กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 437 : บรรพชนมารกลืนสวรรค
เขาครุ่นคิดเกี่ยวกับสตรีผู้มีรูปโฉมงดงาม ที่เข้ามา
ในชีวิตของเขาอย่างละเอียด เริ่มจาก จิ่วเซียน
แล้วก็ตามมาด้วย หนานกง เหว่ย พอมาอยู่ในนคร
จักรพรรดิเพลิงก็เป็น ฉิน ฝูเหยา กับ ลั่วผิน ดู
เหมือนว่าเขาจะรับมือกับพวกนางเหล่านี้ได้ไม่ค่อย
ดีนัก ด้วยเพราะแต่ละคนล้วนมีบุคลิก และ
อุปนิสัยเฉพาะตัวแตกต่างกันไป …
ฉิน ฝูเหยา ก็เปลี่ยนจากเป็นมิตรแล้วกลายเป็น
ศัตรู ในเวลานี้ อู่ อวี้ ยืนอยู่บนแท่นศิลาทรงกลม
แต่ฉับพลันเขาก็พบว่า ลั่วผิน ได้ปกปิดเรื่อง
บางอย่างกับเขาเอาไว้เสียอย่างนั้น
หลังจากรู้ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ จิตใจเขาก็รู้สึก
หดหู่เสียใจระคนขุ่นเคือง เขาจ้องมองไปที่นางด้วย
ดวงตาสาดประกายแล้วกล่าวกับ ลั่วผิน ว่า ” ถ้า
ข้าไม่เต็มใจที่จะนำมันออกมา ท่านจะแย่งชิงมันไป
กับข้าหรือไม่ ? ”
นอกจากเสียงของคลื่นพายุทราย ที่พัดโหม
กระหน่ำอย่างบ้าคลั่งอยู่ด้านนอกแล้ว ภายในเมือง
โบราณแห่งนี้ก็ไม่มีเสียงอื่นใดอีก มันช่างเงียบสงัด
เป็นอย่างยิ่ง พวกเขาทั้งสองยืนสงบนิ่งอยู่บนแท่น
ทรงกลม แต่ภายในใจกลับรู้สึกปันปั่วนร้อนรน
” อย่าคิดต่อต้านแข็งข้อกับนาง ระวังตัวไว้ด้วย
เดี๋ยวก็ไม่ตายดีหรอก ” หมิงซวง กล่าวตักเตือน
อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ยังรู้สึกโกรธเคืองอยู่มาก
สายตาของทั้งสองปะทะเข้าด้วยกัน จับจ้องมองไป
ยัง ลั่วผิน ประดุจดังวารีกับอัคนี
ลั่วผิน ตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนไปว่า ” ขอ
ท่านอย่าได้โกรธเคืองข้าเลย ข้าไม่ตั้งใจปกปิดท่าน
แต่อย่างใด เหตุที่ข้าเพิ่งบอกกล่าวแก่ท่านยามนี้
เนื่องจากหากเอ่ยก่อนแล้วท่านอาจเกิดอันตราย
ขอกล่าวตามตรงอย่างไม่อ้อมค้อม เดิมทีแล้วข้า
ไม่ได้คิดจะมีผูกสัมพันธ์ข้องแวะใด ๆ กับท่าน ข้า
สนใจเพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่มีอะไรมากไปกว่าห่วง
เรื่องความเป็นตายของชีวิตข้า แต่หลังจากได้
เดินทางมากับท่าน ข้าขอพูดได้เต็มปากว่าท่านนั้น
เป็นคนซื่อสัตย์ทั้งยังมีคุณธรรมสูงส่ง ตั้งแต่นั้นมา
ข้าก็ไม่เคยคิดที่จะตั้งตนเป็นศัตรูกับท่านอีกต่อไป
