กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 435 : สาวงามผูเลอโฉม
ถึงแม้ว่าพระราชวังใต้พิภพจะใหญ่มาก แต่ว่า
ภายในนั้นก็เต็มไปด้วยความเงียบงัน ในเวลานั้น
คาดว่า ฉิน ฝูเหยา คงอยู่ไม่ไกล ดังนั้นเมื่อ อู่ อวี้
เข้าไปข้างในได้ไม่นาน นางจึงตามติดเข้ามาได้
อย่างกระชั้นชิด
นางเชี่ยวชาญในการหลบซ่อนมาก เมื่อมองจากสี
หน้าในวันนี้ ไม่แน่ว่านางจะรู้อยู่แล้วว่าผ้าแพร
ธรรมดาๆผืนนั้นที่อยู่ในมือของ อู่ อวี้ จะเป็น
ศาสตราเต๋าวิถีแท้
การที่เก็บเกี่ยวศาสตราเต๋าวิถีแท้ลึกลับมาได้ อู่ อวี้
ก็ยังคงรู้สึกสับสนอยู่เช่นกัน
แต่ว่าใบหน้าของ ฉิน ฝูเหยา ในตอนนี้ไม่ค่อยสู้ดี
นัก แววตาของนางเต็มไปด้วยความแหลมคม การ
จ้องมองนี้ได้ทำให้ อู่ อวี้ ค่อนข้างที่จะรู้สึกสังหรณ์
ไม่ดีชอบกล เขาตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่
ออก โดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เขาเก็บ ‘ผ้าแพรหัวใจ
สมุทร’ เข้าไปภายในถุงจักรวาล
ฉิน ฝูเหยา รู้สึกร้อนรน มองไปที่ อู่ อวี้ ด้วยสีหน้า
เย็นชา ทันใดนั้นสีหน้านางก็เปลี่ยนไปเป็นฝืนยิ้ม
และกลับไปอยู่ในอารมณ์เฉกเช่นเมื่อก่อนอย่าง
รวดเร็ว จากนั้นได้มองไปยัง อู่ อวี้ ด้วยสายตา
สนิทสนม พร้อมกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะ
“น้องชาย ข้านั้นวู่วามไปหน่อย ต้องขอโทษเจ้า
ด้วย แต่ว่า…….แต่ว่าสถานที่แห่งนี้ข้าเป็นคนที่
ค้นพบก่อน สิ่งของที่เจ้านำไปในตอนนี้ เป็นสิ่งของ
ที่ข้ากำลังตามหาอยู่ การที่เจ้านำมันไปเช่นนี้ ข้า
ว่ามันก็ไม่ถูกนะ……”
ตอนนี้นางเอ่ยออกมาด้วยท่าทางที่อ่อนหวาน แต่
ว่ามันก็สายไปแล้ว ในที่สุด อู่ อวี้ มองนางออก
หัวใจของ ฉิน ฝูเหยา นั้นไม่ได้ดีเหมือนกับที่เขา
จินตนาการเอาไว้ เมื่อมันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่นางให้
ความสนใจ นิสัยท่าทางของนางก็พลิกกลับจาก
หน้ามือเป็นหลังมือไปเลยทีเดียว
จำได้ว่าในตอนที่อยู่เมืองเมฆาแรกอรุณ นางยอม
ยกคู่ต่อสู้ของนางให้กับเขา กล่าวได้ว่า นางนั้นดู
ถูกผลการเก็บเกี่ยวที่มาจากการเอาชนะผู้ฝึกตน
นอกรีต
อู่ อวี้ ไม่รู้สึกลังเลเลยแม้แต่น้อย เขาส่ายศีรษะ
และตอบกลับไปว่า “ไม่ได้ พระราชวังใต้พิภพ
ไม่ได้เป็นของเจ้า ของสิ่งนี้เป็นข้าที่เจอมัน มัน
เป็นไปไม่ได้ที่จะส่งมอบมันให้กับเจ้า”
เมื่อ ฉิน ฝูเหยา ได้ยินแล้ว ใบหน้าที่งดงามของ
นาง กลับมาเป็นเย็นชาอีกครั้ง คาดได้ว่านางจะไม่
ลามือจาก อู่ อวี้ ไปง่ายๆแน่ จากนั้นนางก็
วางแผนเอาไว้ในใจ มองไปทาง ลั่วผิน แล้วกล่าว
ออกมาอย่างแปลกๆ “ผู้บัญชาการลั่ว ดูเหมือนว่า
สิ่งนี้จะเป็นศาสตราเต๋าวิถีแท้อย่างหนึ่ง ศาสตรา
เต๋าวิถีแท้ที่ล้ำค่าเช่นนี้ คนที่มีศาสตราเต๋าวิถีแท้
บนทวีปแห่งทวยเทพ คาดว่าน่าจะมีไม่ถึง 20 คน
อย่างมากก็ 30 คน เจ้าไม่รู้สึกโลภสักนิดเลย
หรือ?”
