กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ - ตอนที่ 443 : คายกลตรึงวิญญาณดานเดียว
ถ้ามองในแง่ของความรู้ความสามารถเกี่ยวกับค่าย
กลวงเวท อู่ อวี้ ยังคงห่างไกลจาก ลั่วผิน อย่าง
เทียบกันไม่ติด จนปัจจุบันเขายังไม่อาจสังเกตเห็น
วงเวทที่ปิดกั้นประตูแม้แต่น้อย
แม้แต่ค่ายกลเหนือศีรษะที่เขากระแทกเข้าใส่ก่อน
หน้านี้ อู่ อวี้ ยังไม่อาจมองเห็นมันได้ คาดว่าเซียน
อมตะไม่ได้เป็นผู้จัดเตรียมวงเวทนี้เอาไว้ มัน
จะต้องถูกวาดเพิ่มเติมในภายหลังจากผู้พิทักษ์ของ
นครจักรพรรดิเพลิง
อย่างไรก็ตามหมาปั่าปีศาจร่างดำทะมึนที่ยังมีชีวิต
อยู่ อู่ อวี้ สามารถมองเห็นมันได้ชัดเจน!
หมาปั่าปีศาจร่างสีดำ นอนหลับตาอยู่บนพื้น หาก
ไม่สังเกตดี ๆ แล้ว จะไม่สามารถมองเห็นการ
เคลื่อนไหวบนร่างกายของมันได้ หากมองผิวเผิน
จะคิดว่ามันได้ตกตายไปแล้ว แต่มันหาได้เป็น
เช่นนั้นไม่ หากสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วนจะพบ
เห็นว่า เส้นขนบนร่างของมันยังคงสั่นไหวอยู่
เล็กน้อย ในขณะเดียวกัน เมื่อต้องยืนอยู่ต่อหน้า
ของหมาปั่าปีศาจร่างดำตัวนี้ มันทำให้เขารู้สึกคน
พองสยองเกล้าไปทางสรรพางค์
มันยังไม่ตาย!
ถึงตอนนี้ อู่ อวี้ แทบไม่อยากจะเชื่อสายตา ปีศาจ
ตัวนี้มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน!? หรือมันถูกคุมขังอยู่
ที่นี่ ? เขาไม่คาดคิดว่า ค่ายกลที่ ลั่วผิน กล่าวถึง
จะมีไว้กักขังหมาปั่าปีศาจร่างดำตัวนี้?
ลั่วผิน รีบร้องเตือนบอกเขา เพื่อไม่ให้ไปปลุกหมา
ปั่าปีศาจตัวนี้ให้ตื่นขึ้น เขาพยายามครุ่นคิดอย่าง
รอบคอบละเอียดถี่ถ้วน ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ ได้ทำ
เสียงดังเอะอะโครมคราม แต่ดูเหมือนว่ามันยังไม่
ดังพอที่จะปลุกปีศาจหมาปั่าร่างดำตัวนี้ให้ตื่นขึ้น
แสดงว่ามันคงจะขี้เซา ไม่ตื่นขึ้นมาอย่างง่าย ๆ
หรือเป็นเพราะว่า มันไม่ได้ยินการเคลื่อนไหวที่
เกิดขึ้นที่นี่
“จะมีปีศาจอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!?” แม้ว่าปีศาจจะต้อง
ใช้เวลาบำเพ็ญเพียรเป็นเวลานานก็จริง แต่ปัญหา
ใหญ่ก็คือมันมาโผล่ที่นี่ได้อย่างไร
ลั่วผินส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า ” นี่ไม่ใช่ปีศาจ แต่
มันเป็น สรรพเทวะวิญญาณ ที่ถือกำเนิดขึ้น
ระหว่างสวรรค์ปฐพี แม้รูปลักษณ์ของมันจะดู
เหมือนปีศาจก็จริง แต่แท้จริงแล้วมันคือ สรรพเท
วะวิญญาณ โตเต็มวัยที่สามารถแม้แต่ก่อรูปร่าง
เป็นมนุษย์ได้ ถือเป็นเรื่องปกติยิ่ง อีกทั้งเจ้าตัวนี้
กับปีศาจมันแตกต่างกันอย่างใหญ่หลวงนัก ”
เป็นเช่นนี้เอง
ที่แท้มันคือ ‘สรรพเทวะวิญญาณ’
” ถ้าเช่นนั้น มันก็น่าจะเป็นฝีมือของอดีตผู้พิทักษ์
