กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 426 : เตาอมตะไมมีวันดับสูญ
ในช่วงเวลานี้ อู่ อวี้ ถูกอัสนีบาตกลืนกินจนสิ้น!
หลังจากที่ อู่ อวี้ ตัดสินใจเผชิญหน้าต้านทานกับ
มันโดยตรง ราวกับว่าเขายังไม่ยินยอมรับความ
พ่ายแพ้ จึงเลือกวิธีใช้ความแข็งแกร่งอดทนเข้าสู้
กล่าวได้ว่าสำหรับผู้คนทั้งหมดแล้ว นี่เป็นการ
ตัดสินใจที่โง่เง่าสิ้นดี การฝืนดันทุรังต้านรับต่อไป
หาได้มีประโยชน์อันใดแม้แต่น้อย หากเขาตัดสินใจ
ยอมรับความพ่ายแพ้ เก็บรักษาความแข็งแกร่ง
เอาไว้ บางทีเมื่อเผชิญหน้ากับ ฉิน ฝูเหยา เขาอาจ
ก้าวเข้าสู่ 3 อันดับแรกก็เป็นได้
อันที่จริงแล้วตั้งแต่เริ่มต้น อู่ อวี้ คือผู้ที่อ่อนแอมาก
ที่สุดใน 4 ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด
ชั่วขณะนี้เอง อัสนีทมิฬบนสนามรบโบราณ ได้
แปรเปลี่ยนกลายเป็นดอกบุปผาอย่างสมบูรณ์ และ
อู่ อวี้ ซึ่งอยู่ตรงตำแหน่งใจกลางของบุปผาอัสนี
เขาได้สูญเสียวิสัยทัศน์และสัมผัสไปจนสิ้น สาย
อัสนีพิโรธฟาดผ่าลงมาอย่างไรสิ้นสุด ผู้คนแทบจะ
คิดกันแล้วว่า การต่อสู้ในครั้งนี้ได้จบสิ้นลงแล้ว
บางคนกล่าวขึ้นด้วยความรู้สึกเศร้าเสียใจว่า ” อู่
อวี้ ต้องตกอยู่ในสภาพอเนจอนาถ ได้รับบาดเจ็บ
สาหัสอย่างแน่นอน นอกจากนี้ เขาต้องใช้เวลาอีก
นานเท่าใดกว่าจะรักษาฟืนฟูกลับมาได้ ช่างน่า
เศร้ายิ่งนัก นี่อาจทำให้การบำเพ็ญตนของเขาต้อง
ล่าช้าออกไปอีกด้วย ถึงแม้ปรารถนาจะกลับไปซู
ซัน แต่มันก็เป็นแค่การรนหาที่กลับไปรับความ
อัปยศอีกครั้งเท่านั้น ”
บางคนก็คิดว่ามันเป็นแค่การเล่นตลกไร้สาระ
พร้อมกับกล่าวขึ้นว่า ” หนุ่มน้อยผู้นี้ช่างดื้อรั้นจน
น่าสะพรึงกลัว แต่มันก็เป็นแค่การกระทำที่โง่เขา
เพียงเท่านั้น ทั้ง ๆ รู้อย่างชัดเจนว่าตนนั้นหาใช่คู่
ต่อสู้ของฝั่ายตรงข้าม เหตุใดจึงต้องทำให้ตนเอง
เจ็บปวดทุกข์ทรมานด้วย นี่มันไม่ถูกต้อง ร่างกาย
ของเขาจะต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างแน่นอน
เพียงเพื่อชัยชนะครั้งเดียวถึงกับต้องยอมสูญเสีย
ทุกอย่างเลยงั้นรึ ”
เฉิน ฟูั่หยู ที่อยู่ทางฝังของนิกายเซียนซูซัน มิได้
เข้าร่วมวิพากษ์วิจารณ์กับกลุ่มฝูงชนด้วย อีกทั้ง
มันยังไม่สามารถกล่าวอะไรได้มากนัก อย่างไรก็
ตามมันกลับหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งแทน มัน
รู้สึกปิติยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เห็น อู่ อวี้ ตกอยู่ใน
สภาพเช่นนี้ ซึ่งมันหัวเราะจนแทบจะหยุดหายใจ
เลยทีเดียว
เสียงหัวเราะของมันดังจนผู้คนที่อยู่ภายนอกต้อง
หันมามอง และด้วยเหตุนี้มันทำให้พวกเขา
สามารถคาดเดาได้อย่างแจ่มแจ้ง ว่าแท้จริงแล้ว