อู่ อวี้ หลายเดือนที่ผ่านมานี้ท่านช่วยเหลือข้าไว้
มาก ข้ารู้สึกสำนึกบุญคุณแล้วก็ขอบคุณท่านจาก
ใจจริง ฉะนั้นขอท่านจงอย่าได้เข้าใจในตัวข้าผิดไป
”
เสียงของนางดูอ่อนโยนไร้พิษภัย ซึ่งไม่ต่างอันใด
จากน้ำเสียงของพี่สาว ซึ่ง อู่ อวี้ สัมผัสไม่ได้ถึงการ
ข่มขู่คุกคามใด ๆ แม้แต่น้อย
มันทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกเหมือนย้อนกลับไปในครั้งแรก
ที่ได้ยินเสียงของนาง ซึ่งมันทำให้ความขุ่นเคือง
ภายในจิตใจของเขาเบาบางลงเล็กน้อย เขา
ไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วนถึงจุดมุ่งหมายที่นาง
เข้ามาตีสนิทกับเขา ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากเวลา
ผ่านไปทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนางนั้นดี
ขึ้นมาก ส่วนนางเองเพียงแค่พยายามดิ้นรน
เพื่อให้ตนเองมีชีวิตรอดต่อไป ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่อง
แปลก หากนางคิดจะฉกชิงกุญแจขึ้นมาจริง ๆ
ศิลาแปลกประหลาดในมือของเขา คงได้ตกไปอยู่
ในมือของนางแล้ว
ถึงแม้เขาจะรู้ว่านางเป็นสัตว์สวรรค์ แต่ก็ยังไม่
ทราบถึงรายละเอียดความเป็นไปเป็นมาของนาง
ตอนนี้นางต้องการกุญแจเพื่อจะเข้าไปยังสถานที่
หนึ่ง ซึ่งอยู่ภายใน หลุมบรรพกาลจักรพรรดิเพลิง
เขาก็ยังรู้สึกว่าควรจะระวังตัวเอาไว้ก่อนจะดีกว่า
ด้วยเพราะความเห็นอกเห็นใจที่เขามีให้แก่นาง แต่
กลับกลายเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่
ดังนั้นเมื่อเห็น ลั่วผิน ยินดีพูดคุยกับเขาเช่นนี้ อู่
อวี้ ก็ครุ่นดิด อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็กล่าวอย่าง
เด็ดขาดว่า ” การที่ท่านปกปิดความจริงหลอกใช้
ข้า ถือเป็นเรื่องไม่ถูกต้องจริง ๆ ในฐานะที่ข้าเป็น
สหายของท่าน ในวันนี้ท่านกับข้าได้ยืนอยู่ที่นี่แล้ว
ข้าเองก็ไม่อยากให้ท่านต้องแตกดับ ฉะนั้นข้าจึงคิด
ว่า ข้าควรรู้รายละเอียด หรือ ข้อเท็จจริงบ้าง
บางส่วน ดังเช่นความเป็นมาเป็นของศิลาก้อนนี้
แล้วสิ่งที่ท่านกำลังตามหาเพื่อให้ตนเองมีชีวิตรอด
อยู่นั้น มันคืออะไรกันแน่? ”
นี่คือปัญหาหลัก
เนื่องจากกุญแจอยู่ในมือของเขา แน่นอนว่าตัวเขา
ไม่อยากเป็นแค่ไอ้ตัวโง่เขลาอีกต่อไป ลั่วผิน หลอก
ใช้อย่างสมบูรณ์ ถ้าเกิดนางเป็นคนไม่ดีขึ้นมาล่ะ?
