กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 441 : เกล็ดมังกรบรรพกาล
ลั่วผิน แปลงกายเป็นมังกรออกมาแค่ชั่วครู่เพียง
เท่านั้น นางได้สำแดงเคล็ดแก่นแท้พลังชีวิต
ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ ‘สรรพเทวะวิญญาณ’ นับพันต้อง
ร่วงโรยไป ไม่รู้พวกมันตกตายไปหรือเพียงแค่ถูก
แช่แข็งเท่านั้น
อย่างไรก็ตามในตอนนี้บนพื้นมีเพียงแค่รูปสลัก
น้ำแข็ง ไม่มีแสงสีเขียวส่องสว่างอยู่อีกต่อไป
การเผชิญหน้าในครั้งนี้ เรียกได้ว่าน่าหวาดเสียว
เป็นอย่างมาก
ถือว่า อู่ อวี้ รอดพ้นจากวิกฤตความตายมาได้อีก
ครั้งหนึ่ง แน่นอนว่าเขาต้องขอบคุณ ลั่วผิน เป็น
เพราะว่านางได้กลายร่างเป็นมังกรเทวะเพื่อ
ช่วยเหลือตัวเขาเอาไว้โดยไม่สนใจความลับของ
ตนอีกต่อไป
เมื่อหันกลับไปในเวลานี้ ทั้ง 4 ทิศตกอยู่ภายใต้
ความมืดมิด ภายใต้ความมืดมิดเช่นนี้ รูปร่างอัน
เพรียวบางและอ่อนโยนของ ลั่วผิน ค่อยๆเหินลง
มาบนพื้นดินอย่างแผ่วเบา เส้นผมขาวราวกับหิมะ
ของนางพลันแสงเปล่งประกาย ราวกับว่าเป็นสิ่งที่
อยู่ในห้วงแห่งความฝันอันเป็นอนันต์
กายเนื้อของ อู่ อวี้ ในตอนนี้ กำลังฟืนตัวขึ้นมา
ด้วยความรวดเร็ว หลังจากที่ประสบเคราะห์ร้าย
จากการโจมตีของหนามเขียว ในที่สุดตอนนี้เขาก็
สามารถฟืนฟูขึ้นมาได้บ้าง สายตาเองก็เริ่มกลับมา
มองเห็นได้อย่างชัดเจนอีกครา
เขาจ้องมองไปที่ร่างของ ลั่วผิน ด้วยดวงตาที่ลุก
โชนด้วยประกายเพลิงสีทอง ชุดเกราะเซียน
จักรพรรดิเพลิงของ ลั่วผิน ได้ถูกทำลายไป
เรียบร้อยแล้ว ในตอนนี้ร่างกายของนาง ถูกปก
คลุมไปด้วยผลึกน้ำแข็งสีฟั้าคราม ทำให้นางเป็น
เหมือนกับนางเซียนที่เดินออกมาจากรูปปันน้ำแข็ง
ภายใต้ผลึกน้ำแข็ง สามารถมองเห็นเกล็ดของมัน
กรอยู่บนผิวหนังของนางได้อย่างเลือนราง ซึ่งถูก
ปกปิดอยู่ภายใต้ชั้นผิวหนัง
มีชั่วครู่หนึ่ง อู่ อวี้ มองเห็นความงดงามสมบูรณ์
แบบของนาง
อย่างไรก็ตามผลึกน้ำแข็งนั้นหายไปอย่างฉับพลัน
หลังจากที่เกราะเซียนจักรพรรดิเพลิงได้หายไป
