กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 432 : ผลพวงจากทัณฑสวรรค
อู่ อวี้ ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดนางถึงปฏิเสธ นาง
มาที่นี่ก็เพื่อค้นหาบางสิ่งบางอย่างมิใช่หรือ ?
ไม่เช่นนั้น นางยอมเสี่ยงลงแข่งขันในสงครามเห
ยียน ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตัวตนของนางอาจจะถูกเปิดเผย
จนในที่สุดก็ได้มาถึงที่นี่ ซึ่งมันคือการต่อสู้กับ
วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง จะบอกว่า
เพียงเพื่อยกระดับพัฒนาฝีมือของตนเองเช่นนั้นน่ะ
เหรอ …
เป็นไปไม่ได้
อู่ อวี้ ครุ่นคิดไตร่ตรองเกี่ยวกับเรื่องนี้ ด้วยเพราะ
อีกฝั่ายจะมีเปั้าหมายเช่นเดียวกับตนเองจริงน่ะ
หรือ เมื่อนางยืนกรานเช่นนี้เขาก็ไม่อาจทำอันใดได้
อีก แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ส่งผลกระทบต่อการฝึกฝนบ่ม
เพาะของตนเอง
ดังนั้นเขาจึงพยักหน้า ทั้งสองคนได้สวมชุด เกราะ
เซียนเหยียนหวง ผู้หนึ่งดูสูงส่งองอาจ ส่วนอีกพวก
หนึ่งสง่างามสงบนิ่งน่าเกรงขาม ทั้งสองอยู่
ท่ามกลางพายุทรายพุ่งทะยานไปข้างหน้า
พายุทรายพัดกรรโชกโหมกระหน่ำรุนแรงอยู่
โดยรอบ มีเสียงคำรามดุร้ายดังขึ้นอยู่ตลอดเวลา
ก้อนกรวดเม็ดทรายสาดกระทบบาดใบหน้า ทำให้
พวกเขารู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อย
เมื่อเหลือบมองไปทาง ลั่วผิน เส้นผมสีขาวยาว
สลวยของนาง ซึ่งอยู่ภายใต้หมวกเกราะ โบกปลิว
พริ้วปลิวไสวตามลมกรรโชกแรงโหมกระหน่ำ แผ่
สยายไปทั่วทั้งท้องนภา ภาพที่เห็นช่างดูงดงาม
เจริญตาอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ สังเกตเห็นว่า ลั่วผิน กำลัง
มองหาบางสิ่งบางอย่างอยู่ ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจน
ว่าวัตถุประสงค์ของนางไม่ใช่การต่อสู้กับ วิญญาณ
บรรพกาลจักรพรรดิเพลิง นางสอดส่ายสายตามอง
ไปรอบ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนางมองลงไปที่
พื้น ดูเหมือนว่านางพยายามมองอย่างละเอียด
เหมือนกับกำลังค้นหาสิ่งที่เคยมีมาก่อนหน้านี้
อู่ อวี้ ก้าวถอยหลัง แล้วปล่อยให้นางเป็นผู้นำทาง
แทน ด้วยวิธีนี้จะทำให้นาง สามารถควบคุม
ตำแหน่งที่นางกำลังค้นหาได้ ส่วน อู่ อวี้ แค่กำลัง
รอคอย วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง ฉะนั้น
จึงไม่มีความล่าช้าใด ๆ
กลิ่นอายพลังฟั้าดินอันเก่าแก่โบราณของที่นี่
