันนี้ เพียงชั่ว
อึดใจต่อมาผู้คนก็ถูกสยบลงอย่างสมบูรณ์ สิ่งที่เกิด
ทำให้บังเกิดความโกลาหลขึ้นอย่างใหญ่หลวง
หลี่ ขู่ไห่ เพิ่งเข้าไปในสนามรบโบราณเมื่อต่อสู้ แต่
มันก็ต้องรีบถอยกลับออกมาอย่างรวดเร็ว ด้วย
ความตื่นตระหนก มันกวาดสายตามองไปรอบ ๆ
อย่างเลิ่กลั่กด้วยความประหลาดใจ
อู่ อวี้ ก็ตื่นตระหนกด้วยเช่นกัน ร่างของเขาสั่น
สะท้านด้วยเพราะในเวลานี้เกิดการสั่นสะเทือนไป
ทั่วทั้งนคร จากสิ่งที่เกิดขึ้นเห็นได้ชัดว่าการ
ประลองในรอบนี้ ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ คาด
ว่าการประลอง ‘สงครามหวง’ ในนครชั้นในก็น่าจะ
หยุดลงด้วยเช่นกัน
นครจักรพรรดิเพลิง ล่องลอยอยู่บนสวรรค์ 9 ชั้น
ฟั้า ห้อมล้อมไว้ด้วยหมู่มวลฃเมฆาสีขาวบริสุทธิ์
ทอดยาวออกไปไกลอย่างไร้สิ้นสุด
ทว่ายามนี้ ภายในหมู่เมฆมีอสรพิษมโหฬารอยู่
ภายในนั้น อีกทั้งมันยังพุ่งทะยานเข้าใส่ นคร
จักรพรรดิเพลิง! แต่ด้วยเพราะ นครจักรพรรดิ
เพลิง ได้วางค่ายกลปั้องกันเอาไว้ ซึ่งนับเป็นค่าย
กลที่แข็งแกร่งเหนียวแน่นที่สุดเลยก็ว่าได้ เมื่อ
อสรพิษยักษ์อัดกระแทกเข้าใส่วงค่ายกลปั้องกันก็
ปรากฏขึ้น ระหว่างทุกอย่างกำลังดำเนินอยู่นั้น บน
เวหาก็ปรากฏเป็นสัญลักษณ์อันซับซ้อนสวยงาม
เป็นอย่างมาก
“นี่มันอะไรกัน!?”
” สถานการณ์เช่นนี้มันอะไรกัน? ปีศาจโจมตี นคร
จักรพรรดิเพลิงงั้นรึ? ”
กล่าวได้ว่าในเวลานี้ทั่วทั้ง นครจักรพรรดิเพลิง
กำลังตกอยู่ในความหวาดกลัว และ ความตื่น
ตระหนก
“อสรพิษปา?” ความคิดแรกที่แล่นเข้าหัวของ อู่
อวี้ ก็คือ อสรพิษปา ซึ่งเป็นสัตว์สหายคู่ใจของ
จักรพรรดิอิง
แม้มันจะถูกปิดกั้นด้วยวงเวทย์จำนวนมาก ถึง
กระนั้น อู่ อวี้ ก็ยังสามารถแยกแยะความแตกต่าง
ของมันได้ ด้วยเพราะตรงส่วนศีรษะของอสรพิษ
ตัวนี้ไม่เรียบเท่าอสรพิษปา อีกครั้งดวงตาของมัน
ยังไม่เป็นสีเขียวมรกต ฉะนั้นมันจึงไม่น่าจะใช่
อสรพิษปา
ถ้าไม่ใช่อสรพิษปา แล้วมันเป็นใคร?
ในระหว่างนั้นเอง หมิงซวง ได้สังเกตุเห็นว่าทั่วทั้ง
นครจักรพรรดิเพลิง กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความ
โกลาหล นางจึงตอบสนองอย่างรวดเร็ว พร้อมกับ
กล่าวขึ้นว่า ” นี่มันมังกรเทวะ แต่กลิ่นอายหยิน
ของมันหนาแน่นรุนแรงอย่างยิ่ง ไม่น่าจะอยู่ใน
ระดับเดียวกับสัตว์สวรรค์ เจ้านี่น่าจะเป็นมังกร
ประกายแสงผู้มีความตายอันเป็นนิรันดร์ หรือเป็น
ที่รู้จักในนามของ จักรพรรดิจู้ นั่นแหละ ”
จักรพรรดิจู้?
