กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 438 : คายกลสามยุคดับสูญ
ทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง เป็นดินแดนที่มีอาณาเขต
กว้างใหญ่ไพศาลไร้สิ้นสุด โอบล้อมด้วยมหาสมุทร
ทั่วทุกทิศ
ทางทิศตะวันออกมีหมู่เกาะอันไร้สิ้นสุด ท่ามกลาง
หมู่เกาะมีเกาะขนาดใหญ่ 4 แห่ง และผืนแผ่นดิน
ทั่วไป
ส่วนทางทิศตะวันตก อู่ อวี้ พอรู้มาบ้างว่ามันคือ
สถานที่แห่งใด
ลั่วผิน และ วูซาน เซี่ยชือ ล้วนมาจากที่นั่น
มันอาจจะเป็น ‘ชมพูทวีป’ ที่ ลั่วผิน กล่าวถึงก่อน
หน้านี้
โลกนี้กว้างใหญ่ไพศาลมากเพียงใด?
อู่ อวี้ ไม่ทราบว่า หมิงซวง มาจากดินแดนแห่งนั้น
หรือไม่ คาดว่านางคงขี้เกียจจะบอกเขาเกี่ยวกับ
เรื่องนี้ นางคงต้องการให้พื้นฐานฝึกตนของเขาอยู่
ในระดับเหมาะสม เมื่อวันนั้นมาถึงนางจึงจะบอก
เรื่องนี้
” ไม่รู้จักดินแดนชมพูทวีปมาก่อนเลย มันจะมี
ขนาดกว้างใหญ่กว่าทวีปแห่งทวยเทพตงเสิ้ง
หรือไม่กันนะ ? ” อู่ อวี้ ครุ่นคิด
ลั่วผิน กล่าวว่า บรรพชนมารกลืนสวรรค์ และ
ค่ายกลสามยุคดับสูญ มีความลึกล้ำซับซ้อนเป็น
อย่างมาก หลังจากที่นางได้เล่าเรียงเรื่องราวต่าง ๆ
ทั้งหมดอย่างชัดเจน ในยามนี้นางกำลังเฝั้ารอ
คำตอบจากเขา
โดยไม่ต้องเอ่ยถ้อยคำใด ๆ อู่ อวี้ ล้วงมือเข้าไปใน
ถุงจักรวาล เพื่อควานหา ‘กุญแจศิลา’ ซึ่งเขาเก็บ
มันเอาไว้นานแล้ว หลังจากหยิบกุญแจศิลาออกมา
เขาก็ยังคิดอยู่ว่ามันไม่น่าจะเป็นสิ่งของสำคัญถึง
เพียงนี้ มันคือกุญแจที่เอาไว้ปลดผนึกทางเข้าที่จะ
นำไปสู่ คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์
ทันใดนั้นเขาก็จำได้ว่า หวง เหยียนอู่ ได้มันมาโดย
บังเอิญในสถานที่แห่งหนึ่ง เมื่อ อู่ อวี้ พินิจมอง
ศิลารูปทรงไข่ก้อนนี้ เขาก็แอบสงสัยว่าสิ่งนี้มันไม่
น่าจะเกี่ยวข้องกับ คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ ได้!