นครจักรพรรดิเพลิง ข้าทราบว่า ‘สรรพเทวะ
วิญญาณ’ มันถือกำเนิดขึ้นมาอย่างบ่อยครั้งในที่
แห่งนี้ เท่ากับว่าค่ายกลนี้มีไว้เพื่อกักขัง ‘สรรพเท
วะวิญญาณ’ ตัวนี้เช่นนั้นน่ะหรือ? ” อู่ อวี้
สามารถเดาได้เพียงแค่นี้
อันที่จริงที่นี่คือ คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์ ฉะนั้นจึง
มีโอกาสสูงที่ ‘สรรพเทวะวิญญาณ’ จะถือกำเนิด
ขึ้นมา การที่ ‘สรรพเทวะวิญญาณ’ 2 ชนิดเกิด
ขึ้นมาอยู่ในสถานที่เดียวกันเช่นนี้ แสดงว่าที่นี่คือ
สถานที่พิเศษ
อาจเป็นเพราะ บรรพชนมารกลืนสวรรค์ ของพวก
มันอยู่ที่นี่ก็เป็นได้
“ ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น ” ลั่วผิน จ้องมองไปยังคาย
กลที่อยู่เบื้องหน้าด้วยท่าทางเคร่งขรึม หลังจาก
นางสังเกตอยู่ประมาณ 1 ก้านธูป จึงลองทดสอบ
อยู่หลายครั้ง และแล้วนางก็ได้ข้อสรุปในที่สุด
“ ดูเหมือนว่ามันจะเป็น ‘ค่ายกลตรึงวิญญาณด้าน
เดียว ‘ มันมีไว้สกัดกั้นสิ่งมีชีวิตประเภทวิญญาณ
เท่านั้น อีกทั้งมันยังสกัดแค่เพียงด้านเดียว ในช่วง
สั้น ๆ เราสามารถเข้าไปในค่ายก่อนนี้ได้ แต่
หลังจากเข้าไปเราจะออกมาไม่ได้! หากหาทางอื่น
ออกมาไม่ได้ ท่านก็จะถูกขังอยู่ในนั้นไปตลอดกาล
”
“นี่คือทวารที่จะพาเข้าสู่ คฤหาสน์มารกลืนสวรรค์
มันน่าจะอยู่ที่นี่นานแล้ว เจ้านครจักรพรรดิเพลิง
คงจะเป็นผู้ปิดผนึกที่นี่เอาไว้ ซ้ำร้ายยังมี สรรพเท
วะวิญญาณ ปรากฏตัวขึ้นที่นี่อีก ฉะนั้นพวกเขาจึง
ปิดผนึกที่นี่เสียเลย เพื่อไม่ให้พวกมันออกมาได้อีก
ซึ่งโดยปกติแล้วพวกมันก็จะตกตายอยู่ภายในนี้ ”
” ทำไมถึงปิดผนึกแค่เพียงด้านเดียว ไม่ใช่ทั้งสอง
ด้าน ? ” อู่ อวี้ ไต่ถาม
ลั่วผิน ส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า ” อันนี้ข้าก็ไม่ทราบ
เช่นกัน อาจเป็นเพราะความสามารถของผู้ผนึกมี
จำกัด หรือ อาจจะมีเหตุผลอื่น แต่ที่แน่ๆตอนนี้
ท่านยังเข้าไปด้านในไม่ได้ อีกอย่างค่ายกลนี้ไม่
เพียงแค่มี สรรพเทวะวิญญาณ อยู่ด้านในเท่านั้น
แต่ยังมี ‘ค่ายกลตรึงวิญญาณด้านเดียว’ ซึ่งเข้าไป
ได้แต่ออกมาไม่ได้อีก ซึ่งถ้าหากประตูด้านหลังของ
ตำหนักหลักถูกผนึกเช่นนี้ พวกเราก็อาจจะตกตาย
อยู่ภายในนั้น ”
นับเป็นเรื่องแปลกที่ได้พบเจอ ‘ค่ายกลตรึง
วิญญาณด้านเดียว’ อยู่ในที่แห่งนี้ สิ่งนี้มันยิ่งทำให้
อู่ อวี้ รู้สึกหดหู่เศร้าหมองอยู่ไม่น้อยทีเดียว
สิ่งน่าหดหู่มากที่สุดก็คือ สรรพเทวะวิญญาณ อยู่
ภายใน
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ความหวังที่จุดประกายอยู่เมื่อ
สักครู่นี้ของ อู่ อวี้ มันทลายมอดไหม้ลงในบัดดล
อีกครั้ง
ในเวลานี้เขารู้สึกหดหู่เศร้าหมองเป็นอย่างยิ่ง!