หนาแน่นเป็นอย่างมาก ซึ่งดูเหมือนว่าจะเข้มข้น
เป็นพิเศษ หากลงนั่งกรรมฐานฝึกฝนบ่มเพาะยัง
พื้นดินด้านล่าง อันที่จริงนับเป็นผลดีแก่เขาอย่าง
มาก นอกจาก วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง
แล้ว ก็ไม่มีสิ่งอื่นมาก่อกวนให้วุ่นวายรำคาญใจ
ดูเหมือนว่าเจ้านครจะกล่าวว่า นอกเหนือจาก
วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง ท่านไม่อาจ
รับประกันได้ว่าจะมีสิ่งอื่นอีกหรือไม่ ซึ่งถ้าหากว่า
ผู้ใดบังเอิญพบเจอเข้า ก็ให้แก้ไขปัญหาด้วยตนเอง
แต่โอกาสได้พบเจอสิ่งอื่นก็นับว่าน้อยมาก
ท่ามกลางเส้นทางที่ลัดเลาะคดเคี้ยว ในที่สุดพวก
เขาก็ได้มาถึงจุดหมาย ซึ่งอยู่ห่างไกลจากเมือง
โบราณมาก ในตำแหน่งที่เขาอยู่ไม่สามารถ
มองเห็นเมืองโบราณได้ ซึ่งก็เท่ากับว่า ลั่วผิน พ้น
หูพ้นตาของเจ้านครแล้ว ทันทีที่ออกมานางก็รีบ
ออกเดินทางอย่างเร่งรีบ ระหว่างการเดินทางนั้น
ไม่ค่อยได้พูดคุยกับ อู่ อวี้ มากนัก ด้วยเพราะนาง
ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการมองหาบางสิ่ง
” ดูเหมือนว่าจริง ๆ แล้ว วิญญาณบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิง มีไม่มากนัก ข้าหามันมาตั้งนาน
แล้ว แต่ก็ยังไม่พบเจอเลยซักตน ” อู่ อวี้ แสร้ง
เป็นว่าตนเองกำลังมองหา วิญญาณบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิง
” จริงอย่างที่ท่านว่า ” ลั่วผิน พยักหน้าแล้วกล่าว
ว่า ” ถ้าท่านรู้สึกเหนื่อยล้าอยากจะหยุดพัก ก็
ขอให้รีบบอกข้าได้เลย ”
“ตกลง”
การสื่อสารกับนางค่อนข้างสะดวก และ เข้าใจง่าย
โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เน้นที่ใจความสำคัญ เรื่อง
เหลวไหลไร้สาระนั้นน้อยมาก
หลังจากเวลาล่วงเลยผ่านไปประมาณครึ่งวัน นาง
ยังคนค้นหาพื้นที่เปั้าหมายต่อไป ซึ่ง อู่ อวี้ ก็กำลัง
ติดตามนางอยู่เบื้องหลัง แลคิดถึงการต่อสู้ครั้งแรก
กับ วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง ทันใดนั้น
นางก็ชะงักฝีเท้าลง
ตูมมมมม!
ฉับพลันก็มีพลังมหาศาลระเบิดขึ้นมาจากร่างของ
นาง จนผลัก อู่ อวี้ กระเด็นลอยออกไปไกลเมื่อ
พลังนั้นปะทะเข้าใส่
” เกิดอะไรขึ้น!? ” อู่ อวี้ ค่อย ๆ ปรับความสมดุล
ของร่างกาย จากนั้นเขาก็พยายามเพ่งมองอย่าง
พินิจพิเคราะห์ ซึ่งในเวลานี้ ลั่วผิน ได้ลงไป
นั่งขัดสมาธิกับพื้นแล้ว เขาหมุนรอบตัวนางสำรวจ
