กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 442 : ประตูสูตําหนักหลัก
อู่ อวี้ เอื้อมมือออกปาดเช็ดโลหิตออกจากปากของ
นาง
แม้ ลั่วผิน ยังคงหลับตา ถึงกระนั้นนางก็ย่อม
สัมผัสได้ถึงมัน
“ ข้าจะพาท่านเข้าไปด้านใน ” ขณะ อู่ อวี้ กล่าว
เขาได้พานางมุ่งเปั้าไปยังทิศทางของประตูทางเข้า
ตำหนักหลัก ในเวลาเดียวกันสัญชาตญาณของเขา
ก็ยังคงตื่นตัว คอยฟังการเคลื่อนไหวที่อยู่รอบตัว
อยู่เสมอ
หากให้กล่าวการต่อสู้เมื่อครู่ เป็นการต่อสู้ที่รุนแรง
ดุเดือดมากจริง ๆ หากด้านนอกยังคงมีสรรพเทวะ
วิญญาณ ‘หนามเขียว’ อยู่ละก็ เป็นไปได้ว่าพวก
มันอาจบุกเข้ามาในตำหนักด้านหน้าแล้วเข้าร่วม
ผสมโรงต่อสู้ด้วย
ซึ่งเท่ากับว่าลานคฤหาสน์ในตอนนี้ยังคงปลอดภัย
ในเวลานี้ อู่ อวี้ กำลังมุ่งหน้าเข้าใกล้ตำหนักหลัก
มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเขารู้สึกว่าตนเองกำลังถูกอสูร
ร้ายแห่งสวรรค์และปฐพีจับจ้องอยู่
ดังนั้นเขาจึงพูดคุยกับ หมิงซวง อย่างเป็นส่วนตัว
ขึ้นว่า
” ตำหนักหลักก็ดูทรุดโทรมไม่น้อยเหมือนกัน แต่
ข้าก็ไม่สามารถสัมผัสได้ถึงอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็น
‘ค่ายกลสามยุคดับสูญ’ หรือ บรรพชนมารกลืน
สวรรค์ ก็ตาม ข้าคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้ว
ไม่ต้องพูดถึงวงเวทของเทพเซียน ที่ผนึกบรรพชน
มารกลืนสวรรค์เอาไว้ มันได้เลือนหายกลายเป็น
ขี้เถ้าไปหมดแล้ว! ”
หมิงซวงกล่าวว่า ” เจ้าสามารถมั่นใจได้เลยว่า
เหล่าทวยเทพสวรรค์กระทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีกว่าเจ้า
อย่างแน่นอน พวกเขาใช้ค่ายกลสามยุคดับสูญ
สังหาร บรรพชนมารกลืนสวรรค์ ซึ่งก็แน่นอนอยู่
แล้วว่า บรรพชนมารกลืนสวรรค์ ไม่สามารถดิ้นรน
ขัดขืนได้ หากค่ายกลสามยุคยังคงอยู่ ไม่เพียงแต่
เจ้าจะไม่สามารถก้าวย่างมายังตำหนักหลักได้
แม้แต่ตำหนักชั้นนอกเจ้าก็คงไม่มีปัญญาจะเฉียด
เข้ามาได้เช่นกัน แล้วถ้าหาก บรรพชนมารกลืน
สวรรค์ ยังไม่สิ้นชีพไปจริง ๆ ปั่านนี้มันคงหนี
หายไปนานแล้ว เพราะอย่างไรที่แห่งนี้ก็เป็นอาณา
เขตของมัน ”
หมิงซวงกล่าวถึงเหตุผลต่าง ๆ อันน่าจะเป็น
เมื่อมองรายละเอียดของตำหนักหลักอย่างใกล้ชิด
จะเห็นร่องรอยต่างๆ ที่บ่งบอกถึงว่า มันได้ผ่าน
กาลเวลามานานหลายแรมปี บ่งบอกว่าสิ่งของต่าง
ๆ ไม่ได้ถูกเคลื่อนย้ายมาเป็นเวลานาน สรรพเทวะ
วิญญาณ อย่าง บรรพชนมารกลืนสวรรค์ อยู่ในยุค
เกือบ 600,000 ปีก่อน แม้แต่ทวยเทพก็ยังไม่อาจ