ในเวลาต่อมาเขาก็ส่งกุญแจศิลาให้กับมือ ลั่วผิน
จากนั้นก็กล่าวว่า ” ความช่วยเหลือของท่าน ข้า
จะจำไว้ไม่มีวันลืม แล้วข้าจะหาโอกาสตอบแทน
ท่านในวันหลัง ”
” แค่เรื่องเล็กน้อย ไม่ควรค่าพอให้กล่าวถึง ”
” ท่านจะลงไปข้างในกับข้าด้วยหรือไม่? ” ” ลั่วผิน
ไต่ถาม
อู่ อวี้ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เดิมทีเขาไม่ได้อยากจะ
เข้าไปข้างใน แต่พอนึกถึงคำพูดเกี่ยวกับไข่ก้อนนี้
ของ หวง เหยียนอู่ เขาเลยตัดสินใจเข้าไปดู
หลังจากตัดสินใจ พวกเขาทั้งสองก็กลับขึ้นไปบน
แท่นศิลาทรงกลม
ลั่วผิน ยื่นมืออันเรียวยาวขาวบริสุทธิ์ประดุจดอก
ลิลลี่ ที่จับก้อนศิลาไว้อย่างอ่อนโยน จากนั้นก็ค่อย
ๆ ไล่ค้นหาไปบนแท่นศิลาทรงกลม ไม่นานนักนาง
ก็แลเห็นร่องบุ๋ม ซึ่งถ้าไม่เพ่งมองอย่างพินิจจะไม่
สามารถแลเห็นได้ จากนั้นนางก็วางก้อนศิลาลงไป
ภายในร่องบุ๋มนั้นอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นเองก้อนศิลาก็ส่องประกายแสงสีทองเจิด
จ้า เพียงชั่วพริบตาแสงสีเท่านั้น ก็แผ่กระจาย
ออกไปจนทั่วทั้งแท่นศิลาทรงกลม โอบล้อมรอบ ๆ
ตัวของ อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน
” นี่คือประตูทางเข้าสู่ คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์!
เมื่อเข้าไปภายในแล้วอย่าได้เดินเตร็ดเตร่แยกตัว
ออกไปเด็ดขาด ”
ทันใดนั้นเสียงอันแหบแห้ง ก็ดังเข้ามาภายในโสต
ประสาทแก้วหู ทำให้ อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน ตกตะลึง
เป็นอย่างยิ่ง แต่โชคดีที่พวกเขาตอบสนองได้อย่าง
ทันท่วงที นี่เป็นเสียงอันเก่าแก่โบราณที่ยังคงถูก
รักษาไว้เท่านั้น
ต้องไม่ผิดอย่างแน่นอน
ขณะประกายแสงสีทองส่องเจิดจ้าปกคลุมร่างของ
อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน อยู่นั้น แท่นศิลาทรงกลมฝั่าเท้าก็
เริ่มบังเกิดความเปลี่ยนแปลง เวลานี้วงเวทค่ายกล
สีทองจำนวนมากก็ปรากฏออกมาจากศิลา ผสาน
รวมเข้ากับก้อนศิลาอันทรุดโทรม ก่อรูปเป็น
เส้นทางสีทองคำนำลงไปสู่ด้านล่าง จากนั้น อู่ อวี้
กับ ลั่วผิน ที่ยืนอยู่บนแท่นศิลาทรงกลม ก็เลื่อนลง
ไปสู่ด้านล่าง บนทางเดินล้อมรอบด้วยกำแพงสี
ทองทั่วทุกทิศทาง ซึ่งทำให้พวกเขาทั้งสองลงมา
ด้านล่างได้อย่างปลอดภัย
จากนั้นไม่นานกำแพงสีทองก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดำ
ทมิฬ ศิลาสีดำเหล่านี้ดูเก่าแก่โบราณมืดทะมึนเป็น
อย่างยิ่ง เมื่อมองลงไปมันดูเสมือนดังหลุมลึก ราว
กับปากขนาดใหญ่ อันไร้สิ้นสุด
“ที่นี่คือคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์!”
