กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 440 : ความงดงามชั่วขณะ
สิ่งแรกที่ อู่ อวี้ คิดนั่นก็คือเขาจะต้องฝั่าวงล้อมนี้
ออกไปให้ได้ เพื่อที่ตนกับ ลั่วผิน จะได้ไปให้ถึง
ตำหนักกลาง
แต่ว่าเห็นได้ชัดว่าหนามเขียวเหล่านี้ไล่ตามเขามา
ติดๆ ดังนั้นจึงไม่สามารถไปในทิศทางใดดั่งใจ
ปรารถนาได้
ความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว ก็คือจะต้องออกไป
ในพื้นที่ที่กว้างขึ้นอีกสักหน่อยเพื่อที่จะสามารถ
แสดงฝีมือออกมาได้อย่างเต็มที่ แต่เมื่อเผชิญหน้า
กับหนามเขียวอันน่ากลัว ข้อได้เปรียบนี้ก็ไม่เพียง
พอที่จะทำให้พวกเขาเอาชนะพวกมันได้อยู่ดี
มีเพียงแต่จะต้องกลับไปทางเดิมเท่านั้น และรีบใช้
กุญแจศิลาเพื่อออกไปจากที่นี่อย่างรวดเร็ว จึงจะ
สามารถมีชีวิตรอดออกไปได้
อย่างไรก็ตามในตอนนี้เขาไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะ
สื่อสารกับ ลั่วผิน เลย ภายใต้การแสดงเคล็ดวิชา
ผนึกอสูรเขย่าวิญญาณ สามารถรักษาชีวิตได้ชั่ว
ระยะเวลาหนึ่ง เขาสังเกตว่าตัวเขาถูกบังคับให้
ต้องแยกทางกับ ลั่วผิน ซึ่งบัดนี้นางถูกโจมตี
กระแทกเข้ากับตำแหน่งประตูหลังอย่างรุนแรง
นางกำลังพยายามต่อสู้ดิ้นรนให้มาถึงประตูหลัง
แต่ก็เห็นได้ชัดว่าหนามเขียวเหล่านี้ก็พุ่งไล่ล่านาง
ไปไม่หยุดหย่อน
และในระแวกใกล้เคียงกับประตู ทุกตำแหน่ง
ปรากฎหนามเขียวมารวมตัวกันอยู่เป็นจำนวนมาก
“จะทำเช่นไรดี?” อู่ อวี้ รู้สึกวิตกกังวล!
ในเสี้ยวพริบตานั้น หนามเขียวอย่างน้อย 2,000
ตน ได้เข้ามาล้อมรอบตัว อู่ อวี้ เอาไว้อีกครั้ง พวก
มันขยับเคลื่อนไหวไปมาและกระชับวงล้อมปิด
ล้อม อู่ อวี้ อย่างรวดเร็ว พร้อมปลดปล่อยลำแสง
สีเขียวออกมา ราวกับว่า อู่ อวี้ ตกอยู่ท่ามกลาง
กระแสน้ำวนสีเขียว
ชิ้งง!
นอกจากหนามเขียวจำนวนมหาศาลแล้ว ก็ยังมี
แม้แต่เหล็กในอาบยาพิษ พุ่งทะลวงเข้ามาโจมตีใส่
อู่ อวี้ เป็นระลอก
ตูม ตูม ตูม!
ร่างอวตารทั้งหมดล้อมรอบ อู่ อวี้ เอาไว้อยู่
กึ่งกลาง ผนึกกำลังกันโจมตี ใช้สำแดงเคล็ดวิชา
ผนึกอสูรเขย่าวิญญาณออกมาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็การโจมตีของหนามเขียวนี้ก็พุ่งเข้ามา
เป็นระลอกระลอก ซึ่งเข้ามาโดยไม่มีหยุด ถึงแม้ว่า
ทุกครั้งที่ถูกโจมตี จะทำให้มันอ่อนกำลังลงไปบ้าง
แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเขาต้องรับมือทั่วทุกทิศจึงทำให้
แทบจะไม่มีผลใดๆเกิดขึ้นเลย เมื่อมองดู
สถานการณ์นี้ เกรงว่าพลังจิตวิญญาณของ อู่ อวี้
จะค่อยๆถูกสูบลงไปเรื่อยๆ คาดว่าตั้งแต่จวบจน
บัดนี้ หนามเขียว ได้ถูกทำลายไปเพียงแค่ไม่ถึง
200 ตนเท่านั้น
อีกฝั่ายนั้นแข็งแกร่งมาก พวกมันโจมตีเข้ามาอย่าง
ดุเดือดและมหาศาล ทำให้ อู่ อวี้ ไม่มีเวลาได้หยุด
พักหายใจ จนกระทั่งเขาถอยร่นออกมาอยู่ประตู
ด้านหลังแล้ว ตัวเขาไม่มั่นใจเกี่ยวกับความเป็น
ตายร้ายดีของ ลั่วผิน แต่เขารู้ดีว่า ลั่วผิน ในยามนี้
ก็หมดสิ้นเรี่ยวแรงไปอย่างมหาศาลเช่นกัน!
