กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 439 : สรรพเทวะวิญญาณ!
ประตูตำหนักด้านหน้ามีขนาดสูงใหญ่เช่นกัน ทั้ง
วัสดุที่นำมาใช้สร้างยังเป็นชนิดเดียวกับประตู
ขนาดใหญ่ก่อนหน้านี้
อู่ อวี้ ก้าวขาไปข้างหน้า พร้อมกับรวบรวมพลัง
ผลักประตูตำหนักด้านหน้า สำหรับประตูนี้ เขา
ผลักเปิดได้ง่ายดายขึ้นเล็กน้อย หลังจากผ่าน
ช่องว่างเข้ามา เขาแลเห็นว่าด้านในมืดมิดสนิท
เงียบเชียบไม่ต่างจากด้านนอก ด้วยเพราะบรรพ
ชนมารกลืนสวรรค์ ไม่ได้อยู่ตรงบริเวณตำหนัก
ด้านหน้า ฉะนั้นทั้งสองจึงเดินก้าวเข้าไปอย่างไม่
ต้องกังวล
ตำหนักด้านหน้านี้มีขนาดกว้างใหญ่และว่างเปล่า
นับจากที่เข้ามาดวงตาของเขาก็ลุกประกายไปด้วย
เปลวเพลิง ทันใดนั้นมหาตำหนักก็ส่องสว่างสดใส
ขึ้นในบัดดล
ภายใต้แสงไฟจากเปลวเพลิง ทั่วทั้งตำหนัก
ด้านหน้าดูราบเรียบอ้างว้างไร้ซึ่งผู้คน แต่เมื่อเห็น
มองอย่างใกล้ชิดจะพบว่าสิ่งของที่ประดับภายใน
ตำหนัก ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ กระดานชนวน
ผนัง หรือแม้แต่เชิงเทียนล้วนเป็นสิ่งของทำมาจาก
วัสดุหายาก ทั้งยังมีร่องรอยของวงเวทย์ที่ถูกวาด
เอาไว้บนพวกมัน มีโอกาสเป็นไปได้ว่าสิ่งของ
เหล่านี้ ล้วนเป็นศาสตราเต๋าวิถีแท้ ซึ่ง บรรพชน
มารกลืนสวรรค์ เป็นผู้สร้างขึ้นเองกับมือ
ทว่าวงเวทที่ถูกวาดเอาไว้ ได้ลบเลือนจางหายไป
จนเกือบหมดสิ้นแล้ว คาดว่าแม้แต่วัสดุที่มีเส้น
วิญญาณเซียนก็ยังได้รับความเสียหาย คาดว่า
บรรพชนมารกลืนสวรรค์ คงมีร่างกายใหญ่โตจน
เหลือคณานับ
อู่ อวี้ รีบมองไปยังท้ายตำหนักด้านหน้าทันที ตรง
นั้นมีประตูขนาดใหญ่ที่จะพาไปสู่ตำหนักหลัก หาก
เดินผ่านตรงนี้ไปได้แล้วเข้าสู่ตำหนักหลัก คาดว่า
จะได้พบเจอสิ่งที่ ลั่วผิน ต้องการ
เมื่อเขาหันไปมอง ลั่วผิน ที่ยืนอยู่ด้านข้าง ก็เห็นว่า
บัดนี้ดวงตาของนาง ได้จับจ้องมองไปยังทิศทาง
ของประตูบานนั้นด้วยท่าทางตื่นเต้นเล็กน้อย เห็น
ได้ชัดว่านางกำลังสัมผัสได้ถึงสมบัติของเผ่าพันธุ์
มังกรเทวะ ซึ่งกำลังร้องเรียกนางอยู่
“ไปกันเถอะ”
เมื่อลั่วผินกล่าวจบนางก็เดินตรงไปด้านหน้า ส่วน
อู่ อวี้ ก็เดินติดตามนางมา
แต่ทันใดนั้น แค่ทั้งสองเดินไปเพียงไม่กี่ก้าว
ความรู้สึกถึงอันตรายก็แล่นเข้ามาอย่างฉับพลัน!