แล้ว ลั่วผิน จึงเปลี่ยนเสื้อผ้าของนาง พร้อมร่อน
ลงมาอยู่บนพื้นอย่างแผ่วเบา
เมื่อไม่มีชุดเกราะเซียนจักรพรรดิเพลิงแล้ว อีกทั้ง
นางยังเปลี่ยนร่างกลายเป็นมังกรต่อหน้าสายตา
ของ อู่ อวี้ เช่นนั้นแล้วนางจึงไม่จำเป็นที่จะต้อง
ซ่อนตัวต่อหน้าของ อู่ อวี้ อีกต่อไป
ความจริงแล้วนางไม่เคยเปิดเผยร่างจริงออกมา
ทำได้เพียงแค่จำศีลอย่างร้อนรนภายในนคร
จักรพรรดิเพลิง เป็นเพราะรูปร่างของนางจะ
สามารถดึงดูดความสนใจของคนอื่นได้ ในด้านนี้
นางถือได้ว่านางทำได้สำเร็จอย่างที่สุด ซึ่งอย่าง
น้อยก็เป็นในตอนก่อนที่จะเกิดสงครามเหยียน มี
คนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่ให้ความสนใจนาง
ในเวลานี้ นางได้มาปรากฏตัวต่อหน้า อู่ อวี้ อีก
คราด้วยรูปลักษณ์ดั้งเดิมของนาง เห็นได้ชัดว่าเป็น
เพราะว่านิสัยใจคอของผู้คนนั้นง่ายที่จะเปลี่ยน
เช่นนั้นนางจึงจำเป็นที่จะต้องหลบซ่อนตัว
ดวงตาที่ลุกไหม้ของ อู่ อวี้ กำลังจับจ้องไปยังสตรี
ที่อยู่เบื้องหน้า เส้นผมขาวนวลราวหิมะและดวงตา
สีครามที่ดูลึกล้ำดั่งทะเลลึกก็ยังคงเฉกเช่นเดิม
อย่างที่เคยเห็นอยู่ทุกวี่วัน ส่วนจมูก ริมฝีปาก และ
แก้ม ที่พึ่งจะปรากฎออกมานั้น ดูสมบูรณ์แบบ
มากกว่าที่ อู่ อวี้ จินตนาการเอาไว้เสียอีก เมื่อรวม
ทุกสิ่งทุกอย่างนี้เข้าด้วยกันแล้ว มันทำให้ อู่ อวี้
ถึงกับต้องแอบหลบเลี่ยงสายตาของนางอยู่กรายๆ
เนื่องจากทุกสรรพยางค์กายของนางทำให้เขาต้อง
ใจสั่นสะท้าน! ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นความงามที่
อยู่เหนือกว่ามนุษย์ปุถุชนธรรมดาไปไกลโขแล้ว!
นางเป็นสัตว์สวรรค์ เป็นมังกรเทวะ!
ถึงแม้ว่าจะกลับคืนร่างสู่ร่างของมนุษย์แล้ว แต่ก็มิ
อาจทำใจเชื่อลงได้ว่าสตรีผู้เหมือนกับมนุษย์ทุก
อย่างนี้จะเป็นมังกรเทวะ ไม่ว่าจะรูปร่างหรือ
หน้าตา ในบรรดาผู้ฝึกตน เหล่าผู้สตรีจำนวนมาก
ที่เป็นหัวกะทิแนวหน้า ไม่ว่าจะเป็นสายเลือดชน
ชั้นสูง หรือพลังฝึกตนอันล้ำลึก พวกนางต่างก็มี
คุณลักษณะที่เด่นชัดเป็นอย่างยิ่ง!