ตูม ตูม!
ร่างอวตารของเขาถูกทำลายไปแล้วมากกว่า 50
ร่าง เหลือร่างอวตารอยู่อีกไม่ถึง 50 ร่าง ทั้งเคล็ด
วิชาผนึกอสูรเขย่าวิญญาณก็ไม่ได้แข็งแกร่งเท่า
ก่อนหน้านี้อีกต่อไปแล้ว ยิ่งเวลาผ่านไปร่างอวตาร
ของเขายิ่งถูกทำลายมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ร่าง
จริงของ อู่ อวี้ ก็ได้รับผลการโจมตีจากหนามเขียว
เพิ่มมากขึ้น ชั่วขณะนี้เขากำลังพุ่งเข่นฆ่าโรมรัน
กับหนามเขียวอย่างสุดกำลัง เขาได้ใช้ร่างจำแลง
เซียนวานรออกมาแล้ว ทำให้พลังปั้องกันของกาย
เนื้อแข็งแกร่งขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถจะต้านทานได้
อยู่ดี ส่วนเกราะเซียนจักรพรรดิเพลิง ตั้งแต่การ
โจมตีครั้งแรก มันก็ถูกทำลายกลายเป็นชิ้นๆไปเป็น
ที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนอีกด้านหนึ่ง เขาก็คาดเดาว่า
เกราะเซียนจักรพรรดิเพลิงของ ลั่วผิน ก็เป็น
เช่นเดียวกัน……..
อย่างน้อยสภาพของนางก็ไม่น่าจะเป็นเช่นเดียวกับ
อู่ อวี้ ในยามนี้ ซึ่งทั่วทั้งร่างของเขาชุ่มไปด้วย
เลือดอาบชโลม
จริงๆแล้วไม่ต้องกล่าวถึง อู่ อวี้ ถึงแม้ว่าจะมี
หัวหน้ากองพันจำนวนมากแห่กันมาที่นี่ ก็เป็นไป
ได้ว่ายังคงมิอาจต้านการหนามเขียวเหล่านี้ได้ เป็น
เพราะว่า อู่ อวี้ มีความได้เปรียบในด้านการ
ปั้องกันของกายเนื้อ ซึ่งมันเป็นเหตุผลเดียวที่เขา
ยังไม่ตกตายไป
สรรพเทวะวิญญาณ ช่างน่ากลัวยิ่ง!
ภายในเสี้ยวพริบตา ทุกสิ่งที่อยู่ที่อยู่รอบกายเขาตก
อยู่ภายในความบ้าคลั่ง หนามเขียวกรีดร้องคำราม
ออกมาอย่างเกรี้ยวกราด อู่ อวี้ ได้กลิ่นแห่งความ
ตายย่างกรายเข้ามาทุกขณะ
ตูม ตูม ตูม!
การโจมตีอีกระลอกหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ในตอนนี้ร่างอวตารไม่สามารถต้านได้อีกต่อไป การ
พุ่งโจมตีเข้ามาในครั้งนี้ ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกว่าชีวิต
เขาจะต้องมาจบสิ้นลงที่นี่แล้ว
ไม่ใช่ว่าเขาไม่ต้องการที่จะหลบหนี ข้อแรกเลยก็
คือ มันทำให้ ลั่วผิน ถูกโจมตีกระเด็นออกไปไกล
แล้ว กว่านางจะผ่านมาถึงที่นี่ได้ย่อมประสบความ
ยากเย็นแสนเข็ญเป็นอย่างยิ่ง ประการที่ 2 ด้วย
คำพูดของ อู่ อวี้ เองที่ลั่นวาจาออกไปย่อมไม่อาจ
กลืนน้ำลายตัวเองได้ แต่คาดว่าหากพวกเขายังไม่
อาจฝั่าวงล้อมกลับไปยังทางเข้าที่จากมาได้ พวก
เขาจะต้องจบชีวิตที่นี่เป็นแน่แท้แล้ว
พริบตาเดียวก็เกิดเป็นวิกฤตอันตรายใหญ่หลวง!
