กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 434 : ผาแพรหัวใจสมุทร
พระราชวังใต้ดินมีขนาดใหญ่เป็นอย่างยิ่ง
เมื่อไม่นานมานี้ หลังจากที่เตร็ดเตร่ไปรอบๆ ลั่วผิน
ไม่ได้ทำการเก็บเกี่ยวสิ่งใดแม้แต่น้อย แต่ในที่สุด อู่
อวี้ ก็เข้าใจแล้วว่า ฉิน ฝูเหยา ต้องการที่จะ
ครอบครองพระราชวังใต้ดินแห่งนี้เพื่ออะไรกันแน่
เขาอยู่ในห้องลับแห่งหนึ่งที่อยู่ภายในพระราชวังใต้
ดิน พบเจอศาสตราเต๋าชนิดหนึ่ง ศาสตราเต๋าชิ้นนี้
เก่าแก่เป็นอย่างมาก คาดว่ามันน่าจะเก่าแก่
เทียบเท่ากับกระบี่มหาจักรพรรดิ แต่เนื่องจาก
ระยะเวลามันผ่านมานานมากเกินไป ดังนั้นอำนาจ
ของวงเวทที่อยู่ข้างบนตัวศาสตราจึงถูกลดทอนลง
ไปไม่น้อย
พลังอำนาจที่สูงที่สุดของมันเทียบเท่าได้กับ
ศาสตราสถิตวิญญาณ
มันคือมีดเล่มหนึ่ง แต่ว่า อู่ อวี้ นั้นไม่เชี่ยวชาญใน
การใช้ศาสตราประเภทมีด คาดว่าถ้าเขาขายมัน
ออกไป ไม่แน่ว่าจะสามารถขายได้เงินมาสักหน่อย
“มี 1 ย่อมมี 2 แสดงให้เห็นว่าภายในพระราชวัง
ใต้ดินแห่งนี้ย่อมต้องมีสมบัติอย่างอื่นอยู่อย่าง
แน่นอน ถึงแม้จะไม่รู้ว่ามันจะถูกส่งต่อมาได้เช่นไร
แต่ที่นี่เป็นหลุมบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง เป็น
ดินแดนลี้ลับ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นย่อมไม่ใช่เรื่องที่
น่าแปลกใจ”
ยกตัวอย่างเช่น มีครั้งหนึ่ง อู่ อวี้ เคยได้พบกับ
ซากศพของปีศาจ ศพปีศาจตนนั้นก็เป็นเหมือนกับ
วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง เพียงแค่มันมี
แสงสีม่วงเข้ม และมีพลังอำนาจที่แข็งแกร็ง
อย่างไรก็ตามในตอนที่ต่อสู้กับ อู่ อวี้ มันก็ไม่
สามารถที่จะชี้นำอะไร อู่ อวี้ ได้แม้แต่น้อย และมัน
ก็มีนิสัยที่โหดเหี้ยมไร้ซึ่งความเมตตา ในท้ายที่สุด
อู่ อวี้ และ ลั่วผิน จึงร่วมมือกันจนสามารถสังหาร
มันในที่สุด นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ อู่ อวี้ ระเห็จมา
อยู่ที่นี่
“เนื่องจากพระราชวังใต้ดินมีสมบัติอยู่ เช่นนั้นข้าก็
จะต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้น”
ดังนั้น อู่ อวี้ และ ลั่วผิน จึงเดินทางร่วมกัน แต่ละ
คนช่วยกันสอดส่อง หลังจากผ่านไปวันสองวัน เขา
สามารถเก็บเกี่ยวมาได้บ้างเล็กน้อย นอกเหนือจาก
ศาสตราเต๋า 2 ชนิด เขาก็ยังได้รับสมบัติล้ำค่ามา
อีก 3 ชิ้น หนึ่งในนั้นก็มีแร่ทองคำที่มีเส้นวิญญาณ
ถึง 4 เส้น ยังมีผลึกอีก 2 ชิ้น ซึ่ง 1 ในนั้นมีเส้น
วิญญาณถึง 5 เส้น ซึ่งมันเป็นวัตถุดิบโบราณที่ล้ำ
ค่าและหายาก ไม่แน่ว่ามันอาจจะขายได้เงินมา
เป็นจำนวนมาก
ยิ่งกว่านั้น พวกเขายังไม่ได้ค้นหาภายใน
พระราชวังใต้ดินอย่างละเอียด