ถึงเขาจะไม่เชื่อว่านางจะเป็นเช่นนั้น แต่จนปั่านนี้
นางก็ยังคงปิดบังเรื่องสำคัญมากเอาไว้อยู่
ปัญหายุ่งยากเริ่มย้อนกลับมาสู่ ลั่วผิน
ดวงตาคู่สีครามของนางจ้องมองไปยัง อู่ อวี้
จากนั้นนางก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงอ่อนโยนแผ่วเบา
ว่า ” บางอย่างมันเหนือกว่าพื้นฐานฝึกตนที่ท่าน
เป็นอยู่ในปัจจุบัน ต่อให้ท่านจะรู้… ก็ไม่ได้ช่วย
อะไรให้ดีขึ้น ท่านแน่ใจแล้วใช่หรือไม่ว่าอยากจะ
ฟัง? ”
อู่ อวี้ ยิ้มแล้วรีบตอบกลับอย่างรวดเร็ว ” ข้าเต็ม
ใจที่จะฟัง…ทุกสิ่งที่ท่านจะเล่า ข้าต้องรู้ว่าเกิดอะไร
ขึ้นในตอนนี้ หรือถ้าท่านต้องการใช้กำลังฉกชิง ถ้า
เช่นนั้นข้าก็ไม่มีถ้อยคำใดจะกล่าวอีก ”
ลั่วผิน ส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า ” ท่านโปรดวางใจ
ได้ ข้าไม่ใช่คนเนรคุณ ท่านช่วยเหลือข้า…ไม่มีวันที่
ข้าจะกระทำการล่วงเกินท่านเป็นอันขาด ”
แม้เมื่อสักครู่เขาจะรู้สึกขุ่นเคืองมีโทสะ แต่บัดนี้
จิตใจของเขานั้นกลับสงบนิ่งเยือกเย็น ความขุ่น
เขืองก่อนหน้าได้สลายหายไป จากนั้นก็ตั้งใจฟัง
นางเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ท่าทีของเขานั้นชัดเจนเป็น
อย่างยิ่ง ว่าต้องการที่จะรู้ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้
ฉะนั้นการถ่วงเวลาจึงไม่มีประโยชน์อันใด
อันที่จริงแล้ว ลั่วผิน ไม่จำเป็นต้องบอกตัวตนที่
แท้จริงของนางแก่เขา เขาเพียงต้องการรู้ว่าทำไม
ศิลาก้อนนี้ถึงมีความสำคัญนัก แล้วนางกำลังตาม
หาสิ่งใดอยู่กันแน่ ไฉนนางถึงอยากลงไปด้านล่าง
นัก…
แต่เวลานี้ ลั่วผิน พยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า ”
ข้าเป็นเช่นนั้น ข้าจะเล่าทุกอย่างแก่ท่าน ”
นางตัดสินใจที่ทำให้ อู่ อวี้ พึงพอใจ
ทั้งสองกระโดดลงมาจากแท่นศิลาทรงกลม ลงมา
ยืนอยู่บนพื้น ลั่วผิน ทะยานตรงเข้าไปหาเขาแล้ว
กล่าวว่า ” ข้าไม่ทราบว่าท่านได้กุญแจมาได้
อย่างไร ตอนที่ข้าเห็นครั้งแรกข้าเองก็ยังไม่
อยากจะเชื่อ อันที่จริงก่อนเข้ามาได้เตรียมพร้อม
ล่วงหน้าไว้แล้ว หากไม่มีทางเลือกจริง ๆ ข้าก็
ต้องทำลายทางเข้า แต่ถึงจะทำได้มันต้องทำให้
ผู้คนจำนวนมากแตกตื่นแน่นอน ซึ่งหนทางนี้แทบ
จะไม่มีหวังที่จะบรรลุเปั้าหมาย ดังนั้นเมื่อท่าน
ปรากฏกายอยู่ใน นครจักรพรรดิเพลิง พร้อมกับนำ
กุญแจนี้มาด้วย ทำให้ข้ารู้สึกว่าวันนี้ ยังไม่ใช่วัน
ตายของข้า ”
น้ำเสียงของนางฟังแล้วดูจริงใจไม่เสแสร้ง