นางต้องการที่จะพูดจายั่วยุ ลั่วผิน
ถ้าหากว่าเป็นการต่อสู้ในระยะประชิด นางเชื่อว่า
นางย่อมมีโอกาส
คิดไม่ถึงว่า ลั่วผิน จะตอบกลับไปอย่างเย็นชาว่า
“ข้ามิได้ขาดเขลา หากศาสตราเต๋าวิถีแท้ปรากฎ
ออกมาง่ายดายดั่งเช่นเจ้าว่า ปั่านนี้ศาสตราเต๋าวิถี
แท้ก็คงปรากฏอยู่ทั่วทวีปแห่งทวยเทพนี้แล้ว”
“เจ้าไม่เชื่อรึ?” ในใจของ ฉิน ฝูเหยา รู้สึกคลุ้ม
คลั่งยิ่ง ในความเป็นจริงไม่ว่าจะเป็นศาสตราเต๋า
วิถีแท้หรือไม่ มันเป็นการคาดเดาของตัวนางเอง
ล้วนๆ ในที่สุดนางก็พบเจอกับห้องลับแห่งนี้ ตาม
ความเข้าใจของนางกับสถานที่แห่งนี้ นางคิดว่ามี
ความเป็นไปได้สูงยิ่งที่ศาสตราเต๋าวิถีแท้จะปรากฏ
ในที่แห่งนี้
แต่ขณะที่เหลือบมองไป นางก็รู้สึกแล้วว่าผ้าแผ
รผืนนั้นจะต้องไม่ใช่ของธรรมดาๆอย่างแน่นอน
ภายใต้คำถามนั้น ลั่วผิน ก็ไม่ได้ให้ความสนใจนาง
นัก แต่กล่าวว่า “อย่าขวางทาง พวกเราจะต้องไป
แล้ว”
ฉิน ฝูเหยา รู้สึกไม่พอใจ นางยื่นมือออกไป
ขวางทางของนางเอาไว้ ตัวนางเกิดโทสะจน
ใบหน้าผิดรูป นางจ้องมองไปที่ อู่ อวี้ ด้วยความ
โกรธเคือง เรื่องในวันนี้ทำให้นางรู้สึกไม่พอใจยิ่ง
ดังนั้นนางจึงถามว่า “อู่ อวี้ เจ้ามาที่นครจักรพรรดิ
เพลิง ข้าปฏิบัติกับเจ้าเป็นอย่างดี ครั้งนี้ เจ้าทำให้
ข้ารู้สึกผิดหวังมาก เจ้าทำอย่างนี้ได้อย่างไร……”
เมื่อถูกสาวงามตำหนิเช่นนี้ อู่ อวี้ รู้สึกค่อนข้าง
ลำบากใจ แต่เมื่อได้ยินคำพูดของ ลั่วผิน นางย่อม
รู้จักนิสัยดั้งเดิมของ ฉิน ฝูเหยา เป็นอย่างดี ซึ่งใน
ใจของเขาก็ปักใจเชื่อเช่นนั้น กล่าวตามจริงแล้วถ้า
หากมอบผ้าแพรหัวใจสมุทรนี้ให้กับ ลั่วผิน เขายัง
สามารถยอมรับได้ แต่ ฉิน ฝูเหยา คงเป็นไปไม่ได้
เขาส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “พี่สาวฉิน ข้ายังนับว่า
เจ้าเป็นสหายอยู่ แต่กล่าวตามตรง ข้ารู้สึกว่า
สมบัติในพระราชวังใต้พิภพแห่งนี้ ใครเจอใครได้
ถ้าหากว่าข้าอยู่ในอารมณ์ดี การที่จะส่งให้เจ้าก็
