กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 436 : กุญแจศิลา
บางที ลั่วผิน อาจจะคิดว่า แทนที่จะเดินเตร็ดเตร่
ไปอย่างไร้จุดหมาย การย้อนกลับไปยังเมือง
โบราณก็น่าจะดีกว่า ซึ่งพวกเขาอาจมีโอกาสได้พบ
พานกับโชควาสนาเข้าก็เป็นได้
หากให้กล่าวการอยู่ใกล้กับเจ้านคร นับเป็นเรื่อง
อันตรายอย่างที่สุดสำหรับนาง
แต่ก็อย่างที่ อู่ อวี้ ได้กล่าวไว้ว่า หลุมบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิง นับเป็นสถานที่วิเศษสุดในที่แห่งนี้
แม้ อู่ อวี้ จะไม่ทราบว่านางกำลังมองหาสิ่งใด แต่
ที่แน่ ๆ มันไม่ใช่ทุกสิ่งที่ได้พบเจอมาตลอดการ
เดินทาง
ฉะนั้นทั้งสองจะต้องกลับไปตั้งหลักที่เมืองโบราณ
ก่อน
ช่วงขากลับไม่ค่อยยากเย็นสักเท่าไหร่นัก ระหว่าง
เดินทางกลับพวกเขาทั้งสองได้พบเจอกับ
วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง อีกตัวหนึ่ง อู่
อวี้ พยายามอย่างเต็มที่ เพื่อต่อสู้อีกครั้ง ซึ่งเขา
ต้องทุ่มพลังเต็มที่ กว่าจะจัดการฝั่านตรงข้ามได้
นับเป็นการเก็บเกี่ยวที่ยอดเยี่ยม เขาได้รับ
ประโยชน์อย่างใหญ่หลวง
” รู้สึกว่าความถี่จากการปรากฏตัวของ วิญญาณ
บรรพกาลจักรพรรดิเพลิง จะลดลง ” อู่ อวี้ เริ่ม
สังเกตเห็น
“ ใช่ เว้นช่วงไปเป็นเวลานานกว่า วิญญาณบรรพ
กาลจักรพรรดิเพลิง จะปรากฏขึ้นอีกครั้ง ดูเหมือน
มันจะมีขีดจำกัดบางอย่าง ”
ยิ่งพวกเขาทั้งสองย้อนกลับมายังเส้นทางเมือง
โบราณใกล้มากขึ้นเท่าไหร่ จำนวนของ วิญญาณ
บรรพกาลจักรพรรดิเพลิง ก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น
หลังจากเดินทางข้ามหาดทรายสีเหลืองอำพัน มา
ได้ระยะเวลาหนึ่ง ก็มองเห็นเมืองโบราณอยู่ลิบ ๆ
สุดสายตา ตลอดเส้นทางต่อจากนั้นพวกเขาทั้ง
สองก็ไม่พบเจอกับ วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิ
เพลิง ส่งผลให้การเดินทางของทั้งสองราบรื่นเป็น
ยิ่งนัก
หลังจากเข้ามาในเมืองโบราณ ลั่วผิน ก็สงบปาก
สงบคำเงียบขรึมหนักมากขึ้นกว่าเก่า นางให้ อู่ อวี้
เดินนำหน้า โดยทั้งสองมุ่งหน้าไปยังกลางใจเมือง
ก่อนเป็นอันดับแรก เจ้านครยังคงนั่งหลับตานิ่งอยู่
บนแท่นศิลาเช่นเดิม ไม่ขยับเคลื่อนไหว หรือ มีสุ
รเสียงใดเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย
แม้ว่าพวกเขาทั้งสองจะกลับมาถึงแล้ว แต่ว่าท่าน
เจ้านครก็ยังคงไม่เคลื่อนไหวใด ๆ
อู่ อวี้ โค้งขอคารวะ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่า
พวกเขาทั้งสองได้กลับมาถึงแล้ว จากนั้นก็ถอยร่น