อยู่ได้นานถึงเพียงนี้ กอปรกับ บรรพชนมารกลืน
สวรรค์ อยู่ภายใต้การผนึกของ ‘ค่ายกลสามยุคดับ
สูญ’ อีกด้วย
ถึงจะรู้เช่นนั้น อู่ อวี้ ก็ยังคงระมัดระวังตัวอยู่เสมอ
ในไม่ช้าเขาก็มาถึงบริเวณด้านหน้าของตำหนัก
หลัก ด้านหน้าของเขาเป็นประตูทองเหลืองสัมฤทธิ์
2 บาน ซึ่งคล้ายคลึงกับประตูทางเข้าของตำหนัก
ด้านหน้า ยิ่งไปกว่านั้นมันยังมีความสูงใหญ่ยักษ์
กว่าสองร้อยจั้ง! หากเงยหน้ามองจากด้านล่างไป
ยังด้านบน จะไม่สามารถมองเห็นจุดสิ้นสุดของ
ขอบประตูได้ โดยไม่ต้องกล่าวถึงพระราชวังอันมืด
มิดด้านบน ซึ่งผสานกลมกลืนอยู่ท่ามกลางความ
มืดมิดอย่างสมบูรณ์
” เกล็ดมังกรบรรพกาล อยู่ด้านใน ท่านติดปัญหา
อันใดเช่นนั้นหรือ? ข้ามั่นใจว่าค่ายกลสามยุคดับ
สูญได้สังหาร บรรพชนมารกลืนสวรรค์ จนมันดับ
สูญไปจากโลกนี้แล้ว เมื่อมันตกตายไปแล้วแสดง
ว่าด้านในก็จะเหลือแต่ความว่างเปล่า ” ลั่วผิน
กระซิบข้างหูของเขาอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงของ
นางดูอ่อนแอยิ่งนัก แต่ก็ยังเสนาะเพราะพริ้ง
ดังเช่นเคย
“นำมาให้ข้าที”
หลังจากต้องต่อสู้ ผ่านประสบการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยง
ตายมาจากตำหนักด้านหน้า หากจะต้องเข้าสู่
ตำหนักหลักขึ้นมาจริง ๆ เขาก็จำเป็นต้องเตรียม
ความพร้อม รับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจจะ
เกิดขึ้น เมื่อกวาดสายตามองไปยังลานกว้าง
โดยรอบสถานการณ์ทุกอย่างยังคงปลอดภัยดี เขา
ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปล่อยลั่วผินลง นาง
ยังคงโอบกอดเขา ขณะที่เขากำลังวางนางลงบน
พื้น ในเวลานี้ ลั่วผิน ได้ลืมตาขึ้นจับจ้องมองดู อู่
อวี้ ขณะเตรียมการวางแผน ด้วยสายตาอ่อน
ระโหยโรยแรงแล้วนางก็กล่าวขึ้นว่า ” แม้ท่านจะ
อายุยังน้อย แต่ล้ำเลิศยิ่งนัก ”
นี่คือคำชื่นชมสรรเสริญจาก ลั่วผิน ในระดับสูงสุด
แสดงเห็นว่านางนั้นชื่นชอบ อู่ อวี้ การที่สามารถ
สร้างความประทับใจให้แก่มังกรเทวะได้นั้น ถือว่า
เป็นเรื่องโชคดีเป็นอย่างมาก
อู่ อวี้ ยิ้มพร้อมกับพยักหน้า เขาให้นางรออีกชั่วครู่
หนึ่ง ไม่ว่าจะกระทำการใดเข้ามักจะตัดสินใจอย่าง
เด็ดขาด หลังจากที่เขาตัดสินใจไปแล้วเขาจะไม่มี
ความลังเลอีกแม้แต่น้อย ในเวลานี้เขาหันหน้าเข้า
หาประตูขนาดยักษ์ที่จะพาเข้าสู่ตำหนักหลัก เขา
รู้สึกสังหรณ์ใจอยู่เล็กน้อย ประตูตำหนักหลักขนาด
ยักษ์นี้ผลักเปิดออกได้ค่อนข้างยากลำบาก เขาโอน
ถ่ายพลังเพื่อผลักดันประตูให้เปิดออกอยู่หลายต่อ