ความเสียหาย พบว่าตรงส่วนมุมด้านล่างของ
หมวกเกราะมีโลหิตไหลย้อยออกมา และดู
เหมือนว่ายามนี้นางกำลังควบคุมพลังจากเพลิง
โทสะอันเกรี้ยวกราดอย่างมหาศาลเอาไว้ ทำให้
เลือดเนื้อหดตัวลง แม้กระทั่งดวงตาคู่สีฟั้าครามยัง
บ่งบอกว่าในเวลานี้สติของนางในขาดผึงไปอย่าง
สิ้นเชิง
จากอาการที่แสดงออกของ ลั่วผิน จงบอกว่านาง
กำลังเจ็บปวดเป็นอย่างมาก แต่นางก็ยังคงยืนหยัด
กัดฟันสู้ต่อไป
” นางน่าจะได้รับบาดเจ็บจากทัณฑ์สวรรค์
นับตั้งแต่บัดนั้นอาการบาดเจ็บภายในร่างของนาง
ก็ยังคงอยู่ และจะกำเริบขึ้นเป็นครั้งคราว นี่คงเป็น
สาเหตุที่ทำให้นางต้องดั้นด้นมาที่นี่ เพื่อค้นหาบาง
สิ่งบางอย่าง ” หมิงซวงกล่าว
” ให้ข้าช่วยไหม ? ” เมื่อเห็นนางเจ็บปวดจาก
อาการบาดเจ็บ อู่ อวี้ จึงรีบเร่งเข้าไปไต่ถาม เส้น
ผมสีขาวยาวสยายยังคงพริ้วไหวปลิดปลิวตาม
กระแสสายลม เมื่อเห็นนางเป็นเช่นนี้ภายในจิตใจ
ของเขาส่วนหนึ่งรู้สึกเจ็บปวดเสียใจไม่น้อย
” พูดจาเหลวไหล น้ำหน้าอย่างเจ้าจะมีปัญญาช่วย
อะไรนางได้ เจ้ามันเป็นแค่ไอ้ไก่อ่อน ” หมิงซวง
ยืนกอดอกพร้อมกับมองเขาด้วยสายตาดูถูก
อู่ อวี้ รู้ว่าตนเองไร้ซึ่งทางเลือก จึงต้องยืนคุ้มกัน
อยู่ข้างกายนาง รอคอยให้นางรอดพ้นจากภัยพิบัติ
ครั้งนี้ ด้วยเพราะเหตุนี้นางถึงรีบร้อนออกมาจาก
เมืองโบราณ คาดว่านางคงจะมีชีวิตอยู่รอดได้อีก
เพียงแค่น้อยนิด
เพียงแค่เห็นท่าทางแสดงความเจ็บปวดของนาง
ทำให้เขาล่วงรู้ได้ว่า นางเคยผ่านประสบการณ์
เช่นเดียวกันนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
“อึก … ” ลั่วผิน กระซิกออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่ว
เบาคลุมเครือ แท้จริงแล้วในขณะนี้พลังอำนาจ
ภายในร่างของนาง กำลังปะทุขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง
แต่นางพยายามสะกดของความแข็งแกร่งนี้เอาไว้
เพื่อไม่ให้เจ้านครได้ล่วงรู้
แววตาของนางค่อย ๆ อ่อนสลัวลง ดูอ่อนแอ ไร้
ซึ่งอำนาจ ช่างน่าสงสารเสียจริง ๆ บัดนี้หัวใจของ
อู่ อวี้ ค่อนข้างสับสน เขารู้สึกว่านางถือกำเนิดเกิด
มา ด้วยมีหน้าตาละเอียดอ่อนน่ารัก ครั้นเมื่อเห็น
ว่านาง ต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดเช่นนี้
เขาก็รู้สึกสงสารนางขึ้นมาอย่างจับใจ
ในช่วงเวลาคับขันเช่นนี้ วิญญาณบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิง ที่ อู่ อวี้ เฝั้ารอคอยมาเนิ่นนานก็
ดันปรากฏตัวขึ้น!