เมื่อเผชิญหน้ากับความตาย อู่ อวี้ ก็ยังคงสงบ
เยือกเย็นอยู่ เมื่อคิดไปถึงสรรพเทวะวิญญาณ ดู
เหมือนว่าขอบเขตจะไม่ได้แตกต่างกันมาก เขา
เตรียมพร้อมที่จะสู้ตาย ดังนั้นร่างอวตารทั้งหมด
ของเขาจึงฝืนใช้เคล็ดวิชาผนึกอสูรเขย่าวิญญาณ
ออกมาพร้อมๆกัน อีกทั้งตัวเขาก็ได้เริ่มใช้เคล็ด
วิชาที่ไม่ได้ใช่มาอย่างเนิ่นนานก็คือ ‘เคล็ดตรึงกา
ยา’!
เขาถอนหายใจออกมา 1 ครั้ง ตามความเข้าใจ
เกี่ยวกับเคล็ดตรึงกายาของเขาในตอนนี้ ถึงแม้ว่า
จะไม่ได้ใช้เคล็ดวิชานี้มาเป็นเวลานาน แต่อัตรา
ความสำเร็จในการใช้ก็ยังอยู่ในระดับที่สูงอยู่
ไม่คาดคิดว่ามันจะยังสามารถใช้ได้ผลอยู่จริงๆ ทั้ง
ยังทรงประสิทธิภาพมาก ทำให้หนามเขียวเบื้อง
หน้าหลายร้อยตนไม่สามารถจะขยับได้
แต่ว่าก็มีเพียงแค่ไม่กี่ร้อยเท่านั้น หลังจากที่ต้น
หนามหลายร้อยต้นนั้นถูกตรึงเอาไว้ ก็ยังมีเหลืออยู่
อีกนับพันต้น ดังนั้นหลังจากนี้ หนามเขียวนับพันก็
พุ่งคำรามโจมตีเข้ามา ในเวลานี้ อู่ อวี้ เผชิญหน้า
กับวิกฤตความตายอีกครั้งหนึ่ง และสถานการณ์
ในตอนนี้ยิ่งเลวร้ายลงกว่าเดิมมาก เคล็ดตรึงกายา
อู่ อวี้ ไม่สามารถสำแดงออกมาเพื่อที่จะหยุดหนาม
เขียวจำนวนมากที่กรูเข้ามาขนาดนี้ได้
ในเวลานี้จิตวิญญาณของเขาอ่อนล้า หนามเขียว
พุ่งเข้ามาเข่นฆ่าสังหารอย่างต่อเนื่อง เป็น
ช่วงเวลาแห่งความวิกฤตอันใหญ่หลวง ในช่วง
เวลาสุดท้าย อู่ อวี้ มองเห็นภายในดวงตาของ
สิ่งมีชีวิตแปลกๆเหล่านี้มีความกระหายที่ต้องการ
สังหาร อู่ อวี้ ราวกับเจตจำนงค์พุ่งทะยานสู่สวรรค์
บางทีอาจจะเป็นเพราะพวกมันไม่ได้เห็นผู้คนมา
เป็นเวลานาน หรือกล่าวว่า พวกมันไม่เคยเห็น
สิ่งมีชีวิตอื่นๆมาก่อน ทำให้ในตอนนี้พวกมันจึง
ตื่นเต้น! อย่างน้อยหนามเขียวเหล่านี้น่าจะเกิด
ขึ้นมาตอนที่กุญแจของคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ได้
หายไป
“จะต้องตายในที่แห่งนี้เช่นนั้นรึ?”
อู่ อวี้ อดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่น เช่นนี้ย่อมต้อง
ไม่ยินยอมอยู่แล้ว ก่อนที่จะเข้ามาภายในหลุม
บรรพกาลจักรพรรดิเพลิง เขาจะคาดคิดได้อย่างไร
ว่าเขาจะต้องตกตายไปในการต่อสู้ที่นี่ เขายังมี
เรื่องที่ค้างคาใจอยู่มากมาย การตัดสินระหว่างเขา
กับ เปั่ยซาน ม่อ ในความเป็นจริงมันไม่ใช่แค่คำ
สัญญาระหว่างเขากับ เปั่ยซาน ม่อ แต่เป็นเหมือน
คำสัญญาของเขากับนิกายเซียนซูซัน
นิกายเซียนซูซัน เป็นดั่งกับสถานที่ในฝันของเหล่า
ผู้ฝึกตน เป็นสถานที่ที่ อู่ อวี้ มีความทรงจำ
มากมายอยู่ในนั้น
ถ้าหากว่าเขาต้องมาถูกหยุดเช่นนี้ เขามิอาจ
ยอมรับได้ เพราะเขากำลังเฝั้ารอคอยวันที่จะได้ไป
ลบล้างความอัปยศที่เขาได้รับมาในวันนั้น!