เช่น หนานกง เหว่ย ผู้มีพรสวรรค์อันโดดเด่น มี
อุปนิสัยท่าสง่างาม ได้รับการฝึกฝนอยู่ภายในถ้ำ
กำเนิดใหม่มาหลายปี จิตวิญญาณของนางจึงสูง
ล้ำ ทำให้ผู้คนรู้สึกเคารพและยำเกรง คนที่อยู่ในรุ่น
เดียวกัน ทั่วทั้งนิกายเซียนซูซันล้วนไม่มีใครจะ
ทัดเทียมได้
เมื่อกล่าวถึง ฉิน ฝูเหยา นางก็เป็นผู้ที่มีพรสวรรค์
ต่อต้านฟั้าสวรรค์คนหนึ่ง ทั้งยังมีมรดกของ
เทพธิดาวายุด้วย เกิดมามีรูปร่างหน้าตาที่งดงาม
ยิ่ง เรียกว่าเป็นบุตรแห่งธิดาลงมาจุติก็ยังไม่กล่าว
เกินจริง
แต่ถึงกระนั้นพวกนางก็ยังคงเป็นเพียงแค่ผู้ฝึกตน
ธรรมดา แม้จะเป็นผู้เยาว์ที่โดดเด่น แต่เมื่ออยู่
เบื้องหน้า ลั่วผิน ในยามนี้ก็จะต้องรู้สึกต้อยต่ำไป
ทันที เนื่องจากว่านางเป็นสัตว์สวรรค์ เป็นมังกรเท
วะ นางเป็นผู้ที่มีสายเลือดมังกรเทวะที่สูงศักดิ์
เหนือโลกหล้าทั้งปวง! การปรากฏร่างของนาง ที่
ปลดปล่อยพลังอำนาจอันสูงส่ง ผสานกับพลังแห่ง
เต๋าของนาง ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์และอากัปกิริยา
ต่างๆของนาง ล้วนแต่ราวกับเป็นเซียนที่ลงมาจาก
สวรรค์เบื้องบน อยู่เหนือสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ราวกับ
เป็นเทพเซียนผู้เฉิดฉายคู่ฟั้าดินที่ถูกเนรเทศลงมาก
จากสวรรค์
นางซึ่งอยู่เบื้องหน้า อู่ อวี้ บัดนี้ ราวกับราชินีแห่ง
ท้องทะเลก็มิปาน แต่ก็ยังมีลักษณะที่ดูอ่อนโยน
และอบอุ่น นี่คือด้านที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายของ
นาง มันทำให้ผู้คนสามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึก
อ่อนโยน เมื่อดวงตาที่เหมือนกับสายน้ำของนางมา
ตกอยู่บนร่างของ อู่ อวี้ ได้บังเกิดเป็นความรู้สึก
เหมือนกับการถูกฉุดลงไปยังมหาสมุทร ราวกับว่า
ความคิดทั้งปวงของเขามิอาจจะละสายตาออกไป
จากนางได้ และนางมักจะมองมาด้วยสายตาที่
อ่อนโยนยิ่ง
กระโปรงยาวสีฟั้าคราม ผมสีขาวราวกับหิมะสีขาว
บริสุทธิ์ ขับคุณลักษณะหญิงสาวของ ลั่วผิน ให้ดู
โดดเด่นยิ่งขึ้น ทำให้ อู่ อวี้ รู้สึกราวกับว่านางเป็น
ภาพวาดศิลปะที่งดงามมากที่สุดบนโลก ไม่อาจที่
จะทำให้แปดเปือนได้แม้แต่น้อย
“อู่ อวี้ …….”