ถูกต้องแล้วด้วยรูปลักษณ์ที่เห็นอยู่ในตอนนี้ มันก็ดู
คล้ายกับมังกรจริง ๆ นั่นแหละ
อย่างไรก็ตามไฉน มังกรประกายแสง จะต้องมา
โจมตีนครจักรพรรดิเพลิง ด้วยเล่า? ด้วย
สถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้เสมือนดั่งว่ามันกำลัง
รนหาที่ตายชัด ๆ
โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ปีศาจไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวข้อง
แวะมากที่สุดก็คือ นครจักรพรรดิเพลิง หลังจาก
ทั้งหมดถึงแม้ว่า นครจักรพรรดิเพลิง จะมีความ
แข็งแกร่งน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง แต่พวกเขาก็
มิได้ตั้งหน้าตั้งตาเข่นฆ่าห้ำหั่นสังหารปีศาจแต่
อย่างใด
หากให้กล่าวถึงมังกรประกายแสง อู่ อวี้ ก็คิด
ขึ้นมาทันทียังมีมังกรอีกตัวอยู่ที่นี่ด้วย นั่นก็คือ ลั่ว
ผิน ซึ่งมีความรุ่งเรืองทั้งยังแข็งแกร่งกว่ามังกร
ประกายแสง
เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสีหน้าของ ลั่วผิน ที่อยู่
ภายใต้ชุดเกราะก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน นางยืน
อยู่ถัดจาก อู่ อวี้ แต่ในเวลานี้นางกลับมายืนหลบ
อยู่เบื้องหลังของเขา ด้วยเพราะเขามีร่างกายสูง
ใหญ่ ด้วยความสูงใหญ่นี้สามารถหลบบังสายตา
ของ มังกรประกายแสง ไม่ให้มองเห็นนางได้
” อย่าบอกนะว่า มังกรประกายแสง มาหานาง? ”
อู่ อวี้ คาดเดา
ระหว่างที่เขาครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่ภายในใจ ฉับพลันก็
ได้ยินเสียงคำรามดังก้องกังวานมาจากนครชั้นใน
เสียงคำรามนี้ทำให้ผู้คนทั่วทั้งนครถึงกับต้องสั่น
สะท้าน ผู้ที่จะเป็นเจ้าของเสียงคำรามนี้ได้ จะต้อง
เป็นคนที่มีความแข็งแกร่งอย่างน่าอัศจรรย์!
” ปีศาจตนใดกัน ? ถึงได้บังอาจมาก่อกวน นคร
จักรพรรดิเพลิง คงไม่อยากที่จะมีชีวิตอยู่ต่อเสีย
แล้วกระมัง ถึงได้มารนหาที่ตายเช่นนี้ ? ”
เมื่อหันกลับไปมองตามทิศทางที่มาของเสียง ซึ่งดัง
ก้องกังวาลมาจากเมืองชั้นใน ก็ปรากฏเป็นร่างของ
เงาดำทะมึนร่างหนึ่งลอยอยู่กลางเวหา พุ่งผ่านวง
เวทค่ายกลออกไปอย่างรวดเร็วฉับไว เพียงชั่ว
พริบตาเงาร่างนั้นก็มาปรากฏอยู่ตรงเบื้องหน้าของ
มังกรประกายแสง ณ บัดนี้การโจมตีของมังกร
ประกายแสงหยุดลงอย่างสมบูรณ์ อาการ
สั่นสะเทือนที่บังเกิดขึ้นไปทั่วทั้งเมือง ผนวกกับ
ความสับสนวุ่นวายอลหม่านของพลเมือง ก็ได้หยุด
ลงอย่างสมบูรณ์ด้วยเช่นเดียวกัน
” จอมจักรพรรดิออกมาจัดการด้วยตนเองแล้ว ” อู่
อวี้ ได้ยินขุนพลกล่าวเช่นนั้น
นั่นคือจอมจักรพรรดิ!