ในระหว่างนั้นก็พบกับ ฉิน ฝูเหยา ถึง 2 ครั้ง ซึ่ง
ใบหน้าของนางค่อนข้างที่จะไม่สู้ดีนัก และดู
ค่อนข้างเร่งรีบ อู่ อวี้ ตะโกนเรียกนาง 2-3 ครั้ง
แต่นางก็เพิกเฉยเย็นชา ทำทีเป็นไม่สนใจ
“อิสตรีช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกจริงๆ อารมณ์
แปรปรวนพลิกไปพลิกมารวดเร็ว โดยเฉพาะกับ
เหล่าสตรีที่งดงาม”
ก่อนหน้านี้เป็น หนานกง เหว่ย ตอนนี้ก็มาเป็น ฉิน
ฝูเหยา มักจะมีช่วงเวลาหนึ่ง ที่พวกนางนั้น
เปลี่ยนไปจนไม่สามารถที่จะเข้าใจพวกนางได้
หลังจากผ่านไปอีก 3 วัน ดูเหมือนว่าในที่สุดพวก
เขาก็ค้นหาพื้นที่ขนาดใหญ่ภายในพระราชวังใต้ดิน
เมื่อมองไปทั้ง 4 ทิศ ดูมืดมน ทรุดโทรมยิ่ง อีกทั้ง
ยังเต็มไปด้วยคราบตะไคร่ เป็นพื้นที่ในพระราชวัง
ใต้ดินที่เปียกชุ่มโชก ลั่วผิน ค่อนข้างรู้สึกจน
ปัญญา นางยังไม่สามารถหาสิ่งที่ตนต้องการพบ
ทั้ง 2 คน เดินกลับไปทางเดิม
ระหว่างทาง อู่ อวี้ ก็ได้พบกับทะเลสาบสีดำที่อยู่
ภายในพระราชวังใต้ดินแห่งนี้ น้ำที่อยู่ในทะเลสาบ
เป็นดินโคลน สกปรก เมื่อมองไปทางข้างหน้า ก็ไม่
เห็นอะไรมากนัก ทันใดนั้นเขาก็มีความคิดแวบเข้า
มาในหัว พร้อมกล่าวว่า “ดูเหมือนว่าด้านใต้ของ
ทะเลสาบแห่งนี้จะลึกมาก ท่านต้องการจะลงไป
ลองดูหรือไม่?”
ต้องกล่าวว่าทั่วทั้งพระราชวังใต้ดิน อาจมีบางสิ่งที่
มองข้ามไป ซึ่งสถานที่แห่งนี้อาจเป็นหนึ่งในนั้น
ลั่วผิน พยักหน้าเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม นางไม่มี
ท่าทีตั้งใจที่จะดำดิ่งลงไปในน้ำ นางจึงถือโอกาสนี้
ตวัดมือออก ภายในชั่วพริบตาปรากฎเป็นภาพน้ำ
ในทะเลสาบจำนวนไม่น้อยม้วนกวาดเปิดออกไป
เสียงระเบิดดังขึ้น ฉับพลันน้ำทั้งหมดได้ตกอยู่ใน
การควบคุมของนางจนหมดสิ้น ภายใต้การควบคุม
ด้วยท่าทีสบายๆ ทะเลสาบสีดำเริ่มถูกบีบอัด ในชั่ว
พริบตา น้ำทะเลสาบสีดำก็ถูกบีบอัดจนกลายมา
เป็นบอลน้ำเล็กๆอยู่ภายในมือ
นางโยนบอลน้ำลงไปบึงที่เคยเป็นทะเลสาบ ลูก
บอลน้ำลูกนั้นกระเด้งไป 2 – 3 ที จากนั้นก็ไปติด
อยู่บนโคลน
อู่ อวี้ จ้องมองไปอย่างโง่งม แน่นอนว่านี่คู่ควรแล้ว
กับการที่เป็นถึงมังกรเทวะที่อยู่ในทะเล
ความสามารถในการจัดการกับธาตุวารีนั้น
แข็งแกร่งจริงๆ
เมื่อจ้องมองไปที่แอ่งน้ำนั้น อู่ อวี้ กลายเป็นอื้ออึง
ในทันที เขาไม่คาดคิดว่าจะมีวิธีนี้อยู่ด้วย ต่อมา
พวกเขาก็ค้นพบทางเข้า ซึ่งเป็นลักษระทรงกลม
อยู่ภายในแอ่งน้ำ เป็นเหมือนกับบ่อเหล็กขนาด
ใหญ่ คนทั้งสองจ้องหน้ากันและกัน จากนั้นรีบพุ่ง
ไปถึงปากทางเข้ากันอย่างรวดเร็ว อู่ อวี้ ยกมือจับ
ไปยังขอบบ่อ ใช้พละกำลังยกฝาเหล็กที่ปิดอยู่
ขึ้นมา พร้อมมองลงไปเบื้องล่าง และพบว่ามันคือ