ฟังจากสิ่งที่นางเล่า ต่อให้ อู่ อวี้ ไม่ปรากฏกายขึ้น
นางก็ยังจะเข้าร่วมสงครามเหยียนอยู่ดี เพียงแค่
นางจำต้องใช้วิธีเสี่ยง ๆ
” ส่วนเรื่องของกุญแจศิลานั้น อันที่จริงแล้วมัน
เป็นกุญแจ ‘ตราผนึก’ ที่เจ้านครจักรพรรดิเพลิงใช้
เป็นทางผ่าน แต่เพราะสงครามที่อุบัติขึ้นในอดีต
ทำให้เจ้านครคนก่อนต้องตกตายไปในสนามรบ
หลังจากนั้นกุญแจ ‘ตราผนึก’ ก็หายสาบสูญไป
จากหน้าประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตามข้าไม่คาดคิด
ว่ามันจะปรากฏขึ้นที่นี่ หลังจากเดินทางมาถึงทวีป
แห่งทวยเทพ ข้าก็ควานหาร่องรอยของมันไปทั่ว
แต่ก็ยังไม่พบ จนข้ารู้สึกหมดหวังกับกุญแจนี้ไป
แล้ว ”
เขาไม่เคยได้ยิน ลั่วผิน พูดมากขนาดนี้มาก่อน
ครั้นน้ำเสียงที่นางใช้อธิบายเรื่องราวให้ อู่ อวี้ ฟังก็
ช่างอ่อนโยนเสียเหลือเกิน น้ำเสียงอันอ่อนโยนของ
นาง ได้ละลายความเดือดดาลที่มีก่อนหน้าของ อู่
อวี้ ไปจนสิ้น แปรเปลี่ยนกลายเป็นความสงบ เขา
เข้าใจ ลั่วผิน ผิดไป แท้จริงแล้วนางเป็นสตรีที่
ชาญฉลาดผู้หนึ่ง ซึ่งนางก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เขา
คิดเอาไว้
” ‘ตราผนึก’ คืออะไร? ” อู่ อวี้ ถาม
ยิ่งฟัง เขาก็รู้สึกว่ามันยิ่งดูลึกลับมากขึ้น
ลั่วผิน จับจ้องมาที่เขา จากนั้นก็ตอบว่า ” นคร
จักรพรรดิเพลิงมีตำนานเล่าขานอยู่บทหนึ่ง ท่าน
เคยได้ยินมันหรือไม่? ”
อู่ อวี้ ตกตะลึงเล็กน้อย จากนั้นเขาก็กล่าวว่า ” ใช่
ตำนานเกี่ยวกับการปราบมารอันแสนน่า
สะพรึงกลัวหรือเปล่า ?”
” มันคือเรื่องจริง ประมาณห้ากาลสมัยก่อนหน้า 1
สมัยจะเทียบเท่ากับ 120,000 ปี ฉะนั้นห้ากาล
สมัยก็เทียบเท่ากับ 600,000 ปี ร่ำลือกันว่ามัน
ไม่ใช่ปีศาจ หรือ คนในเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่เป็นอสูร
ร้ายที่น่าสะพรึงกลัว มันเรียกขานนามของตนเอง
ว่า ‘บรรพชนมารกลืนสวรรค์’ มันคือมารร้ายอันน่า
สะพรึงกลัวอย่างที่สุด ตามตำนานเล่าขานเอาไว้ว่า
มันสามารถกลืนกินได้แม้กระทั่งสวรรค์ปฐพี และ
ทุกสรรพชีวิตบนโลกใบนี้ เพื่อนำมาเสริมสร้าง
ยกระดับความแข็งแกร่งให้แก่ตนเองได้อย่างไร
จุดสิ้นสุด ร่ำลือกันว่าหากมันบรรลุถึงจุดสูงสุด มัน
จะมีพลังอำนาจเทียบเท่ากับ ‘เซียนทองคำปฐม
กาล’ กวาดล้างบุกตะลุยไปทั่วทั้ง 3 ภพแลชมพู
ทวีป จนเกือบจะทำให้มนุษย์ปุถุชนทั่วทั้งสวรรค์
และปฐพีสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ นำพาหายนะภัยพิบัติไป