มีรูปลักษณ์ที่เขย่าจิตวิญญาณให้สั่นสะท้าน ทั้งยัง
มีสุ้มเสียงที่อ่อนหวานซาบซึ้งกินใจ ผนวกกับแวว
ตาที่สามารถละลายหัวใจของคนได้อย่างง่ายดาย
มันได้ทำให้ว่าในตอนนี้ อู่ อวี้ ลืมตัวไปชั่วขณะว่า
ตนเองอยู่ภายในคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์
หลังจากที่ ลั่วผิน ร่อนลงมาถึงพื้นแล้ว นางก็ไม่
สามารถยืนได้อย่างมั่นคง
อู่ อวี้ เห็นว่านางกำลังจะเซล้มลงไป คนเร่งรีบ
ตอบสนองโดยไม่ทันคิด พุ่งออกไปด้านหน้าอย่าง
รวดเร็ว ไม่ลังเลที่จะเข้าไปพยุงร่างของนางเอาไว้
ลั่วผิน พยายามฝืนบังคับให้ตัวเองยืนหยัดขึ้นมา
อย่างมั่นคง กล่าวตามตรง อู่ อวี้ ในตอนนี้ไม่กล้าที่
จะเข้าไปและสัมผัสจับต้องตัวนาง เนื่องจากบัดนี้
เขาบังเกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจซึ่งไม่คู่ควร
ขึ้นมา……ถึงแม้ว่ารูปร่างหน้าตาของเขาจะไม่ได้ขี้
ริ้วขี้เหร่ก็ตามที
หากมองอย่างละเอียด จะเห็นได้ว่าสภาพของ ลั่ว
ผิน ในตอนนี้ย่ำแย่อย่างมาก ใบหน้าของนางดูซีด
เซียว ดวงตาดูมืดสลัว ทั่วทั้งร่างดูบอบบาง
ผิวหนังของนางดูราวกับจะสูญเสียความกระจ่าง
ไป เห็นได้ชัดว่านางไม่อาจที่จะยืนอย่างมั่นคงได้ อู่
อวี้ เห็นสภาพที่อ่อนแอของนางในตอนนี้ ไม่
ปรากฎความลังเลอีกต่อไป เขาได้โอบกอดสาวงาม
ที่อยู่ราวกับเทพสวรรค์เอาไว้ในอ้อนแขน เป็นไป
ไม่ได้ที่หัวใจของเขาจะไม่หวั่นไหว แต่เมื่อคิดถึง
ช่องว่างระหว่างตัวเขากับนาง ตัวเขากลับไม่มี
ความคิดสกปรกๆเช่นนั้นในจิตใจแม้แต่น้อย เขา
ทำจิตใจให้สงบลง นึกถึงจิตแห่งเต๋าอันมั่นคงและ
ไม่สั่นคลอนของตน พยายามไม่ไปคิดถึงสตรีที่อยู่
เบื้องหน้า
“ไอ้หยา กอดกันแล้ว! แล้วขั้นต่อไปเจ้าจะทำสิ่ง
ใด? ไอ้หนู เจ้าต้องคิดให้ดีๆเสียก่อนนา นาง
อาจจะมีอายุที่แก่พอจะเป็นยายทวดของเจ้าได้
แล้ว ซึ่งก็หมายความว่านางจะกลายเป็นวัวแก่ที่
หมายจะกินหญ้าอ่อนเช่นเจ้า จะเอาจริงอ๊ะ?” หมิ
งซวง กล่าวประโยคนี้ออกมาอย่างฉับพลัน ทำให้
อู่ อวี้ สะดุ้งตกใจ
อู่ อวี้ ไม่ได้ให้ความสนใจนางในเชิงนั้น เขา
ตระหนักดีว่า ลั่วผิน ได้รับผลกระทบมาจากภัย
พิบัติของสวรรค์ เพียงเพื่อที่จะเอาชนะหนามเขียว
และเพื่อที่จะช่วยชีวิต อู่ อวี้ ถึงกับต้องใช้พลัง
เฮือกสุดท้ายจนเกินขีดจำกัดของตนเองโดยการ
กลายร่างกลับสู่มังกรเช่นนี้! ก่อนหน้านี้จำต้อง
ต้านทานอาการจากทัณฑ์สวรรค์อยู่ตลอดเวลาก็
เต็มกลืนแล้ว คาดว่าในเวลานี้คงจะถึงจุดวิกฤต
เป็นอย่างยิ่ง!