นิกายเซียนซูซัน รังเกียจ อู่ อวี้ มากเพียงใด…
อันที่จริงแล้วพวกเขาทราบกันดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับ
ร่างกายของ อู่ อวี้ บ้าง แต่ก็มีเพียงสาวกหนุ่มสาว
ของซูซันที่แสดงออกเช่นนี้ ซึ่งนี่แสดงให้เห็นว่า
พวกมันไม่มีความเห็นอกเห็นใจหรือเมตตาปราณี
เลยแม้แต่น้อย คงกล่าวได้ว่านครจักรพรรดิเพลิง
นั้น เหมาะสมกับ อู่ อวี้ มากกว่านิกายเซียนซูซัน
อย่างเห็นได้ชัด
จนกระทั่งเวลานี้ การโจมตีจากอสนีบาตพิโรธก็
สิ้นสุดลง มู่หรง ซวี่ มั่นใจว่า อู่ อวี้ ได้ถูกทัณฑ์
สวรรค์ห้วงสมุทรอัสนีทมิฬของมันโจมตีเข้าใส่
อย่างจัง ไม่ต้องพูดถึง อู่ อวี้ แม้แต่ตัวของมันหาก
ถูกอัสนีทมิฬโจมตีเข้าใส่ ชีวิตที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง
ของมันต้องดับมอดลงอย่างแน่นอน ต่อให้มีเกราะ
เซียนเหยียนหวงปั้องกันเอาไว้อยู่ แต่ มู่หรง ซวี่ ก็
คาดการณ์ว่า อู่ อวี้ ต้องใช้เวลากว่าครึ่งปีถึงจะ
สามารถฟืนคืนความแข็งแกร่งกลับมาได้
มันทะยานเข้าไปในสายอัสนี ซึ่งในเวลานี้
สถานการณ์ของ อู่ อวี้ ไม่ชัดเจนนัก มันต้องรอให้
ขุนพลมู่หรงประกาศผล ถึงจะสามารถผ่อนคลาย
ได้อย่างสมบูรณ์
ภายในกระแสอัสนี มีควันสีดำลอยขึ้นมาจากทุก
หนแห่ง เมื่อผ่านกลุ่มควันเข้าไป มู่หรง ซวี่ แลเห็น
เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า ก่อนเป็นอันดับแรก เสาถูก
ปักเอาไว้บนพื้นดิน แสงสว่างสดใสของมันดู
เหมือนจะมืดสลัวลง ให้ความรู้สึกอ้างว้างอยู่
บางส่วน
และถัดไปจาก เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า มีคนผู้หนึ่ง
กำลังนั่งอยู่บนพื้น ร่างของเขาถูกไหม้เกรียม ราว
กับว่าถูกสายอัสนีย่างสดอย่างสิ้นเชิง พลังชีวิต
อ่อนแอเบาบางอย่างยิ่ง รูปลักษณ์ดูน่าเกลียดน่า
กลัว ผมเผ้าหายไปอย่างสิ้นเชิง ทั่วทั้งร่างปกคลุม
ไปด้วยบาดแผลมากมาย เห็นได้ชัดว่านี่คือ อู่ อวี้
ซึ่งเขาไม่สามารถหยุดยั้งอาการบาดเจ็บและความ
เสียหายอย่างรุนแรงจาก ทัณฑ์สวรรค์ห้วงสมุทร
อัสนีทมิฬ ได้
เมื่อ มู่หรง ซวี่ เห็น อู่ อวี้ อยู่ในสภาพนี้ มันก็ถอน
หายใจออกมาอย่างโล่งอก นี่แสดงให้เห็นอย่าง
ชัดเจนว่า ผลการต่อสู้ครั้งนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งมัน
จบลงด้วยความพ่ายแพ้ย่อยยับของ อู่ อวี้ ยามนี้
ขุนพลมู่หรงยังมิได้เห็นสภาพของ อู่ อวี้ ซึ่งถ้าเขา
แลเห็น คงได้ประกาศผลการประลองทันที
เมื่อ มู่หรง ซวี่ เห็น อู่ อวี้ ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ มัน
ก็อดหัวเราะขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ จากนั้นก็กล่าว