ไปยืนอยู่ตรงประตูเมืองระหว่างทางเข้ามา ลั่วผิน
แอบสอดส่องสายตามองดูรอบ ๆ ไปด้วย
“ อยู่ในคฤหาสน์เจ้านครเช่นนี้ การที่ท่านจะหาสิ่ง
ที่ต้องการ ข้าคิดว่ามันน่าจะยากเกินไปรึเปล่า? ”
อู่ อวี้ ใช้วิชาลับสื่อสารกับลั่วผิน
ลั่วผิน กล่าวว่า ” ยากขึ้นมากจริง ๆ นอกจากนี้ยัง
ไม่สะดวกที่จะกวาดตามองหา คงต้องระวังตัวให้
มากเวลาสำรวจหาดูรอบ ๆ ทุกซอกทุกมุม ”
อู่ อวี้ กล่าวว่า ” ไม่เป็นไร เรามีเวลาเหลือเฟือ
ค่อย ๆ คลำหาอย่างช้า ๆ ก็แล้วกัน ดูจาก
สถานการณ์ในตอนนี้แล้วเจ้านครคงไม่ปล่อยเรา
ออกไปเร็ว ๆ นี้แน่ ”
อู่ อวี้ รู้ดีว่าเขาควรปล่อย วิญญาณบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิง เหลือไว้บ้าง มิเช่นนั้นหาก
วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง สูญสลาย
หายไปหมด เขาคงได้ถูกส่งไล่ออกไปเป็นแน่
” อู่ อวี้ ท่านเข้าไปยังคฤหาสน์เจ้านครก่อนเถอะ
ไปฝึกฝนขัดเกลาสิ่งที่ได้เก็บเกี่ยวมา เดี๋ยวข้าจะ
ลองไปตระเวนดูด้วยตัวเอง ” ลั่วผินกล่าว
“ ตกลง ”
สุดท้าย อู่ อวี้ ก็ไม่อาจช่วยอะไรนางได้ ในช่วง
เวลาที่ผ่านมาต้องต่อสู้ กับคู่ต่อสู้ที่มีพลังฝีมือ
แข็งแกร่งล้ำเลิศมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขา
สามารถเก็บเกี่ยวคุณประโยชน์เป็นอย่างมาก
ตั้งแต่ที่ร่วมเดินทางกับ ลั่วผิน แล้วตอนนี้ถึงเวลาที่
เขาจะต้องนำที่เกี่ยวมาทั้งหมด มาแปรเปลี่ยนเป็น
พลังต่อสู้
ภายในเมืองโบราณ อู่ อวี้ ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับ
การ นั่งฝึกฝนบำเพ็ญตนอยู่บนบนหอคอยสูง
ร่างกายนิ่งสงบไหวติงไร้ซึ่งสุรเสียงดังเล็ดลอด
ส่วนลั่วผินใช้เวลาอันน้อยนิดนี้กวาดส่ายสายตา
มองหาสิ่งที่นางต้องการอย่างระมัดระวังเป็นอย่าง
มาก ด้วยเวลาเพียงน้อยนิดนี้จึงยากที่จะหาเจอ
แววตาของนางหม่นหมองลงมาก อู่ อวี้ เห็นเช่นนี้
เขาจึงแอบรู้สึกกังวลอยู่ภายในใจ อดคิดไม่ได้ว่าถ้า
เจ้านครจักรพรรดิเพลิง ออกไปด้านนอกสักพักก็คง
จะดีไม่น้อย
ไวเหมือนโกหก เพียงชั่วพริบตาเวลาก็ผันผ่านไป
นานนับเดือน อู่ อวี้ มีข้อกังขาอยากจะซักถาม เจ้า
นครจักรพรรดิเพลิง อย่างคับแน่นอก ซึ่งเขาก็
พยายามเฝั้ารอคำตอบอย่างอดทน สิ่งที่ อู่ อวี้ ได้
เรียนรู้มา ไม่ได้บอกเขาตามตรงว่าควรจะไปใน
ทิศทางใด แต่ถ้าดูจากท่าทางการแสดงออกของ
วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง ดูเหมือนว่าจะ
ต้องการให้เขาเข้าใจด้วยตัวเอง