ย่อมเป็นไปได้ แต่ว่าเจ้ากลับต้องการที่จะเข้ามา
แย่งชิงข้า ต้องขออภัยด้วยที่ข้าไม่อาจจะยอมเจ้า
ได้ ถ้าหากว่าเจ้าไม่มาขวางทางข้า ข้าคิดว่า
หลังจากนี้ พวกเราจะสามารถเป็นสหายกันได้อยู่
เช่นนั้นดีหรือไม่?”
ลั่วผิน เองก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป “อย่าได้มา
ขวางทางข้า”
ทั้ง 2 คน หนึ่งหน้าหนึ่งหลังเตรียมพร้อมที่จะ
สนับสนุน ชัดเจนว่าทั้งสองฝั่ายต่างเตรียมพร้อมที่
จะกระทำการต่อสู้กันแล้ว
ฉิน ฝูเหยา โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ในตอนนี้นางกำลัง
คิดว่า หากลงมือกับพวกเขาทั้ง 2 คนในที่แห่งนี้
นางก็จะไม่ได้รับสิ่งใดเลย ในตอนนี้นางตกอยู่ใน
สถานการณ์ที่เสียเปรียบ จึงทำได้เพียงแค่เปิดปาก
พูดออกมาด้วยสีหน้าเย็นชาว่า “การที่เจ้าแย่งชิง
สิ่งของของข้าไป คำว่าสหาย 2 คำนี้ เจ้าก็อย่าได้
ไปกล่าวถึงมันอีก”
ไม่ต้องกล่าวถึงมัน อู่ อวี้ ก็ไม่ได้สนใจนางเช่นกัน
เขากับ ลั่วผิน บินข้ามหัว ฉิน ฝูเหยา แล้วจากไป
ฉิน ฝูเหยา จ้องมองไปยังทิศทางที่พวกเขาทั้งคู่
จากไป พร้อมกำหมัดทั้ง 2 ข้าง กัดฟันด้วยความ
โกรธเกรี้ยว หลังจากที่บ่อน้ำใต้ทะเลสาบถูกปิด
แล้ว นางได้คำรามออกมาอย่างบ้าคลั่ง “ถ้าหาก
เจ้ากล้าทำเช่นนี้ งั้นพวกเราจะได้เห็นดีกัน!”
หลังจากที่ออกมาจากบ่อน้ำนั้นแล้ว อู่ อวี้ กับ ลั่ว
ผิน ก็ได้เดินทางออกมาจากพระราชวังใต้พิภพ
ค้นหาสถานที่เพื่อพักผ่อน จากนั้น อู่ อวี้ ก็เริ่ม
ศึกษา ‘ผ้าแพรหัวใจสมุทร’ ชิ้นนี้ดูสักหน่อย เมื่อ
เขาถ่ายทอดพลังจากแกนกำเนิดส่งผ่านไปให้ผ้า
แพรไปแล้ว ทันใดนั้นวงเวทศาสตราของผ้าแพร
หัวใจสมุทรก็ปรากฏขึ้นมาอย่างแน่นขนัด ดู
สวยงามแลยิ่งใหญ่ คาดว่าบนผ้าผืนนี้จะมีวงเวท
ศาตราอยู่นับหมื่นวง เมื่อได้เห็นวงเวทศาสตรานับ
หมื่นเช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้รู้ว่ามันจะต้องเป็นศาสตรา
เต๋าวิถีแท้อย่างแน่นอน!