ขึ้นว่า ” อู่ อวี้ หน๋อ อู่ อวี้ ทำไมเจ้าถึงได้ดื้อรั้น
ปากแข็งเช่นนี้ ถ้าเจ้าเก็บรักษาความแข็งแกร่ง
เอาไว้ ก็ยังมีโอกาสเป็นไปได้ที่จะเข้าสู่ 3 อันดับ
แรก ครั้งนี้ข้าช่วยฝูเหยาเอาไว้จริง ๆ นางคงต้อง
ขอบคุณข้าหน่อยสักหน่อยแล้ว ”
เมื่อคิดว่า ฉิน ฝูเหยา จะมอบความรู้สึกดี ๆ ให้แก่
ตนเอง มันก็รู้สึกตื่นเต้นฮึกเหิมเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่า
มันจะไม่ได้แสดงออกมาอย่างชัดเจนนัก และมี
เพียงไม่กี่คนที่รู้ แต่อย่างน้อย ๆ คนในกลุ่มของ
พวกมันก็ทราบว่าจริง ๆ แล้วตัวของมันนั้นชอบ
พอใคร่ปรารถนาในตัวของ ฉิน ฝูเหยา เพียงแต่ว่า
มีผู้คนเกี้ยวพาราสีไล่ติดตาม ฉิน ฝูเหยา มากมาย
อีกทั้งท่าทีของนางที่แสดงออกกับตัวของมันยังไม่
ชัดเจนนัก
มู่หรง ซวี่ สะบัดแขนของมันเพื่อดับประกายอัสนี
โดยรอบ ๆ อีกทั้งยังปัดเปั่าฝุั่นควันให้กระจายตัว
ออกไป เพื่อให้ทุกคนได้แลเห็นสภาพของ อู่ อวี้
แต่ในชั่วพริบตานั้นเอง
มันก็แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาของตนเอง มันนึก
ว่าตนเองคิดผิด ทั้งยังรู้สึกว่านี่มันเหลือเชื่อเกินไป
เนื่องจากผู้ที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้า ทั่วทั้ง
ร่างไหม้ดำเป็นตอตะโก ทันใดนั้นก็ลืมตาขึ้น!
ดวงตาคู่นั้นเสมือนดั่งดวงตะวันสองดวง ซึ่งปรากฏ
อยู่ท่ามกลางความมืดมิดยามราตรีอย่างฉับพลัน
เผาผลาญทิ่มแทงเขาใส่ดวงตาของ มู่หรง ซวี่ ใน
ชั่วพริบตา!
ดวงตาของ อู่ อวี้ ส่องประกายเจิดจ้า เสมือนกับ
ว่าเขามิได้รับบาดเจ็บใด ๆ แม้แต่น้อย!
ในช่วงเวลานี้เอง เขาได้ทำสิ่งที่น่าเหลือเชื่อให้
บังเกิดขึ้น นั่นคือ ร่างที่ไหม้ดำเป็นตอตะโกของ อู่
อวี้ จู่ ๆ ก็ทะยานขึ้นมาอย่างฉับพลัน พร้อมทั้งดึง
เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า ออกมาในชั่วพริบตา ทั่วทั้ง
ร่างปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงทองคำลุกโหม
กระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง มู่หรง ซวี่ พยายามจะตอบ
โต้ แต่ดูเหมือนว่าจะสายเกินไปแล้ว
ผู้คนต่างพูดคุยหัวเราะกันอย่างผ่อนคลาย เมื่อ
หมอกควันเริ่มกระจายตัวออกไป ท่ามกลางความ
เลือนราง ผู้คนก็สามารถแลเห็นร่างที่ไหม้ดำเป็น
ตอตะโกของ อู่ อวี้ กับ มู่หรง ซวี่ ที่กำลังยืนอยู่
หลายคนอดหัวเราะในความโง่เขลาของ อู่ อวี้
อย่างช่วยไม่ได้ เยาะเย้ยเขาที่สูญเสียโอกาสในการ
เข้าสู่สามอันดับแรก แต่ในช่วงเวลานั้นเอง พลัง
ชีวิตที่แสนอ่อนแอ และ ร่างที่ไหม้ดำเป็นตอตะโก
ได้ระเบิดพลังอันมหาศาลออกมาในชั่วพริบตา ทั่ว
ทั้งร่างของเขาส่องประกายแสงสีทองเจิดจ้า
ออกมาอีกครั้ง!