เส้นทางทอดยาวเส้นหนึ่ง
“เข้าไปกันเถอะ”
ทั้ง 2 คนเข้าไปในเส้นทางอันมืดสลัว จากนั้นก็ปิด
ฝาบ่อลงไปอย่างแน่นสนิท จากนั้น ลั่วผิน ก็ตวัด
มืออีกครา ทันใดนั้นบอลน้ำสีดำที่อยู่ภายในโคลน
พลันระเบิดออก พริบตาเดียวแอ่งน้ำนั้นก็ถูกเติม
เต็ม และความสกปรกเน่าเหม็นของทะเลสาบแห่ง
นี้ก็กลับคืนสู่สภาพเดิม
ที่นางทำเช่นนี้ก็เพราะว่าไม่ต้องการที่จะให้ ฉิน ฝู
เหยา รู้ว่าพวกเขาค้นพบสถานที่แห่งนี้
ข้างในทางเดินนั้นมืดมิดยิ่ง ดวงตาทั้งคู่ของ อู่ อวี้
ปลดปล่อยเพลิงสีทองเรืองรองออกมา พริบตานั้น
ตลอดทางเดินก็ส่องสว่างขึ้นมาในทันที ทางเดินนี้
ค่อนข้างที่จะมีระยะทางยาว เมื่อดูแล้วไม่รู้ว่า
ข้างหน้าจะมีอันตรายใดๆหรือไม่ ดังนั้นทั้ง 2 คน
ยิ่งเดินลึกเข้าไปมากเท่าไหร่ก็ยิ่งระมัดระวังตัวมาก
ยิ่งขึ้น
เมื่อเดินทางไปประมาณไม่ถึง 20 ลมหายใจ ก็ดู
เหมือนว่าจะถึงจุดสิ้นสุดแล้ว
เบื้องหน้าที่ปรากฎคือห้องเล็กๆแห่งหนึ่ง
อู่ อวี้ และ ลั่วผิน เข้าไปปรากฏตัวอยู่กลางห้อง
เล็กๆห้องนั้นทันที ภายในระยะเวลาอันสั้น ทุก
อย่างที่อยู่ภายในห้องนี้ ก็ปรากฏอยู่ภายในสายตา
ของเขาอย่างถนัดตา
อันดับแรกคือมีศพที่อยู่ในสภาพทรุดโทรมอยู่ใต้ฝั่า
เท้า เห็นได้ชัดว่ามันผ่านกาลเวลามานานมากโข
แล้ว ซึ่งศพนี้ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชก
โชน
การที่ศพนี้สามารถคงอยู่มาจวบจนถึงทุกวันนี้ได้
เป็นคำอธิบายอย่างดีว่าคนผู้นี้จะต้องเป็นผู้ฝึกตน
ระดับสูง
บางทีอาจจะเคย เป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่ซึ่งสั่นคลอน
ฟั้าดินเลยก็ได้
เมื่อมองจากโครงสร้างของกระดูก ศพนี้น่าจะเป็น
สตรีเพศ
ที่น่าสนใจก็คือนอกจากกระดูกแล้ว กลับไม่มีสิ่งใด
ที่ติดตัวนางอยู่เลยนอกจากสิ่งๆเดียว
ทุกสิ่งในห้องนี้ สิ่งที่สะดุดตาอยู่เบื้องหน้ามีเพียง
อย่างเดียวเท่านั้น
นั่นก็คือผ้าแพรสีดำผืนหนึ่ง ที่รัดพันรอบแขนของ
ศพ
เป็นครั้งแรกที่ ลั่วผิน ได้เห็นผ้าแพรสีดำเช่นนี้
หากมองดูแล้วมันน่าจะเป็นผ้าแพรที่ผูกติดกับแขน
เอาไว้
ก่อนหน้านี้คาดว่ามันไม่น่าจะมีสีดำสนิทเช่นนี้ แต่
คงเป็นเพราะว่ามันผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน
ทำให้มีฝุั่นโคลนติดอยู่บนตัวผืนผ้าเป็นจำนวนมาก
มันย่อมเป็นศาตราเต๋าชนิดหนึ่งอย่างแน่นอน
ประเภทของศาสตราเต๋าชิ้นนี้ อู่ อวี้ พบเห็นมา
ค่อนข้างน้อย และมันมีความซับซ้อนยิ่ง อย่างแรก
ตัววัตถุดิบที่ใช้สร้างมัน จะต้องทอด้ายไหมที่ล้ำค่า
และหายากยิ่ง เปลี่ยนให้กลายมาเป็นผ้าแพรผืน
หนึ่ง หลังจากนั้นก็วาดวงเวทศาสตราเต๋าลงไปบน
ตัวผ้า
โดยทั่วไปแล้ว เมื่อกล่าวถึงศาสตราเต๋า ส่วนมาก