อู่ อวี้ อดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกตกใจ
การมียอดฝีมืออันดับ 1 ในทวีปแห่งทวยเทพ มา
คอยให้คำชี้แนะ แน่นอนว่าเขาจะต้องรู้แจ้งอย่าง
ลึกซึ้งมากกว่า การชี้แนะเรียนรู้จาก วิญญาณ
บรรพกาลจักรพรรดิเพลิง
ในบรรดาพวกเขาทั้งสามคน ฉิน ฝูเหยา กลับมา
พักฟืนที่เมืองโบราณอยู่หลายครั้ง
แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว นางจะอยู่อีกฟากหนึ่งของ
เมืองโบราณ อาจเป็นเพราะ ‘แพรหัวใจสมุทร’ ใน
เวลานี้นางหาได้แยแสต่อสิ่งใด แต่ก็ไม่ได้แสดง
ความเกลียดชังตั้งตนเป็นศัตรู เพียงแต่นางไม่
แยแสก็เท่านั้น การกระทำนี้แสดงให้เห็นว่า นาง
รังเกียจ อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน
ฉะนั้นเวลาหนึ่งเดือนที่อยู่ภายในเมืองโบราณ ทั้ง
สามมิได้พูดคุยติดต่อกันแต่อย่างใด
“ ท่านยังไม่พบใช่หรือไม่ ? ตอนนี้เหลือเวลาไม่
มากแล้ว สองสามครั้งที่ผ่านมานี้ ข้าตามหา
วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง ได้อย่างยากก
ลำบากแล้ว ” เมื่อ ลั่วผิน กลับมานั่งอยู่ข้าง ๆ อู่
อวี้ จึงกระซิบถามนางเบา ๆ
ความถี่ในการต่อสู้กับ วิญญาณบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิง เร็วขึ้นเล็กน้อยลง ซึ่งทำให้จำนวน
ของ วิญญาณบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง ลดลง
อย่างรวดเร็วเช่นกัน
ด้วยเพราะไม่รู้ว่าจะออกจากที่นี่ได้เมื่อไหร่ ฉะนั้น
เขาจึงรู้สึกกังวลร้อนใจอยู่บ้างเล็กน้อย ทุกครั้งที่
เขาเห็น ลั่วผิน ต้องดิ้นรนต่อสู้เอาชีวิตรอด ต้อง
ทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดอย่างสุดแสน
สาหัส ต้องตามหาสิ่งนั้นด้วยความโดดเดี่ยวลำพัง
มันทำให้เขาไม่อาจจะทนได้
ลั่วผินกล่าวว่า ” อันที่จริงถ้าได้สำรวจพื้นที่ส่วน
ใหญ่ของเมืองโบราณนี้แล้ว ได้ค้นพบจุดที่น่าจะ
เป็นไปได้มากที่สุด ”
“จุดใด?”
” แท่นทรงกลมที่เจ้านครนั่ง ”
ได้ยินดังนั้น อู่ อวี้ นึกภาพออกว่าภายในจัตุรัสนั่น
มีแท่นทรงกลมตั้งอยู่ ซึ่งแท่นนั้นท่านเจ้านครกำลัง
นั่งเข้าฌาน มันคือก้อนศิลาชำรุดทรุดโทรมกองทับ
ถมกัน
“ ท่านแน่ใจหรือ ตรงจุดที่ว่าถือเป็นงานยากเลย
นะ เว้นเสียแต่ว่าท่านเจ้านครจะยินดีให้ความ
ช่วยเหลือท่าน ” อู่ อวี้ กล่าว
เขาคาดเดาว่าด้วยอุปนิสัยของ เจ้านครจักรพรรดิ
เพลิง ที่ยึดถือเส้นทางแห่งความถูกต้อง หาก ลั่ว
ผิน ยอมสารภาพกล่าวความจริงว่าตัวตนที่แท้จริง
ของนางนั้นคืออะไร ท่านก็น่าจะให้ความช่วยเหลือ
แต่โดยดี ?