ความเป็นและความตายเป็นเรื่องที่ไม่แน่ไม่นอน!
ชีวิตคนเรามันก็เป็นเช่นนี้ มักจะมีบางเรื่องที่
จะต้องทำให้สำเร็จ แต่บางทีโชคชะตา มักจะชอบ
หยุดรั้งเราเอาไว้เช่นเดียวกับในตอนนี้?
เมื่อเผชิญหน้ากับหนามเขียวจำนวนนับไม่ถ้วนราว
กับลูกธนูที่เต็มอยู่ทั่วทั้งท้องฟั้าที่โจมตีเข้ามาอย่าง
โหมกระหน่ำ อู่ อวี้ รู้สึกว่าชีวิตการฝึกตนของ
ตนเองนั้นมันช่างยากลำบาก ความจริงแล้วกว่าที่
เขาจะสำเร็จได้มาจนถึงเวลานี้ มันไม่ใช่เรื่องง่าย
จริงๆ
แต่ไหนแต่ไรมาวิกฤตความเป็นความตายไม่เคย
เยื้องกรายเข้ามาถึงขนาดนี้ เนื่องจากว่าเขาได้
พึ่งพากำลัง วาสนา และไหวพริบมาตลอด
แต่มีหลายครั้งที่ทำให้ อู่ อวี้ รู้ดีว่าจะต้องมี
ประสบการณ์ชีวิตและความตาย เพื่อที่จะให้ได้รับ
โชควาสนาที่ยิ่งใหญ่! แม้ว่าเขาจะได้รับมรดกของ
เซียนอมตะ แต่ถ้าหากว่ามันราบเรียบมาโดยตลอด
แล้วมันจะมีประโยชน์อันใด
เขาต้องปีนออกจากวิกฤตความเป็นและความตาย
นี้ไปให้ได้
ด้วยเหตุผลนี้ อู่ อวี้ รู้ดี ปัญหาก็คือในวันนี้ฟั้าไม่
ยอมที่จะให้โอกาสเขา เนื่องจากสติปัญญาของ
หนามเขียวเหล่านี้ไม่มี มันจึงไม่ให้โอกาส อู่ อวี้ ใน
การเจรจาต่อรองสักนิด
เขากู่ร้องคำรามออกมา ในเวลานี้เขาระเบิดพลัง
โทสะออกมาจากในอก! เขาตระหนักดีว่าก่อนที่จะ
ถึงวิกฤตความตายนี้ เขาได้แตะชายขอบขั้น
ตำหนักม่วงทะเลมรกต ดินแดนนั้นกำลังกวักมือ
เรียกให้เขาเข้าไปอยู่! เคล็ดมหาวิถีแบบใหม่ เคล็ด
วิชา 72 รูปแบบอิทธิฤทธิ์แบบใหม่ กำลังรอคอย
เขาอยู่ แต่ว่าเบื้องหน้าเขามีหนามเขียวเหล่านี้
ขัดขวาง ชีวิตนี้ของเขา มักจะมีช่องว่างบางอย่าง
ที่ไม่อาจจะก้าวผ่านไปได้ง่ายๆ
ในช่วงนาทีสุดท้ายนี้ เขาจ้องมองไปที่ ลั่วผิน
เกราะเซียนจักรพรรดิเพลิงของลั่วผินได้แตก
กระจายกลายเป็นชิ้นๆแล้ว ในเวลานี้ผมยาวสลวย
สีขาวราวหิมะของนางแปดเปือนไปด้วยโลหิต ใน
ความเลือนรางนั้น อู่ อวี้ มองเห็นถึงใบหน้าอัน
งดงามของนาง ถึงแม้ไม่สามารถมองเห็นโฉมหน้า
ได้อย่างชัดเจน แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้คนที่ได้
เห็นแทบจะต้องหยุดหายใจ ผมยาวสีขาวราวหิมะ
ราวกับว่าเป็นธารหิมะที่ถูกล้อมรอบด้วยหนาม
เขียวจำนวนนับไม่ถ้วน ดวงตาสีครามคู่นั้นของ
นางประสานเข้ากับดวงตาสีทองของ อู่ อวี้ นี่จะ
กลายเป็นอีกหนึ่งภาพที่ อู่ อวี้ จะจดจำไปตลอด
ชีวิตนี้ของเขา!