อู่ อวี้ ชักเริ่มประหวั่นหวั่นพรั่นพรึงขึ้นมาบ้าง
เล็กน้อย
เขานึกถึงคำบอกเล่าของ ลั่วผิน ว่ามันคือมารร้าย
อันน่าประหวั่นพรั่นพรึง ผู้นำพาภัยพิบัติไปทั่วทั้ง
สวรรค์ในปฐพี จากที่ หมิงซวง บอกกล่าว
แม้กระทั่งตระกูลมังกรสี่คาบสมุทรก็ถูกกวาดล้าง
โคตร จนสวรรค์ต้องส่งกองทัพเทวะสวรรค์ลงมา
เพื่อปราบปรามจับกุมมัน นี่ช่างน่าสะพรึงกลัวมาก
จริงๆ
ด้วยตัวตนอำนาจอันยิ่งใหญ่ของมัน จะต้อง
ประสบความสูญเสียอย่างมหาศาลกว่าจะสังหาร
มันลงได้
” ถึงเวลาจะผันผ่านไปกว่าสามยุคสมัย ซึ่งก็เกือบ
ๆ 400,000 ปีให้แล้ว แม้บัดนี้มันจะเป็นตาย
หรือไม่ยังไง แต่ก็ยังรู้สึกถึงความน่าสะพรึงกลัว
ของมันอยู่ ”
สำหรับ อู่ อวี้ บรรพชนมารกลืนสวรรค์ น่า
สะพรึงกลัวเสียกว่าเทพเซียนบนวังสวรรค์เสียอีก
เมื่อทั้งสองหายไปจากแท่นศิลาทรงกลม แสงที่เคย
ส่องสว่างเจิดจ้าก็ค่อย ๆ จางหายไป
ในชั่วขณะที่แสงสว่างนั้นกำลังจะเลือนหายไป
ฉับพลันเงาร่างสีดำพวยพุ่งรอดผ่านแสงสว่างเล็ก
ๆ เข้าไปในรูทันที เมื่อแสงของวงเวทค่ายกลเลือน
หายไปจนสิ้น เงาสีดำนั้นก็หายไปด้วย
……
ตุบ …
ในที่สุดทั้งสองก็ลงมาจากเส้นทางลึกอันมืดดำ อู่
อวี้ กับ ลั่วผิน ลงสู่พื้นอย่างแผ่วเบา ซึ่งดูจาก
ลักษณะแล้วน่าจะเป็นผืนสนาม
ที่นี่ควรจะเป็น ‘คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์’
ภายใน ‘คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์’ มืดสนิทเป็น
อย่างมาก ไม่มีแสงสว่างสว่างเล็ดลอดออกมา
แม้แต่น้อย สำหรับ อู่ อวี้ เพียงแค่แสงเล็กน้อยเขา
ก็สามารถมองเห็นได้ไกลออกไปแล้ว แต่ที่แห่งนี้มัน
มืดมิดเกินไป
มันช่างมืดสนิทเงียบสงัดประหนึ่งห้วงแห่งมรณะ
เห็นได้ชัดว่าที่นี่ถูกปิดผนึกมาเป็นเวลานาน แม้แต่
กลิ่นอายฟั้าดินก็ยังหมดเกลี้ยงไม่เหลือหลอ
นอกจากบรรยากาศอันนิ่งสงัดเงียบสนิทราวกับ
ความตายก็มิปานแล้ว ยังมีกลิ่นเหม็นอัน
สะอิดสะเอียนลอยคละคลุ้งตลบอบอวลอยู่ทั่วทั้ง
อากาศ
ถึงแม้หมิงซวง กับ ลั่วผิน ยืนยันว่าบรรพชนมาร
กลืนสวรรค์ได้ตกตายลงไปแล้วก็ตาม เท่ากับว่า
คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ ถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลา
เนิ่นนานแล้ว แต่หลังจากที่เหยียบย่างเข้ามา อู่ อวี้
กับรู้สึกขนพองสยองเกล้าหนาวเสียบเข้าไปยั้นไข
สันหลัง
จากนั้นไม่นานดวงตาของเขาก็ลุกเป็นไฟ ดวงตา