อู่ อวี้ รีบหยุดโคจรพลังจากแกนกำเนิดอย่าง
รวดเร็ว มิฉะนั้น วิญญาณแห่งศาสตราเต๋าวิถีแท้
ของผ้าแพรหัวใจสมุทรจะถูกปลุกให้ตื่นได้ ซึ่ง อู่
อวี้ คาดว่าในตอนนี้เขาจะยังไม่สามารถควบคุมมัน
ได้
เพียงแค่พริบตาเดียว อู่ อวี้ ก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึก
อันน่ากลัวของศาสตราเต๋าวิถีแท้ชิ้นนี้ได้ด้วยตัวเอง
เขาก็ไม่รู้สึกสงสัยในเรื่องที่ว่าผ้าแพรหัวใจสมุทร
ชิ้นนี้จะเป็นศาสตราเต๋าวิถีแท้หรือไม่อีกต่อไปแล้ว
หลังจากที่ได้รับสมบัติที่ล้ำค่าเช่นนี้มา อู่ อวี้ ก็ไม่
อาจที่จะทำใจให้สงบลงได้
“เป็นอย่างไรบ้าง?” ลั่วผินที่กำลังเดินอยู่ท่ามกลาง
ลมพายุและทะเลทรายพลันหันหน้ากลับมาถาม
เขา
“ท่านแน่ใจจริงๆว่าท่านไม่ต้องการศาสตราเต๋าวิถี
แท้ชิ้นนี้? ข้าคิดว่ามันเหมาะสมกับท่านมาก ” อู่
อวี้ ถาม เขาครุ่นคิดสักครู่หนึ่ง และจินตนาการว่า
ถ้าหากผ้าผืนนี้ไปพันอยู่รอบลำคอของนาง จะต้อง
ดูดีไม่น้อยเลย
แต่ว่ามันก็ไม่เหมาะกับ ฉิน ฝูเหยา อยู่ดี เพราะว่า
นางนั้นเป็นคนที่มีจิตใจเย็นชา ไม่เหมาะสมกับการ
ปรับแต่งศาสตราเต๋าชิ้นนี้
ลั่วผิน ส่ายศีรษะ นางยิ้มออกมาเพียงเล็กน้อย
และกล่าวว่า “ข้าได้กล่าวไปแล้วว่าข้าไม่ต้องการ
มัน”
ถ้าหากเป็นเช่นนี้ อู่ อวี้ ก็จะไม่กล่าวมันอีก ทั้ง 2
คนยังคงเดินทางอย่างต่อเนื่อง ลั่วผิน ก็กำลังตาม
หาสิ่งของของนางอยู่ ส่วน อู่ อวี้ ยังคงทำการ
ฝึกฝนกับวิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิงอย่าง
ต่อเนื่อง คอยปรับแต่แกนนภาของตนเอง ที่หลุม
บรรพกาลจักรพรรดิเพลิงแห่งนี้สามารถนำพามา
ซึ่งความก้าวหน้าอันยิ่งใหญ่ได้ มากกว่าการที่เขา
หลอมสกัดปรุงเม็ดยาโอสถและการวาดวงเวทเสีย
อีก
เวลาผ่านไปประมาณครึ่งเดือน
พวกเขาได้เริ่มค้นหาสถานที่และเดินทางออกห่าง
จากนครโบราณไปไกลมากขึ้นเรื่อย
ซึ่งมันหาได้ยากเย็นอย่างยิ่ง ลั่วผิน มีความรู้สึก
หมดหนทาง เมื่อเร็วๆนี้ อาการบาดเจ็บของนางยิ่ง
มายิ่งรุนแรงขึ้น ดวงตาสีฟั้าของนางเริ่มมืดสลัว
เลือนลางลงไปไม่น้อย ในขณะที่กำลังเดินทางอยู่
จะเห็นได้ว่านางดูเหนื่อยล้าอ่อนเพลียมาก
นางลงไปนั่งอยู่บนก้อนหินที่อยู่ท่ามกลาง