เขาอยู่ท่ามกลางทรายสีเหลืองอำพัน อู่ อวี้ รีบกาง
ม่านคุ้มกันกำบังให้ ลั่วผิน สามารถรักษาฟืนฟู
ร่างกายของตนเองได้ ซึ่งในเวลานี้เองเขาก็สัมผัส
ได้ถึงภัยคุกคามที่พุ่งขึ้นมาอย่างฉับพลันอีกครั้ง
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าเบื้องหน้ามีคนผู้
หนึ่งยืนอยู่คนผู้นี้สวมใส่ชุด เกราะเซียนเหยียนหวง
ภายในมือถือง้าวชำรุด ๆ อยู่ด้ามหนึ่ง มันคือง้าวที่
ดูเป็นเพียงแค่เศษเหล็กเท่านั้น แต่เศษเหล็กที่ว่านี้
กลับมีชั้นรังสีเหลืองอำพันห่อหุ้ม จึงทำให้มันดูทรง
พลังเป็นอย่างยิ่ง
อู่ อวี้ รู้ได้อย่างชัดเจนว่า ฝั่ายตรงข้ามมันมีฝีมือ
แข็งแกร่งยิ่งนัก ต่อให้ไม่มีอาวุธอยู่ในมือก็ตาม
ที่สำคัญคือ นี่เป็นเพียงตนแรกเท่านั้น! ทิศทางอื่น
ท่ามกลางพายุทรายโหมกระหน่ำ วิญญาณบรรพ
กาลจักรพรรดิเพลิง ปรากฏกายขึ้นมาอีกตัว
วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง ตัวนี้เป็นโครง
กระดูกที่มีขนาดใหญ่โต ในมือถือจับแท่งศิลา
ขนาดมหึมา เมื่อยามก้าวย่างรอยเท้าของมันจมลึก
ลงไปในผืนทรายเหลืองอำพัน ความประหวั่นพรั่น
พรึงแล่นผ่านเกาะกุมเข้าสู่จิตใจของ อู่ อวี้ ด้วย
ความหวาดกลัวอย่างที่สุด
” วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง ตัวที่ถือง้าว
น่าจะเป็นของ ลั่วผิน ส่วนตัวที่ถือแท่งศิลาน่าจะ
เป็นของข้า แต่ในตอนนี้ ลั่วผิน กำลังทุกข์ทรมาน
กับความเจ็บปวด หากต้องถูก วิญญาณบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิง โจมตี สถานการณ์คงจะย่ำแย่มาก
… ”
จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยหากปล่อยให้
วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง เข้ามาใกล้ ลั่ว
ผิน ในเวลาเช่นนี้
เมื่อเห็นสถานการณ์บีบคั้นเช่นนี้ เขาจึงเร่งรีบ
ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในทัน เขาคว้าจับเส้นผม
พร้อมกับเปั่ามันออกไป ทันใดนั้น ร่างอวตารนอก
วิถี ก็ปรากฏขึ้นเป็นจำนวนมาก บัดนี้ร่างอวตาร
นอกวิถีนับร้อยตัว กำลังโอบล้อมปั้องกันอยู่รอบตัว
ของ ลั่วผิน โดยให้ 10 ตัวตรึงกำลังปั้องกัน ลั่วผิน
ส่วนอีก 90 ตัวพุ่งทะยานเข้าไปต่อสู้กับ วิญญาณ
บรรพกาลจักรพรรดิเพลิง เปั้าหมายในกรณีครั้งนี้
อู่ อวี้ ต้องการใช้ร่างอวตารหลอกล่อขัดขวางฝั่าย
ตรงข้ามเอาไว้ ด้วยเพราะสภาพของ ลั่วผิน ยามนี้
หาใช่คู่ต่อสู้ของมัน ฉะนั้นต่อให้มันต้องพ่ายแพ้ก็
ไม่เป็นไร
เป็นครั้งแรกที่ วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง
แสดงความแข็งแกร่งเช่นนี้ออกมาให้เห็น ดังนั้น
เขาจึงเปลี่ยนศาสตราเต๋าสถิตวิญญาณให้แก่ร่าง
อวตารทันที ปราณกระบี่สีทองคำพุ่งทะยานกวาด
ผ่านท้องนภา อัดกระแทกปะทะเข้าใส่ฝั่ายตรงข้าม
ส่วนร่างจริงของ อู่ อวี้ ได้นำ เสาเหยียนหวงเบิก
ฟั้า ออกมา จากนั้นก็พุ่งทะยานไปปรากฏอยู่เบื้อง
หน้า วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง ร่างสูง
ใหญ่ทันที แสงสีเหลืองที่เคลือบอาบอยู่บนร่างของ
ซากศพตนนี้ ส่องสว่างเจิดจ้าสุกสกาวเป็นอย่างยิ่ง
” ผู้อาวุโส ล่วงเกินท่านแล้ว ”
ฝั่ายตรงข้ามตั้งใจส่งมอบมรดกความรู้ให้แก่ตน
ถึงแม้ว่าจะอันตรายไปบ้าง แต่ อู่ อวี้ ก็รู้สึก
ขอบคุณจากใจจริง เขารู้สึกมีความสุขจากการได้มี
โอกาสต่อสู้ขัดเกลาฝีมือเช่นนี้ ดังนั้นจึงปลดปล่อย
การโจมตีออกไป เข้าปะทะห้ำหั่นกับ วิญญาณ
บรรพกาลจักรพรรดิเพลิง ทันที!
เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า และ เสาหิน ฟาดปะทะอัด
กระแทกเข้าใส่กันครั้งแล้วครั้งเล่า จนสวรรค์
สะท้านปฐพีสะเทือน สุรเสียงดังกึกก้องไปทั่วทุก
สารทิศ
อีกด้านหนึ่ง อู่ อวี้ ก็สั่งให้ร่างอวตารคอยเข้าไป
พัวพันขัดขวาง วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง
เอาไว้ เพื่อปั้องกันไม่ให้ฝั่ายตรงข้ามเข้าใกล้ถึงตัว
ของลั่วผินได้ ร่างอวตารเหล่านี้กลืนกินแต้มผลงาน
กว่า 5 ล้านแต้มของ อู่ อวี้ ไป ส่งผลให้พลังรบ
ของมันยกระดับรุดหน้าขึ้นอย่างก้าวกระโดด ร่าง
อวตารที่ความแข็งแกร่งยกระดับขึ้นอย่างสิ้นเชิง
สอดประสานร่วมมือกันโจมตีเข้าใส่ซากศพ ในช่วง
เวลาสั้น ๆ นี้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาใด
ที่สำคัญมากไปกว่านั้นก็คือ ถึงแม้ว่าเขาจะใช้ร่าง
อวตารต่อสู้ แต่ อู่ อวี้ ก็พบว่า คำชี้แนะจาก
วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง ซึ่งส่งผ่านการ
ต่อสู้นั้น ตัวเขาก็สามารถรับรู้สัมผัสได้เช่นเดียวกัน
เป็นผลให้เวลานี้เสมือนกับว่า อู่ อวี้ แทบจะต่อสู้
กับ วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง ทั้งสองตน
ในเวลาเดียวกัน
ถีงแม้ ลั่วผิน จะมิได้แยแสคำชี้แนะจาก วิญญาณ
บรรพกาลจักรพรรดิเพลิง แต่ อู่ อวี้ กลับมีความ
ปรารถนาอย่างแรงกล้าต้องการมันเป็นอย่างยิ่ง!
ดังนั้นในเวลานี้ อู่ อวี้ จึงรู้สึกตื่นเต้นอย่างถึงขีดสุด
ระหว่างที่เข้าประมือห้ำหั่นกับฝั่ายตรงข้าม
ร่างกายแลจิตใจของ อู่ อวี้ พลันดำดิ่งลงสู่ห้วง
ภวังค์แห่งการต่อสู้ กับ วิญญาณบรรพกาล
จักรพรรดิ!
อีกทั้งคู่ต่อสู้ยังมีความเชี่ยวชาญใน เคล็ดวิชาแก่น
แท้ฟั้าดิน ประเภทไม้พลองยาวอีกด้วย ทั้งยัง
ประณีตละเอียดอ่อนเป็นอย่างยิ่ง การเคลื่อนไหว
การแต่ละครั้ง เปียมล้นไปด้วยพลังอำนาจซึ่งเหนือ
ล้ำยิ่งกว่า อู่ อวี้ หลายเท่า เพียงเริ่มต้น อู่ อวี้ ก็ถูก
สะกดข่มโดยสิ้นเชิง โชคดีที่ข้อได้เปรียบและ
จุดเด่นอันยิ่งใหญ่มากที่สุดของเขาคือผิวหนัง
ทนทาน และ กายเนื้ออันแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะถูก
กดดันจนถอยร่นลงไป เขาก็จะลุกขึ้นมาครั้งแล้ว
ครั้งเล่า ยืนหยัดต่อสู้กับ วิญญาณบรรพกาล
จักรพรรดิ ต่อไป
ตูมตูมตูม!