ลั่วผิน และ อู่ อวี้ สัมผัสได้ถึงอันตรายแทบจะ
พร้อมกัน ทั้งสองรีบชะงักฝีเท้า เตรียมสนับสนุน
กันแลกันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย
ฉับพลันดวงตาเพลิงของ อู่ อวี้ ขับเปลวเพลิง
ออกมา เปลวเพลิงค่อย ๆ ควบแน่นเป็นก้อนทรง
กลม เพียงพริบตาทั่วทั้งตำหนักด้านหน้าก็สว่าง
ไสวราวกับเป็นเวลากลางวัน!
ขณะนี้ทุกรายละเอียดที่มีอยู่ภายในตำหนัก
ด้านหน้า ล้วนชัดเจนแจ่มแจ้ง แต่ถึงกระนั้นภัย
อันตรายร้ายแรงก็ยังคงอยู่ แต่พวกเขากลับไม่
สามารถมองเห็นมัน!
“อะไรกัน!?” อู่ อวี้ กวาดสายตามองไปรอบ ๆ
บรรยากาศภายใน คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ ช่าง
พิลึกพิลั่นยิ่งนัก ถึงแม้บัดนี้ท้องด้านหน้าอาจจะ
สว่างไสวไม่ต่างจากกลางวัน แต่กลับยังให้
ความรู้สึกน่าขนพองสยองเกล้าเป็นอย่างยิ่ง!
ในช่วงเวลานี้ อู่ อวี้ รู้สึกงงงวยเป็นอย่างมาก
บรรยากาศอันตรายรอบตัวของพวกเขาชัดเจน
แจ่มแจ้งอย่างที่สุด เห็นได้ชัดว่ายามนี้พวกเขาทั้ง
สอง กำลังถูกล้อมไปด้วยจุดแสงสีเขียวจำนวนมาก
จุดแสงสีเขียวที่ว่านี้ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
เพียงชั่วพริบตาจากจุดแสงจุดเล็ก ๆ ก็กลายเป็น
ขนาดใหญ่เท่ากับศีรษะของมนุษย์ธรรมดา ปรากฏ
อยู่เบื้องหน้าพวกเขาทั้งสอง
กลุ่มแสงสีเขียวนับพันจุด ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตา
ของพวกเขาทั้งสองอย่างแปลกประหลาด
แสงสีเขียวสลัวให้ความรู้สึกน่าสะพรึงกลัวเป็น
อย่างยิ่ง
ถ้า อู่ อวี้ มิทำให้เกิดแสงสว่างขึ้น คาดว่าแสงสี
เขียวนับพันดวงนี้จะยิ่งเด่นชัดมากขึ้นในความมืด!
ก่อนที่พวกเขาจะเข้ามา พวกเขากลับไม่รู้สึกถึง
การมีอยู่พวกมัน เสมือนว่าพวกมันปรากฏขึ้นอย่าง
กะทันหัน
“นี่มันอะไร” อู่ อวี้ ไม่รู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร จึงเอ่ยถาม
ขึ้น ถึงแม้เหมือนกับว่าเขากำลังถาม ลั่วผิน แต่อัน
ที่จริงแล้วคำถามนี้เขาต้องการส่งผ่านไปยัง หมิ
งซวง ด้วยเช่นกัน
ขณะที่เขากำลังพูดอยู่นั้น ดูเหมือนว่ากลุ่มแสงสี
เขียวจะแปรเปลี่ยนรูปร่าง เป็นดวงตาสองดวง
และ ปาก ในส่วนที่เป็นดวงตาทั้งสองเป็นสีเขียว
เข้มสว่างสดใส ส่วนบริเวณปากเป็นเสมือนหลุม
ลึกเข้าไป
หากให้กล่าวรูปลักษณ์โดยรวมของมันในยามนี้ ดู
น่ารักไม่น้อยทีเดียว แต่สำหรับพวกเขาแล้วมัน