หลายครั้ง ซึ่งเขาคิดว่ามันไม่ควรจะเปิดได้ยากเย็น
ถึงเพียงนี้
เขายื่นมือออกไปด้านหน้า เพื่อผลักประตูบานยักษ์
ให้เปิดออก แต่ในครั้งนี้เข้าทุ่มแรงในการผลักเพิ่ม
มากขึ้นกว่าเดิม กล่าวได้ว่าประตูของตำหนักหลัก
เปิดได้ยากเย็นอย่างยิ่ง มันมีน้ำหนักเยอะกว่า
ประตูของตำหนักด้านหน้าเสียอีก โดยเฉพาะเขา
ใช้แรงที่มีในตอนนี้ ยังไม่สามารถทำให้มันขยับ
เขยื้อนได้แม้แต่น้อย!
สถานการณ์เป็นเช่นนี้ อู่ อวี้ จึงเปลี่ยนร่างเป็นร่าง
จำแลงเซียนวานรในบัดดล ส่งผลให้ความ
แข็งแกร่งทางกายเนื้อของเขาเพิ่มสูงขึ้นมาก ส่วน
ทางด้านลั่วผินกำลังจับตาเฝั้าคอยเขาด้วยความ
คาดหวัง ดังนั้นเขาจึงไม่อาจถอดใจได้! เขา
รวบรวมพลังทั้งหมดที่อยู่ภายในร่างให้ระเบิด
ออกมา ผนวกกับแกนกำเนิดที่อยู่ในขั้นสมบูรณ์
พละกำลังทั้งหมดถูกถ่ายโอนไปยังแขนทั้งสองข้าง
เขากรีดร้องคำรามเพื่อเรียกพลัง แล้วผลักประตู
ตำหนักหลักอย่างฉับพลัน!
ไม่นานนักเส้นเลือดทั่วทั้งร่างของ อู่ อวี้ ก็ปูดนูน
ขึ้น
เขารู้สึกตะลึงเป็นยิ่งนัก ด้วยเพราะเขาใช้
พละกำลังทั้งหมดที่มีผลักประตูในครั้ง แต่มันกลับ
ขยับเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ความห่างของประตูที่
ถูกเปิดออก ไม่อยู่ในระดับที่พวกเขาสามารถเอา
ตัวรอดผ่านเข้าไปได้ นั่นเป็นเพราะด้านหลังของ
ประตูสำริดทองเหลืองบานนี้ ถูกลงกลอนเอาไว้
จากด้านใน! อู่ อวี้ ยืนอยู่ระหว่างบานประตูทั้งสอง
จึงทำให้เขาเห็นอย่างชัดเจนว่าหลังประตูบานนี้มี
ชิ้นส่วนเล็ก ๆ สลักลงกลอนคั่นระหว่างประตูทั้ง 2
บาน แสดงว่าตำหนักนี้ถูกสลักลงกลอนปั้องกัน
เอาไว้
เขาผลักมันอีกสองสามครั้ง แต่ประตูบานนี้ก็ถูก
ล็อคอย่างแข็งแกร่งเหนียวแน่นจนน่าแปลกใจ
เว้นเสียแต่ว่าจะถูกเปิดมันจากด้านใน ไม่เช่นนั้น
แล้วก็ไม่มีทางเข้าสู่ตำหนักแห่งนี้ได้
อู่ อวี้ กวาดตามองยังตำแหน่งอื่น ไม่ว่าจะเป็น
บานหน้าต่าง หรือกำแพงที่มืดสนิท ถึงแม้สภาพ
ของพวกมันจะดูเก่าแก่ แต่กลับแข็งแกร่งทนทาน
จนน่าเหลือเชื่อ เขาทดลองใช้ เสาเหยียนหวงเบิก
ฟั้า โจมตีอยู่หลายครั้ง แต่ทุก ๆ ที่ ๆ เขาโจมตีเข้า
ใส่กลับไม่มีร่องรอยของการโจมตีให้เห็น เมื่อนึกถึง
ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่พำนักของ บรรพชนมาร
กลืนสวรรค์ ด้วยพื้นฐานฝึกตนของเขาในยามนี้
ย่อมไม่สามารถสะกิดให้มันเกิดรอยขีดข่วนกับมัน
ได้แม้แต่น้อย เป็นไปได้หรือไม่หากเจาะกำแพงให้
เป็นรู เพื่อที่จะรอดตัวเข้าไปด้านในของตำหนัก ?