ทั่วทุกแห่งหน ในท้ายสุดสวรรค์ก็พิโรธ จึงได้ส่ง ‘
เทพเอ้อหลาง (เทพสามตา)’ บัญชากองทัพเซียน
อีกจำนวนมาก เข้าจับกุม ‘บรรพชนมารกลืน
สวรรค์’ แต่ทว่าเนื่องจากบรรพชนมารกลืนสวรรค์
เป็นอมตะไม่มีวันดับสูญ ต่อให้เป็นเทพเซียนก็ไม่
อาจทำอะไรมันได้ จึงทำได้เพียงปิดผนึกมันไว้ใน
ทวีปแห่งทวยเทพนี้เท่านั้น โดยใช้ ‘ค่ายกล 3 ยุค
ดับสูญ’ ปิดผนึกบรรพชนมารกลืนสวรรค์เอาไว้
เล่าขานกันว่า ‘ค่ายกล 3 ยุคดับสูญ’ จำเป็นต้อง
ใช้เวลา 3 กาลสมัย ถึงจะสามารถบดขยี้ทำลาย
บรรพชนมารกลืนสวรรค์ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่ง
ตอนนี้นครจักรพรรดิเพลิงมีหน้าที่เฝั้าพิทักษ์
อาณาเขตคฤหาสน์ ‘บรรพชนมารกลืนสวรรค์’ ใต้
พิภพ นี้เอาไว้ ”
ตำนานนี้คล้ายคลึงกับเรื่องเล่าตำนานเทพเซียน
ปรัมปราที่แพร่กระจายในหมู่ปถุชน เมื่อได้ยิน
เช่นนั้น อู่ อวี้ ก็ตกตะลึงมึนงงไปครู่หนึ่ง อีกทั้งยัง
ไม่อยากจะเชื่อว่านี่เป็นเรื่องจริง จึงเอ่ยถาม ลั่วผิน
ด้วยความตกตะลึงว่า “ ท่านแน่ใจนะว่าไม่ได้เอา
มาจาก นิยายของ นักเขียนตาบอดปรมาจารย์นัก
เล่านิทานที่อยู่ในโลกมนุษย์? ”
คำที่นางใช้อย่าง บรรพชนมารกลืนสวรรค์ 3 ภพ
แลชมพูทวีป หรือแม้กระทั่งเทพสวรรค์ 3 ตา มัน
จะเสมือนตำนานปรัมปราที่เล่าขานอยู่ในโลก
มนุษย์ทุกประการ…
ลั่วผิน หัวเราะเยาะเขาอย่างขบขัน จากนั้นนางก็
กล่าวว่า ” บันทึกพงศาวดาร เป็นเรื่องจริงอย่าง
แน่นอน นครจักรพรรดิเพลิงมีหน้าที่เฝั้าปกปั้อง
อยู่เหนือ ‘คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์’ มาหลายชั่ว
อายุคนแล้ว แต่ท่านไม่ต้องกังวลไป นับตั้งแต่ที่
‘บรรพบุรุษมารกลืนสวรรค์’ ปรากฏตัวขึ้นนี่ก็ผ่าน
มา ‘5 กาลสมัย’ แล้ว ในตำนานได้บอกเอาไว้ว่า
‘ค่ายกล 3 ยุคดับสูญ’ ต้องใช้เวลาทั้งหมด 3 กาล
สมัย ถึงจะสามารถบดขยี้ทำลาย ‘บรรพชนมาร
กลืนสวรรค์’ ได้อย่างสมบูรณ์ กล่าวได้ว่ายามนี้
สวรรค์มิได้รู้สึกกังวลหรือให้ความสนใจในสถานที่
แห่งนี้อีก เนื่องจาก ‘บรรพชนมารกลืนสวรรค์’ ได้
ตกตายไปนานกว่า 250,000 ปีแล้ว ซึ่ง ‘คฤหาสน์
มารกลืนสวรรค์’ ที่อยู่ด้านล่าง นครจักรพรรดิ์
เพลิง ก็คงกลายเป็นสถานที่ว่างเปล่าไปแล้ว ”
“ ท่านจะบอกว่า นี่คือทางเข้าคฤหาสน์มารกลืน
สวรรค์เช่นนั้นหรือ? ” อู่ อวี้ หันไปมองแท่นทรง
กลมที่อยู่ด้านหลัง พร้อมทั้งอดขนลุกขึ้นมาอย่าง
ช่วยไม่ได้ นี่คือเหตุผลที่ นครจักรพรรดิ์เพลิง เฝั้า
คุ้มกันอยู่ในที่แห่งนี้