ยังคงให้ความรู้สึกถึงอันตรายอย่างได้ลึกล้ำ
ลั่วผิน จ้องมองมันด้วยความตกตะลึง จากนั้นท่าน
ก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงกระซิบว่า ” มันควรจะเป็น
‘สรรพเทวะวิญญาณ’ มีแค่ ‘สรรพเทวะวิญญาณ’
เท่านั้นที่ถือกำเนิดจากสถานที่ถูกปิดผนึกเช่นนี้ได้
มันไม่จำเป็นต้องพึ่งพากลิ่นอายฟั้าดินแห่งสวรรค์
ในปฐพีเพื่ออยู่รอด ”
นี่เป็นครั้งแรกที่ อู่ อวี้ ได้ยินชื่อ ‘สรรพเทวะ
วิญญาณ’
” สรรพเทวะวิญญาณคืออะไร ? ” เขาเอ่ยถาม
ขณะจ้องมองไปยังอสูรกายตัวน้อยสีเขียว
ลั่วผินกล่าวว่า ” มันไม่ใช่ทั้งมนุษย์ หรือ ปีศาจ
มันเป็นสิ่งมีชีวิตในรูปแบบของสัตว์สวรรค์ เป็น
มนุษย์ก็ไม่ใช่เป็นสัตว์ปั่าก็ไม่เชิง มันถือกำเนิดมา
จากสวรรค์และปฐพี ไม่สามารถสืบพันธุ์ได้ แต่จะ
ถ่ายทอดมรดกในรูปแบบที่แตกต่างกัน มันสามารถ
เป็นได้ทุกอย่างอย่าง เช่นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของพวก
เราในยามนี้มันควรจะเป็น สรรพเทวะวิญญาณ
‘หนามเขียว’ พวกมันถือกำเนิดขึ้นมาจาก
สถานการณ์พิเศษ ในสวรรค์และปฐพีแห่งนี้ บาง
ตัวอ่อนแอมากไม่มีพิษสงใด ๆ บางตนถือกำเนิด
มาพร้อมกับพลังแห่งสวรรค์ เช่น ‘บรรพชนมาร
กลืนสวรรค์’ เราเชื่อกันว่า มันถือกำเนิดขึ้น
ท่ามกลางสวรรค์และปฐพี มันก็คือ ‘สรรพเทวะ
วิญญาณ!’ ”
ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตน หรือ ผู้ฝึกตนนอกรีต เราล้วน
เป็นมนุษย์ทั้งสิ้น
ปีศาจกระจัดกระจายอยู่ทุกพื้นที่ พวกมันสามารถ
เป็นได้ทุกสรรพสิ่งยกเว้นมนุษย์ อย่างเช่น กุ้ง หอย
ปู ปลา แมลงต่าง ๆ วิหค ฯลฯ นอกจากนี้ปีศาจยัง
สามารถเปิดภูมิปัญญาได้ หรือแม้กระทั่ง พืช
พรรณที่แปดเปือนโลหิตก็ยังสามารถเปิดภูมิ
ปัญญาได้เช่นเดียวกัน พวกมันล้วนถือเป็นปีศาจ มี
เพียง สรรพเทวะวิญญาณเท่านั้น ที่ถือกำเนิด
ขึ้นมาจากความว่างเปล่าแห่งสวรรค์และปฐพี
คุณลักษณะเฉพาะของมันที่เด่นชัดมากที่สุดก็คือ
ไม่มีบิดามารดาอีกทั้งยังมีรูปแบบที่แตกต่างกันไป
ตัวอย่างเช่นหนามสีเขียว ที่อยู่ตรงเบื้องหน้าของ
พวกเขาทั้งสอง มันเป็นเพียงแค่มวลแสงเท่านั้น
แต่กลับดูเหมือนมีความคิดสติปัญญา นอกจากนี้
ยังมีพลังอำนาจอันเผด็จการที่สามารถชี้เป็นชี้ตาย
ได้ ทว่ากลับมิได้มีพื้นฐานฝึกตนเฉกเช่นดั่งมนุษย์
และปีศาจ นี่คือ สรรพเทวะวิญญาณ!