ทั้งคู่ส่องสว่างเจิดจ้าประดุจดวงตะวันขนาดเล็ก
ทำให้พื้นที่บริเวณรอบ ๆ สว่างไสวขึ้นมาในทันตา
ใต้ฝั่าเท้าของเขาคือพื้นอันเก่าแก่โบราณ ห้อมล้อม
ไปด้วยความรกร้างว่างเปล่า เมื่อกวาดสายตามอง
ไปรอบ ๆ จะแลเห็นได้ว่า คฤหาสน์มารกลืน
สวรรค์ มีอยู่ทั้งหมด 3 ฝัง ฝังหนึ่งแฝงอยู่ในความ
มืด เมื่อแหงนหน้าขึ้นมอง จะเห็นได้ว่านี่คือ
พระราชวังอันสูงใหญ่ไร้ที่เปรียบ ซึ่งดูไม่ใดซับซ้อน
เท่าใดนัก มันแค่สูงตระหง่านเพียงเท่านั้น เป็น
เสมือนดั่งพระราชวัง ซึ่งมีอสูรขนาดยักษ์นับร้อย
จั้งอาศัยอยู่ แต่ละส่วนของพระราชวังอันมืดมิด
แห่งนี้มีขนาดกว้างใหญ่ไพศาลเป็นอย่างยิ่ง
ห่างออกไปไม่ไกลนักคือประตูขนาดใหญ่ เป็น
ประตูสีดำทมิฬดูเก่าแก่โบราณเป็นอย่างยิ่ง ที่อยู่
ตรงบริเวณประตูโบราณล้วนมีขนาดร้อยจั้ง ตรง
ทางเข้าประตูมีเสาหินขนาดใหญ่สูงขึ้นไปนับร้อย
จั้ง ถึงแม้มันจะเก่าแก่โบราณแต่ก็ยังให้ความรู้สึก
ยิ่งใหญ่องอาจ ตรงกลางมีแผ่นโลหะขนาดใหญ่ติด
อยู่ บนแผ่นโลหะนั้นสลักข้อความ 4 คำเอาไว้ว่า
คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์!
4 คำนี้ เปียมล้นไปด้วยบรรยากาศอันเกรียงไกร
ทรงอำนาจมากพอจะกลืนกินได้ทั้งสวรรค์และปฐพี
แห่งนี้ เมื่อมองดูอย่างพินิจ เขาพบว่าคำเหล่านี้
ประกอบขึ้นมาจาก กระดูกทองคำ เมื่อดูจาก
ลักษณะของมันแล้ว กระดูกทองคำนี้หาใช่กระดูก
ของมนุษย์ไม่ เพราะกระดูกมนุษย์ไม่มีทางเปียมล้น
ไปด้วยปราณเซียนอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้
” นี่คือกระดูกของเซียนอมตะ หลังจากบรรพชน
มารกลืนสวรรค์ กลืนกินเลือดเนื้อของเซียนอมตะ
เข้าไปแล้ว มันก็คายกระดูกออกมา จากนั้นก็นำมา
ประกอบเป็นคำ 4 คำบนแผ่นโลหะนี้ ” เมื่อ ลั่ว
ผิน เผชิญหน้ากับพญามารบรรพกาลนี้ ภายใน
จิตใจของนางก็รู้สึกหวาดกลัวอยู่บางส่วน พร้อม
กับกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย อย่างไรก็
ตามภายในสายตาของนางกับแฝงเร้นไปด้วย
ความรู้สึกบางอย่าง บางทีอาจเป็นเพราะความ
เกลียดชังจากการถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จึงเป็นเหตุให้
เพลิงโทสะเกลียดชังไปถึงสวรรค์บังเกิดขึ้นอีกครั้ง
ยิ่งปล่อยไปนานมากเท่าไหร่ ความเกลียดชังนี้ก็ยิ่ง
ทวีความรุนแรง และ ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น