ลั่วผิน พยักหน้าแล้วกล่าวว่า ” ใช่ หลังจากผนึก
‘บรรพชนมารกลืนสวรรค์’ สวรรค์ก็ต้องการให้เจ้า
นครทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลนครจักรพรรดิเพลิง เพื่อ
คอยเฝั้าระวังสังเกตการณ์ ค่ายกล 3 ยุคซึ่งผนึก
บรรพชนมารกลืนสวรรค์ไว้ด้านล่าง ดังนั้นจึงได้
มอบกุญแจเอาไว้ให้ เพื่อคอยเข้าไปตรวจสอบดู
สถานการณ์ ซึ่งก็ทำได้แค่ตรวจสอบเท่านั้น แต่
แกนหลักของ ‘ค่ายกล 3 ยุคดับสูญ’ แม้แต่กุญแจ
ก็ไม่สามารถเข้าไปแตะต้องสัมผัสมันได้ โดยเฉพาะ
มารกลืนสวรรค์ ซึ่งตกตายไปกว่า 250,000 ปีแล้ว
กล่าวได้ว่าสำหรับคนอื่น ๆ กุญแจนี้หาได้มี
ความสำคัญอันใดไม่”
เป็นเช่นนี้เอง!
ในที่สุด อู่ อวี้ ก็เข้าใจว่าศิลาก้อนนี้มีความเป็นมา
เป็นไปอย่างไร …
ช่วงเวลานั้นเอง หมิงซวง ก็กล่าวขึ้นว่า ” จะว่า
ไป… ข้าเองก็เคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน ใน
ตอนนั้นข้าเองก็ยังไม่เชื่อ ไม่คิดเลยว่ามันจะเป็น
เรื่องจริง อู่ อวี้ ยังมีอีกเรื่องที่เจ้ายังไม่รู้ นั่นก็คือ
ตำนานตระกูลมังกรสี่คาบสมุทร เมื่อ 5 กาลสมัยที่
แล้ว จัดได้ว่าเป็นเป็นยุครุ่งโรจน์สุดของตระกูล
มังกร ในยุคสมัยนั้นไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือ ผู้ฝึก
ตน ต่างเคารพนับถือมังกรเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่
ปีศาจก็ยังไม่กล้าไปก่อกวนยั่วโทสะ ตระกูลมังกรสี่
คาบสมุทร ว่ากันว่า ‘บรรพชนมารกลืนสวรรค์’ ถือ
กำเนิดขึ้น ตระกูลมังกรสี่คาบสมุทร เป็นพวกแรกที่
ต้องประสบพบเจอกับเภทภัย แปรเปลี่ยน
กลายเป็นความเกลียดชังหนี้แค้นโลหิตต่อ ‘บรรพ
ชนมารกลืนสวรรค์’ เหล่ามังกรจึงได้ทุ่มเทชีวิตเขา
ต่อสู้ห้ำหั่นกับมารกลืนสวรรค์ จนต้องประสบพบ
เจอกับหายนะความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง พวก
มันถูกสังหารล้างบางจนแทบจะสูญสิ้นเผ่าพันธ์
จวบจนทุกวันนี้ ตระกูลมังกรสี่คาบสมุทร ยังไม่
อาจฟืนฟูกลับคืนสู่ความรุ่งโรจน์เหมือนกาลก่อน
ส่งผลให้จำนวนของสัตว์สวรรค์อย่างมังกรเทวะ
หลงเหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งในหมื่นของปีนั้นด้วยซ้ำ ”
เมื่อฟังจาก หมิงซวง กล่าว แสดงว่าสิ่งที่ ลั่วผิน
เล่าออกมาหาใช่หลอกลวงโปั้ปดตนเองไม่
นับว่าโชคดีตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวในตกตายไป
แล้ว
แต่สิ่งที่ อู่ อวี้ รู้สึกกังขามากที่สุดก็คือ ลั่วผิน จะ
เข้าไปทำอะไรที่นั่นอีก ?