หมิงซวง กล่าวเสริมว่า ” ใช่แล้วล่ะ เจ้าพวกนี้มัน
ถือกำเนิดจากโลกที่ปิดตายนี้ พวกมันไม่สามารถ
ขยายแพร่พันธุ์ได้ สิ่งมีชีวิตเหล่านี้คือ ‘สรรพเทวะ
วิญญาณ’ ซึ่งพบเห็นได้ยากมาก ยิ่งกว่านั้นพวก
เจ้าดันไปล่วงล้ำอาณาเขตของพวกมันเข้า คาดว่า
พวกมันควรโกรธเคืองไม่น้อยทีเดียว ”
หลังจาก หมิงซวง กล่าว ‘สรรพเทวะวิญญาณ’ ก็
กำลังเดือดพล่านเกรี้ยวกราดถึงขีดสุด พวกมันจะ
ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน มันจ้องมองมายัง อู่ อวี้
กับ ลั่วผิน อย่างเขม็งเดือดดาลด้วยรูปลักษณ์อัน
น่ารักอย่างที่สุด หลังจากนั้นพวกมันก็กระจายตัว
ออก บัดนี้พวกเขาทั้งสองถูกล้อมอย่างสมบูรณ์
โดยเฉพาะตรงบริเวณประตูสัมฤทธิ์ทองเหลือง
ด้านหน้า และ ด้านหลัง ถูกพวกหนามเขียว
จำนวนมากห้อมล้อมไว้อย่างสิ้นเชิง
พวกมันไม่มีเส้นลมปราณ ไม่มีจุดตันเถียน เป็น
เรื่องยากที่จะเข้าใจในวิถีชีวิตของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้
ได้ พวกมันเหมือนกับ วิญญาณบรรพกาล
จักรพรรดิเพลิง ที่ต้องพึ่งพาแสงจากพื้นดินสี
เหลือง ซึ่งจะทำให้มันมีพลังในการต่อสู้
” ท่านทั้งหลาย เราทั้งสองพลัดหลงเข้ามาใน
อาณาเขตของพวกท่านโดยไม่ตั้งใจ ขอให้พวก
ท่านโปรดเมตตาปล่อยพวกเราไปได้หรือไม่? ” อู่
อวี้ ไต่ถาม
แต่แล้วเขาก็ไม่คาดคิดว่า ลั่วผิน จะยิ้มออกมาแล้ว
นางก็กล่าวขึ้นว่า ” พวกมันเป็นเหมือนสัตว์เล็ก ๆ
มันไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านกล่าวไปหรอก ”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้
แต่อันที่จริงทั้งสองไม่อาจผ่อนคลายได้ เพราะดู
เหมือนว่าในเวลานี้หนามเขียวกระสับกระส่ายเป็น
อย่างยิ่ง เมื่อมันสามารถปิดกั้นคนทั้งสองเอาไว้ได้
จากนั้นพวกมันวนไปรอบ ๆ พร้อมกับกระชับวง
แคบเข้ามา ทันใดนั้นร่างกายของมันก็ปรากฏเปลว
เพลิงสีเขียวลุกโหมกระหน่ำขึ้น ซึ่งทำให้สามารถ
เห็นความเร็วในการเคลื่อนที่ค่อนข้างเร็วเป็นอย่าง
มาก
“ เจ้าหนามเขียวพวกนี้ มีการโจมตีเพียงแค่วิธี
เดียวเท่านั้น นั่นคือการพุ่งกระแทก ถึงจะเป็นอย่าง
นั้นก็อย่าได้ประมาท แม้ว่าข้าจะไม่เคยพบเห็นมัน
มาก่อนก็ตาม แต่ตามตำนานบอกเอาไว้ว่า
สามารถอัดกระแทกเข้าใส่ร่างกาย และ สิ่งที่ใช้
โจมตีนั้นก็คือร่างกายของพวกมัน ”
นี่แค่เป็นการตักเตือนเบื้องต้นของ ลั่วผิน ทันใดนั้น
แสงสีเขียวก็กระพริบวาบ พวกมันพุ่งโจมตีขาด
ด้วยความน่าสะพรึงพวยพุ่งเข้าโจมตีเขาในชั่ว
พริบตา!
บัดนี้หนามสีเขียวมาอยู่ตรงเบื้องหน้าแล้ว!
ถึงแม้จะถูกจู่โจมเพียงชั่วพริบตา ทว่า อู่ อวี้ ก็
ตอบสนองกลับอย่างรวดเร็วเช่นกัน เขาตวัดฟาด
เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า ออกไป อัดกระแทกเข้าใส่
หนามเขียวดังปัง!
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเวลานี้ อู่ อวี้ รู้สึกชาในอ้อม
แขนของเขา
หากเขาไม่ปัดปั้องไม่ทันท่วงที กล่าวตามตรงว่าถึง
จะมี กายาเพชรอมตะ เขาคงได้รับบาดเจ็บเป็นแน่
แท้
“ฟั่อฟั่อฟั่อ!”