“ต้องขออภัยท่านด้วย ที่ข้าไม่ได้บอกท่านว่าข้า
เป็นมังกรเทวะ คาดว่าท่านคงจะเคยได้ยินเกี่ยวกับ
ตัวตนเฉกเช่นมังกรมาบ้างแล้ว” ในขณะที่กำลัง
อ่อนแอ ลั่วผิน ฝืนเงยหน้าขึ้นมามองเขา พร้อม
กล่าวออกมาด้วยสภาพจิตใจที่สับสน
เมื่อเห็นนางเป็นเช่นนี้ อู่ อวี้ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวด
ใจ
“ไม่เป็นไร ข้าพอจะคาดเดาได้นานแล้วว่าต้น
กำเนิดของท่านนั้นไม่ธรรมดา เพียงแต่คาดไม่ถึง
ว่าจะน่าตกตะลึงถึงเพียงนี้ แน่นอนว่าข้าเคยได้ยิน
เกี่ยวกับมังกรเทวะมาก่อน ตัวข้าเติบโตมาจาก
พระราชวังของปุถุชน สำหรับคนธรรมดาเช่น อู่
อวี้ แล้ว มังกรเทวะเป็นเหมือนกับตัวแทนของสิ่งที่
ได้รับความเคารพสูงสุด ข้าไม่นึกไม่ฝันเลยว่าชั่ว
ชีวิตนี้ของข้าจะมีโอกาสได้เห็นมังกรเทวะ และทั้ง
ยังกำลังพูดคุยกับมังกรเทวะในตอนนี้ด้วย” อู่ อวี้
กล่าวออกมาอย่างชาญฉลาด เมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็
ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปกปิดเรื่องที่เขารู้ว่าร่าง
จริงของ ลั่วผิน เป็นมังกรเทวะอีกต่อไปแล้ว
ลั่วผิน ยิ้มออกมาอย่างอิดโรย พร้อมกับเปิดริม
ฝีปากเป็นสีแดง และกล่าวว่า “ท่าน…..ท่านช่าง
กล้าหาญยิ่ง หลังจากที่เห็นร่างจริงของข้า คนที่
สามารถทำจิตใจให้สงบได้เช่นนี้ มีเพียงแค่ไม่กี่คน
เท่านั้น”
อู่ อวี้ ช่วยประคับประคองนาง จ้องมองไปที่
ใบหน้าอันงดงามราวกับเทพธิดาบนสวรรค์ของ
นาง ด้วยรูปลักษณ์เช่นนี้ย่อมทำให้ผู้คนตกอยู่ใน
ความลุ่มหลงได้อย่างง่ายดาย เขาทำจิตใจให้สงบ
ลง พร้อมกับพิจารณาถึงสถานการณ์ในตอน
ปัจจุบัน เขาจึงเอ่ยถามอย่างรวดเร็ว “อาการของ
ท่านในตอนนี้เป็นเช่นไรบ้าง ยังเดินทางไปตำหนัก
หลักได้ไหวหรือไม่?”
ลั่วผิน ขมวดคิ้ว จากนั้นก็ทำจิตใจให้สงบ แล้ว
กล่าวว่า “เนื่องจากว่าการกลายร่างเป็นมังกร ทำ
ให้ข้าสูญเสียพลังงานไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึง
สามารถระงับอาการบาดเจ็บก่อนหน้านี้ได้ แต่ว่า
อาการบาดเจ็บในตอนนี้มันกลับมาทรุดหนักลง
แล้ว หากพักสักหน่อย การที่จะเดินทางต่อย่อมไม่
น่าจะเป็นปัญหาอะไร แต่แน่นอนว่าไม่อาจที่จะลง
มือโจมตีใดๆได้อีก และเกรงว่าข้าก็ไม่อาจที่จะ
อดทนได้เป็นเวลานานนัก โปรดช่วยเหลือข้า ให้
ข้าได้รับสืบทอดมรดกของตระกูลข้าให้เร็วที่สุดเถิด
อู่ อวี้ ข้าต้องขอขอบคุณท่านอย่างมากที่ท่านมาที่
แห่งนี้เป็นเพื่อนข้า…….”