” เวทจักรพรรดิหวงผ่าปฐพี! ”
เสาถูกฟาดออกไป ถึงแม้ มู่หรง ซวี่ จะพยายาม
หลบเลี่ยงอย่างรวดเร็ว ทว่าเสาก็ยังคงกรีดผ่าน
กระแสสายฟั้าทั้งปวง อย่างมิอาจหยุดยั้งการโจมตี
อันน่าสะพรึงกลัวรุนแรงของ อู่ อวี้ ได้ เพียงชั่ว
พริบตา เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า ก็อัดกระแทกเข้าใส่
ร่างของมัน มู่หรง ซวี่ กระเด็นถอยไปเบื้องหลัง
พร้อมกับส่งเสียงครวญครางออกมาอย่างเจ็บปวด
โลหิตของมันสาดกระเซ็นไปทั่วทุกทิศทาง!
” อู่ อวี้ ” มู่หรง ซวี่ กรีดร้อง
ตูมตูมตูม!!!
หากมองอย่างใกล้ชิด จะสามารถแลเห็นได้ว่า อู่
อวี้ นั้นดูประดุจดังปีศาจ ถึงแม้กระบี่ผสานอัสนีจะ
อยู่ในมือของ มู่หรง ซวี่ แต่ อู่ อวี้ ก็ฟาดเสาเข้าใส่
ร่างของมันจนกระเด็นลอยออกไปในชั่วพริบตา
หลังจากนั้น ร่างที่ไหม้ดำเป็นตอตะโกของ อู่ อวี้ ก็
กระหน่ำโจมตีเข้าใส่ร่างของ มู่หรง ซวี่ อย่างบ้า
คลั่ง ความเร็วของเขาน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง เพียง
ช่วงสั้น ๆ เสาก็ถูกฟาดอัดกระแทกเข้าใส่ร่างของ
มู่หรง ซวี่ นับร้อยครั้ง จนกระดูกทั่วทั้งร่างของมัน
แตกเป็นเสี่ยง ๆ ดวงตาของ มู่หรง ซวี่ เบิกกว้าง
ร่างของมันลอยกระเด็นอัดกระแทกลงสู่พื้น ในช่วง
เวลานี้มันก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ …
โดยไม่ต้องกล่าวถึงผู้อื่น แม้แต่ตัวมันเองยังไม่
อยากจะเชื่อ
ภาพเบื้องหน้า สร้างความประหลาดใจให้แก่ทุก
ผู้คนที่ได้พบเห็น ร่างของ อู่ อวี้ ไหม้เกรียมราวกับ
ซากศพ ทันใดนั้นก็ทะยานขึ้นมาในชั่วพริบตา เขา
ลงมืออย่างรวดเร็วดุดัน หลังจากเข้าประชิดตัว อู่
อวี้ ก็ทำให้มันสูญเสียโอกาสไปในทันที มู่หรง ซวี่
ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้กลับไป ทุกผู้คนสามารถ
มองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เพียงช่วงสั้น ๆ อู่ อวี้
แทบจะบดขยี้ความสามารถในการเคลื่อนไหวของ
มู่หรง ซวี อย่างสิ้นเชิง เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า ตวัด
ฟาดเขาใส่ร่างของ มู่หรง ซวี่ เข้าอย่างจัง ส่งผล
ให้เสียงกระดูกแตกร้าวภายในร่างของมันดังสนั่น
จนทุกคนได้ยินอย่างชัดเจน
ขุนพลมู่หรง ถึงกลับเปลือกตากระตุก ถ้าไม่ใช่
เพราะว่า มู่หรง ซวี่ ไม่ทันได้ตั้งตัว คาดว่ามัน
จะต้องปิดกั้นการโจมตีนี้ได้อย่างแน่นอน
หลังจากถูกโจมตี มู่หรง ซวี่ ก็ล้มลงทันที อู่ อวี้ ยืน
ตระหง่านย่างที่ไหม้เกรียมในมือถือจับ เสาเหยียน
หวงเบิกฟั้า จิตใจของเขาว่างเปล่าเหม่อมองทุก
สรรพสิ่งที่บังเกิดขึ้น