อู่ อวี้ ตวัดฟาดหนามเขียว จนร่างของมันบิน
ทะยานออกไปตามแรงตะหวัด แต่พวกมันยังไม่ตก
ตาย ถึงแม้จะดูอ่อนแอลง แต่กลับทรงพลังมากขึ้น
ท่ามกลางการนำของเขา หนามเขียวหลายพันตัว
ต่างเปล่งเสียงออกมาพร้อมกัน ซึ่งเสียงของมันทวี
ความรุนแรงขึ้นจนแสบแก้วหู!
“ระวังตัวด้วย!”
ลั่วผิน เตือน
ทันใดนั้นเอง หนามเขียวนับพันก็พุ่งทะยานโจมตี
เข้าใส่ อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน พร้อมกัน
หนามเขียวเพียงตัวเดียวก็ยากที่จะจัดการแล้ว แต่
มีจำนวนนับพันพุ่งเข้ามาโจมตี อีกทั้งด้วยจำนวน
มากมายของหนามเขียวมีจำนวนมากเกินไป ทำให้
เส้นทางด้านหน้าของเขาถูกจำกัดลง สถานการณ์
ในตอนนี้นับว่าน่าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง นานแล้ว
ที่ อู่ อวี้ มิได้ประสบพบกับวิกฤติใหญ่หลวงเช่นนี้!
“อย่าได้ปราณี!”
ลั่วผิน เตือนเขาอีกครั้ง
จากสถานการณ์ถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องในตอนนี้
เห็นได้ชัดว่าหากพวกเขาทั้งสองมีพลังฝีมือไม่
เพียงพอ ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป คงจะต้องถูก
หนามเขียวสังหารจนตกตายอยู่ที่นี่เป็นแน่
ด้วยจำนวนของการพุ่งเข้าปะทะของหนามเขียว
อย่างหนาแน่นมากเกินไป ในเวลานี้ อู่ อวี้ ก็ไม่รู้ว่า
ควรจะรับมือกับมันอย่างไรดี
เขาถือ เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า ด้วยมือทั้งสองข้าง
จากนั้นก็ฟาดเสาปลดปล่อย วงเวทเหยียนหวงเบิก
ฟั้า ระเบิดพวยพุ่งออกมาในบัดดล เสาถูกวาด
ออกไปเป็นวงกลม ปลดปล่อยเปลวเพลิงทองคำ
ม้วนกวาดผ่านลุกโหมกระหน่ำไปทั่วทุกทิศทาง วง
เวทกว่า 900 วงสอดประสานทำงานอย่างพร้อม
เพียง การโจมตีแต่ละครั้ง จะส่งร่างของหนาม
เขียวอย่างน้อย ๆ 10 ตัวกระเด็นกระดอนออกไป
ในชั่วพริบตา แต่ในเวลาเดียวกันนั้น ก็จะมีหนาม
เขียวพุ่งกระแทกเข้าศีรษะ ใส่เท้า และ ส่วนขา
ด้านล่างของ อู่ อวี้ เช่นเดียวกัน!
ชิ้งฉัวะ!!!
เสมือนกับว่าขาส่วนล่างของ อู่ อวี้ ถูกฟันด้วยคม
กระบี่ โลหิตของเขาสาดกระเซ็นออกมาอย่าง
ฉับพลัน ยิ่งไม่ต้องการกล่าวถึงร่างกายส่วนท่อน
บน และ ศีรษะ ที่ถูกหนามเขียวพุ่งทะยานอัด
กระแทกเข้าใส่ในเวลาเดียวกัน โลหิตของเขาสาด
กระเซ็นไปทั่วทุกทิศทาง ทั้งยังวิงเวียนศีรษะ
เสมือนดั่งเห็นดาวบนฟากฟั้า จนแทบจะล้มทั้งยืน!
มีเป็นเพียงการโจมตีที่ถาโถมเข้ามาเพียง 1 ครั้ง
แต่มันก็แทบจะเอาชีวิตของ อู่ อวี้ ได้แล้ว!
สรรพเทวะวิญญาณ นี่มันบ้าคลั่งเกินไปแล้ว
ในช่วงวิกฤตนี้ อู่ อวี้ ไม่มีเวลาหันไปสนใจ
สถานการณ์ทางฝัง ลั่วผิน เนื่องจากว่าแม้แต่ตัว
เขาเองยังเกือบเอาชีวิตไม่รอด สิ่งเดียวที่เขาทำได้
คือ รวบรวมสติกล้ำกลืนฝืนทนผ่านความเจ็บปวด
นี้
“อวตารนอกวิถี!”