“อย่าได้กล่าวเช่นนี้ ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณที่
ท่านได้ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ถ้าหากเป็นเช่นนั้น ข้าจะ
แบกท่านไปที่ตำหนักหลัก”
“ตกลง”ลั่วผิน แสดงกริยาที่ดูสุภาพ จากนั้น อู่ อวี้
ก็ได้แบกนางขึ้นหลัง อันที่จริงอาการบาดเจ็บของ
นางในตอนนี้ร้ายแรงเป็นอย่างมาก เห็นได้ชัดว่า
นางกำลังต่อต้านกับทัณฑ์สวรรค์อย่างสุดฟั้า
เหวี่ยง การที่จะไปยังตำหนักหลัก ไม่แน่ว่า
ข้างหน้าอาจจะไม่มีอันตรายใดๆอีกต่อไปแล้ว
ดังนั้นเพื่อที่จะปกปั้องนาง อู่ อวี้ จึงนำผ้าผูกนาง
เอาไว้ที่ข้างกายของเขาเป็นอย่างดี หลังจากนั้นก็
เริ่มออกเดินทางในทันที คาดว่านางอาจจะไม่
สามารถเข้าร่วมการต่อสู้ได้อีก
ร่างกายอันแสนบอบบางของนาง อยู่ที่เบื้องหลัง
ของเขา สัมผัสผิวอันละเอียดอ่อน ทำให้หัวใจของ
เขาเต้นออกอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้ารูปไข่ของ ลั่วผิน
กำลังซบลงอยู่บนกลางแผ่นหลังของเขา ในเวลานี้
นางได้หลับตาของนางลง ราวกับว่ากำลังนิทราลง
ไป นางน่าจะวางใจที่จะฝากชีวิตของตนให้ อู่ อวี้
ดูแล ตอนนี้นางกำลังมุ่งมั่นเพื่อที่จะรักษาชีวิตของ
ตนเองอย่างเต็มที่
“นางนั้นช่างจิตใจบริสุทธิ์ยิ่ง ในหัวใจของนางไม่มี
ความคิดระแวงแม้แต่น้อย ข้าก็ต้องไม่บังเกิด
ความคิดไม่ดีเพื่อจะไม่เป็นการทำร้ายความไว้ใจ
นาง ต้องเร่งรีบหาสิ่งที่จะมาช่วยชีวิตนางเสียแล้ว
” เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เขาจึงแบก ลั่วผิน ด้วยความ
มั่นคง เนื่องจากว่าพวกเขาได้เผชิญหน้ากับหนาม
เขียวมา ดังนั้นในครั้งนี้จึงจำเป็นที่จะต้อง
ระมัดระวังตัวเอาไว้ให้มาก เขาได้มุ่งหน้าไปยัง
ประตูหลังของตำหนักหน้าอย่างเงียบๆ ต่อมาเขาก็
ได้ไปถึงที่ประตูหลังอย่างปลอดภัยพร้อมกับ
ประคองร่างอันอ่อนนุ่มของ ลั่วผิน ด้วยแขนเพียง
ข้างเดียวที่ไคว้ไปด้านหลัง เมื่อเขาหันกลับไปก็
ปรากฎเป็นใบหน้าอันงดงามจนแทบจะทำให้หัวใจ
ของคนหยุดเต้นซบลงอยู่บนไหล่ของเขา จากนั้น
เขาได้ใช้แรงผลักประตูหลังที่มีความสูงถึง 100 จั้ง
ออกไป หลังจากที่ยืนยันว่าด้านหลังของเขาไม่มี
อันตรายใดๆแล้ว จึงรอคอยให้ผ่านไปประมาน 1
เค่อ(15นาที) ถึงค่อยๆสาวเท้าจนไปถึงใจกลาง
ลานกว้าง
ระยะห่างระหว่างตำหนักด้านหน้าและตำหนักหลัก
จะมีลานกว้างอยู่ 1 ลาน ถึงจะเรียกว่าเป็นลาน
กว้างธรรมดา แต่มันก็กว้างใหญ่จนผิดสามัญ และ
ที่อีกฝากของลานกว้างก็มีตำหนักสีดำทมิฬซึ่งเต็ม
ไปด้วยความเก่าแก่อยู่หนึ่งหลัง มันมีความสูงยิ่ง
กว่าตำหนักด้านหน้าเสียอีก และนั่นก็คือตำหนัก
หลัก!