หลังจากพยายามอยู่พักใหญ่ ก็ชักเริ่มถอดใจใน
เวลานี้จิตใจของเขารู้สึกกังวลอยู่บ้างเล็กน้อย ด้วย
เพราะ เขาใช้ เสาเหยียนหวงเบิกฟั้า ฟาดใส่ประตู
ทองเหลืองสัมฤทธิ์อยู่หลายต่อหลายครั้ง ประตู
ทองเหลืองสัมฤทธิ์แผดเสียงร้องคำรามดังกึกก้อง
อย่างน่าตกใจ แล้วที่ยิ่งไปกว่านั้นเนื่องจากประตู
บานนี้ถูกลงกลอนจากด้านหลัง จึงไม่มีช่องโหว่ที่
จะสามารถรอดเข้าไปยังด้านในได้
ประตูใหญ่นี้สูงใหญ่นี้กว่า 200 จั้ง อีกทั้งรอย
แตกร้าวบนประตูยังแข็งแกร่งทนทานเป็นอย่างยิ่ง
!
ถึงแม้ อู่ อวี้ จะใช้เคล็ดระเบิดพลังคลั่ง รวบรวม
พลังอำนาจแล้วโจมตีไปอย่างรุนแรงหนักหน่วง
แต่มันก็ยังคงสงบนิ่งไม่ไหวติง คาดว่าต่อให้เป็นเจ้า
นครจักรพรรดิเพลิงมาโจมตีด้วยตนเอง ก็เป็นไป
ไม่ได้เลยที่จะทำลายประตูสัมฤทธิ์แล้วฝั่าเข้าไป
ด้านในได้ เช่นนั้นคงไม่ต้องกล่าวถึงตนเอง เขาเดิน
ย้อนกลับมาอย่างจนใจ ซึ่ง ลั่วผิน แลเห็นทุกสิ่งที่
เกิดขึ้นอย่างชัดแจ้ง
นางยิ้มออกมาอย่างขมขื่น พร้อมกับกล่าวอย่าง
เศร้าสร้อยว่า ” อาจเป็นเพราะสวรรค์ลิขิตให้ข้า
ต้องตาย ในที่สุดเราก็ฝั่าฟันอุปสรรคมากมายจน
มาถึงที่นี่ได้ ไม่คาดคิดว่าประตูจะถูกปิดผนึกจน
ยากจะคลายออกได้เช่นนี้ ”
อันที่จริงแล้วนางรู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าการที่ประตูปิด
ผนึกเช่นนี้ เป็นเสมือนดั่งคำประกาศิต
ประหัตประหารนาง นับตั้งแต่เข้ามาในที่แห่งนี้
นางก็คาดเดาครุ่นคิดเรื่องราวต่าง ๆ มากมายอยู่
ในใจไว้ก่อนหน้าแล้ว ด้วยจิตใจที่เปียมล้นไปด้วย
ความคาดหวังตื่นเต้นถึงขีดสุด ทว่านางกลับต้อง
พบกับความจริงว่าตนนั้นมิอาจเข้าไปได้
บางทีการที่มันถูกปิดผนึกไว้เช่นนี้ อาจเป็นเพราะ
เหล่าเทพเซียน ไม่ปรารถนาให้ผู้ที่มิได้เกี่ยวข้องอัน
ใดเข้าไปด้านใน?
