กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 433 : วังใตพิภพ
ผ่านไปไม่นาน อู่ อวี้ ก็ตื่นขึ้น
รอบตัวเขาเต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพัง แม้แต่
กำแพงบางส่วนก็ยังหักพังทลายลง ลั่วผิน วางวง
เวทไว้รอบตัวฉะนั้นต่อให้พายุทรายด้านนอก จะ
โหมกระหน่ำกรรโชกแรงมากเพียงใด ก็ไม่อาจทำ
อันใดพวกเขาได้ ด้วยเหตุนี้การอยู่ในซาก
ปรักหักพังก็นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว
อู่ อวี้ ใช้เวลาพักฟืนร่างกายแค่เพียงไม่กี่วันเท่านั้น
สภาพร่างกายของเขาก็ฟืนคืนกลับสู่สภาพเดิม เขา
ใช้เวลาหนึ่งทิวาเพื่อไตร่ตรองการต่อสู้รอบ 2 ที่
ผ่านมา พบว่าตนเองนั้นได้คุณประโยชน์มากมาย
จากการต่อสู้ครั้งนี้
” ข้ารู้สึกขอบคุณท่านจริง ๆ สำหรับทุกอย่างที่
ผ่านมา ” ลั่วผิน เพิ่งเดินทางกลับมาจากด้านนอก
ร่างกายของนางปกคลุมไปด้วยฝุั่นละอองทราย ใน
ระหว่างที่ อู่ อวี้ กำลังทำการพักฟืนอยู่นั้น นางได้
ตะเวนสำรวจดูรอบ ๆ พื้นที่ คาดว่านางคงไม่พบ
อันใด
” แค่เล็กน้อยน่ะ ”
อู่ อวี้ ยืนขึ้นแล้วถามว่า ” ออกเดินทางต่อกันเลยดี
ไหม? ”
ลั่วผิน ส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า ” เวลายังเหลือเฟือ
ท่านอย่าได้กังวลไป ข้าคิดว่าท่านควรพักผ่อนต่อ
อีกสักหน่อย หรือจะบ่มเพาะดูดซับความก้าวหน้า
ต่ออีกสักหน่อยก็ยังได้ ”
ด้วยเห็นท่าทางของนางไม่รีบร้อนแต่อย่างใด ก็ทำ
ให้ความวิตกกังวลที่ อู่ อวี้ ลดน้อยลงไปบ้าง ยิ่งไป
กว่านั้นเขาเองก็อยากที่จะฝึกฝนต่อ ไม่ใช่เพียงแค่
ปรับแต่งยกระดับแกนนภาเท่านั้น แต่ต้องการ
ยกระดับแกนให้บรรลุระดับสมบูรณ์แบบ ให้เร็ว
ที่สุด ในเวลาเดียวกันเขาก็เริ่มไตร่ตรองขัดเกลา ‘
ค่ายกลกระบี่มังกรครามเก้าตะวัน ‘ และ ‘ เคล็ด
ผนึกอสูรเขย่าวิญญาณ ‘
อู่ อวี้ ไม่รู้ว่า หลุมบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง คือสิ่ง
ใดกันแน่ แต่ดูเหมือนว่าหลังจากเข้ามาที่นี่
ความคิดของเขาก็เริ่มชัดเจนมากยิ่งขึ้น เคล็ดวิชา
แก่นแท้ฟั้าดินทั้งสองเคล็ดวิชา สิ่งที่เคยดู
เหมือนว่ายากลำบากก่อนหน้านี้ ทว่าปัจจุบันกลับ
ไม่ใช่เรื่องยากเย็นแต่ประการใด
ถึงแม้ว่าวันเวลาจะเคลื่อนผ่านไปอย่างช้าๆ แต่เขา
ก็สามารถใช้ทุก ทิวาราตรีได้คุ้มค่ายิ่ง ซึ่งมันก็ทำ
ให้เขาได้รับความรุดหน้าอย่างใหญ่หลวง เขา
ปรับแต่งยกระดับ เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดิน และ
แกนนภา ควบคู่กันไป
ถึงแม้วันเวลาผันผ่านไปกว่า 2 – 3 เดือนแล้วก็
ตาม แต่เขาก็ไม่ได้ย้อนกลับไปยังเมืองโบราณ
แม้ว่า อู่ อวี้ จะมีข้อกังขาอยู่ภายในจิตใจ ซึ่งเขา
อยากจะไปซักถามเจ้านครจักรพรรดิเพลิง แต่เห็น
ได้ชัดว่า ลั่วผิน ไม่ต้องการที่จะกลับไป เนื่องจาก
ฝีมือของเขาก้าวรุดหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้น
จึงไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้มากนัก
” สามเดือนมานี้เราได้ต่อสู้กับ วิญญาณบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิง ไปกว่า 11 ตัวแล้ว ซึ่งทุกตัวก็มี
ความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ!”