เมื่อมองไปยังร่างเงาดำนั้น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้แลเห็น
อย่างใกล้ชิดก็ตาม แต่ก็สามารถบอกได้ว่าความ
แข็งแกร่งของคนผู้นี้เป็นดังเช่นตำนาน อันที่จริง
การประลองแข่งขันที่เกิดขึ้นภายใน นครจักรพรรดิ
เพลิง มีน้องชายของเจ้านครเป็นผู้ดูแล ส่วนเจ้า
นครจักรพรรดิเพลิง เขามักไม่ค่อยปรากฏตัวให้
ผู้ใดพบเห็น เนื่องจากเป็นคนลึกลับอย่างยิ่ง
” ที่แท้เป็นเจ้านั่นเอง มังกรประกายแสง! ชีวิตของ
เจ้าของอยู่อย่างสุขสบายเสียจนเกินไป ถึงต้องรีบ
ร้อนมารนหาที่ตายยันที่นี่ ดี! ถ้าเช่นนั้นบิดาผู้นี้จะ
ช่วยสงเคราะห์ ถลกหนังดึงเส้นเอ็นของเจ้าออกให้
เอง จากนั้นข้าจะนำมันมาแขวนไว้หน้าประตูนคร
จักรพรรดิเพลิงของข้า ”
แม้ว่าเงาร่างดำทะมึนนั้นจะมีขนาดเล็กกว่า มังกร
ประกายแสง ทว่าเมื่อทั้งสองมาจับคู่กันนับว่า
สมน้ำสมเนื้อเป็นอย่างยิ่ง
แล้วในเวลานี้มังกรประกายแสง ได้กลายร่างเป็น
มนุษย์ซึ่งตัวทั่วทั้งร่างปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงสี
ดำทมิฬ เมื่อเริ่มเปล่งเสียงพูดออกมาก็พบว่าเสียง
ที่เปล่งออกมานั้น เป็นเสียงของสตรี!
ไม่คาดคิดว่ามังกรประกายแสงที่ดูดุร้ายอหังการ
จะกลับกลายเป็นมังกรเพศเมีย
นางกล่าวว่า ” ข้าต้องใช้วิธีนี้ท่านถึงจะยอม
ออกมาพบกับข้า ซึ่งมันก็จะช่วยให้ข้า
ประหยัดเวลาลงไปเยอะทีเดียว ช่างเถอะ…เรื่องนี้
หาใช่สำคัญ การที่อุตส่าห์ถ่อมาถึง นครจักรพรรดิ
เพลิง ของท่าน เป็นเพราะทราบว่าญาติของข้า
มังกรเทวะได้มาปรากฏตัวขึ้นที่นี่ ซึ่งท่านควรจะ
ปล่อยให้ข้าไปตามหา เพราะภายใน นคร
จักรพรรดิเพลิง ของท่านมีมังกรเทวะปะปนอยู่
ด้วย ”
แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น หลังจากจอม
จักรพรรดิได้ยินสิ่งที่นางกล่าว เขาก็เปล่งเสียง
หัวเราะออกมาอย่างอหังการ แล้วกล่าวว่า ” เจ้า
พล่ามคำเหลวไหลอันใดของเจ้า ประการแรกหาก
มีอะไรอยู่จริงอย่างที่เจ้าว่าภายใน นครจักรพรรดิ
เพลิง ข้าย่อมรู้ดีกว่าเจ้า ประการที่สอง เจ้าเป็น
แค่มังกรขี้แพ้ตัวหนึ่งเท่านั้น ส่วนอีกตนเป็นถึง
มังกรเทวะ ซึ่งก็เท่ากับว่าศักดิ์ฐานะของเจ้าเป็น
เพียงแค่สัตว์สวรรค์ มังกรเทวะต่างหากถึงจะถือ
เป็นมังกรที่แท้จริง เจ้าคงรู้สึกอัปยศในความจริง
ข้อนี้ จงอย่าได้กล่าววาจาเหลวไหลไร้สาระ มังกร
ประกายแสง ข้าอยากจะแนะนำเจ้าสักอย่างเพื่อ
เอาบุญ เจ้าควรเร่งรีบกลับไปซะ มาทางไหนจง
กลับไปทางนั้น เพราะพี่ชายของข้ากำลังออกจาก
การปิดด่านฝึกตน หากเจ้ายังกล้าโจมตีค่ายกล
ปั้องกันของ นครจักรพรรดิเพลิง อีกละก็ เจ้าเชื่อ
ไหมว่าสิ่งที่ข้ากล่าวออกไปมันจะเป็นจริง? พี่ชาย
ของข้าจะต้องสับเจ้าเป็นหมื่น ๆ ชิ้น โดยไม่มา