ทะเลทรายสีเหลือง มองไปยังทิศทางที่ห่างไกล
ทันใดนั้นก็กล่าวออกมาด้วยความโดดเดี่ยวอ้างว้าง
“อู่ อวี้ ข้าอาจจะต้องตาย”
อู่ อวี้ กำลังทำการบ่มเพาะแกนนภา รู้สึกตกใจกับ
คำพูดของนาง เขารีบยันกายลุกขึ้นมาอย่าง
รวดเร็ว ยืนมองไปยัง ลั่วผิน สามารถเห็นได้ว่าสี
หน้าท่าทางของนางเริ่มอ่อนเพลียลงไป เขาจึง
กล่าวว่า “อย่าพูดอะไรเช่นนี้สิ ท่านจะตายได้
อย่างไร”
คาดไม่ถึงว่า หมิงซวง จะกล่าวขึ้น “นางไม่ได้
โกหกเจ้า นางน่าจะประสบกับทัณฑ์สวรรค์ แต่ก็ไม่
รู้ว่าไปเผชิญหน้ากับภัยพิบัติอะไรมา ถ้าหากว่า
ไม่ใช่เพราะโชคของนาง นางน่าจะแหลกสลาย
หลงเหลือเพียงแค่ขี้เถ้าแล้ว ตอนนี้ทำได้เพียงแค่
สนับสนุนด้วยพลังที่แข็งแกร่งของนาง ถ้าหากนาง
ต้องตายจริงๆ ก็ไม่อาจที่จะฝืนต้านมันได้ไหว”
เมื่อ อู่ อวี้ ได้ฟัง ในใจเขาเกิดความเศร้าสลด
เขาคิดว่ามันไม่สมเหตุสมผลยิ่ง ในใจของเขา ลั่ว
ผิน เป็นผู้ที่เพรียบพร้อมสมบูรณ์แบบ และ
เหมาะสมยิ่งกับคำว่างดงาม แล้วไฉนหญิงสาวที่
งดงามเช่นนี้มักจะมีโชคร้าย?
ลั่วผิน เห็นว่าใบหน้าของเขามืดมนลง จึงยิ้มขึ้นมา
เล็กน้อยพร้อมกับกล่าวว่า “ท่านไม่จำเป็นจะต้อง
เสียใจ เรื่องของความเป็นความตายเป็นเพียงแค่
เรื่องปกติ นอกจากเซียนอมตะแล้ว ไม่ว่าใครต่างก็
ต้องตายทั้งสิ้น จะช้าหรือเร็วก็ต้องจากโลกใบนี้ไป
หากไม่อาจจะบรรลุถึงขั้นนั้นได้ ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว
ทุกคนก็จะต้องมาถึงจุดจบ”
อู่ อวี้ ครุ่นคิดเกี่ยวกับมัน สิ่งที่นางกล่าวมานั้นไม่
ผิด ผู้คนบนโลกหนีไม่อาจจะหลบหนีความตายได้
ถึงแม้ว่าจะมีเส้นทางที่สามารถบรรลุกลายเป็น
เซียนอมตะได้ อย่างไรก็ตามตั้งแต่ยุคโบราณมา
จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ก็มีคนที่สำเร็จอยู่เพียงน้อย
นิดเท่านั้น
ยังไงเขาก็รู้สึกไม่ยินยอม
เขาจับจ้องไปที่ ลั่วผิน ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ว่านางเป็น
อะไร แต่ภายในจินตนาการของเขา ตัวนางนั้นดู
สมบูรณ์แบบราวกับเป็นภูติแห่งท้องทะเล สตรีผู้นี้
งดงามราวกับมหาสมุทร ทั้งดูสุขุม ใจเย็น และ
ฉลาดเฉลียว
คนเช่นนาง จะสามารถหลบหนีจากความตายครั้ง
นี้ไปได้หรือไม่ มันจะไม่มีวิธีเชียวหรือ?