แล้ว อู่ อวี้ ก็กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง
” ข้าจะเข้าไป หากเข้าไปอย่างน้อยก็ยังเหลือ
ความหวังอยู่ แต่ถ้าหากข้าไม่เข้าไปข้างในนั้น เรา
ก็จะไม่มีความหวังหลงเหลืออยู่อีกเลย!”
ลั่วผิน กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง ” ไม่ได้เด็ดขาด
ข้าจะไม่ยอมให้ท่านมาเสี่ยงชีวิตเช่นนี้ ถ้าจะต้อง
เข้าไป ข้าขอเข้าไปด้วยตนเอง! ”
” ท่านอย่าได้เอาชีวิตมาเสี่ยง เช่นดั่งตอนอยู่
ตำหนักด้านหน้าอีก แล้วท่านยังคิดจะทำเช่นนี้อีก
หรือ? ” หากเขาต้องทนดู ลั่วผิน สูญสลาย
กลายเป็นหมอกควันอยู่ที่นี่ แม้แค่เพียงฐานะสหาย
เขาก็ไม่อาจทนได้
ลั่วผิน กล่าวขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ว่า ” หนนี้
ไม่ใช่ภารกิจ ฉะนั้นขอเป็นข้าเองเท่านั้นที่จะเข้าไป
ตอนนี้ สรรพเทวะวิญญาณ มันกำลังนอนหลับซึ่ง
ราวกับกำลังต่อชีวิตให้มันยืนยาวขึ้น หลังจากที่ข้า
เข้าไปแล้ว บางทีอาจจะไม่ไปรบกวนมัน หาก
ประตูด้านหลังของตำหนักหลักเปิดออกได้ ข้าก็จะ
แอบย่องเข้าไปด้านใน เพียงเท่านี้ก็จะประสบ
ความสำเร็จ แต่ถ้าประตูด้านหลังปิดสนิท ข้าก็คง
ไร้ซึ่งหนทาง คงพูดได้เพียงว่าข้านั้นได้ตายไปแล้ว
ให้ถือเสียว่าสวรรค์ลิขิตเอาไว้ก็แล้วกัน! ”
เมื่อนางได้ตัดสินใจลงไปแล้ว ด้วยอุปนิสัยของนาง
ยากที่จะสั่นคลอนเจตจำนงทำให้นางเปลี่ยนใจ
นางไม่สามารถทนดู อู่ อวี้ เอาชีวิตเข้ามาเสี่ยงกับ
เรื่องของตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อู่ อวี้ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า ” ถ้าเช่นนั้น
เราก็เข้าไปด้วยกัน ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจะได้ช่วยเหลือ
กันได้ ”
“ไม่! หากข้าล้มเหลว ท่านจะออกจากที่นี่ได้โดยไม่
ต้องเสี่ยง ” ลั่วผิน กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
จริงจัง นางจ้องมอง อู่ อวี้ ด้วยน้ำตาคลอเบ้า อาจ
เป็นเพราะนางสัมผัสไดว่า อู่ อวี้ ยังคงพยายาม
ทุ่มเททำให้นางมาอย่างต่อเนื่อง
ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่อาจปล่อยให้ อู่ อวี้ เอาชีวิต
ของตนเองไปเสี่ยงเพื่อนางอีก
” อู่ อวี้ ข้าคงจะกล่าวได้เพียงแค่ขอบคุณเท่านั้น
ในยามที่ข้าเดียวดายตกอยู่ในสภาพย่ำแย่เช่นนี้
การมีสหายจริงใจซื่อตรงต่อกันเช่นนี้นับว่าสวรรค์