ในเวลานี้ อู่ อวี้ ต่อสู้ราวกับว่าตนเองเป็น
แมลงสาบที่ไม่มีวันตาย มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาถูกเสาหิน
ฟาดอัดกระแทกเข้าใส่อย่างจังชั่วขณะที่รู้สึก
วิงเวียนตาพร่ามัวอยู่นั้น เสมือนดั่งกับว่าชีวิตของ
เขาได้จบสิ้นลงแล้ว แต่ อู่ อวี้ ก็ตัดสินใจที่จะกัด
ฟันและฝืนอดทนต่อความเจ็บปวดกับอาการ
วิงเวียนลุกขึ้น ฟาดเสาเหยียนหวงเบิกต่อไป
” วิถีแห่งเต๋าของข้า คือจิตใจอันมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ไม่
ยินยอมรับความพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา ”
” นอกจากนี้ เจตจำนงของวิญญาณบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิง ยังมีลักษณะคล้ายคลึงกับข้า
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะตกตายไปนานแล้ว แต่ก็ยังคง
ยืนหยัดต่อต้านกฎแห่งสวรรค์และปฐพีต่อไป พวก
เขายังคงมีความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ตนเองคุ้นเคย
และสอดผสานปรับเปลี่ยนมันในรูปแบบการต่อสู้
ส่งผ่านมรดก ทุกการฟาดเสาแต่ละครั้ง วิถีแห่งเต๋า
ที่ข้าสัมผัสได้จากพวกเขา คือความรู้แจ้ง
เชี่ยวชาญในกาลก่อนอย่างแท้จริง ”
ถึงแม้จะเป็นการโจมตีสามัญธรรมดา แต่จิตใจแห่ง
เต๋า และ พลังอำนาจ กลับมีความต่างกันออกไป
ซึ่งอันที่จริงแล้วมีหลายครั้งที่ วิญญาณบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิง เลือกใช้การโจมตีปกติ
แม้ว่าจนถึงขณะนี้จะมีการต่อสู้เพียง 2 ครั้ง แต่ อู่
อวี้ ก็รู้สึกว่าเขานั้นได้รับประโยชน์มากมาย
มหาศาล เขาเปิดใช้งานรูปแบบการเรียนรู้ หวน
รำลึกถึงการโจมตีแต่ละครั้งของ วิญญาณบรรพ
กาลจักรพรรดิเพลิง อย่างต่อเนื่อง
หลังจากเวลาล่วงเลยผ่านมาได้ครึ่งชั่วยาม การ
ต่อสู้ก็ยังไม่ถูกตัดสินว่าผู้ใดเป็นฝั่ายชนะหรือพ่าย
แพ้ ทั่วทั้งร่างของ อู่ อวี้ปกคลุมไปด้วยรอยฟกช้ำ
ดำเขียวและบาดแผลมากมาย อีกทั้งกระดูกหลาย
ท่อนยังแตกหัก แต่เพราะอาศัยเจตจำนงอันน่า
มหัศจรรย์ เพียงไม่นานนัก แสงสีเหลืองจาก
ซากศพก็สูญสลายกระจายหายไป
บัดนี้ อู่ อวี้ ได้พิชิตซากศพผู้ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม
ซากศพยุบสลายลงไปบนผืนทรายที่อ่อนนุ่ม
อู่ อวี้ รู้สึกขอบคุณจากใจจริง จึงก้มศีรษะโค้ง
คารวะแล้วกล่าวว่า ” ขอขอบคุณผู้อาวุโสที่ช่วย
ชี้แนะ ”
การต่อสู้ในครั้งนี้ ยากลำบากกว่าครั้งล่าสุด จนเขา
เกือบจะไม่รอดในช่วงสุดท้าย
นอกจากนี้เขาฝังซากศพไว้ในส่วนลึกของใต้ผืน
ทรายสีเหลืองอำพัน
เมื่อหันกลับไปมอง ลั่วผิน ยังคงต่อสู้กับมหันตภัย
ร้าย เมื่อมองไปยังคอสีขาวบริสุทธิ์ยาวระหงของ
นาง ซึ่งเต็มไปด้วยเหงื่อไหลโทรม เชื่อว่าในยามนี้
นางคงต้องทนทุกข์ทรมานอย่างสุดแสนสาหัส จน