อู่ อวี้ ลั่นคำรามประกาศกร้าว “รอให้ข้าได้
กลายเป็นเซียนอมตะ ความตายเพียงเท่านี้! ย่อม
ไม่อาจจะมาขวางทางข้าได้ จะไม่ต้องกังวล
เกี่ยวกับความตาย ข้ารู้สึกได้ว่าอย่างน้อยเราควร
จะดิ้นรนจนกว่าจะถึงช่วงเวลาสุดท้าย ในเมื่อท่าน
ยังไม่หมดลมหายใจ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า
ปาฏิหารย์นั้นไม่มีจริง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าท่าน
จะมิอาจก้าวข้ามความตายนี้ได้?”
ลั่วผิน เอ่ยออกมาอย่างอ่อนแรง “ที่ท่านกล่าวมาก็
ถูก ไม่ว่าใครก็ต้องหาหนทางในการมีชีวิตรอด
จะต้องผ่านหนทางมากมาย แล้วในช่วงเวลา
สุดท้ายจะสามารถยอมรับความตายได้อย่างไร
ก่อนตายก็ควรที่จะต้องตายแบบมีเกียรติและ
งดงาม ราวกับเป็นดอกไม้ไฟที่เฉิดฉายใช่หรือไม่?”
ดวงตาของนางเริ่มมืดสลัว และตัวนางเริ่มดูหมอง
คล้ำลงไปมากขึ้น
“ข้าต้องขอบคุณท่านมาก ในช่วง 2-3 วันสุดท้าย
ของข้า ที่ท่านมาตามหาความหวังในการมีชีวิตอยู่
เป็นสหายข้าเช่นนี้” ทันใดนั้น ลั่วผิน ก็จ้องมองไป
ที่เขา ประกายตาของนางเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
ใจ
อู่ อวี้ ยิ้มขึ้นแล้วกล่าวว่า “สิ่งเหล่านี้มันคือ
โชคชะตา อย่างไรก็ตามข้ารู้สึกว่าท่านจะยังไม่ตาย
จนถึงตอนนี้ ไม่ใช่ว่าท่านกำลังมองหาความหวัง
อยู่หรอกหรือ?”
“แต่ว่า พวกเราค้นหาจนทั่วแล้ว ใครจะรู้ว่า
จะต้องค้นหาที่หลุมบรรพกาลจักรพรรดิเพลิงที่ไร้
ซึ่งจุดสิ้นสุดแห่งนี้ไปอีกเนิ่นนานเท่าไหร่? และเจ้า
นครจักรพรรดิเพลิง ไม่อาจที่จะปล่อยให้พวกเรา
อยู่ในที่แห่งนี้ได้นานเกินไป เพราะว่าวิญญาณ
บรรพกาลจักรพรรดิเพลิงนั้นมีจำนวนจำกัด”
อู่ อวี้ ลองจินตนาการว่าตนเองนั้นกลายเป็นนาง
มองดูโลกที่ไร้ขอบเขตแห่งนี้ ย่อมต้องอับจน
หนทางและหมดซึ่งความหวังอย่างแน่นอน
เนื่องจากว่าโลกแห่งนี้ มันกว้างใหญ่ไพศาล
มากกว่าที่ตนเองจินตนาการเอาไว้อย่างมหาศาล
ถ้าหากว่าทำการค้นหาต่อไป มันก็จะยิ่งทำให้
ตนเองต้องหมดแรงและเสียเวลาไปเปล่าๆ
เขาขยับคงพยายามครุ่นคิดอย่างต่อเนื่อง เขาต้อง
รีบช่วย ดังนั้นเขาจึงกลับไปค้นหาสถานที่ที่น่า
สงสัย
ลั่วผิน กล่าว “เมื่อลองหวนกลับไปคิดดูแล้ว ใน
ชีวิตของข้าไม่มีสหายเพียงสักคน อีกทั้งยังไม่เคยมี
ใครนึกถึงข้ามาก่อน มันค่อนข้างอ้างว้างโดดเดี่ยว
ทีเดียว อู่ อวี้ ท่านถือว่าเป็นสหายของข้าใช่
หรือไม่?”