ได้ประทานพรให้แล้ว” ลั่วผิน จ้องมองเขาด้วย
ดวงตาอ่อนโยน ดวงตาทั้งคู่เอ่อล้นไปด้วยหยาด
น้ำตา พร้อมกับโอบกอดร่างของเขาไว้แน่น
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ดูเหมือนว่าเขาคงไม่
อาจห้ามนางไม่ให้ไปเสี่ยงได้เสียแล้ว
หลังจากตัดสินใจกันได้แล้ว อู่ อวี้ ก็วางนางลงบน
พื้น ในตอนนี้นางแทบจะไม่สามารถยืนทรงตัวได้
จำต้องยืนอิงกายพิงผนังเอาไว้ เตรียมพร้อมที่จะ
ผ่านเข้าสู่ ‘ค่ายกลตรึงวิญญาณด้านเดียว’
อู่ อวี้ กัดริมฝีปากแล้วกล่าวว่า ” ถ้ามีสิ่งใดที่ข้า
สามารถช่วยท่านได้? ขอให้เอ่ยมาได้เลยอย่าได้
เกรงใจ ”
เมื่อเขาหันมองมาที่นาง นางก็ส่ายศีรษะแล้วกล่าว
ว่า ” บางที แพรหัวใจสมุทร ผืนนี้อาจจะช่วย
ปกปั้องร่างกายของข้าได้สักระยะหนึ่ง สิ่งนี้คือ
ศาสตราเต๋าวิถีแท้ชนิดปั้องกัน ตอนนี้ข้าคงต้องขอ
ยืมศาสตราเต๋าวิถีแท้ชิ้นนี้ก่อน … ”
คงต้องกล่าวว่า อู่ อวี้ ก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ลังเล
แม้แต่น้อย เขาเอาแพรหัวใจสมุทรพันไว้ที่คอของ
ลั่วผิน เมื่อผิวขาวเนียนละเอียดอ่อนของนาง ตัด
กับผ้าพันคอสีน้ำเงินอันอ่อนนุ่ม กล่าวได้ว่าเป็น
เช่นดั่งดอกบุปผาที่ถูกประดับประดาบนผ้าแพรก็มิ
ปาน ยิ่งทำให้รูปทรงของนางดูโดดเด่นน่า
ประทับใจยิ่งขึ้น
อันที่จริงแล้วนางมีความสามารถอยู่ในระดับที่สูง
ล้ำยิ่ง ทำให้นางไม่จำเป็นต้องทำพันธสัญญากับ
แพรหัวใจสมุทร แพรนี้ก็ปลดปล่อยแสงสีอ่อนนวล
ห้อมล้อมร่างของนางไว้ ดังนั้นในเวลานี้ร่างของ
นางจึงถูกห่อหุ้มอยู่ท่ามกลางแสงสีฟั้าอ่อนนวล
” ดูดีไม่เลวทีเดียว หากประตูด้านหลังตำหนักหลัก
ปิดจริง หรือ สรรพเทวะวิญญาณ เกิดตื่นขึ้นมา
ข้าจะพยายามโยนมันออกมาคืนให้แก่ท่าน ” ลั่ว
ผิน มองเขาด้วยสายตาอ่อนโยนขณะกล่าวขึ้น
อย่างแผ่วเบาประหนึ่งรำพึงกับตัวเอง ในเวลานี้
นางพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าแล้ว ไปยัง ค่ายกล
ตรึงวิญญาณด้านเดียว’
ส่วน อู่ อวี้ ยังพยายามที่จะต่อสู้
ระหว่างที่เขากำลังมุ่งความสนใจไปยัง ลั่วผิน ซึ่ง
กำลังก้าวเดินเข้าไปในค่ายกลสื่อวิญญาณด้าน
เดียว ทันใดนั้นเอง ก็มีพายุพัดโหมกระหน่ำอย่าง
รุนแรงบังเกิดขึ้นอยู่ด้านหลังของเขา พายุนี้เกิดขึ้น
อย่างกะทันหันจน อู่ อวี้ ไม่ทันได้ตั้งตัวใด ๆ อัด
กระแทกเข้าใส่ร่างของ อู่ อวี้ อย่างจัง ร่างของเขา
ถูกอัดกระแทกจนปลิวกระเด็นออกไปในบัดดล!