” ค่ายกล 3 ยุคดับสูญ และ บรรพชนมารกลืน
สวรรค์ อยู่ภายใน ‘ตำหนักหลัก’ มันถูกผนึกไว้ใน
ที่แห่งนั้น เป็นไปได้ว่ามันตกตายไปในค่ายกล 3
ยุคดับสูญนานแล้ว สมบัติจากบรรพบุรุษของเราที่
ถูกมันแย่งชิงไป น่าจะอยู่ในที่แห่งนั้น ”
ลั่วผิน แสดงท่าทางตื่นเต้น จากนั้นนางก็รีบมุ่งไป
ยังคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ พร้อมกับกล่าวพึมพำ
ขึ้นว่า ” ภายในสถานที่แห่งนี้ ท่ามกลางความ
เลือนราง ข้ารู้สึกได้ว่ามันกำลังร้องเรียกหาข้าอยู่
สิ่งนั้นยังอยู่ที่นั่น ทิวาราตรีแลเวลาเนิ่นนานหลาย
แรมปีทำให้บรรพชนมารกลืนสวรรค์ตกตายไป แต่
มันได้แย่งชิงวัตถุศักดิ์สิทธิ์จากตระกูลมังกร 4
คาบสมุทรของเราไปด้วย และสิ่งนั้นคือวัตถุทิพย์
อันเป็นนิรันดร์ไม่มีวันดับสูญ ”
อู่ อวี้ ตามหลังนางไปอย่างกระชั้นชิด
เขาสอดส่องสายตาไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวังยิ่ง
ถึงแม้ว่าสถานที่แห่งนี้ จะไม่มีภัยอันตรายใด ๆ
หลงเหลืออยู่ แต่ภัยอันตรายไม่ใช่สิ่งที่สามารถบอก
ได้ว่ามันจะเริ่มขึ้นตอนไหน อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ยัง
น่าสะพรึงกลัวยิ่ง อย่างน้อย ๆ จนกว่าเปั้าหมาย
ของพวกเขาจะเสร็จสิ้น เขาไม่สามารถผ่อนคลาย
จิตใจลงได้เด็ดขาด
เพียงแค่คนทั้งสองเริ่มก้าวเดิน ทันใดนั้นก็เกิด
ความเคลื่อนไหวบางอย่างขึ้นจากด้านบนศีรษะ
ของพวกเขา เขาหยุดก้าว พร้อมกับเงยหน้ามอง
ขึ้นไปมองทันที แลเห็นว่าก้อนศิลาร่วงลงมา
จากนั้น อู่ อวี้ ก็คว้ามันไว้อย่างทันทีทันใด
” จริงสิข้าเกือบลืมไปแล้ว ” ลั่วผิน ตีศรีษะของ
ตัวเองเบา ๆ หลังจากที่นางเข้ามา นางก็หันไป
สนใจเรื่องอื่นจนลืมเลือนเรื่องกุญแจศิลาไปอย่าง
สมบูรณ์
นี่เป็นกุญแจสำคัญสำหรับใช้เข้าและออก หลังจาก
ขากลับ พวกเขาจำเป็นต้องใส่กุญแจลงไปในร่องที่
พวกเขาก้าวเข้ามา ถึงจะสามารถออกไปได้
อู่ อวี้ กำลังจะส่งมันให้นาง จากนั้น ลั่วผิน ก็โบก
มือแล้วกล่าวว่า ” สิ่งนี้เป็นของท่าน ข้าแค่ขอยืม
มันมาเท่านั้น หลังจากบรรลุเปั้าหมาย เราก็จะ
ออกไปด้วยกัน ”
หลังจาก อู่ อวี้ ยอมรับมัน คนทั้งสองก็ไม่ได้พูด
พร่ำทำเพลงอะไรให้มากความอีกต่อไป พวกเขา
รีบมุ่งไปยังตำแหน่งของบรรพชนมารกลืนสวรรค์
ทันที อย่างไรก็ตามมีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ
หลังจากที่คนทั้งเดินออกไป มีเงาร่างหนึ่งปรากฏ