” ลืมเรื่องที่ข้าเคยกล่าวไปแล้วหรือ หากยังไม่ถึง
วินาทีสุดท้ายจริง ๆ ท่านก็ห้ามยอมแพ้เด็ดขาด ”
อู่ อวี้ เอื้อมมือออกไปตบไหล่ของนางเบา ๆ ลาน
คฤหาสน์นี้มีขนาดกว้างใหญ่ไพศาลเป็นอย่างยิ่ง
ซึ่ง อู่ อวี้ ก็พยายามครุ่นคิดหาวิธี ให้นางมีกำลังใจ
ลุกกลับขึ้นมาอีกครั้ง เขาเดินตรวจสอบไปรอบ ๆ
ลานคฤหาสน์อันกว้างใหญ่ ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับ
ตำหนักหลักนี้
” ไม่น่าจะมีวิธีอื่นใดอีก… การที่เรามาไกลได้ถึง
ขนาดนี้ ก็นับว่าสวรรค์เมตตามากแล้ว” ลั่วผิน
กล่าวด้วยน้ำเสียงหดหู่ขีดสุด เนื่องจากในท้ายสุด
แล้ว นางก็ต้องเผชิญหน้ากับความตายอย่าง
หลีกเลี่ยงไม่ได้
ผู้ฝึกตนในวิถีแห่งเต๋า ล้วนเกรงกลัวต่อความตาย
ดังนั้นจึงได้พยายามกระเสือกกระสนฝึกฝนบำเพ็ญ
ยกระดับตนเองไปสู่ขอบเขตที่สูงขึ้น ซึ่งความ
หวาดกลัวนี้ของพวกเขา ก็ไม่ต่างอะไรจากมนุษย์ป
ถุชน
ยิ่งไปกว่านั้น นางเกือบจะทำได้สำเร็จแล้ว
“ เงียบก่อน ” ระหว่างที่จิตใจของ อู่ อวี้ กำลัง
รู้สึกตึงเครียดวิตกกังวลยิ่ง เขาก็กล่าวขึ้นด้วย
น้ำเสียงเย็นชาดุดัน จน ลั่วผิน นิ่งชะงักไปด้วย
ความตกตะลึง นางคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่าง
นางกับ อู่ อวี้ เป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ได้มาพบ
เจอกันโดยบังเอิญ แต่ดูเหมือนว่า อู่ อวี้ จะให้
ความสำคัญกับความเป็นความตายของนางมาก
อู่ อวี้ ยังคงไม่ยินยอมรับความจริงนี้!
ในเมื่อความสำเร็จอยู่เบื้องหน้า แม้กระทั่งหนาม
เขียวพวกเขาก็ผ่านมันมาได้ แล้วเขาจะยืนมองดู
นางตายต่อหน้าต่อตาได้เช่นไรเล่า เขารู้สึกว่า
ตนเองคงต้องทุกข์ระทมใจอย่างยิ่งหากปล่อยให้
เป็นเช่นนั้น
เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ แม้แต่บนกำแพงก็
ไม่มีช่องให้พวกเขาลอดผ่านไปได้แม้แต่น้อย เขา
รู้สึกฉงนสงสัยว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นหรือไม่ อาจ
เป็นไปได้ว่า การเข้าไปสู่ตำหนักหลักจำเป็นต้องใช้
คำสั่งเสียงกับตำแหน่งที่แน่นอน
แต่หลังจากนึกถึงขนาดของตำหนักหลัก กอปรกับ
เดินสำรวจดูรอบ ๆ บริเวณนี้หมดแล้ว เขาก็รู้สึก
ว่าความคิดของตัวเองช่างไร้เดียงสายิ่งนัก
ลั่วผิน จ้องมองใบหน้าด้านข้างของ อู่ อวี้ จาก
ด้านหลัง แล้วกล่าวขึ้นด้วยอารมณ์ความรู้สึก
ซับซ้อนว่า ” สิ่งที่ข้ารู้สึกประทับตราตรึงอยู่ในใจ
มากที่สุด คือตอนที่ข้ายังเยาว์ ข้าก็ชอบจ้องมอง
แผ่นหลังของบิดาเช่นนี้ … ”