เสียเวลากล่าวาจาไร้สาระเช่นข้าอย่างแน่นอน ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ มังกรประกายแสง ก็ค่อนข้างขุ่น
เคืองใจแล้วนางก็กล่าวว่า ” ข้าไม่ได้ล้อเล่นกับ
ท่าน มีมังกรเทวะเช่นเดียวกับข้าอยู่ในนครของ
ท่าน อีกทั้งยังมีฝีมือแข็งแกร่งเหนือกว่าท่านด้วย
ข้าได้ทำการสังเกตตรวจสอบมาก่อนหน้านี้ว่ามี
มังกรเทวะได้เดินทางมาถึงทวีปแห่งทวยเทพแล้ว
เมื่อข้าพยายามตรวจสอบเจาะลึกลงไป ก็พบว่า
มังกรเทวะตัวนั้นอยู่ที่นี่ หลังจากเวลาผ่านไป ด้วย
ประสบการณ์อันล้ำลึกของนาง นางต้องรู้ถึงการ
ดำรงอยู่ของข้า ดังนั้นในเวลานี้นางจึงปิดบังตัวตน
ที่แท้จริง! หากท่านยังทำเป็นปากแข็งอยู่เช่นนี้
ภายภาคหน้าหากเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้น ไม่ว่าจะ
เรื่องใดก็ตามก็อย่ามาหาว่าข้าไม่เตือนก็แล้วกัน ก็
นะ… นี่มันนครจักรพรรดิเพลิงของท่าน หากมีเรื่อง
อันใดเกิดขึ้น มันก็ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับข้า!”
แล้วนางก็เปล่งเสียงหัวเราะเยาะออกมา พร้อมกับ
กล่าวเย้ยหยันว่า ” ถึงแม้ข้าจะถือว่าเป็นปีศาจ
อย่างไรเสียพวกเราก็ถือว่าเป็นเพื่อนบ้านกัน
เพราะพวกเราต่างก็อยู่ในทวีปแห่งทวยเทพ ซึ่ง
เป็นดินแดนเดียวกัน แต่ในขณะนี้มีคนนอกบุกรุก
เข้ามา ไม่สำคัญว่าจะเป็นมังกรเทวะหรือไม่ ท่าน
และ ข้าก็ต้องร่วมมือจัดการมันไม่ใช่หรือ? ”
แต่แล้วไม่คาดคิดว่า จอมจักรพรรดิจะเปล่งเสียง
หัวเราะดังก้องออกมา พร้อมกับกล่าวขึ้นด้วยเสียง
ดังอย่างไม่สบอารมณ์นัก ” จงรีบไสหัวกลับไปให้
ไว ใครไปเป็นเพื่อนบ้านกับหญิงแก่อย่างเจ้า นคร
จักรพรรดิเพลิงของเรามีการปั้องกันคุ้มภัยเป็น
อย่างดี ข้าหาได้ใส่ใจว่าผู้ใดจะไปจะมาในทวีปแห่ง
ทวยเทพ ข้ารู้ว่าที่เจ้ากล่าวมานั้นหมายถึงสิ่งใด
อย่าได้มาก่อความวุ่นวายกวนใจข้าอีก รีบไสหัว
กลับไปซะ! ”
เมื่อถูกตอกหน้ากลับมาเช่นนี้ มังกรประกายแสง ก็
โกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาในทันที บัดนี้ทั่งทั้งท้อง
นภาแผ่ปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธ
เกรี้ยวอันน่าสะพรึง เปลวเพลิงอันร้อนระอุกวาด
ผ่านโดยรอบ ห่อหุ้มเมฆเมฆาสีขาวบริสุทธิ์ ซึ่ง
บัดนี้เมฆาสีขาวบริสุทธิ์ได้แปรเปลี่ยนเป็นเปลว
เพลิงสีดำทมิฬ เผาผลาญเริ่มขยายวงกว้างเพิ่มขึ้น
เรื่อย ๆ
” จอมจักรพรรดิท่านไม่ฟังข้า หากนครของท่าน
ต้องประสบกับหายนะ มันก็เป็นเรื่องของท่านแล้ว
ท่านไม่ใช่มังกรอย่างพวกเรา หากนางคิดจะหลบ
ซ่อนปิดบังตัวตนที่แท้จริง การที่จะหาตัวนางพบ
ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ” ถ้อยคำกล่าวของมังกร
ประกายแสง ทำให้นครทั้งนครนั้นเงียบกริบอย่าง
สิ้นเชิง ผู้ฝึกตนตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว
ยามนี้จึงไม่มีผู้ใดกล้าบินขึ้นสู่ท้องเวหา
” ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับนครของเรา เหตุ
ใดเจ้าถึงต้องมาเป็นเดือดเป็นร้อนเช่นนี้ด้วย? การ
ที่เจ้าวิตกกังวลมากมายถึงเพียงนี้ อย่าบอกนะว่า
เจ้ากำลังตกหลุมรักข้าอยู่? ข้าคงจะต้องบอกเจ้าว่า
จงตัดใจเสียเถิด คนอย่างข้าจะรักกับสาวน้อย
ชั้นสูงเท่านั้น ไม่คิดเหลียวแลปีศาจแก่ ๆ อย่างเจ้า
หรอก” จอมจักรพรรดิกล่าวอย่างไม่แยแส พร้อม
กับเปล่งเสียงหัวเราะออกมาเสียงเย้ยหยันสะใจ
เมื่อได้ยินถ้อยคำพูดที่เสียดแทงจิตใจเช่นนี้
จักรพรรดิจู้ถึงกับขบฟันแน่น ร่างกายสั่นเทิ้มไป
ด้วยเพลิงโทสะ ดวงตาทั้งคู่สาดประกายเพลิงลุก
โชน แต่ด้วยเพราะที่นี่คืนนครจักรพรรดิเพลิง อีก
ทั้งเจ้านครก็เป็นผู้ส่งจอมจักรพรรดิให้ออกมาที่นี่
เป็นตัวแทน บวกกับนิสัยของบุรุษทั้งสองคนนี้ยัง
แปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง การที่นางรู้สึกวิตก
กังวลแล้วเร่งรีบมาแจ้งเตือนถึงที่นี่ แท้จริงแล้ว
กลับมิได้มีประโยชน์อันใด ฉะนั้นต่อให้โทสะของ
นางจะท่วมท้นมากเพียงใด แต่นางก็จำต้องระงับ
สะกดข่ม พร้อมกับเปล่งเสียงหัวเราะออกมาด้วย
น้ำเสียงเย็นเยียบ ” หึหึ! ข้าไม่เคยคิดเลยว่าจอม
จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ จะพูดจาได้ต่ำทรามหยาบช้า
เสมือนผู้ไร้ซึ่งการถูกอบรมสั่งสอนมาเช่นนี้ ไร้ซึ่ง
ความเป็นสุภาพบุรุษสมเช่นดั่งชายชาตรีแม้แต่
น้อย ช่างน่ารังเกียจเสียจริง ๆ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็รอให้
นครจักรพรรดิเพลิงเกิดหายยานะขึ้นเสียก่อน เมื่อ
ถึงครานั้นก็อย่ามาหาว่าข้าไม่เตือนก็แล้วกัน
เพราะนครของท่านสมควรได้รับแล้ว ”
หลังจาก มังกรประกายแสง ก็บินขึ้นไปเร้นกายอยู่
ท่ามกลางหมู่เมฆา แล้วร่างของนางก็ค่อย ๆ จาง
หายไปจากท้องนภา ทุกการกระทำของนาง
รวดเร็วปานสายฟั้า ในที่สุดนางก็หายไปในพริบตา
ราวกับไม่เกิดสิ่งใดขึ้นก่อนหน้านี้
มังกรประกายแสงจากไปแล้ว
แม้ว่าจะพูดคุยกันไม่เสียงดังเท่าไหร่นัก แต่ด้วย
เพราะรอบด้านไร้ซึ่งเสียงใด ๆ จึงทำให้คำพูดของ
พวกมันก็เหมือนดั่งจงใจให้ผู้อื่นใดล่วงรู้
ซึ่ง อู่ อวี้ ก็ได้ยินเสียงพูดคุยเหล่านั้นชัดเต็มสองรูหู
เนื่องจากหูของเขานั้นเฉียบคมเป็นอย่างยิ่ง
มังกรประกายแสงมุ่งหน้ามาที่ นครจักรพรรดิเพลิง
เนื่องจาก ลั่วผิน หลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ซึ่งเขาก็ไม่รู้
เช่นกันว่าจอมจักรพรรดิ จะเชื่อในสิ่งที่มังกร
ประกายแสงพูดหรือไม่? อู่ อวี้ ไม่ทราบ เขารู้เพียง
แค่ว่าในเวลานี้สีหน้าของ ลั่วผิน ดูน่าเกลียด
เล็กน้อย
” ผู้บัญชาการลั่วผิน ท่านคิดเหมือนข้าหรือไม่ว่า
มังกรประกายแสง นั่นน่าสะพรึงกลัวเสียจริง ๆ ?