สตรีบนโลก คาดไม่ถึงว่าจะงดงามได้มากถึงขั้นนี้!
ก่อนตาย ยังสามารถมองเห็นถึงโครงหน้าของนาง
ได้อย่างเลือนราง เขาก็ไม่ต้องการที่จะเรียกร้องสิ่ง
ใดอีกต่อไปแล้ว
บางทีการจ้องมองตากันครั้งนี้ มันได้กระแทกเข้า
ไปในหัวใจของเขา ในช่วงเวลาแห่งความเป็นและ
ความตาย อู่ อวี้ รีบรู้ได้ถึงเรื่องไร้สาระบางอย่าง
คนที่จะอยู่และตกตายไปพร้อมกันกับเขา ดู
เหมือนว่าจะไม่ใช่ หนานกง เหว่ย ผู้ที่ได้ให้ความ
สาบานว่าจะรักและซื่อสัตย์ซึ่งกันและกันตลอดไป
แต่กลับเป็น ลั่วผิน ผู้ที่ยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง มีผมสี
ขาวซึ่งกำลังปลิวไสว ที่อยู่กับเขาในเวลานี้ ใน
คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์แห่งนี้ !
ครั้งหนึ่ง ก่อนที่ หนานกง เหว่ย จะมาหาเขาที่คุก
ดวงใจกระบี่ นางได้ส่งมอบเสาเก้าจัตรุสสยบมาร
ด้วยท่าทางเขินอายให้กับตนเอง กลายเป็นภาพ
ความทรงจำที่ยากจะลบเลือนไปได้ชั่วชีวิตของ อู่
อวี้
และในตอนนี้ ก็เกิดอีกภาพหนึ่งที่ทำให้หัวใจของ
เขาสั่นสะท้านไปจนถึงข้างใน!
ในช่วงเวลานั้นเอง สตรีผู้ที่งดงามที่สุดในโลกนี้
อันตธารหายไป ร่างกายของนางเกิดการ
เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ดวงตาสีครามคู่นั้นของ
นางจับจ้องมาทาง อู่ อวี้ เสมอ แต่ก็เกิดการ
เปลี่ยนแปลงภายในชั่วเสี้ยววิ จากรูปแบบของ
มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งกลายเป็นมังกรเทวะใน
ตำนาน! นั่นก็คือมังกระเทวะเหมันต์ ส่งสายตา
เหลือบมองไปทุกทิศทาง แต่นี่เท่ากับว่า อู่ อวี้ ได้
เห็นสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบที่สุดโดยไม่ได้เจตนา!
นางเป็นมังกรปานหยกครามที่ส่องแสงเปล่ง
ประกาย เกล็ดมังกรเปรียงดั่งอัญมณี ร่างของมังกร
เรียวยาว ดวงตาสีครามดูลึกลับ ทั้งหมดทุกอย่าง
เหมือนกับเป็นไข่มุกที่ส่องประกายยามค่ำคืน
ตามตำนานกล่าวว่า ลักษณะของมังกรประกอบไป
ด้วย 9 อย่าง เขาเหมือนกวาง หัวเหมือนอูฐ
ดวงตาเหมือนกระต่าย ลำคอเหมือนอสรพิษ หน้า
ท้องเหมือนกบ เกล็ดเหมือนมัจฉา กงเล็บดั่งเหยี่ยว
ฝั่าเท้าเหมือนเสือ ใบหูเหมือนวัว! มังกรเทวะที่อยู่
เบื้องหน้าต่างก็มีลักษณะตามที่กล่าวมา ชีวิตของ
อู่ อวี้ ที่อยู่ในวัง เขาได้เห็นสัญลักษณ์มังกรมา
จำนวนนับไม่ถ้วน จินตนาการถึงมังกรไป
หลากหลายรูปแบบ แต่เขาก็รู้สึกตื่นตระหนกยิ่ง
เมื่อได้เห็นมังกรเทวะที่แท้จริงมาอยู่เบื้องหน้า
เช่นนี้ ในหัวของเขากลายเป็นขาวโพลนไปโดย
ปริยาย!