ขึ้นในตำแหน่งของพวกเขา ชั่วขณะต่อมาเงาร่าง
นั้นก็ผสานกับความมืดเลือนหายไปอย่างเงียบ
เชียบ ไร้ซึ่งสุรเสียงและการเคลื่อนไหวใด ๆ
…
เมื่อเข้าไปใกล้คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ ทันใดนั้น
ลั่วผิน ก็หันหลังกลับไปมอง
“ อะไร? ”
นางขมวดคิ้ว แล้วกล่าวว่า “ ข้าสัมผัสได้ถึงการ
เคลื่อนไหวบางอย่าง เป็นไปได้ว่ามันอาจเป็นแค่
ภาพมายา ”
อู่ อวี้ มองย้อนกลับไป ดวงตาของเขาสาดประกาย
แสงสีทองมองกวาดผ่านไป แต่ก็ไม่พบสิ่งใด
” ระวังไว้ อาจมีบางอย่างเกิดขึ้น เรารีบไปกัน
ดีกว่า ”
” อืม ”
ตอนนี้คนทั้งสองมาถึงด้านหน้าของคฤหาสน์มาร
กลืนสวรรค์แล้ว หลังจากนั้นพวกเขาก็แหงนหน้า
ขึ้นมอง คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์นั้นกว้างใหญ่
ไพศาลเป็นอย่างยิ่ง ประตูขนาดใหญ่ของมัน
เสมือนดั่งจะแทงทะลุขึ้นไปถึงเมฆาบนฟากฟั้าได้
มีขนาดความสูงกว่า 100 จั้ง ในตำแหน่งนี้พวก
เขาสามารถแลเห็น ด้านล่างของแผ่นปั้ายโลหะ ซึ่ง
มีกระดูกของเซียนอมตะถูกสลักเอาไว้
ด้านหน้าของพวกเขาคือประตูสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่สี
ดำทะมึน
ประตูสัมฤทธิ์ ดูเรียบง่ายและหนักแน่นมั่นคงเป็น
อย่างยิ่ง บนประตูเปรอะเปือนไปด้วยคราบสนิม
อีกทั้งยังมีร่องรอยคราบโลหิตซึ่งยังคงอยู่จนถึงทุก
วันนี้ นี่แสดงให้เห็นว่า ผู้คนที่ต่อสู้กันในที่แห่งนี้
ทรงพลังมากเพียงใด
” ข้าขอลองดูหน่อย ” อู่ อวี้ ลองใช้เคล็ดวิชาเต๋า
ทดสอบดูเล็กน้อย แต่ประตูสัมฤทธิ์ก็ไม่ทีท่าว่าจะ
เคลื่อนไหวใด ๆ แม้แต่น้อย
“ ข้าไม่รู้ว่าไอ้ประตูสัมฤทธิ์นี่ถูกสร้างขึ้นมาจาก
อะไรกันแน่ ช่างน่าเสียดายนักที่มันแข็งแกร่ง
เกินไป จนข้าไม่อาจเคลื่อนมันได้แม้แต่นิด ” อู่ อวี้
กล่าวขึ้นด้วยอารมณ์ความรู้สึกซับซ้อน
” มันถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากวัสดุ ที่ใช้สร้าง
ศาสตราเต๋าวิถีแท้จำนวนมากมาย ซึ่งสามารถ
นำมาใช้สร้างศาสตราเต๋าวิถีแท้ได้หลายร้อยชิ้น
เลยทีเดียว ” ลั่วผิน กล่าวขึ้นเบา ๆ
อู่ อวี้ ถึงกับพูดอะไรไม่ออก
หลังจากเห็นว่าไม่มีภัยคุกคามใด ๆ เขาก็วางมือ
บนประตู พร้อมทุ่มความแข็งแกร่งทั้งหมดออก
แรงผลักดัน อู่ อวี้ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน จากการใช้
กำลังมหาศาล จนเส้นเลือดปูดนูน ในที่สุดเขาก็