ไม่ใช่เพียงแค่เขาเท่านั้น แต่ผู้คนที่อยู่รอบ ๆ ก็เป็น
เช่นเดียวกัน ระหว่างที่ผู้คนคนร่วมแสดงความ
ยินดีกับ มู่หรง ซวี่ ทันใดนั้นทุกอย่างก็กลับ
ตาลปัตร สิ่งที่เกิดขึ้นช่างน่ามหัศจรรย์อย่างยิ่ง …
อันที่จริงแล้วหาได้มีอะไรมาก อู่ อวี้ ใช้กายาเพชร
อมตะสนับสนุนในการโจมตีฝั่ายตรงข้าม จึงทำให้
การโจมตีที่ปล่อยออกไปนั้นหนักหน่วงอย่างยิ่ง ใน
เวลานี้ทั่วทั้งสรรพางค์กายเสมือนแตกละเอียดเป็น
เสี่ยง ๆ ผลพวงนี้บังเกิดจากเขาใช้ เคล็ดระเบิด
พลังคลั่งเผด็จศึก มู่หรง ซวี่ จนพ่ายแพ้ ซึ่งมันทำ
ให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสรุนแรงมากยิ่งขึ้น เป็น
เรื่องยากที่เขาจะต่อสู้ได้อีกครั้ง
หากให้กล่าว นับตั้งแต่เขาได้ครอบครอง กายา
เพชรอมตะ มาจนถึงปัจจุบัน เขายังไม่เคยได้รับ
บาดเจ็บสาหัสมากมายเช่นนี้มาก่อน นอกจากนี้
เขายังเพิ่งเคยสัมผัสกับความรู้สึกนี้เป็นครั้งแรกอีก
ด้วย
การต้องติดอยู่ภายใน ทัณฑ์สวรรค์ห้วงสมุทรอัสนี
ทมิฬ ไม่ต่างอะไรกับการถูกย่างสดจนตกตาย
อย่างน้อยที่สุดเลือดเนื้อทั่วทั้งร่างของ อู่ อวี้ ก็
แปรเปลี่ยนกลายเป็นเนื้อเสียหมดแล้ว ซึ่ง
จำเป็นต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าจะฟืน
คืนกลับมาได้ การที่เขาสามารถยืนอยู่ได้นี้มันเหลือ
เพียงลมหายใจและแรงใจเท่านั้น แต่อย่างน้อย ๆ
เขาก็ยังยืนหยัดอยู่ ส่วน มู่หรง ซวี่ ตอนนี้แทบจะ
ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้แล้ว
ถึงแม้ในเวลานี้ อู่ อวี้ เขาจะได้รับบาดเจ็บสาหัส
อีกครั้ง แต่อย่างน้อยเขาก็ยังมีชีวิตอยู่
ในช่วงเวลาเป็นตาย เขาก็ยังตัดสินใจที่จะก้าวเดิน
ไปต่อ
แน่นอนว่า กายาเพชรอมตะ เป็นส่วนหนึ่งในวิถี
เต๋าของเขา เขาได้ประเมินความแข็งแกร่ง กายา
เพชรอมตะ ของตนต่ำไป ด้วยร่างกายนี้ หาก
สามารถทำให้ มู่หรง ซวี่ ได้รับบาดเจ็บสาหัส
เช่นเดียวกับตัวเขา เขาก็จะสามารถลุกขึ้นยืนหยัด
โจมตีเข้าใส่ มู่ หรง ซวี่ ได้โดยไม่ได้รับการโต้ตอบ
นี่คือข้อดีของการมีกายเนื้อแข็งแกร่ง คำกล่าวที่ว่า
ร่างกายนี้จะไม่มีวันตาย จะไม่มีวันถูกทำลาย ไม่ใช่
เป็นเพียงแค่คำพูดขบขัน
ถึงแม้จะดูเหมือนว่าเรื่องนี้ช่างง่ายดายอย่างยิ่ง แต่
ในระหว่างที่เขาทนแบกรับพลังทำลายล้างอันน่า
สะพรึงกลัวจาก ทัณฑ์สวรรค์ห้วงสมุทรอัสนีทมิฬ
อู่ อวี้ รู้สึกว่ามันช่างเป็นความทรงจำน่า
สะพรึงกลัวอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามถ้าให้เลือก
เขาก็จะทำเช่นนี้อีกครั้ง
เพราะในเวลานี้ เขาจะพ่ายแพ้ไม่ได้เด็ดขาด