แม้เขาจะสามารถชนะพวกมันได้ แต่เมื่อมอง
ย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ เขาก็รู้สึก
สยดสยองอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว การต่อสู้ที่ผ่านมา
ทำให้ร่างอวตารนอกวิถีของเขาทั้งหมดทุกตัวได้ถูก
ขัดเกลายกระดับไปด้วย ถึงกระนั้นเขายังต้องหมั่น
ฝึกฝน เคล็ดวิชาแก่นแท้ฟั้าดิน ทั้งสองเคล็ดวิชา
ให้เชี่ยวชาญมากกว่านี้ ซึ่งเขาเองก็คิดว่ามันไม่
น่าจะลำบากยากเย็นเท่าไหร่นัก
สุดท้ายแล้ว ลั่วผิน ก็ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ
เพื่อทำให้การต่อสู้ดูสมดุลมากยิ่งขึ้น ด้วยการ
ผสานร่วมมือของคนทั้งสอง ทำให้ วิญญาณบรรพ
กาลจักรพรรดิเพลิง พ่ายแพ้สลายหายไปในที่สุด
เมื่อมาถึงขั้นนี้ ก็ไม่น่าแปลกใจเพราะเหตุใดคน
ส่วนใหญ่มาสุดทางได้แค่ครึ่งปีเท่านั้น
นับตั้งแต่ที่เขาออกมาจากเมืองโบราณ อู่ อวี้ ก็ยัง
ไม่ได้หวนย้อนกลับไปแต่อย่างใด อันที่จริงหลาย
คนที่สามารถอยู่ได้ถึง 1 ปี แต่ก็ประสบพบเจอได้
ต่อสู้กับ วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง ไม่ถึง
10 ตัวเสียด้วยซ้ำ
หลังจากเดินทางรอนแรมด้วยกันมาเป็นเวลานาน
ก็ทำให้เขาคุ้นเคยกับ ลั่วผิน ขึ้นมาทีเดียว แต่ถึง
กระนั้นพวกเขาทั้งสองก็ยังสื่อสารพูดคุยกันเพียง
แค่ไม่กี่คำเท่านั้น แต่กลับไม่ทำให้พวกเขารู้สึกอึด
อัดหรือลำบากใจแต่อย่างใด มันเป็นความรู้สึก
อิสระเรียบง่ายเป็นอย่างยิ่ง ไม่จำเป็นต้องสรรหา
หัวข้อมาเพื่อพูดคุย
” ถ้าทุกอย่างยังคงดำเนินเช่นนี้อยู่ คาดว่าอีกเพียง
แค่ 3 เดือน ข้าคงสามารถก้าวเข้าสู่ระดับ ตำหนัก
ม่วงทะเลมรกต ได้” เมื่อเข้าใกล้เปั้าหมายที่วางไว้
มากขึ้น อู่ อวี้ ก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก
ลั่วผิน รับมือแล้วจัดการกับ วิญญาณบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิง ลงได้ง่ายดายกว่า อู่ อวี้ ฉะนั้นใน
บางครั้งนางจึงยกมันให้แก่เขา เมื่อเวลาล่วงเลย
ผ่านไป นางก็ยังคงเฝั้ามองหาสิ่งที่นางกำลังตาม
หาอยู่ ส่วน อู่ อวี้ ก็ยังคงติดตามไปแต่โดยดีเช่นกัน
ค้นหาชนิดที่ว่าในรูปแบบปูพรมทุกซอกทุกมุมรอบ
ๆ เมืองโบราณ แล้วในเวลานี้ก็ได้ขยายขอบเขต
พื้นที่ออกไปไกลมากยิ่งขึ้น
นางไม่ได้บอก อู่ อวี้ ว่านางกำลังตามหาสิ่งใด
เขาก็ไม่กล้าซักไซ้ถามนางเช่นกัน
อย่างไรก็ตามระหว่างการต่อสู้ นางได้ถูกทัณฑ์
สวรรค์โจมตีอยู่หลายครั้ง ทุก ๆ ครั้งที่โดนโจมตี
ล้วนเป็นการโจมตีที่รุนแรง จนทำให้นางเกือบจะ
ไร้เรี่ยวแรงต่อสู้
อู่ อวี้ ตระหนักขึ้นมาได้ในทันทีว่า สาเหตุที่นางให้