จะทำการวาดวงเวทศาสตราที่ง่ายที่สุดลงไปบนตัว
ศาตราเต๋า สำหรับประเภทของเกราะเซียน
จักรพรรดิเพลิงนั้นจะยากขึ้นมาอีกหน่อย แต่เมื่อ
ลองนำมาเปรียบเทียบกับวงเวทที่อยู่บนผ้าแพรผืน
นี้ กล่าวได้ว่าแตกต่างราวฟั้ากับเหวเลยทีเดียว
ก่อนที่จะพบกับศาสตราเต๋าชิ้นนี้ ลั่วผิน แทบจะไม่
สนใจสิ่งใดเลยแม้แต่อย่างเดียว แต่ครั้งนี้นางกลับ
หรี่ตาจ้องมองไป ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ขยับเคลื่อนไหว
อันใด แต่ก็กล่าวออกมาด้วยความแปลกใจ
เล็กน้อยว่า “นี่ ดูเหมือนว่ามันจะเป็นศาสตราเต๋า
วิถีแท้ชิ้นหนึ่ง”
เดิมที อู่ อวี้ ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่เมื่อได้ยินคำว่า
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ 2 คำนี้ เขาก็เกิดอาการตกตะลึง
จนต้องกล่าวว่า “ศาสตราเต๋าวิถีแท้? ผ้าไหมผืนนี้
เนี่ยนะ?”
นี่มันเกินความคาดหมายของเขาไปไกลแล้ว
อาจจะเป็นเพราะมันคงอยู่มานานมาก จึงทำให้
พลังที่อยู่บนผ้าผืนนี้หายไป ดังนั้นมันจึงดูธรรมดา
สามัญยิ่ง แต่ตราบใดที่วัสดุในการทำยังไม่
เปลี่ยนไป วงเวทศาสตราจำนวนมากที่อยู่บนตัว
ผ้าไหมก็จะยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ หากทำการ
กระตุ้นมันอีกครั้ง ก็มีความเป็นไปได้ว่ามันจะฟืนฟู
จนกลับมาอยู่ในสภาพเดิม
“อืม ศาสตราเต๋าวิถีแท้ชิ้นนี้เป็นท่านที่พบมัน ข้า
ไม่คิดจะแย่งชิงท่านหรอก ท่านรีบเก็บมันไปเถิด”
ลั่วผิน เอ่ยออกมาอย่างสงบนิ่ง ดูเหมือนนางจะไม่
ปรากฎความโลภให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
ความจริงแล้วในมือของนางย่อมต้องมีสมบัติอยู่
เป็นจำนวนมหาศาลอย่างแน่นอน กระทั่งศาสตรา
เต๋าวิถีแท้ชิ้นนี้ นางก็ยังไม่เหลียวแล
อู่ อวี้ ยังคงปักใจเชื่อไม่ลง เขาเดินไปข้างหน้า
พร้อมกับคาราวะศพนี้เป็นอย่างแรก พร้อมกล่าว
ว่า “ผู้อาวุโสได้สำเร็จกลายเป็นเซียนไปแล้ว
มรดกนี่ ผู้เยาว์ค้นพบโดยบังเอิญ จึงขอรับมันไป
เพื่อที่จะให้มันได้ให้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกครั้ง
หนึ่ง”
เขาขยับเขยื้อนด้วยความระมัดระวัง ค่อยๆดึงผ้า
แพรผืนนี้ออกจากซากศพซากนั้น จากนั้นทำการ
ชำระล้างมันไปด้วยเคล็ดวิชาเต๋าสายนอก
หลังจากที่ชำระล้างมันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สมบัติ
ล้ำค่าชิ้นก็กลับมาอยู่ในสภาพเดิม กลายเป็นผ้า
แพรสีฟั้า ราวกับเป็นสีของน้ำทะเล เมื่อกางผ้าผืน
นี้ออกมาดู บนตัวผ้าถูกปักเป็นภาพวิวทิวทัศน์ของ
ทะเลสีคราม ตอนนี้มันดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่ผ้า
ธรรมดาๆผืนหนึ่ง แต่ อู่ อวี้ รู้ว่าตัวเขาจะต้อง