ผลักเปิดประตูให้อ้าออกได้ ทว่าเนื่องจากประตูนี้
ใหญ่เกินไป อู่ อวี้ จึงผลักให้เกิดช่องเล็ก ๆ ขึ้นมา
ได้เท่านั้น ซึ่งคนทั้งสองก็อาศัยจังหวะนี้ เคลื่อนตัว
เข้าไปข้างในทันที
” อันที่จริงแล้วการใช้วิธีการบินข้ามกำแพง อาจ
ถูกค่ายกลวงเวทที่ถูกวางเอาไว้ บดขยี้สังหารเอา
ได้ ” ลั่วผิน มองไปรอบ ๆ พร้อมกับกล่าวขึ้น
ตอนนี้คนทั้งสองยืนอยู่ที่ลานด้านหน้าของ
คฤหาสน์มารสวรรค์ หลังจากผ่านลานด้านหน้าก็
จะเป็นวัง ซึ่งนี่คือส่วนของ ‘ตำหนักด้านหน้า’ ในที่
แห่งนี้น่าจะมีตำหนักด้านหน้า และ ตำหนัก
ด้านหลังอยู่ 3 ตำหนัก ซึ่งมีตำหนักหลักอยู่ตรงจุด
กึ่งกลาง
” เราไปที่ตำหนักหลักกันเลยดีกว่า ” อู่ อวี้ ใช้
กระบี่บินพาตนเองทะยานขึ้นสู่ฟากฟั้า เพียง
พริบตาร่างของเขาก็ไปปรากฏอยู่ห่างออกไปนับ
ร้อยจั้ง เตรียมจะผ่านตำหนักด้านหน้า มุ่งตรงไปสู่
ตำหนักหลัก ไม่คาดคิดว่าหลังจากบินออกมาได้ไม่
เท่าไหร่ พลังอำนาจอันอหังการ จะกดทับลงมาบน
ร่างของ อู่ อวี้ และ ลั่วผิน อัดกระแทกลงสู่พื้น
ปฐพี จนเกิดเป็นคลื่นสั่นสะเทือนแพร่กระจาย
ออกไป
ลั่วผินเงยหน้าขึ้นมอง ” ไม่คาดคิดว่าค่ายกลที่ถูก
วางเอาไว้บนคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ จะยังคง
ดำรงอยู่จนถึงตอนนี้? ”
อู่ อวี้ แหงนหน้าขึ้นมอง เนื่องจากแรงอัดกระแทก
ก่อนหน้านี้ ทำให้เขาสามารถแลเห็นได้ว่าบนท้อง
นภา ปรากฏเครือข่ายทองคำขนาดใหญ่
แปรเปลี่ยนกลายเป็นอักขระเวทขึ้นมากมายนับไม่
ถ้วน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าค่ายกลนี้หมายมาดปิดผนึก
คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์เอาไว้อย่างชัดเจน
” ไม่มีทางฝั่าไปได้เลย ค่ายกลนี้ยังสมบูรณ์มาก ”
อู่ อวี้ ส่ายหัว
ลั่วผิน เพ่งมองอย่างพินิจ จากนั้นก็กล่าวว่า ”
น่าจะเป็นค่ายกลของนครจักรพรรดิเพลิง อืม คาด
ว่าผู้ใต้บัญชาในนครจักรพรรดิเพลิงคงเป็นผู้วาง
มันเอาไว้ ดู ๆ แล้วน่าจะถูกวางเอาไว้ก่อนจะทำ
กุญแจหายไปได้ไม่นานนัก ดังนั้นค่ายกลนี้ถึงได้
ดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน สิ่งนี้หมายความว่า ถึงแม้
ค่ายกล 3 ยุคดับสูญจะสูญสลายไปแล้ว แต่ก็ยังคง
มีค่ายกลนี้อยู่… ”
ดังนั้นพวกเขาจึงทำได้เพียงเดินผ่านตำหนัก
ด้านหน้า เพื่อไปยังตำหนักหลักได้เท่านั้น
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