เขาติดตามมาด้วย คงเป็นเพราะหวั่นเกรงว่าจะถูก
โจมตีอย่างกะทันหัน และต้องตกสู่ห้วงอันตรายอีก
ครั้ง
ตลอดการเดินทางของคนทั้งสอง พบเจอแต่กลับ
ทรายสีเหลืองอำพันทอดยาวออกไป
” ท่านมากับข้าเช่นนี้ จะไม่ทำให้การบ่มเพาะของ
ท่านล่าช้าลงหรอกหรือ? ” นางหันหน้าซักถามเขา
จวบจนปัจจุบัน อู่ อวี้ ก็ยังไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วนาง
กำลังหาอะไรอยู่กันแน่
” ไม่หรอก ”
ถึงเขากับนางจะคุ้นเคยกันมากขึ้น แต่ อู่ อวี้ กับ
ลั่วผิน ก็ยังคงมีช่องว่างบางอย่างกั้นกลางระหว่าง
พวกเขาทั้งสอง ซึ่งมิได้มีการพูดคุยกันแก้ไข อาทิ
เช่น ลั่วผิน มิได้ปกปิดเขาว่านางกำลังตามหา
บางอย่างอยู่ แต่ก็ไม่ได้บอกเช่นกันว่านางกำลัง
ตามหาสิ่งใด
” นางเป็นถึงสัตว์สวรรค์ ตราบใดที่นางบรรลุ
เปั้าหมาย นางก็จะสามารถฟืนคืนกลับเป็นปกติได้
เมื่อนั้นนางคงจะบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟั้าแล้วจากไป
คาดว่าในภายภาคหน้าโอกาสได้พบเจอคงจะ
เป็นไปได้ยาก อีกอย่างตัวข้าเองก็ช่วยเหลือนางได้
ไม่มากนัก ฉะนั้นเก็บรักษาความรู้สึกดี ๆ แบบนี้
เอาไว้ก็มากพอแล้ว”
เมื่อ อู่ อวี้ ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ จิตใจของเขาก็สงบ
มากยิ่งขึ้น
ในขณะที่ อู่ อวี้ กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ฉับพลัน ลั่ว
ผิน ก็หยุดเดินพร้อมกับหันมามองหน้าเขา นางนิ่ง
เงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า ” อันที่จริงท่านคงรู้
แล้วสินะ… ข้ามาที่บ่อบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง
ไม่ใช่เพราะต้องการยกระดับฝีมือของตนเอง แต่
เพราะว่ากำลังตามหาบางสิ่งบางอย่าง ”
อู่ อวี้ รู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ด้วยเพราะเขา
ไม่คิดว่าน่าจะมาสารภาพด้วยตัวเองเช่นนี้
หลังจากทั้งสองได้ทำหลายสิ่งหลายอย่างร่วมกัน
มา ไม่ว่านางจะอยู่ในอารมณ์ไหนหรือแม้ว่าจะ
โศกเศร้า อู่ อวี้ ล้วนมองเห็น และเข้าใจได้อย่าง
ชัดเจน ดูออกแม้กระทั่งอาการบาดเจ็บที่นางได้รับ
จากทัณฑ์สวรรค์ จะมีอาการกำเริบขึ้นเป็นครั้ง
คราว
” ท่านกำลังตามหาอะไรอยู่ ? มีสิ่งใดที่ข้าพอจะ
ช่วยได้บ้าง? ” อู่ อวี้ ไต่ถาม
ลั่วผิน กล่าวว่า ” ตอนนี้ยังไม่ต้อง ท่านคงจะเห็น
แล้วว่าร่างกายของข้าอยู่ในสภาพไม่สู้ดี ข้าได้ยิน
มาว่ามีบางอย่างสามารถทำให้ข้าฟืนคืนกลับสู่
สภาพปกติ ถึงแม้ตอนนี้ข้ายังหามันไม่เจอ แต่ข้าก็
เชื่อว่ามันอยู่ที่นี่ ”
ท่ามกลางพายุทรายพัดโหมกระหน่ำ ดวงตาทั้ง
สองข้างของ ลั่วผิน เงียบสงบดั่งอัญมณีแห่งสาย