ข้าผู้เคยพบเห็นมังกรประกายแสง กับ จอม
จักรพรรดิเป็นครั้งแรก พวกเขาทั้งสองข้างเหมือน
เป็นดั่งตำนานที่ยังมีชีวิต ไม่ใช่เพียงแค่ท่านเท่านั้น
แม้แต่ตัวข้าเองก็ยังตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง ” อู่
อวี้ หันหลังกลับไปมอง ด้วยเพราะเห็นว่าท่าทาง
แลความรู้สึกของนางไม่สู้ดี จึงพยายามหันเหความ
สนใจของนาง
” ใช่ ช่างน่าสะพรึงกลัวเสียจริง ๆ ”
ถึงแม้นางพูดคุยกับ อู่ อวี้ แต่แล้วเพียงไม่นานนาง
ก็กลับมาหดหู่ซึมเศร้าอีกครั้ง คาดว่านางคงกำลัง
ไตร่ตรองว่านางควรจะทำอย่างไรต่อไปดี ด้วย
เพราะนางไม่คาดคิดว่ามังกรประกายแสงจะมาถึง
ที่นี่ คาดว่าพลังอิทธิฤทธิ์ของนางที่สำแดงออกไป
จะทำให้มังกรประกายแสงตื่นตระหนกจนต้องมา
ที่นี่
ในเวลานี้ มังกรประกายแสง ได้จากไปแล้ว แต่
ผู้คนที่อยู่ภายในสนามรบโบราณยังคงอยู่ในอาการ
ตกตะลึง และ พูดคุยวิพากษ์วิจารณ์ หลังจากเวลา
ผันผ่านไปผู้คนก็เริ่มหันความสนใจกลับมายังการ
ประลองแข่งขันอีกครั้ง หลี่ ขู่ไห่ มองไปที่ อู่ อวี้
ด้วยสายตายั่วยุถากถาง จากนั้นมันก็กระโดดเข้าสู่
สนามรบโบราณ
อย่างไรก็ตาม จอมจักรพรรดิยังไม่ได้ไปไหน ฉะนั้น
ทุกผู้คนจึงแหงนหน้ามองเขา เพื่อดูว่าเขาจะ
กระทำสิ่งใดต่อไป หลายคนเพิ่งเคยพบเห็นเขาเป็น
ครั้งแรก ฉะนั้นภายจิตใจของพวกเขาจึงรู้สึก
เลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง ดวงตาเปล่งประกายแวววาว
จับจ้องมองด้วยความตั้งใจ
ทันใดนั้น จอมจักรพรรดิก็มองลงมายังทิศทางของ
สนามรบโบราณ ซึ่งจัดการแข่งขันอยู่ที่นี่
อู่ อวี้ รู้ได้ทันทีว่าในเวลานี้ ลั่วผิน รู้สึกกระวน
กระวายใจเป็นอย่างมาก แต่เขาเองก็คิดว่าถึงแม้
นางจะถูกจับได้ เมื่อถึงเวลานั้นนางคงจะเตรียมวิธี
ปั้องกันตัวเองเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
ตูมมมม!