ถึงแม้ลมพายุที่กำลังพัดโหมกระหน่ำอยู่นี้ จะไม่
สามารถทำอะไรกับเขาได้ แต่ปัญหาก็คือ ตอนนี้
เขายืนอยู่ด้านหน้าค่ายกลตรึงวิญญาณด้านเดียว!
อยู่ห่างไปไม่ถึง 4 ฉื่อด้วยซ้ำ
ลั่วผิน ซึ่งอยู่ทางด้านขวาของ อู่ อวี้ กำลังเตรียม
จะเข้าไปใน ค่ายกลตรึงวิญญาณด้านเดียว
สัมพันธ์กระแสสายวาโยก็ระเบิดพวยพุ่ง อัด
กระแทกเข้าใส่ร่างของ อู่ อวี้ อย่างฉับพลัน จน
ร่างของเขาลอยกระเด็นเข้าไปใน ค่ายกลตรึง
วิญญาณด้านเดียว หลังจากที่รักษาความมั่นคง
ร่างกายกับมาได้อีกครั้ง อู่ อวี้ ก็พบว่าตนได้หลุด
เข้ามาใน ค่ายกลตรึงวิญญาณด้านเดียว แล้ว
หากอยู่ในยามปกติแล้วละก็ กระแสวาโยที่ปะทุ
ขึ้นมาอย่างฉับพลันนี้ หาได้มีภัยคุกคามแก่ อู่ อวี้
แม้แต่น้อย ทว่าในขณะนี้ มันสามารถเปลี่ยนแปลง
สถานการณ์ของเขาได้เลยทีเดียว
แต่ ลั่วผิน ไม่ได้ถูกพายุอัดกระแทกเช่นเดียวกับ
เขา แต่นางถูกพายุพัดโหมกระหน่ำ จนลอย
กระเด็นออกไปด้านข้าง!
เหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ปะทุขึ้นอย่างฉับพลันนี้ ได้
ส่งร่างของ อู่ อวี้ เข้าไปในลานกว้างของตำหนัก
ด้านหลัง ส่วน ลั่วผิน ก็กระเด็นกระดอนไปอีกทาง
หนึ่ง ตอนนี้นางตกในสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีเท่าใดนัก
ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพายุที่ปะทุขึ้นมาอย่าง
ฉับพลันนี้ ร่างของนางจึงลอยกระเด็นออกไป อัด
กระแทกลงสู่พื้นปฐพี ห่างออกไปหลายจั้ง
สีหน้าของ ลั่วผิน เปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวง
นางพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน เนื่องจาก
ล่วงรู้ได้อย่างชัดเจนว่า อู่ อวี้ ได้ผ่านเข้าไปใน
‘ค่ายกลตรึงวิญญาณด้านเดียว’ แล้ว!
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ คือสิ่งที่เขาไม่อาจ
ยอมรับได้
สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหันนี้
ผู้ใดเป็นคนทำกันแน่ ?
ภายในคฤหาสน์มารกลืนสวรรค์แห่งนี้ จะไปมีคน
อื่นได้อย่างไร?