บางทีก็รู้สึกว่านางอาจจะต้านเอาไว้ได้อีกไม่นาน
นางจึงเปลี่ยนกลายมาเป็นคนที่เปราะบาง และเริ่ม
เป็นคนพูดจามากขึ้น
อู่ อวี้ กำลังขบคิดเกี่ยวกับปัญหานี้ ไม่ได้ฟังคำพูด
ของนางแม้แต่น้อย เขากำลังครุ่นคิดอย่างหนัก
หลังจากที่คิดทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ลั่วผิน กำลังรอ
คอยคำตอบของเขา ทันใดนั้น อู่ อวี้ ตบต้นขาของ
เขา และตะโกนออกมา!
“ท่านโหวกเหวกโวยวายอะไร” ลั่วผิน ยิ้มที่ อู่ อวี้
มีท่าทีเช่นนี้ ปกตินางมักจะไม่ค่อยยิ้ม ถึงเขาจะไม่
เคยเห็นมาก่อนก็ตามที แต่ก็รู้ได้ว่ายามนี้นางกำลัง
ยิ้มอยู่หากฟังจากน้ำเสียง
อู่ อวี้ กล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้น “ท่าน
มองข้ามสถานที่แห่งหนึ่งไปใช่หรือไม่? ถ้าหากว่า
เป็นสิ่งสำคัญ มันก็จะต้องอยู่ในสถานที่ที่สำคัญ ข้า
คิดว่าที่หลุมบรรพกาลจักรพรรดิเพลิงแห่งนี้
สถานที่ที่แปลกมากที่สุด สถานที่ที่อยู่ใจกลางมาก
ที่สุด มันไม่ใช่เมืองโบราณหรอกหรือ? บางทีมัน
อาจจะเป็นไปได้ว่าสิ่งที่ท่านกำลังตามหา มัน
อาจจะอยู่ที่เมืองโบราณก็ได้?”
หลังจากที่นางฟังจนจบแล้ว ลั่วผิน ก็รู้สึกตกตะลึง
จุดเริ่มต้นของ อู่ อวี้ ก็คือ ตอนที่อยู่ในเมืองโบราณ
ตัวนางนั้นรู้สึกกังวลใจว่าเจ้านครจักรพรรดิเพลิง
จะค้นพบตัวตนของนางเข้า จึงรีบเดินทางจากมา
ด้วยความร้อนรน และเลิกให้ความสนใจในสถานที่
แห่งนั้น
หลังจากที่นางครุ่นคิดเกี่ยวกับมัน นางก็พยักหน้า
พลันรีบเร่งกระโดดออกจากก้อนหินและกล่าวว่า
“ที่ท่านกล่าวมาก็มีเหตุผล พวกเราต้องกลับไปที่
เมืองโบราณ”
พวกเขาออกมาเป็นเวลานานแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่
พวกเขาพร้อมจะกลับ
“มีความเป็นไปได้หรือไม่?” อู่ อวี้ อยากที่จะ
ช่วยเหลือนางจริงๆ
หญิงสาวผู้งดงามเลอโฉมเช่นนี้กลับตกอยู่ในสภาพ
อิดโรยและใกล้ตายเช่นนี้ ทำให้น่าเสียดายเป็น
อย่างยิ่ง
“ใช่มันอาจจะเป็นไปได้” ลั่วผิน หันกลับมาตอบ
อย่างใจเย็น
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