ไม่คาดคิดว่าสัตว์สวรรค์อันศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์
เช่นนี้! จะดูงดงามและสง่างามมากกว่าใน
จินตนาการของเขาเสียอีก ราวกับว่านี่เป็นภาพ
งานศิลปะที่สวยงามมากที่สุดภายใต้ฟั้าสวรรค์แห่ง
นี้ สิ่งมีชีวิตเช่นนี้ได้รวบรวม อำนาจบารมี
สติปัญญา ความลึกลับ และพลังการต่อสู้ที่
แข็งแกร่งเอาไว้ภายในร่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลั่ว
ผิน ที่กลายเป็นมังกรเทวะ ราวกับว่านางเป็นเทพ
แห่งเจ้าสมุทร ร่างกายนางยาวนับร้อยจั้ง ถึงแม้ว่า
จะไม่ได้มีขนาดใหญ่เท่ากับมังกรประกายแสง แต่
ทว่าในด้านอื่นๆ มังกรประกายแสงก็ไม่อาจที่จะ
เทียบเคียงกับนางได้
ภาพลักษณ์ของมังกร ได้สลักลึกเข้าไปในหัวใจ
ของ อู่ อวี้ ยากที่เขาจะลืมมันไปได้ตลอดชีวิต
“ร่างที่แท้จริงของนางช่างงดงามจริงๆ ในฐานะที่
ข้าเป็นอิสตรี ได้บังเกิดเป็นความรู้สึกอิจฉาไปแล้ว
สิเนี่ย……” หมิงซวง ที่ยังไม่มีแม้แต่จะชายตา
สนใจความเป็นความตายของ อู่ อวี้ กลับจ้องมอง
ลั่วผิน ที่กลายร่างมาเป็นมังกรอย่างไม่ละสายตา
กล่าวตามตรง เมื่อเห็นการเปลี่ยนร่างกลายเป็น
มังกร อู่ อวี้ ก็ลืมเรื่องความเป็นความตายของ
ตนเองไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่เขาก็ถูกหนามเขียว
โจมตีจนเป็นการปลุกให้เขาตื่นออกจากภวังค์
ความตายได้ย่างกรายมาถึงแล้ว!
ในชั่วพริบตาพลังจิตวิญญาณก็มารวมตัวกันอย่าง
หนาแน่น!
ฉับพลันนั้นเอง หนามเขียวที่ห้อมล้อมรอบตัวเขา
อยู่เบื้องหน้าอย่างหนานแน่น กลับกลายเป็นรูปปัน
น้ำแข็งสีฟั้าครามไปในชั่วพริบตา อู่ อวี้ ยังไม่ตก
ตายไป เขาตกอยู่ท่ามกลางความปวดแสบปวด
ร้อน แต่เมื่อหันกลับไปมองหนามเขียวนับพันที่อยู่
เบื้องหน้า พวกมันกลับถูกแช่แข็งกลายเป็นรูปปัน
น้ำแข็ง ล้มระเนระนาดกองอยู่บนพื้น
ถึงแม้ว่าร่างกายของเขาจะถูกแทงด้วยเหล็กใน แต่
เขาก็ยังสามารถกวาดสายตามองไปรอบๆได้อย่าง
ชัดเจน บัดนี้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกแช่แข็งจนกลายเป็น
รูปปันน้ำแข็ง เหล่าหนามเขียวที่อยู่ภายในตำหนัก
ด้านหน้า ดูเหมือนว่าพวกมันทั้งหมดจะค่อยๆ
สลายไป อู่ อวี้ ลองนับดูคร่าวๆ หนามเขียวที่อยู่
บนพื้นเหล่านี้ กล่าวว่ามีนับพันยังน้อยไปเสียด้วย
ซ้ำ……..
ภายในรูปสลักน้ำแข็ง หนามเขียวก็ค่อยๆสลายลง
ไปอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ 10 ลมหายใจ หนาม
เขียวก็อันตธารสลายหายไปจนหมดสิ้น เหมือนกับ
ว่าพวกมันได้ตกตายไปอย่างสมบูรณ์แล้ว ซึ่ง อู่ อวี้
ไม่รู้ว่ามันตกตายไปจริงๆหรือไม่
เขาตื่นขึ้นจากภวังค์อีกครา
เขาเร่งหันกายกลับไปมอง ปรากฎว่ามังกรเทวะตน
นั้นได้หายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เหลือเพียงแค่สตรีที่มีความงามล่มเมืองคนหนึ่งอยู่
เบื้องหน้าคลองจักษุเพียงเท่านั้น
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