ชลธารอันงดงาม กระจ่างใสบริสุทธิ์ประดุจแก้ว
ผนึก หลังจากสารภาพบอกกล่าวตรงไปตรงมา
อย่างชัดเจน ซึ่งดูเหมือนว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง
คนทั้งสองจะแนบชิดกันมากขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ”
หากท่านต้องการความช่วยเหลืออันได สามารถ
บอกข้าได้ทุกเมื่อ ” อู่ อวี้ ยิ้ม
” บางที… ข้าอาจต้องการความช่วยเหลือจากท่าน
” ลั่วผิน กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาอ่อนโยน
หลังจากนั้นคนทั้งสองก็แยกย้ายกันไปทำกิจของ
ตนเอง อู่ อวี้ มุ่งมั่นกับการยกระดับพัฒนาตนเอง
ส่วนนางทุ่มเทสมาธิไปกับการหาวิธีรักษาเยียวยา
ตนเอง
“หมิงซวง เจ้าคิดว่านางกำลังค้นหาอะไรอยู่?”
” ข้าไม่รู้ ตัวข้าก็สงสัยเหมือนกัน ว่าสถานที่ผุพัง
แตกหักเช่นนี้ จะไปมีสิ่งที่นางกำลังตามหาอยู่ได้
อย่างไร?”
คนทั้งสองต้องดั้นด้นเดินทาง ข้ามผ่านการต่อสู้มา
เพื่อแสวงหาความสำเร็จในที่แห่งนี้
อู่ อวี้ คิดว่า เปั่ยซาน ม่อ กับ หนานกง เหว่ย อยู่
ภายในถ้ำกำเนิดใหม่แห่งซูซัน ตลอดการเดินทาง
คงต้องต่อสู้ร่วมกัน ซึ่งก็ไม่ได้ต่างจากพวกเขา
อู่ อวี้ รู้สึกดีอยู่ไม่น้อย ช่างน่าเสียดายผู้ที่อยู่ข้าง
กายเขาในตอนนี้หาใช่ หนานกง เหว่ย แต่เป็น ลั่ว
ผิน ถึงกระนั้นเขากับลั่วผินก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดแต่
อย่างใด ถ้าหากจวบแต่ต้น แปรเปลี่ยน หนานกง
เหว่ย เป็น ลั่วผิน เช่นนั้นเขาคงไม่ต้องจากซูซันมา
แล้ว…
และแน่นอน เขาล่วงรู้ดีอยู่แก่ใจว่า หนานกง เหว่ย
ไม่ได้ชอบพอ เปั่ยซาน ม่อ ในแบบชู้สาว
ในช่วงเวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมา อู่ อวี้ สามารถ
พิชิตสอง วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง มา
ได้ ถ้าให้นับจริง ๆ คงจะต้องเป็นสี่ถึงจะถูก
เพราะว่า ลั่วผิน ได้ยกคู่ต่อสู้ของนางให้แก่ อู่ อวี้
เพราะเขาคอยติดตามนางไปทุกที่ นี่จึงเป็นวิธี
ชดเชยของนางที่มีให้แก่เขา
ฝีมือของ อู่ อวี้ ก้าวรุดหน้าอย่างรวดเร็ว เขาค่อย
ๆ ก้าวเข้าสู่ระดับ ตำหนักม่วงทะเลมรกต โดย
ฝึกฝนผ่านการต่อสู้กับ วิญญาณบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิง แม้แต่ ‘ เคล็ดผนึกอสูรเขย่า
วิญญาณ ‘ กับ ‘ ค่ายกลกระบี่มังกรครามเก้าตะวัน
‘ ก็ได้รับการขัดเกลายกระดับขึ้นมาก ฉะนั้นพลัง
การต่อสู้โดยรวมของ อู่ อวี้ ในยามนี้เรียกได้ว่า
แข็งแกร่งจนน่ากลัว
เกรงว่าตลอดหลายล้านปีที่ผ่านมา จะมีผู้ใดซึ่งอยู่
ในอาณาจักรสร้างแกนนภาแล้วมีความแข็งแกร่ง
ขนาดนี้ ?