อู่ อวี้ หันไปมองนาง อันที่จริงเขาก็คิดจะยอมแพ้
แล้วเช่นเดียวกัน แต่เมื่อได้ยินคำพูดนี้ รวมถึง
ใบหน้าที่หดหู่หมองหม่นของนาง อู่ อวี้ กัดฟัน
แล้วเดินหน้าค้นหาไปรอบ ๆ บริเวณต่อไป เขาคิด
ว่าตราบใดที่ยังไม่สำรวจลานด้านหน้าคฤหาสน์จน
ครบทุกตารางนิ้ว เขาจะไม่ยอมหยุดเด็ดขาด
เมื่อมองดูความบ้าคลั่งของ ‘บุรุษหนุ่มน้อย’ ซึ่ง
อ่อนเยาว์กว่านางมากนัก ลั่วผิน ก็อดยิ้มขึ้นมา
อย่างช่วยไม่ได้ ไม่รู้มาเมื่อใดที่แขนซึ่งโอบกอด
รอบคอของ อู่ อวี้ รัดแน่นขึ้น ลั่วผิน แนบชิดแก้ม
ลงบนหลังของ อู่ อวี้ พยายามจดจำช่วงเวลานี้
เอาไว้ …
กึก!
อู่ อวี้ หยุดอย่างกะทันหัน
ด้านหน้าของเขาเป็นกำแพงสีดำ แต่นี่ไม่ใช่กำแพง
ของตำหนักหลัก ซึ่งไม่ได้เป็นผนังของตำหนักหลัก
แต่มันคือรอยต่อกำแพงระหว่างลานกลาง และ
ลานกว้างของตำหนักด้านหลัง
ถ้าสามารถลอดผ่านกำแพงนี้ไปได้ ก็จะเข้าไปใน
ส่วนลานของตำหนักด้านหลัง
ลานกว้างที่ อู่ อวี้ อยู่ตอนนี้ เชื่อมโยงกับลาน
ด้านหน้า และ ตำหนักกลาง ด้วยเหตุผลเดียวกัน
เป็นได้ว่าตำหนักหลักจะเชื่อมโยงกับตำหนัก
ด้านหลังเช่นเดียวกัน
ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ ปฏิเสธจะยอมแพ้ ภายในจิตใจ
ของเขาเต็มเปียมไปด้วยความยินยอม! เขาไม่เคย
คิดเลยว่า เมื่อลองค้นหาไปรอบ ๆ จะค้นพบ
ความหวังอย่างน่าเหลือเชื่อ!
กำแพงด้านหน้าของเขา มีรูโหว่อยู่ ซึ่งรูโหว่นี้ไม่
ใหญ่มากนัก แต่ก็มากพอให้ อู่ อวี้ 10 คนลอดผ่าน
เข้าไปได้
เมื่อยืนอยู่ด้านหน้ารูโหว่นี้ จะสามารถแลเห็น
ตำหนักที่อยู่ด้านหลังได้ ลานนี้ยังรกร้างว่างเปล่า
เหมือนเช่นเคย ซึ่งมันเกือบจะเสมือนดั่งลานที่ อู่
อวี้ ยืนอยู่ตอนนี้
“ ลั่วผิน! ” อู่ อวี้ กล่าวเตือนนาง
ลั่วผิน ยังจมอยู่ในห้วงอารมณ์สับสนมัวหมอง เมื่อ
นางแลเห็นรูโหว่นี้ ลั่วผิน ก็รู้สึกราวกับว่านางได้
ชีวิตฟืนคืนกลับมาอีกครั้ง ท่ามกลางความสูญเสีย
เหมือนกับว่าชีวิตของนางมีความหมายขึ้นมาอีก
ครั้ง
” ตำหนักด้านหน้ามีประตูอยู่ 2 บาน ข้ามันใจว่า
ตำหนักหลักก็มีอยู่ 2 บานเช่นเดียวกัน ซึ่งยามนี้
ประตูทางเข้าของตำหนักหลักได้ถูกปิดผนึกเอาไว้
แต่ประตูด้านหลังของตำหนักหลัก บางทีอาจจะ
เปิดได้ ถึงแม้จะเป็นความหวังอันริบหรี่ … แต่ข้าก็
ต้องการเห็นมันกับตาให้จงได้! ”
อู่ อวี้ ไม่สามารถอดทนรอได้อีกต่อไป
เขาอยากรู้ว่า ประตูด้านหลังของตำหนักหลักปิด
อยู่หรือไม่ แต่ถ้ามันยังเปิดไม่ได้ ชีวิตที่ฟืน
คืนกลับมาจากความตายของ ลั่วผิน ก็จะกลับ
ตาลปัตรอีกครั้ง!