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลั่วผิน ก็ส่ายศีรษะพร้อมกับเปล่ง
เสียงหัวเราะเรากล่าวว่า ” เขาต้องไม่ช่วยข้าแน่ ๆ
”
ประโยคนี้ของนางฟังดูเศร้าสร้อยหดหู่
อู่ อวี้ พบว่านางคอตกดูเศร้าสร้อยสลดหดหู่ยิ่ง
แต่แล้วนางเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว นางรวบรวม
ความกล้าทั้งหมดที่มีแล้วกล่าวว่า ” ข้าจะยอมแพ้
ไม่ได้เด็ดขาด อย่างที่ท่านกล่าว อย่างน้อยก็ควร
ต่อสู้ให้สุดจนกว่าจะกลายเป็นเถ้าธุลี จนกว่ากายา
จะแตกดับสูญ! ”
” จนกว่าจะถึงลมหายใจสุดท้าย ก็ไม่ควรจะสูญสิ้น
ความหวัง ” อู่ อวี้ ก็พยักหน้า บางทีนี่อาจจะเป็น
เพราะตัวตนของเขาส่งผลกระทบต่อนาง
แต่มันกลับทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่
ไม่น้อย
เขาแอบสงสัยว่า จะมีผู้ใดที่จะหลอกล่อท่านเจ้า
นครออกจากเมืองโบราณไปได้
แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
ในขณะที่เขา พยายามรีดเฟั้นสมองคิดแผนการว่า
จะทำเช่นไรถึงจะหลอกล่อท่านเจ้านคร ออกไป
จากเมืองโบราณนี้ได้ชั่วขณะ แต่ทันใดนั้นท่านเจ้า
นครก็เรียกพวกเขาทั้งสามเข้าไปพบ อู่ อวี้ คิดว่า
เจ้านครกำลังจะส่งพวกเขา แต่ไม่คาดคิดว่า
หลังจากก้าวเหยียบเข้ามาที่นี่ ท่านเจ้านครก็กล่าว
ขึ้นว่า ” ข้ามีธุระบางอย่างต้องออกไปทำ ส่วน
พวกเจ้ายังไม่ถึงขีดจำกัด ก็จงอยู่ต่อกันอีกสัก 2 –
3 เดือนก็แล้วกัน ในขณะที่ข้าออกไปทำธุระที่ด้าน
นอก จะเป็นการดีอย่างยิ่งถ้าพวกเจ้าทั้งสามไม่
ออกไปไหนไกลจากเมืองโบราณ เข้าใจที่ข้าพูดกัน
หรือไม่?”
คำกล่าวนี้ทำให้ อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน รู้สึกประหลาดใจ
เป็นอย่างยิ่ง!
ทั้งสองมองหน้ากันอย่างงง ๆ แทบไม่อยากจะเชื่อ
หูตัวเองว่านี่คือเรื่องจริง ทำให้ความยินดีแล่นเข้า
มาภายในหัวใจของพวกเขาในทันที …
แน่นอนว่าทั้งสองพยายามควบคุมความตื่นเต้น
ยินดีนี้
อู่ อวี้ พยายามข่มจิตใจแล้วถามขึ้นว่า ” ท่านเจ้า
เมือง จะออกไปทำธุระด้านนอกกี่วันขอรับ ? ”
” ไม่แน่ใจ อาจจะซักหนึ่งเดือน ” เจ้านคร
จักรพรรดิเพลิง ตอบอย่างผ่อนคลาย
หลังจากกล่าวจบ ท่านก็เตรียมตัวจะจากไป
อย่างไรก็ตามก่อนที่จะออกเดินทาง ท่านยังกล่าว
ตักเตือนเล็กน้อยว่า ” ในประวัติศาสตร์ มีการ
กล่าวถึงผู้คนที่หายไปเช่นเดียวกัน หรือไม่ก็ตกตาย
ใน หลุมบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง ดังนั้นหลังจาก
ข้าจากไปแล้ว จงระมัดระวังตัวให้ดี ”
พวกเขาทั้ง 3 ต่างพยักหน้าตอบรับอย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่า ฉิน ฝูเหยา ยืนห่างจากพวกเขา
เล็กน้อย สีหน้าไม่แยแส ไม่มีความสุขหรือทุกข์
ปะปนอยู่ในนั้น
เพียงชั่วพริบตา ท่านเจ้านครก็หายตัวไป
ผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อยืนยันได้แล้วว่าเจ้านครจากไป