ในวันนี้ ลั่วผิน ได้ขยายขอบเขตการค้นหา แต่แล้ว
พวกเขาได้เห็นผืนทรายสีเหลืองอำพันเปิดแหวก
ออก ทำให้เห็นทางเข้าพาไปสู่ด้านล่าง ทางเข้า
ที่ว่านี้เป็นประตูศิลาเก่าแก่ทรุดโทรม ประตูนี้จะ
นำพาไปสู่ด้านล่าง มันคือวังใต้พิภพอันมืดมิด เมื่อ
ก้าวเดินลงไปยังด้านล่าง ก็พบว่าพื้นดินด้านล่างมี
ขนาดกว้างใหญ่เป็นอย่างยิ่ง
หลังจากที่ได้เข้ามา ลั่วผิน ก็รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย
ด้วยเพราะบางทีวังใต้พิภพอันกว้างใหญ่แห่งนี้
อาจจะมีสิ่งที่นางกำลังตามหาอยู่
สถานที่แห่งนี้คือ วังใต้พิภพ เมืองโบราณที่จมลึก
อยู่ใต้ผืนทรายสีเหลืองอำพัน อีกทั้งยังมีวงเวท
ปั้องกันถูกวาดเอาไว้อยู่เป็นจำนวนมาก แต่
หลังจากกาลเวลาผันผ่านไปนานหลายปี วงเวท
เหล่านี้ก็เริ่มทรุดโทรมเลือนหาย ซึ่งก็หมายความ
ว่าประสิทธิภาพในการปั้องกันของมันก็ลดลงไป
ด้วย มีเพียงวงเวทไม่กี่วงเท่านั้นที่ยังอยู่ในสภาพ
สมบูรณ์
ภายในวังใต้พิภพแห่งนี้ ยังมีซากปรักหักพังอยู่ให้
เห็นทั่วทุกแห่งหน เสาศิลาล่มสลายพังทลาย อีก
ทั้งยังมีซากของโครงกระดูกอยู่เป็นจำนวนมากมาย
ดูเหมือนว่าผู้คนที่อยู่ในเมืองแห่งนี้ถูกฆ่าสังหารหมู่
จนเหี้ยน
เมื่อเดินลึกเข้าไปภายใน วังใต้พิภพ จะพบว่า
สถานที่แห่งนี้มีขนาดกว้างใหญ่ไพศาลเป็นอย่าง
มาก อาณาเขตขยายสะดวกในการสัญจรเป็น
เครือข่ายขนาดใหญ่เชื่อมต่อกัน
” เจ้านครเคยบอกเอาไว้ว่า ภายใน หลุมบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิง ยังมีอีกหลายอย่างซึ่งแม้แต่ท่านก็
ยังไม่รู้ ข้าว่าเราควรระวังตัวกันไว้ให้มากดีกว่า ”
อู่ อวี้ เตือน
ลั่วผิน ใช้แสงส่องสว่างไปทั่วทางพระราชวังใต้
พิภพนี้ แต่แล้วเมื่อได้ยินคำพูดตักเตือนของ อู่ อวี้
ก็ทำให้นางเลือกที่จะระมัดระวังตัวมากขึ้น
” เรายังมีเวลาอีกเหลือเฟือ ท่านสามารถค้นหาสิ่ง
ที่ต้องการได้ทุกซอกทุกมุม ” อู่ อวี้ ตัดสินใจหยุด
พักการบ่มเพาะฝึกฝนชั่วคราว โดยมุ่งเปั้าหมาย
ช่วยแก้ปัญหาให้แก่ ลั่วผิน ด้วยเพราะ เรื่องนี้มัน
เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของนาง มันจึงมี
ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ติ๋ง? ติ๋ง!