ไม่เพียงแค่คำมั่นสัญญาที่มีต่อจอมจักรพรรดิ แต่
เขาจะต้องแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเก่า และจะไม่มีวัน
ย่อท้อยอมแพ้ต่อเส้นทางแห่งเต๋าเด็ดขาด
การที่เขาใช้กายเนื้อทนแบกรับ ทัณฑ์สวรรค์ห้วง
สมุทรอัสนีทมิฬ ทำให้เลือดเนื้อของ อู่ อวี้ ถูกแผด
เผาจนดำเป็นตอตะโก แต่เนื่องจากเขามีกระดูก
และ เส้นชีพจรทองคำ ผนวกกับกายาเพชรอมตะ
ซึ่งมีความแข็งแกร่งทนทานเป็นอย่างยิ่ง ทำให้เขา
ถูกเผาไหม้จนสุกเกรียมเพียงแค่ผิวหนังชั้นนอก
เท่านั้น
ตอนนี้เขายังคงยืนหยัดอยู่ได้ ด้วยเจตจำนงอันน่า
สะพรึงกลัว ถึงแม้เขาจะได้รับชัยชนะ แต่ก็ได้
ความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ซึ่งจนบัดนี้ความ
เจ็บปวดนั้นก็ยังคงไม่หายไป
แม้จะใช้เวลานานนับเดือนในการพักรักษาตัว แต่
สภาพของเขาก็ยังไม่ฟืนฟูกลับสู่สภาพเดิมได้
เขาพยายามกัดฟันทนชักกระบี่จอมราชันย์ออกมา
จากนั้นก็จ่อไปที่หัวใจของ มู่หรง ซวี่ แล้วเงยหน้า
ขึ้นมองขุนพลมู่หรง พร้อมกล่าวว่า ” ท่านขุนพล
จากสภาพของเขาในตอนนี้ข้าสามารถสังหารเขา
ทิ้งได้เลย ต้องขออภัย… ข้าเป็นผู้ชนะแล้วใช่
หรือไม่ ? ”
คำถามนี้ของเขา ทำให้ผู้คนหลายล้านคนหอบ
หายใจถี่รัว รู้สึกหนาวเย็นไปจนถึงไขสันหลัง
ถึงแม้ ขุนพลมู่หรง จะเป็นผู้กว้างขวางมี
ประสบการณ์โชกโชนมานับไม่ถ้วน เขายังรู้สึก
สะพรึงกลัวในขีดจำกัดที่เกินมนุษย์มนาของ อู่ อวี้
สิ่งที่เกิดขึ้นมันยากที่จะยอมรับได้ เนื่องจากบุตร
คนสำคัญของเขากลายเป็นฝั่ายพ่ายแพ้ จึงทำให้
เขารู้สึกมีโทสะประดุจดั่งมีเพลิงลาวาแผดเผาอยู่
ในอก ขุนพลมู่หรง กัดฟันแน่นแล้วกล่าวว่า ” อู่
อวี้ ไฉนเจ้าถึงใช้ลูกไม้น่ารังเกียจเช่นนี้? ”
อู่ อวี้ รู้สึกประหลาดใจ จากนั้นเขาก็กล่าวว่า ”
โดยทั่วไปแล้ว ข้ายอมรับว่าข้าไม่สามารถจัดการ
กับ ทัณฑ์สวรรค์ห้วงสมุทรอัสนีทมิฬ ดังนั้นข้าจึง
ต้องพึ่งพากายเนื้อ และ เจตจำนงของตนเอง ใช้
ความแข็งแกร่งทั้งหมดทนแบกรับเอาไว้ให้ได้
จากนั้นก็รอโอกาสโจมตีโต้กลับไปในช่วงอึดใจ แต่
ท่านกลับบอกว่านี่คือวิธีน่ารังเกียจ ที่ทำให้ข้า
เอาชนะเขาได้เช่นนั้นรึ? ”
เมื่อขุนพลมู่หรง ได้ยินคำตอบเช่นนี้เขาก็ถึงกับพูด
ไม่ออก
ด้วยเพราะ อู่ อวี้ คนเปิดเผยเที่ยงตรงอย่างยิ่ง อีก
อย่างในช่วงเวลาสุดท้าย มู่หรง ซวี่ ก็ผ่อนคลายไม่
ระมัดระวังตัวด้วยบางส่วน แต่ใครบ้างไม่เคยใช้
เล่ห์เหลี่ยมในสงคราม ในโลกแห่งผู้ฝึกตน ซึ่งเปียม
ล้นไปด้วยสงครามที่ต้องต่อสู้ดิ้นรน แล้วผู้ใดจะไม่
ค่อยต่อสู้อย่างเที่ยงธรรมตรงไปตรงมากับท่าน?