ในส่วนนี้อาจจะเป็นความลับสำคัญ ซึ่งนางกำลัง
แสดงท่าทีลังเล ว่าควรบอกกล่าวเรื่องนี้ให้แก่ อู่
อวี้ ฟังหรือไม่
ในที่สุดนางก็กล่าวขึ้น ” ข้าจะบอกอย่างสัตย์จริง
ข้าหาใช่คนของทวีปแห่งทวยเทพ เผ่าพันธุ์ของข้า
ถูก บรรพชนมารกลืนสวรรค์ กลืนกินไปตั้งแต่ 5
กาลสมัยแล้ว เผ่าพันธุ์ของข้ามีสมบัติอยู่ชิ้นหนึ่ง
ซึ่งถูก บรรพชนมารกลืนสวรรค์ พรากเอาไปด้วย
ซึ่งหลังจากที่ บรรพชนมารกลืนสวรรค์ ถูกผนึกจน
ตกตายไปแล้ว ค่ายกลสามยุคดับสูญ ก็จะสลาย
หายไปด้วย นับตั้งแต่ที่ข้าก้าวเข้ามาภายใน นคร
จักรพรรดิเพลิง ข้ารู้สึกได้ว่าสมบัติประจำตระกูล
กำลังร้องเรียกหาข้าอยู่ สิ่งเดียวที่จะทำให้อาการ
บาดเจ็บของข้าฟืนคืนกลับสู่สภาพสมบูรณ์ได้ มี
เพียงแค่สมบัติชิ้นนี้เท่านั้น ”
นอกจากเรื่องที่นางอธิบายว่าตนเองเป็นมังกร
เรื่องอื่น ๆ ล้วนเปิดเผยซื่อตรงเข้าใจได้ทั้งหมด
ด้วยตัวตนของนาง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับ
เหตุการณ์สำคัญที่อยู่เบื้องหน้าเช่นนี้ นางก็ยังคง
ยึดมั่นในหลักการและคุณธรรมของตนเอง
นอกจากนี้เพื่อรักษามิตรภาพระหว่าง นาง กับ อู่
อวี้ ไว้ ลั่วผิน ได้ตัดสินใจบอกกล่าวอธิบายให้แก่
เขาฟัง แทนที่จะแย่งชิงฉกฉวยไปจากเขาโดยตรง
ด้วยนิสัยเช่นนี้ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกเคารพนับถือนาง
มากยิ่งขึ้น ดังนั้นยามนี้ อู่ อวี้ จึงไม่ได้ขัดขวาง
สร้างความรำคาญใจให้นางอีกต่อไป ซึ่งในท้ายสุด
แล้ว หมิงซวง สามารถตรวจสอบได้ว่าค่ายกล 3
ยุคดับสูญ และ บรรพชนมารกลืนสวรรค์ ได้ตก
ตายแตกดับไปนานแล้วหรือไม่
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