ภายใน วังใต้พิภพ จะได้ยินเสียงน้ำหยดดังขึ้นเป็น
ครั้งคราว ซึ่งบริเวณรอบ ๆ ก็ทำให้รู้สึกเปียกชื้น
เป็นอย่างยิ่ง
ทั้งสองเดินสำรวจรอบ ๆ บริเวณ
ฟูม!
ฉับพลันกระแสสายลมก็พัดปะทะวูบเข้าที่ใบหน้า
ทันใดนั้นก็มีเงาร่าง ๆ หนึ่ง ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้า
ของคนทั้งสอง อีกฝั่ายดูดุร้ายอันตรายอย่างมาก
โดยไม่รอช้า อู่ อวี้ รีบหยิบ เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า
ออกมาพร้อมเตรียมต่อสู้ในทันที
เมื่อมองไปที่คนด้านหน้าอย่างวิเคราะห์ ก็พบว่า
ร่างนี้คือสตรี รูปร่างของนางเปียมล้นไปด้วยเสน่ห์
เย้ายวน ชุดอาภรณ์ที่นางสวมใส่รัดติ้ว เผยให้เห็น
ส่วนเว้าส่วนโค้งทุกซอกทุกมุม สามารถทำให้
สิ่งมีชีวิตทั้งหมดอ่อนระทวยได้ แม้ว่าในเวลานี้คน
ผู้นั้นจะแผ่แรงกดดันให้ความรู้สึกดุร้ายโหดเหี้ยม
แต่นางจะต้องเป็น ฉิน ฝูเหยา อย่างไม่ต้องสงสัย
“ที่แท้เป็นพวกเจ้านั่นเอง?” เมื่อ ฉิน ฝูเหยา เห็น
พวกเขาทั้งสอง ดูเหมือนว่านางเตรียมพร้อมที่จะ
ต่อสู้ในทันที แต่เมื่อเห็นว่าเป็น อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน
ท่าทีของนางก็ผ่อนคลายขึ้นมาก ถึงกระนั้นก็ยัง
สังเกตเห็นได้ว่า นางดูเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
นางดูไม่ค่อยพอใจ ไร้ซึ่งความแยแสบางส่วน นั่ง
มองไปยัง อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน แล้วกล่าวขึ้นว่า ” ข้า
เป็นผู้ค้นพบวังใต้พิภพแห่งนี้ ตามกฏแล้วเจ้าทั้ง
สองไม่มีสิทธิ์เข้ามา ข้าคิดว่าพวกเจ้าทั้งสองควร
ออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ”
อู่ อวี้ ปรารถนาจะถามนางว่าในช่วงเวลาไม่กี่วัน
มานี้นางจัดการ วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิ
เพลิง ไปได้เท่าใดแล้ว นอกจากนี้นางเก็บเกี่ยว
อะไรได้บ้าง แต่ฝั่ายตรงข้ามตอบกลับมาอย่างเย็น
ชา ซึ่งมันทำให้ อู่ อวี้ ตกตะลึงอยู่ไม่น้อย ฉิน ฝู
เหยา ในความทรงจำของเขา คือคนที่ชอบพูดคุย
หยอกล้อกับตนเอง แต่ทำไมในเวลานี้ถึงได้ดูห่าง
เหินหยาบคายเช่นนี้?