ถ่ายทอดพลังจากแกนกำเนิดเข้าไป ผ้าแพรผืนนี้
จึงจะสามารถกลับมามีชีวิตได้อีกครา
“นี่เป็นศาสตราเต๋าวิถีแท้จริงๆใช่ไหม?” อู่ อวี้
รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ
“ให้ข้าลองดูหน่อย” ลั่วผิน เอื้อมมือออกไป อู่ อวี้
จึงมอบศาสตราเต๋าวิถีแท้ไปบนมือของนาง ต่อมา
ลั่วผิน ลองวิเคราะห์ดู และกล่าวต่อว่า “ไม่ผิด มัน
มีชื่อว่า ‘ผ้าแพรหัวใจสมุทร’ มันคงอยู่มาเป็น
ระยะเวลาที่นานมากแล้ว แต่ทว่าวงเวทศาสตรา
ของมันกลับถูกเก็บรักษาเอาไว้ในสภาพที่สมบูรณ์
พลังอำนาจของมันก็ไม่เลวเลยทีเดียว สามารถ
โจมตีและทำการปั้องกันได้ในเวลาเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าลักษณะพิเศษระหว่าง
มันกับเจ้าจะไม่เหมาะสมกันอยู่เล็กน้อย”
นางมั่นใจว่านี่เป็นศาสตราเต๋าวิถีแท้ และมันก็เป็น
ศาสตราเต๋าวิถีแท้จริงๆ!
แต่ อู่ อวี้ ยังคงรู้สึกว่ามันช่างเป็นเรื่องที่เหนือ
ความคาดหมายอย่างยิ่ง สิ่งของที่เป็นศาสตราเต๋า
วิถีแท้นี้ จะต้องอยู่ในระดับเดียวกับเจ็ดเซียนแห่งซู
ซันจึงจะสามารถควบคุมมันได้ หรืออีกกรณีหนึ่ง
คือผู้ที่ได้รับมรดกสืบทอดเฉกเช่น มู่หรง ซวี่
เท่านั้น และแน่นอนว่าตัวของ มู่หรง ซวี่ ยังไม่
สามารถแสดงความสามารถของมันออกมาได้
อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ผ้าแพรหัวใจสมุทรชิ้นนี้ มันจะดูดียิ่งหากว่ามันได้
ประดับอยู่รอบลำคอของอิสตรี
เต๋าที่ อู่ อวี้ เชี่ยวชาญ ก็คือทองอันเที่ยงแท้ชัดเจน
คือความเร่าร้อนของไฟ แต่ ผ้าแพรหัวใจสมุทรชิ้น
นี้มันเป็นศาสตราที่ค่อนข้างจะนุ่มนวล ราวกับเป็น
มหาสมุทรที่ยืดหยุ่น อ่อนช้อยราวกับสายน้ำ ถ้า
หากมอกจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว ดูมันจะ
เหมาะสมกับ ลั่วผิน เสียยิ่งกว่า
ถ้าหาก อู่ อวี้ ใช้มันด้วยตนเอง บางทีเขาไม่อาจที่
จะสำแดงศักยภาพที่แท้จริงของผ้าแพรหัวใจสมุทร
นี้ออกมาได้
ตัวเขาเกิดเป็นความรู้สึกลังเลอยู่เล็กน้อย และใน
ที่สุดก็ได้ตัดสินใจกล่าวออกมาว่า “ที่จริงแล้ว
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ชิ้นนี้เป็นสิ่งที่พวกเราค้นพบ
ด้วยกัน ทั้งมันยังเหมาะสมกับท่านยิ่งกว่า ถ้าไม่
……..”
เขายังไม่ทันได้กล่าวจบ ลั่วผิน ก็ส่งผ้าแพรหัวใจ
สมุทรผืนนี้กลับคืนไปให้ อู่ อวี้ แล้วกล่าวว่า
“ไม่ได้ นี่เป็นของท่าน ส่วนตัวข้ามีเป็นของตัวเอง
อยู่แล้ว”
หลังจากที่กล่าวจบ ลั่วผิน ก็ได้ขมวดคิ้วลง
เล็กน้อย นางรู้สึกได้ว่าตัวนางนั้นได้หลุดปาก
ออกไป เพราะว่า อู่ อวี้ ยังไม่รู้ถึงตัวตนที่แท้จริง
ของนาง นางจึงไม่อาจที่จะบอก อู่ อวี้ ได้ว่าตนเอง
มีศาสตราเต๋าวิถีแท้อยู่แล้ว…….