รูโหว่นี้ซ่อนอยู่ในมุมมืด หากไม่ค้นหาอย่างละเอียด
ถี่ถ้วนหรือพยายามสังเกต จะไม่สามารถแลเห็นได้
เลย ถ้าไม่ใช่เพราะ อู่ อวี้ ปฏิเสธที่จะยอมแพ้
พวกเขาอาจพลาดพลั้งโอกาสครั้งนี้ไป
ภายในจิตใจของ ลั่วผิน อัดแน่นไปด้วยความรู้สึก
อันลึกล้ำอย่างยากจะอธิบายได้ นางไม่รู้ว่าจะ
แสดงความขอบคุณกับ อู่ อวี้ อย่างไรดี นางรู้สึก
ประหลาดใจระคนดีใจเมื่อไหร่เห็นรูโหว่นี้ ถึงแม้จะ
เป็นเพียงความหวังอันริบหรี่ก็ตาม แต่เมื่อมองลอด
ไปยังอีกฝังหนึ่ง นางก็กล่าวร้องเตือน อู่ อวี้
ในทันที “อย่าเข้าไป!”
อู่ อวี้ ที่เกือบจะเข้าไปแล้วหยุดชะงักในทันที
เขาหยุดแล้วถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
ลั่วผิน ตอบกลับว่า ” รูโหว่ของประตูที่เราเห็น
เต็มไปด้วยวงเวท ซึ่งท่านไม่สามารถมองเห็นมันได้
ข้าเองก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่ามันคือวงเวทอะไรกันแน่
หากท่านเร่งรีบหุนหันพลันแล่นเข้าไปท่านอาจจะ
ได้รับบาดเจ็บก็ได้… โปรดรอสักครู่ ”
หลังจากพูดจบ นางก็ล้วงมือเข้าไปในถุงจักรวาล
พร้อมกับหยิบศาสตราเต๋าหน้าตาธรรมดาออกมา
จากนั้นนางก็ให้ อู่ อวี้ ขยับถอยห่างออกไป แล้ว
นางก็เขวี้ยงมันเข้าใส่รูโหว่ประตู
ศาสตราชิ้นนั้นที่ถูกโยนออกไป พุ่งผ่านช่องว่าง
อย่างไร้อุปสรรค์ใด ๆ ขวางกั้น
อู่ อวี้ รู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก แต่ลั่วผินกลับขมวด
คิ้วแล้วกล่าวว่า “แสดงว่าวงเวทนี้ ไม่ได้ปั้องกัน
สิ่งของธรรมดาทั่วไป แต่เป็นไปได้ว่ามันปิดกั้น
ไม่ให้สิ่งที่มีชีวิตรอดผ่านไปได้”
เมื่อ อู่ อวี้ ได้ยินเช่นนั้น แล้วมองลอดผ่านรูโหว่
เข้าไป เขามองลึกเข้าไปในลานของตำหนัก
ด้านหลัง แต่ฉับพลันเขาก็ต้องผงะ เมื่อสายตาของ
เขาไปตกกระทบลงที่หมาปั่าร่างดำทมิฬที่ยืนนอน
อยู่บนพื้น
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