กล่าวตามตรง ฉิน ฝูเหยา มีลักษณะนิสัย
เปลี่ยนแปลงได้นับร้อย บางครั้งน้องก็ดูใกล้ชิด
สนิทสนม บางครั้งก็ดูห่างเหินไม่แยแส ยากจะคาด
เดาได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของนางก็รวดเร็วยิ่ง
กว่าพลิกหน้าหนังสือเสียอีก
อู่ อวี้ ยังไม่ได้ตอบ ลั่วผิน จึงกล่าวขึ้นมาอย่างเฉย
เมยว่า ” เจ้ามิใช่ผู้ตั้งกฎในนครจักรพรรดิเพลิง
แห่งนี้ มาถึงก่อนไม่ได้หมายความว่า วังใต้พิภพ
จะเป็นของเจ้า ”
คำกล่าวของนางแสดงเห็นว่า พร้อมจะเหยียบข้าม
หัวของ ฉิน ฝูเหยา ทุกเมื่อ
เมื่อ อู่ อวี้ เห็นว่าพวกนางพร้อมจะต่อสู้กันได้ทุก
เมื่อ เมื่อได้เห็นเช่นนั้น อู่ อวี้ ก็กล่าวกับ ฉิน ฝู
เหยา ทันทีว่า ” ข้าคิดว่านี่มันไม่ถูกต้องเท่าใดนัก?
วังใต้พิภพ แห่งนี้มิได้มีอะไรอยู่แล้ว แล้วเจ้าจะ
ครอบครองมันไปทำไม อีกทั้งที่นี่ยังมีขนาดกว้าง
ใหญ่เป็นอย่างยิ่ง เจ้าไม่มีทางเดินผ่านได้ทั้งหมด ”
ท้ายที่สุดแล้ว ลั่วผิน กำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่าง
เพื่อรักษาชีวิตของตนเอง อู่ อวี้ จึงคิดว่านี่สำคัญ
กว่ามาก
ฉิน ฝูเหยา ขมวดคิ้ว จากนั้นก็จ้องมองไปยังพวก
เขาแล้วกล่าวขึ้นว่า ” ช่างมันเถอะ ถ้าเจ้าอยาก
เข้ามาขนาดนั้นก็เข้ามา ” เมื่อกล่าวจบ เกรงว่า
นางจะรู้สึกรำคาญใจที่ต้องเข้ามาพัวพันยุ่งเหยิง
กับพวกเขา จึงได้เดินมุ่งตรงเข้าไปด้านในทันที ลึก
เข้าไปในวังใต้พิภพ มีช่องทางแยกย่อยอยู่มากมาย
ผ่านไปเพียงพริบตานางก็หายไป
ลั่วผิน จ้องมองไปยังด้านหลังของนางที่กำลังเดิน
จากไป
อู่ อวี้ เกาหัวของตนพร้อมกับกล่าวว่า ” เกิดอะไร
ขึ้นกับ ฉิน ฝูเหยา ทำไมนางถึงได้เปลี่ยนไปเช่นนี้
”
ลั่วผิน กล่าวว่า ” เจ้ายังไม่รู้จักนางดีพอ นี่คือโฉม
หน้าที่แท้จริงของนาง ”
” หือ? “อู่ อวี้ สับสนเล็กน้อย ดูเหมือนว่านางจะ
เกลียดชัง ลั่วผิน เป็นอย่างยิ่ง
ลั่วผิน เหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่นางก็เลือก
ที่จะกลืนมันกลับไป
คนทั้งสองเดินลึกเข้าไปใน วังใต้พิภพ จากนั้น ลั่ว
ผิน ก็เริ่มสอดส่องสายตามองหา ซึ่ง อู่ อวี้ ไม่
ทราบว่านางกำลังมองหาอะไร นอกจากนี้เมื่อเข้า
ตรวจสอบดูรอบ ๆ แล้ว เขารู้สึกว่าวังใต้พิภพนี้มี
อะไรบางอย่างที่แปลกประหลาดอยู่
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