แต่ดูเหมือนว่า อู่ อวี้ จะไม่ได้ใส่ใจถึงคำพูดของ
นางมากนัก นางจึงรู้สึกโล่งใจ
อู่ อวี้ นำผ้าแพรหัวใจสมุทรนี้กลับคืนมา วางมัน
เอาไว้อยู่ในมือแล้วเพ่งพินิจพิเคราะห์ เขารู้สึกไม่
เข้าใจว่าทำไมผ้าแพรผืนนี้ถึงเป็นศาสตราเต๋าวิถี
แท้ได้…….
“ท่านอย่าได้ดูถูกมัน ถึงแม้ว่ามันจะไม่เหมาะสม
กับท่าน แต่ถ้าหากท่านทำการปรับแต่งมัน เมื่อถึง
เวลานั้นท่านก็จะได้ค้นพบถึงพลังที่แท้จริงของมัน
พลังอำนาจของมันไม่ได้ด้อยไปกว่ากระบี่เต๋าผสาน
อัสนีเล่มนั้นเลย อย่างไรก็ตามข้าขอแนะนำท่านว่า
อย่าทำการปรับแต่งมันในตอนนี้ จิตวิญญาณของ
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ มีความหยิ่งยโสอยู่มากทีเดียว
อีกทั้งลักษณะของท่านที่แตกต่างกับมัน มันย่อมไม่
ยอมศิโรราบให้แก่ท่านอย่างแน่นอน ซ้ำร้ายมัน
อาจจะทำร้ายท่านเสียเปล่าๆ นอกเสียจากว่าท่าน
จะแข็งแกร่งกว่ามันจนกำราบได้สมบูรณ์แบบ ”
ลั่วผิน กล่าวคำอธิบายออกมาอย่างระมัดระวัง
“เข้าใจแล้ว”
ถึงแม้ว่าเขาจะได้รับสมบัติที่ล้ำค่าเช่นนี้ แต่เขาก็
ยังไม่อาจที่จะใช้มันได้
ศาสตราเต๋าวิถีแท้เช่นนี้ ไม่ว่าจะมองอย่างไรมันก็
เหมาะกับการใช้งานของผู้ที่เป็นสตรี
“ช่างมันเถอะ ในอนาคตข้าย่อมต้องมีโอกาสได้รับ
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ชิ้นอื่นๆอีก ยามนั้นถึงข้าจะขาย
มันออกไปก็ไม่เสียหาย ถึงจะไม่รู้ราคาของมัน แต่
บางทีอาจจะสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นของ
อย่างอื่นที่เหมาะสมกับตัวข้ายิ่งกว่าก็ได้”
เพราะยังไงแล้วมันก็เป็นถึงศาสตตราเต๋าวิถีแท้!
หลุมบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง ช่างเป็นสถานที่ที่
ลึกลับจริงๆ ขนาดศาสตราเต๋าวิถีแท้ยังสามารถ
ปรากฏออกมาได้!
เขาได้จะเก็บ ‘ผ้าแพรหัวใจสมุทร’ นี้เข้าไปในถุง
จักรวาล หลังจากที่ออกไปข้างนอกแล้ว เขาก็จะ
ทำการศึกษามันดูสักหน่อย
แต่ในเวลานี้ เหนือหัวขึ้นไปเกิดการขยับ
เคลื่อนไหวขึ้นมา อู่ อวี้ ตื่นตะลึง เขารู้ว่ามีคน
กำลังเข้ามา อาจจะเป็นไปได้ว่ามีคนได้ยินการ
เคลื่อนไหวของพวกเขาทั้ง 2 คนในตอนที่อยู่
ภายนอก
การเคลื่อนไหวของนางนั้นรวดเร็วเป็นอย่างมาก
เมื่อ อู่ อวี้ เงยหน้าขึ้น ฉิน ฝูเหยา ก็ปรากฏอยู่ใน
ที่นี้ นางได้จับจ้องไปยังสิ่งของที่อยู่ในมือของ อู่
อวี้ พร้อมกล่าวออกมาด้วยท่าทีที่ไม่ไว้หน้า “วาง
มันลงไปซะ”
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