จริง ๆ อู่ อวี้ ก็หันไปถาม ฉิน ฝูเหยา ว่า ” เพราะ
สิ่งที่เกิดขึ้นใน วังใต้พิภพ เลยในทำให้เจ้าไม่พอใจ
เช่นนั้นหรือ? ”
แพรหัวใจสมุทร ในพระราชวังใต้พิภพ ไม่ใช่สิ่งที่
นางเป็นผู้ค้นพบ ดังนั้น อู่ อวี้ จึงรู้สึกว่าไม่มี
เหตุผลที่จะมอบให้นาง แต่ถ้านางยังดึงดันทำเช่นนี้
ต่อไป เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉิน ฝูเหยา ก็หันมามองเขาอย่าง
เฉยเมย ดูเหมือนว่านางไม่ยินดีที่จะยืนอยู่เบื้อง
หน้าพวกเขาทั้งสอง จากนั้นนางก็หันหลังแล้วเดิน
จากไปในทันที อู่ อวี้ จ้องมองนาง จนกระทั่ง ฉิน
ฝูเหยา เดินออกจากเมืองโบราณไป
“ เอาล่ะ ในเมื่อนางจากไปแล้ว คงยากจะเดินทาง
กลับมาในหนึ่งหรือสองวัน เท่ากับว่ายามนี้ เหลือ
พวกเราสองคนในเมืองโบราณเท่านั้น ” อู่ อวี้
กล่าวขึ้นอย่างปิติยินดี
คาดว่า ลั่วผิน ก็อดใจรอไม่ไหวเช่นเดียวกัน นาง
ลอยตัวขึ้นเบา ๆ ไปบนแท่นทรงกลม จากนั้น อู่
อวี้ ก็ตามนางไป ในเวลานี้ ลั่วผิน กำลังก้มลงมอง
กองศิลาบนแท่นทรงกลม จากนั้นดวงตาของนางก็
ยิงลำแสงสีคราม 2 สายออกไป แล้วแท่นทรงกลม
ก็ถูกแสงสีน้ำเงินหนาแน่นครอบคลุมจนสิ้น
นี่คือช่วงเวลาสำคัญ!
ซึ่งผลลัพธ์ของมันนั้นเกี่ยวข้องกับชีวิตของ ลั่วผิน
ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกกังวลอยู่เล็กน้อย
ราวกับว่าเวลาในยามนี้ดำเนินผ่านไปเชื่องช้าเป็น
อย่างยิ่ง!
ในที่สุด ลั่วผิน ก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า
“ใช่ ทางเข้าอยู่ที่นี่จริง ๆ ข้าลองตรวจสอบยืนยัน
หลายรอบแล้ว ในที่สุดก็พบมันเสียที ”
เมื่อได้ยินสิ่งที่นางกล่าว รวมถึงท่าทางซึ่งเปียมล้น
ไปด้วยความหวัง อู่ อวี้ ก็รู้สึกมีความสุขไปกับนาง
ด้วยเช่นเดียวกัน ความตึงเครียดที่บีบรัดแน่นอยู่
ภายในจิตใจก็ค่อย ๆ คลายลง
“ ทางเข้า? ” ทันใดนั้น ลั่วผิน ก็กล่าวขึ้นสองสาม
คำ ไม่คาดคิดว่าสิ่งที่นางกำลังค้นหาในหลุมบรรพ
กาลจักรพรรดิเพลิงนี้ จะเป็นเพียงทางเข้าเท่านั้น?
ท้ายสุดแล้ว อู่ อวี้ ก็ไม่ทราบว่านางกำลังค้นหา
อะไรอยู่กันแน่
“ อืม นี้เป็นเพียงทางเข้าเท่านั้น ข้าต้องลงไป
ด้านล่าง ” ลั่วผิน จับจ้องมายังเขา
” แล้วเราจะลงไปได้ยังไง? ” อู่ อวี้ เอ่ยถามขึ้น
อย่างสงสัย
หลังจากถามคำถามนี้ออกไป ลั่วผิน ก็ยังคงจ้องนิ่ง
มาที่เขา ซึ่งมันทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกกดดันอยู่บางส่วน
ว่าเหตุใด ลั่วผิน ถึงได้จ้องมองมาที่เขาเช่นนี้…
ดวงตาของนางสาดประกายขึ้นสองสามครั้ง
จากนั้นนางก็ก้มศีรษะแล้วกล่าวว่า ” อู่ อวี้ กุญแจ
สำคัญที่ใช้เปิดทางเข้านี้ อยู่ในร่างของท่าน ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อู่ อวี้ ก็ยิ่งตกตะลึงเข้าไปใหญ่
ถึงแม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปนานพอสมควรแต่เขา
ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี นางกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง
และพบว่าทางเข้าอยู่ที่นี่ แต่กุญแจสำคัญที่ใช้เปิด
มันอยู่ในร่างของเขา
เมื่อเห็น อู่ อวี้ มองมาที่นางด้วยท่าทางไม่เข้าใจ
นางก็หยุดพูดชั่วคราว จากนั้นก็กล่าวว่า “ จำได้
ว่าครั้งแรกที่ท่านจัดตั้งค่ายเทียมฟั้า ได้ฝังศพของ
ชายผู้หนึ่ง ในช่วงเวลานั้นข้าบังเอิญผ่านมาพอดี
แลเห็นว่ามีบางสิ่งบางอย่างอยู่ในมือของท่าน ถ้า
ไม่ใช่เพราะว่าตอนนั้นอยู่ในนครชั้นใน และ ข้าไม่
ปรารถนาจะสังหารท่านแล้วละก็ ข้าคงพุ่งเข้า
โจมตีเพื่อแย่งชิงฉกฉวยสิ่งนั้นไปแล้ว สิ่งนั้นเป็น
กุญแจสำคัญในสถานที่แห่งนี้ ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จิตใจของ อู่ อวี้ ว่างเปล่าไป
ชั่วขณะ เขาจำได้ว่าวันนั้น เขาได้ฝังศพของทหาร
จักรพรรดิผู้หนึ่ง จากนั้นก็หยิบศิลาที่ทหาร
จักรพรรดิเพลิงมอบให้ขึ้นมาดู ซึ่งในเวลานั้น ลั่ว
ผิน ก็มายืนอยู่ข้างกายเขาจริง ๆ แต่เขาไม่คาดคิด
ว่า นางจะเห็นมันด้วย
ศิลาของเขา จะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ใช้เปิด
ทางเข้าที่นี่ไปได้อย่างไร?
อู่ อวี้ นึกถึงเรื่องราวที่ทหารจักรพรรดิเพลิงบอก
เล่าให้เขาฟัง ซึ่งความเป็นมาของไข่ใบนี้ก็ไม่ค่อย
ชัดเจนนัก ซึ่ง อู อวี้ ก็ไม่เคยเก็บเรื่องนี้มาใส่ใจเลย
แต่เมื่อได้ยินสิ่งที่ ลั่วผิน กล่าว เขาก็สัมผัสได้ราง
ๆ ว่า ความเป็นมาของสิ่งนี้และกุญแจที่ ลั่วผิน
บอกกับเขามีความเกี่ยวข้องกัน
ถ้าเช่นนั้น การที่ ลั่วผิน บอกไม่ให้เขาอยู่ห่างจาก
นางก็เป็นเพราะ… สิ่งนี้ได้กลายเป็นปัญหาร้ายแรง
ที่บังเกิดขึ้นในจิตใจของ อู่ อวี้
นับตั้งแต่ที่เข้ามาในหลุมบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง
ลั่วผิน ก็ค้นหาบางสิ่งบางอย่างมาตลอดเส้นทาง
แต่การบอกให้เขาอยู่ข้างกายนาง ซึ่งยามนั้น อู่ อวี้
ก็คิดง่าย ๆ ว่า เพราะนางนั้นอยู่ในช่วงอ่อนแอ จึง
ต้องการให้ใครบางคนคอยช่วยเหลือดูแล หรือไม่ก็
คิดว่า อู่ อวี้ เป็นสหาย
แล้วตอนนี้ อู่ อวี้ ก็ตระหนักได้อย่างชัดเจนว่า ด้วย
ลักษณะนิสัยของ ลั่วผิน นางคงไม่ต้องการผู้คุ้มกัน
อย่างแน่นอน แต่นางกลับตัดสินใจร่วมเดินทางกับ
อู่ อวี้ ซึ่งในท้ายสุดแม้แต่ ฉิน ฝูเหยา ก็ไม่
ปรารถนาร่วมเดินทางกับ อู่ อวี้ เช่นเดียวกัน
เหตุผลเดียวก็คือกุญแจศิลาดอกนี้
ซึ่งสรุปได้ว่าเหตุผลที่นางเข้าหาเขา เป็นเพราะ
นางมีเปั้าหมายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เริ่มตั้งแต่ค่าย
มังกรครามของนางที่อยู่ถัดไปจากเขา หรืออาจจะ
เป็นตอนที่ไปทำภารกิจให้เจ้าเมืองเมฆาแรกอรุณ
แต่ในเวลานั้น ฉิน ฝูเหยา อยู่ข้าง ๆ เขา จึงทำให้
นางไม่มีโอกาสลงมือ…
สิ่งนี้ทำให้ อู่ อวี้ ค่อนข้างหดหู่
ผู้หญิงสวยๆทำไมถึงได้เข้าใจยากอย่างนี้?
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