บนพื้นมีการวางค่ายกลผนึกอยู่ถึง 3 ยุคสมัย มัน
คือสถานที่ที่ผนึกร่างของบรรพชนมารกลืนสวรรค์
อันไร้ซึ่งชีวิตเอาไว้!
อู่ อวี้ เงยหน้าขึ้นพร้อมมองไปที่ตำหนักสีดำที่
เก่าแก่หลังนี้ ในใจของเขาปรากฏเป็นลมอันหนาว
เย็นเกาะกินหัวใจ ตำหนักหลังนี้เป็นเหมือนกับ
ศีรษะสัตว์ร้ายขนาดมหึมา ประตูของวิหารหลัก
เป็นเหมือนกับปากของสัตว์ร้ายที่พร้อมจะเขมือบ
ได้ทุกเวลา! หน้าต่างสีแดงโลหิตทั้ง 2 ฝังคือดวง
เนตรอันน่าพิศวง! เมื่อ อู่ อวี้ เดินก้าวออกมาจาก
ตำหนักด้านหน้า ตัวเขาเหมือนรู้สึกว่าดวงเนตรทั้ง
2 ข้างนี้กำลังมองมาที่เขา พร้อมกับทำการ
ตรวจสอบตนเอง ก่อให้เกิดเป็นความรู้สึกที่น่าขน
ลุกขนพอง!
ก่อนที่จะมาถึงด้านหน้าตำหนักหลัก ลั่วผิน ที่กำลัง
นอนหมดสติดูไร้ซึ่งชีวิตชีวาพลันสัมผัสได้ถึงบาง
สิ่งบางอย่าง ทำให้ถึงแม้ว่านางจะปิดเปลือกตาทั้ง
คู่อยู่ แต่นางก็ยังกล่าวออกมาอย่างแผ่วเบาว่า
“ข้าสัมผัสได้ถึง‘เกล็ดมังกรบรรพกาล’ของพวกเรา
แล้ว มันอยู่ภายในตำหนักหลักนี้……อู่ อวี้ รบกวน
ท่านแล้ว…….”
ปรากฏว่าสมบัติของตระกูลของนาง มีชื่อว่า
‘เกล็ดมังกรบรรพกาล’ ก่อนที่จะเข้ามาอยู่ในหลุม
บรรพกาลจักรพรรดิเพลิง นางไม่เคยเอื้อนเอ่ยถึง
ชื่อนี้ออกมาแม้แต่ครึ่งคำ แต่ในเวลานี้ ดูเหมือนว่า
นางจะไม่ได้ปกปิดสิ่งใดกับ อู่ อวี้ อีกแล้ว
เมื่อหันหลังกลับไป อู่ อวี้ ก็มองเห็นโลหิตซึ่งไหล
รินออกมาจากปากของนาง
ที่จริงในยามที่ อู่ อวี้ กำลังแบกนางอยู่นั้น เขา
สัมผัสได้ถึงความสั่นสะท้านที่อยู่ภายในร่างกาย
ราวกับภายในมีดินแดนแห่งหนึ่งอยู่ภายในร่างกาย
ของนาง ในเวลานี้ ลั่วผิน กำลังถดถอยอ่อนแรงลง
ไปเรื่อยๆ เมื่อมองจากภายนอกร่างกายของนางยัง
สมบูรณ์ดีพร้อม แต่อันที่จริง กายเนื้อ กระดูก
อวัยวะภายใน และสิ่งอื่นๆ หรือแม้กระทั่งจิตเทวะ
โลกแห่งจิตวิญญาณ ทั้งหมดถูกทำลายโดยพลัง
อำนาจของทัณฑ์สวรรค์อันน่ากลัวนี้อย่างสิ้นเชิง
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