ทันใดนั้นเองเงาดำทะมึน ก็มุ่งผ่านค่ายกลปั้องกัน
ของ นครจักรพรรดิเพลิง เข้ามา จากนั้นก็มา
ปรากฏตัวอยู่เหนือ สนามรบโบราณ บัดนี้จอม
จักรพรรดิได้มาอยู่ที่นี่แล้ว!
เมื่อเขาเข้ามาใกล้ อู่ อวี้ ก็เริ่มจับจ้องมองเฝั้า
สังเกตในทันที เขาคือชายที่มีร่างกายสูงใหญ่กำยำ
ความแข็งแกร่งทางด้านกายเนื้อไม่ได้ด้อยไปกว่า
หลี่ ขู่ไห่ เขานั้นเป็นเสมือนดั่งหมีดำร่างยักษ์ สวม
ใส่ชุดเกราะสีดำทมิฬตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทั่ว
ทั้งร่างของเขาล้วนเป็นสีดำ อู่ อวี้ ไม่ทราบว่า
เกราะเซียนเหยียนหวง ที่จอมจักรพรรดิสวมใส่อยู่
นั้นจะแข็งแกร่งขนาดไหน แต่ที่แน่ ๆ มันต้องเป็น
ศาสตราเต๋าชั้นเลิศ! หรือบางทีมันอาจจะเป็น
ศาสตราเต๋าวิถีแท้
เมื่อมองไปบนใบหน้าของเขาอีกครั้ง ใบหน้าของ
เขาเต็มไปด้วยหนวดเครา ดวงตาทั้งคู่ของเขาดำ
สนิทประดุจดั่งพยัคฆ์ สาดประกายสดใสหา
ได้เปรียบ หากไม่มีหนวดเคราผนวกกับบนใบหน้า
มีรอยบาดแผลของคมกระบี่ เขาก็คงดูหล่อเหลาไม่
น้อยเลยทีเดียว แน่นอนว่าหนวดเครานี้ทำให้เขา
ดูหยิ่งทะนง หยาบกระด้างเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังเปียม
ล้นไปด้วยความอหังการ และความก้าวร้าวดั้งเดิม
ของกฎแห่งปั่า
กล่าวได้ว่าจอมจักรพรรดินี้ เป็นผู้ที่มีรูปโฉมหล่อ
เหลาเป็นอย่างยิ่ง ทันใดนั้นทุกสุรเสียงก็เงียบกริบ
ไม่ว่าจะเป็นทหารของ กองทัพเซียนจักรพรรดิ
เพลิง ผู้ฝึกตนจากสี่คาบสมุทร หรือ ผู้รับชม ต่าง
พากันจ้องมองตำนานที่ยังมีชีวิตผู้นี้!
หากให้กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ผู้มีฝีมือแข็งแกร่ง
ที่ อู่ อวี้ เคยพบเห็นมาก็จะมี อสรพิษปา, เซียน
กระบี่เทียนจี, เซียนกระบี่กุ้ยหยาง, ในบรรดาคนที่
เอ่ยมา จอมจักรพรรดิ นั้นเป็นผู้มีฝีมือแข็งแกร่ง
มากที่สุด แรงกดดันที่ได้รับนับว่ามหาศาลอย่างยิ่ง
ทั้งดวงตาและจิตวิญญาณ แรงกดดันที่จอม
จักรพรรดิ์แผ่ออกมาเสมือนผ่านศึกสงครามมา
อย่างโชกโชน ประดุจดั่งเทพสงครามก็ว่าได้
ถึงแม้ว่าความเฉียบคมสง่างามจะไม่เท่ากับเซียน
กระบี่ แต่ก็ดู ดุดัน น่าประหวั่นพรั่นพรึงมากกว่า
นัก
กล่าวได้ว่าจอมจักรพรรดิ ปรากฏตัวให้ กองทัพ
จักรพรรดิเซียน ให้เห็นเป็นครั้งแรก
บัดนี้ขุนพลทั้ง 5 กับทหาร กองทัพเซียนจักรพรรดิ
เพลิง ทั้งหมดต่างคุกเข่าลงกับพื้นอย่างพร้อม
เพรียงกัน ” น้อมคารวะท่านจอมจักรพรรดิ!”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