นางไม่สามารถโจมตีตอบโต้กับไปได้ ส่วนอีกด้าน
หนึ่งร่างอวตารของเขายังคงเหลืออยู่ 70 กว่าตน
เขารีบสั่งให้ร่างอวตารถอนทันที จากนั้นก็
ย้อนกลับไปยืนอยู่ข้างกาย ลั่วผิน เพื่อปกปั้องนาง
แลตอบสนองความต้องการของตนเอง ทะยานเข้า
ปะทะห้ำหั่นต่อสู้กับวิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิ
เพลิงอีกตนหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพในตอนนี้นางไม่สามารถ
ลุกขึ้นมาต่อสู้ได้อย่างแน่นอน ฉะนั้นจึงถือเป็น
โอกาสอันดีที่เขาจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้เพิ่ม
มากขึ้น ซึ่งทำให้ อู่ อวี้ แอบกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ใน
ใจเล็ก ๆ
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในเวลานี้ดูเลวร้ายยิ่งขึ้น
เรื่อย ๆ เขายังคงต่อสู้อย่างต่อเนื่อง ทั่วสรรพางค์
ร่างกายเต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผลจากการถูก
โจมตีอยู่หลายแห่ง โลหิตไหลนองอาบโชกโทรม
กาย เขาเสมือนดั่งวีรบุรุษผู้องอาจกล้าหาญ ซึ่ง
เปียมล้นไปด้วยความรู้สึกแห่งสุนทรี ในความเป็น
จริง อู่ อวี้ ได้จมดิ่งอยู่ในห้วงภวังค์แห่งการชี้แนะ
ของ วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง กว่าจะ
มาถึง หลุมบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง ไม่ใช่เรื่อง
ง่ายสำหรับเขา เขาไม่ใช่ เปั่ยซาน ม่อ หรือ หนาน
กง เหว่ย เขายืนหยัดต่อสู้ฝั่าฟันด้วยพึ่งพาลำแข้ง
ของตนเองมาโดยตลอด ดังนั้นเขาจึงต้อง
พากเพียรมุ่งมั่นเป็นอย่างมาก เขายังคงยืนหยัดอยู่
ภายใน หลุมบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง และใช้ทุก
ช่วงเวลาให้เป็นประโยชน์ เพื่อจะได้อะไรตามคน
ทั้งสองได้ทัน
กำหนดเวลาของการนัดหมายอยู่ที่สามปีแล้ว แล้ว
ตัวเขาเองก็จะไม่มีวันหลงลืมข้อตกลงนี้อย่าง
เด็ดขาด
การต่อสู้นี้จะเป็นการต่อสู้ที่บ้าคลั่ง เมื่อฝั่ายตรง
ข้ามสูญสลายหายไปอย่างสมบูรณ์ อู่ อวี้ ไม่ล่วงรู้
ตัวว่าเวลานั้นผันผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่แล้ว รู้
เพียงว่าในเวลานี้เขากำลังเดินหอบด้วยความ
เหน็ดเหนื่อย สายตาทอดมองไปยัง ลั่วผิน ที่อยู่
ตรงหน้า สภาพของนางในยามนี้ดูเหมือนจะดีขึ้น
มาก ดวงตาทั้งคู่ของนางกับมาเป็นสีฟั้าครามเช่น
ดังเดิม ส่วนร่างกายก็เหมือนจะฟืนคืนกลับสู่สภาพ
เดิม เมื่อร่างของ อู่ อวี้ ทรุดลงไปกับพื้น นางก็ลุก
ขึ้นยืน
อู่ อวี้ รู้สึกวิงเวียนร่างกายอ่อนแอไร้ซึ่งเรี่ยวแรง
ขณะที่เขากำลังอยู่ในอาการวิงเวียนสะลึมสะลืออยู่
นั้น ดูเหมือนว่านางจะเข้ามาช่วยเหลือ พยุงร่าง
ของเขาเอาไว้ กลิ่นอายความหอมฟุั้งขจรตลบ ๆ
อยู่ ณ เวลานี้
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