ขุนพลกู่ที่อยู่ถัดออกไปกล่าวขึ้นว่า ” ขุนพลมู่หรง
ผลแพ้ชนะออกมาชัดเจนแล้ว ประกาศไปเสียเถอะ
อย่าให้ผู้อื่นมาหัวเราะเยาะเราได้ ”
มีผู้คนจำนวนมาก กังวลเกี่ยวกับการตัดสินอย่าง
เที่ยงตรงในสงครามเหยียน ซึ่งก็แน่นอนว่า
ขุนพลมู่หรงไม่อาจลำเอียงได้ ในเวลานี้ขุนพลมู่
หรงจึงรู้สึกหดหู่ในหัวใจ เขาสะบัดชายเสื้อแล้ว
กล่าวขึ้นว่า ” การแข่งขันในรอบนี้ อู่ อวี้ เป็นฝั่าย
ชนะ คู่ต่อไปที่จะประลองแย่งชิงอันดับ 3 อีก 2
วันข้างหน้าก็คือ มู่หรง ซวี่ กับ ฉิน ฝูเหยา ”
คำตัดสินชี้ขาดเป็นอันสิ้นสุด
การประลองในรอบนี้ อู่ อวี้ คว้าชัยชนะมาจาก มู่
หรง ซวี่ อย่างน่าอัศจรรย์
ทุกผู้คนจ้องมองลงไปบนร่างที่ไหม้เกรียม ด้วย
ความตกตะลึง สภาพของเขาในตอนนี้น่าเกลียดน่า
กลัวจนสุดจะบรรยาย เห็นได้ชัดว่าทุกผู้คน ต่างคิด
ขึ้นมาว่าเหตุใด อู่ อวี้ ถึงได้มีเจตจำนงอันน่า
สะพรึงกลัวเช่นนี้ เขานั้นเป็นมนุษย์จริง ๆ ใช่
หรือไม่?
บัดนี้ผลแพ้ชนะเป็นที่ชัดเจน ทุกผู้คนต่างเป็น
พยานรับรู้ได้ว่าการประลองครั้งนี้ อู่ อวี้ คว้าชัย
ชนะมาได้ในที่สุด
กายเนื้ออันแข็งแกร่งทนทานเป็นส่วนหนึ่ง ความ
อดทนอดกลั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง ความหลักแหลมของ
สติปัญญาก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่น่ากลัวมากยิ่ง
กว่าที่กล่าวมานั่นก็คือ เจตจำนงอันแรงกล้า ความ
พากเพียรตั้งมั่น มันเป็นสิ่งที่อยู่ในตัวของ อู่ อวี้
ซึ่งเหล่าผู้คนสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน
ตัวตนลักษณะนิสัยของเขาน่าประหวั่นพรั่นพรึง
เสียยิ่งกว่าความสามารถที่แท้จริงของเขาเสียอีก
จากข้อพิสูจน์นี้ ยังจะมีผู้ใดหาญกล้าพูดอีกเล่า ว่า
เขาไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะขึ้นเป็น 3 อันดับ
แรก ?
สำหรับในเวลานี้เป็นที่แน่นอนแล้วว่า จอม
จักรพรรดิต้องปฏิบัติตามสัญญาที่ให้ไว้แก่เขา
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ทางฝังของ นิกาย
เซียนซูซัน จอมกระบี่ชื่ออิงที่เพิ่งย้อนกลับมาได้ไม่
นาน สีหน้าของมันก็ต้องหมองคล้ำลงอย่างทันตา
เห็น ถ้าให้กล่าวตามสัตย์จริงในเวลานี้มันอยากจะ
สังหาร อู่ อวี้ ทิ้งเป็นร้อย ๆ ครั้งถึงจะสาแก่ใจ
เมื่อหันกลับไปมองบุตรชายของมัน และ คนหนุ่ม
สาวของซูซัน สีหน้าของพวกมันหมองคล้ำสลดหด
หู่อย่างที่สุด ขณะจ้องมองไปทาง อู่ อวี้ ด้วย
สายตาที่แฝงไปด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด …
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