ทันใดนั้น ร่างอวตารนอกวิถี นับร้อยก็ปรากฏกาย
ขึ้น ล้อมรอบหนามเขียว ในมือของร่างอวตารนอก
วิถีแต่ละตัว ล้วนถือกระบี่ซึ่งเป็น ศาสตราสถิต
วิญญาณ
“เคล็ดผนึกอสูรเขย่าวิญญาณ!”
ร่างอวตาร และ อู่ อวี้ ปลดปล่อยการโจมตีออกไป
พร้อมกัน ส่งผลให้คลื่นการโจมตีลูกที่จากหนาม
เขียว ถูกกวาดล้างสังหารตีโต้กลับไปในทันที!
ตูม!!!
บังเอิญสุรเสียงดังกึกก้อง!
ร่างอวตารนับร้อยพุ่งเข้าโจมตีพร้อมกัน ย่อมสร้าง
ความเสียหายได้อย่างน่าประหวั่นพรั่นพรึงเป็น
อย่างยิ่ง ทันใดนั้นหนามเขียวหลายร้อยตัวก็ส่ง
เสียงกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด พวกมันก็
รีบถอยหลังกรูกลับไป แสงในร่างของมันมืดสลัว
ลงมากหลังจากรับการโจมตีเข้าไป เห็นได้ชัดว่า
‘เคล็ดผนึกอสูรเขย่าวิญญาณ’ ซึ่งมีผลในการ
สั่นสะเทือนเขย่าวิญญาณ ส่งผลกระทบต่อพวกมัน
มากเพียงใด สังเกตได้จากรูปแบบชีวิตของพวก
มัน ซึ่งคงอยู่ด้วยรูปแบบจิตวิญญาณ
อย่างไรก็ตามหลังจากที่พวกเขาทำให้หนามเขียว
ถอยร่นกับไปได้หลายร้อยตัว ก็ไม่มีประโยชน์อันใด
นัก เนื่องจากพวกมันมีจำนวนหลายพันตัว! ซึ่ง
อย่างน้อย ๆ มีพวกมันก็สองพันห้อมล้อมพวกเขา
ไว้ อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน สอดประสานร่วมมือกันโจมตี
เพื่อเปิดทางออกไป!
ในเวลานี้ทั่วทั้งร่างของ อู่ อวี้ อาบชโลมไปด้วย
โลหิต แสงสีเขียวกระพริบผ่านร่างกายของเขา
อย่างต่อเนื่อง ซึ่งร่างกายของพวกมัน ก็เป็นเสมือน
ดั่งกระบี่อันแหลมคมที่กรีดเฉือนเข้าไปในร่างของ
เขา ไม่คาดคิดว่าสิ่งมีชีวิตที่ดูน่ารักน่าชัง จะน่า
สะพรึงกลัวถึงเพียงนี้!
หลังจากร่างอวตารนับร้อยของเขาปลดปล่อย
เคล็ดผนึกอสูรเขย่าวิญญาณ ออกไป พวกเขาก็
สามารถทำลายปีศาจน้อยเหล่านี้ได้อย่างน้อย ๆ
10 ตน ทว่าคลื่นอสูรสีเขียวลูกต่อไปก็จะโหม
กระหน่ำซัดสาดโจมตีเข้ามาทันที!
อู่ อวี้ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ร่างอวตารทั้งหมดต่างอยู่
ต่างในท่าเดียวกัน ชั่วขณะนั้นเองพวกเขาก็
ปลดปล่อย เคล็ดผนึกอสูรเขย่าวิญญาณ ออกไป
ตามมาด้วยเสียงกัมปนาทดังกึกก้อง ครู่ต่อมา
หนามเขียวจำนวนหนึ่งก็ถอยร่นลงไปอีกครั้ง แต่
เขาก็ต้องสูญเสียร่างอวตารไปนับสิบตน ส่วน
หนามเขียวเหล่านี้ ยังไม่ตกตายไปจากการต่อสู้เลย
เขากับ ลั้วผิน จะไม่สามารถทานทนได้อีกต่อไป
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