อู่ อวี้ หันหลังกลับไปมองในทันที เขามองผ่านร่าง
ของ ลั่วผิน แลเห็นว่าตำแหน่งที่พวกเขาเคยยืนอยู่
มีคนผู้หนึ่งซึ่งสวมใส่ชุดกระโปรงสีดำแดง เปียมล้น
ไปด้วยความงดงามอย่างหามิได้ ส่วนเว้าส่วนโค้ง
ซึ่งทำให้ผู้เฝั้ามองต้องตะลึงลาน คนผู้นั้นก็คือ ฉิน
ฝูเหยา ที่กำลังร่อนลงมาสู่พื้นอย่างแผ่วเบา ด้วย
ท่วงท่าซึ่งเปียมล้นไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนรัญจวนใจ
พร้อมรอยยิ้มพึงพอใจที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของ
นาง
” ขอบคุณพวกเจ้าทั้งสอง สำหรับข้อมูลอย่าง
ละเอียดของค่ายกลตรึงวิญญาณด้านเดียว อ้อ ข้า
ต้องขอบคุณที่พวกเจ้าช่วยทำลายอุปสรรค
ระหว่างทาง จนข้ามาถึงที่นี่ได้อย่างปลอดภัยไร้
รอยขีดข่วน ” ฉิน ฝูเหยา ยิ้มหวาน พร้อมกับ
แสดงท่าทางภาคภูมิใจในตนเองอย่างยิ่ง
นางมองไปที่ ลั่วผิน อย่างกังขาประหลาดใจแล้ว
กล่าวขึ้นว่า ” ข้าไม่เคยคิดเลย ตัวตนที่แท้จริงของ
เจ้าจะน่าเกรงขามถึงเพียงนี้ เจ้ากลายเป็นสัตว์
สวรรค์เสียได้ แหม ๆ ๆ ช่างน่าอิจฉาเสียจริงเชียว
น่าเสียดายที่ยามนี้เจ้าอยู่ในสภาพจะตายแหล่มิ
ตายแหล่ คงจริงดั่งที่ใคร ๆ ก็พูดกันว่าหญิงงามมัก
อาภัพ ช่างน่าสงสาร ช่างน่าสงสารเสียเหลือเกิน”
ทันใดนั้นพวกเขาก็ตกอยู่สภาพเป็นรองอย่าง
สมบูรณ์
เห็นได้ชัดว่า ฉิน ฝูเหยา ได้สะกดรอยตามพวกเขา
ทั้งสองมา เพียงแค่พวกเขาไม่รู้ว่านางใช้วิธีใด
เท่านั้น ด้วยเพราะก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ กับ ลั่วผิน ไม่
สามารถหาตัวนางพบ นางซุ่มดูเหตุการณ์ทุกอย่าง
เป็นเวลานาน จนในที่สุดนางก็ได้ล่วงรู้ความลับ
ของลั่วผิน!
อย่างไรเสีย อู่ อวี้ ก็รู้สึกประทับใจในตัวนางเป็น
อย่างยิ่ง ถึงแม้ ฉิน ฝูเหยา จะเปลี่ยนไปเล็กน้อย
แต่ไม่ใช่คนเลวร้ายเช่นนี้!
แต่เขาก็หาได้สนใจอะไรมากนัก จากนั้นเขาก็รีบวิ่ง
ออกไปทันที แต่เมื่อเข้ามาใกล้ ‘ค่ายกลตรึง
วิญญาณด้านเดียว’ อานุภาพของค่ายกลก็ปรากฏ
ขึ้น แล้วผลักร่างของเขาก็กระเด็นออกไปอย่าง
รุนแรง อานุภาพของมันช่างร้ายกาจ อู่ อวี้ รู้สึก
เสมือนว่าตนเองถูกค้อนทุบเข้าใส่ตรง ๆ ร่างของ
เขาลอยกระเด็นออกไป ร่วงลงไปนอนกับพื้นพร้อม
กับกระอักโลหิต!
ตึ้ง!!! อั่ค!!!
สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าก็คือ ร่างของเขาร่วงอยู่ใกล้ ๆ
กับหมาปั่าปีศาจร่างทมิฬ …
ถือว่าวิกฤติอย่างแท้จริง!
แต่โชคยังดีที่ สรรพเทวะวิญญาณ ยังไม่ตื่น มัน
เพียงแค่พลิกตัวจากนั้นก็นอนต่อ
การที่ร่างของเขาร่วงลงข้าง ๆ สัตว์ร้ายเช่นนี้ ทำ
ให้เขารู้สึกขนลุกขนพองอย่างแท้จริง เขารีบลุก
ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ไปยังด้านหน้าของ
ค่ายกลตรึงวิญญาณด้านเดียว
” ฉิน ฝูเหยา ไฉนเจ้าถึงทำเช่นนี้ ? เจ้าได้
ประโยชน์อันใด ? ” อู่ อวี้ ข่มเขี้ยวเคี้ยวฟันไต่ถาม
ด้วยโทสะ จากพฤติกรรมของนางบ่งบอกว่านาง
ต้องการให้เขาตกตายอยู่ที่นี่!
………………………………………………..
(´▽`).。o♡ เพลิน
กลืนสวรรค์สะท้านทวยเทพ